จัดตั้งรัฐบาล

“ศุภจี” ยัน! มีชื่อ ครม.อนุทิน 1 รมว.พาณิชย์

“ศุภจี” โต้ข่าวหลุดโผ ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” ยันมีชื่อเป็น รมว.พาณิชย์ ยืนยันชัดเจน เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้

จากกระแสข่าวลือเรื่องการปรับเปลี่ยนโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังอยู่ในช่วงตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ ซึ่งโผ ครม.อนุทิน 1 ได้มีการทาบทามและเปิดตัวรัฐมนตรีโควตาคนนอกหลายท่าน โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงเศรษฐกิจ

ล่าสุด มีข่าวลือว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อาจจะหลุดจากโผ ครม. แต่เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการยืนยันว่า นางศุภจี ยังคงมีชื่ออยู่ในครม.อนุทิน 1 ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสัดส่วนของคนนอก และมีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

ต่อมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง และตนเองจะเดินทางไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยในวันพรุ่งนี้ เพื่อยืนยันความพร้อมในการเข้าร่วมรัฐบาล

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

“ศุภจี” โต้ข่าวหลุดโผ ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” ยันมีชื่อเป็น รมว.พาณิชย์

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตาอย่างใกล้ชิดถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย

ข่าวลือที่เกิดขึ้นสร้างความสับสนให้กับประชาชนเเละนักลงทุน แต่การยืนยันจากทั้งนายอนุทินและนางศุภจี ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในระดับหนึ่ง

ทำความรู้จักกับ ครม.อนุทิน 1

การที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลใหม่ในการดึงบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์จากภาคเอกชนเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและอาจนำมาซึ่งนโยบายใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ การแต่งตั้งครม.อนุทิน 1 ยังคงต้องรอการพิจารณาและอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่การที่มีชื่อของนางศุภจี ปรากฏอยู่ ย่อมเป็นที่น่าจับตามองว่าเธอจะสามารถนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาช่วยยกระดับกระทรวงพาณิชย์และเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร

สำหรับประวัติของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นั้น ถือเป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแวดวงธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว การที่เธอตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองย่อมมาพร้อมกับความท้าทายและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ นางศุภจีจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่ซับซ้อน และต้องทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

สุดท้ายนี้ เราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น จะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงให้กับประเทศไทย และขอเป็นกำลังใจให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

การที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการให้ความสำคัญกับภาคเอกชน และการดึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถจากหลากหลายสาขาอาชีพมาร่วมกันพัฒนาประเทศ ผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของนางศุภจี จะสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ที่มา – “ศุภจี” โต้ข่าวหลุดโผ ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” ยันมีชื่อเป็น รมว.พาณิชย์

“ลุงป้อม” แสดงความยินดี “อนุทิน” นายกฯคนที่ 32

โฆษกพรรคพลังประชารัฐ นำแจกันดอกไม้จาก “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ร่วมแสดงความยินดี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

วันที่ 9 กันยายน 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางนำช่อดอกไม้ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โดยเป็นดอกไม้ในแจกันกระจก มีดอกกุหลาบสีขาว ดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าแกมน้ำเงิน ผูกโบว์สีทองน้ำเงิน มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมแนบนามบัตรเขียนด้วยลายมือของพล.อ.ประวิตร ข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 พล.อ.ประวิตร”

“ลุงป้อม” ส่งแจกันดอกไม้แสดงความยินดี “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การแสดงความยินดีของ พล.อ.ประวิตร ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นสองพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความร่วมมือทางการเมืองที่แน่นแฟ้นในอนาคตอีกด้วย การที่ พล.อ.ประวิตร ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับ นายอนุทิน ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองที่แสดงออกถึงความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ความหมายของดอกไม้ในแจกันที่ “ลุงป้อม” ส่งให้ “อนุทิน”

ดอกไม้ที่ พล.อ.ประวิตร เลือกใช้ในแจกันมีความหมายที่น่าสนใจ ดอกกุหลาบสีขาวสื่อถึงความบริสุทธิ์ ความเคารพ และความจริงใจ ในขณะที่ดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าแกมน้ำเงินสื่อถึงความขอบคุณ ความเข้าใจ และความปรารถนาดี การผสมผสานดอกไม้ทั้งสองชนิดนี้เข้าด้วยกันจึงสื่อถึงความปรารถนาดีอย่างจริงใจจาก พล.อ.ประวิตร ที่มีต่อนายอนุทิน ในการที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและความเปลี่ยนแปลง การที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถร่วมมือกันทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การแสดงความยินดีของ พล.อ.ประวิตร ต่อ นายอนุทิน ในครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

นอกจากนี้ การที่ พล.อ.ประวิตร ลงนามในนามบัตรด้วยลายมือตนเอง ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความจริงใจที่มีต่อนายอนุทิน อีกทั้งยังเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้นนอกเหนือจากความสัมพันธ์ทางการเมืองอีกด้วย

การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของนายอนุทิน ถือเป็นก้าวสำคัญในการเมืองไทย และเป็นความหวังของประชาชนในการที่จะเห็นประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น การสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หวังว่าการแสดงความยินดีจาก “ลุงป้อม” จะเป็นกำลังใจสำคัญให้นายกฯ อนุทิน ในการบริหารประเทศต่อไป

ที่มา – “ลุงป้อม” ส่งแจกันดอกไม้แสดงความยินดี “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

อนุทินอึ้ง! สันติคุณสมบัติไม่ผ่าน ส่งลูกชายแทน

“นายกฯ อนุทิน” ยันตรวจคุณสมบัติใครไม่ผ่านก็ไม่ได้ ลือหึ่ง “สันติ” ไม่พร้อมแล้ว หลังขาดคุณสมบัตินั่งรัฐมนตรี ดัน “พัฒนา” ลูกชาย นั่ง รมว.สาธารณสุขแทน

วันที่ 9 ก.ย. 2568 เมื่อเวลา 17.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ถึงกระแสข่าวที่นายสันติ คุณสมบัติไม่ผ่าน พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี นายอนุทิน ถึงกับร้องหึ้ย ตนยังไม่ทราบ ท่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะแจ้งมา หากใครมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ และชัดเจนว่าหากใครมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ก็จะนำเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่ได้ ไม่ต้องกังวล เพราะนี่คือเหตุผลที่เสนอรายชื่อไปเกิน 36 รายชื่อ เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าว นายวรภัค ธันยาวงษ์ ที่ถูกวางตัวให้เป็นรมว.คลัง ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหาจะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติว่า เราส่งรายชื่อทุกคนที่จะได้รับการแต่งตั้งไปตรวจสอบ เราต้องเชื่อการตรวจสอบ เราด่วนสรุปก่อนหรือไปฟังหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ได้

อนุทินอึ้ง! สันติคุณสมบัติไม่ผ่าน ส่งลูกชายแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะลงตัวแล้ว แต่ล่าสุดรายงานว่า ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ ติดอยู่ในโผ แต่จากการตรวจสอบประวัติ นายสันติ พบว่าสันติ คุณสมบัติไม่ผ่านรัฐมนตรี

ทั้งนี้ นายสันติ จะส่งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ลูกชายมานั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแทน นี่คือประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการการเมือง

เกิดอะไรขึ้นกับคุณสมบัติของสันติ?

การที่นายสันติ คุณสมบัติไม่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นนั้น สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่าย คำถามคืออะไรคือสาเหตุที่ทำให้คุณสมบัติของนายสันติไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีเป็นกระบวนการที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งมีความเหมาะสม โปร่งใส และมีความซื่อสัตย์

แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า ปัญหาอาจเกิดจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีความในอดีต หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ หากคุณสมบัติของนายสันติไม่ผ่านจริง การเสนอชื่อลูกชาย คือนายพัฒนามารับตำแหน่งแทน ก็อาจเป็นทางออกเพื่อรักษาเก้าอี้ของพรรค

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในนาทีสุดท้ายเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายสันติเป็นเครื่องเตือนใจว่า การตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็น และควรมีกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดมารับใช้ประเทศชาติ

การตัดสินใจครั้งนี้ของนายสันติที่จะส่งลูกชายเข้ามารับตำแหน่งแทน สร้างความสนใจและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการทำงานของรัฐบาลอย่างไร

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ การเปลี่ยนแปลงในโผ ครม. ครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนจริงๆ ต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะได้รับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่จะเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศนั้นเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมและโปร่งใสอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ พวกเราต้องร่วมกันจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และติดตามข่าวสารอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของการเมืองไทย และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่ออนาคตของประเทศของเรา

ที่มา – “อนุทิน” ร้องหึ้ย หลังได้ยิน “สันติ” คุณสมบัติไม่ผ่าน- เจ้าตัวส่ง “พัฒนา” ลูกชายนั่งแทน

ครม.อนุทิน 1: อัปเดตล่าสุดใกล้ 100% เตรียมทูลเกล้าฯ

อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้ ดูเหมือนว่ารายชื่อจะเกือบสรุปผลเป็นที่เรียบร้อย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อกว่า 40 รายชื่อ ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในสัปดาห์นี้ ข่าวนี้ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ตามรายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีค่อนข้างชัดเจน โดยมีการตรวจสอบประวัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมดแล้ว และนี่คือรายชื่อล่าสุดที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้ง:

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  3. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  4. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  5. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ
  6. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  7. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  8. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  9. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
  10. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย
  11. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  12. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  13. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  14. นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
  15. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รอการยืนยัน)
  16. พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  17. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  18. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  19. นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
  20. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  21. นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์
  22. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  23. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  24. นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  25. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (แทนสันติ)
  26. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  27. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ความสำคัญของการ อัปเดต ครม.อนุทิน 1

การ อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ เพราะเป็นการกำหนดทิศทางและนโยบายของรัฐบาลในอนาคต การมีคณะรัฐมนตรีที่พร้อมทำงานและมีวิสัยทัศน์ จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียดถี่ถ้วน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการคัดเลือกบุคลากรที่มีความเหมาะสม เพื่อเข้ามาบริหารประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีชื่อของนายสันติ ปิยะทัต กรรมการผู้จัดการบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย รอการยืนยันผลอีกด้วย

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้จะสามารถนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อกว่า 40 ราย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 วัน

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและนโยบายของประเทศ การ อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอีกมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้น

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศ การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้ก้าวหน้าต่อไปได้ หวังว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้

อนุทินตั้ง “บิ๊กเล็ก” รมว.กลาโหม: ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก

คอนเฟิร์มร่วม ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” พา “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” โชว์ตัวนั่ง รมว.กลาโหม ประกาศให้อำนาจเต็มก่อนบินประชุม GBC ชี้ ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อหารือถึงกรอบแนวทางการทำงาน โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พรรคภูมิใจไทย ภายหลังที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวปรากฏชื่อในโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสัดส่วนคนนอก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือร่วมกัน นายอนุทิน ได้พา พล.อ.ณัฐพล มาโชว์ตัว และให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นทางการ ถึงการจะมารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ว่า นี่เป็นสิ่งที่ตนปฏิบัติมาโดยตลอดช่วง 2-3 วันนี้ เมื่อตนได้เชิญผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่เป็นบุคคลภายนอก จะนำมาแนะนำให้กับประชาชนได้รับทราบ ตนใช้เวลาในการหารือจนในที่สุดขอเชิญ รมช.กลาโหม ในรัฐบาลชุด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร คือ พล.อ.ณัฐพล ขอความกรุณาให้ท่านช่วยรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ให้กับรัฐบาลของตน เพื่อที่จะได้เกิดความมั่นใจว่าภารกิจ หน้าที่การดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ดำเนินต่อไปโดยไม่มีสะดุดหรือชะงัก ศัพท์ทหารคือไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า พล.อ.ณัฐพล ถามกับตนประเด็นที่สำคัญคือท่านจะมีอำนาจขอบเขตในการปฏิบัติภารกิจแค่ไหน ตนยืนยันว่ามีอำนาจเต็ม ตนไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการทหาร แต่ท่านเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก เป็นเสนาธิการทหารบก เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) และตนทำงานกับท่านอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เราจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านโควิด-19 ท่านก็เป็นเลขาธิการศูนย์ เราทำงานกันมามีความสัมพันธ์ที่ดี มีความเข้าใจในการทำงาน ยอมรับซึ่งกันและกัน

“ถือว่าการกำกับดูแลกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของผม มีความจำเป็นต้องได้ พล.อ.ณัฐพล มาดูแลงานด้านนี้”

เมื่อถามว่านอกจากเรื่องอำนาจเต็ม ยังมีเรื่องอะไรที่จะขอเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ตนขอให้ชีวิตของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ มีความเป็นปกติสุข มีสันติภาพ มีภราดรภาพ มีวิถีชีวิตที่สามารถทำมาค้าขายซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้รายได้ขาดหาย เนื่องจากความไม่เข้าใจหรือปัญหาที่พวกเขาไม่ได้ก่อ นี่คือเป้าหมายของตน

ส่วนที่มีข้อเรียกร้องในการยกเลิก MOU 2543-2544 ว่าเราเสนอไปแล้วจะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งเป็นการดำเนินงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ อย่างน้อยวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน 2568) ที่ พล.อ.ณัฐพล จะไปประชุม GBC ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งก่อนจะประชุมใช้เวลา 35-40 วัน และที่ผ่านมาไปประชุมในฐานะ รมช.กลาโหม แต่ในวันพรุ่งนี้คู่เจรจาของไทยคือประเทศกัมพูชา จะต้องเจรจากับ พล.อ.ณัฐพล ในฐานะว่าที่ รมว.กลาโหม เพื่อให้ฝ่ายกัมพูชารู้ว่าผู้ที่ไปเจรจาคือ รมว.กลาโหม ในรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น

สำหรับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายอนุทิน เผยว่า การลงพื้นที่ของตนนั้น ทำในหน้าที่ สส.อยู่แล้ว เช่นพื้นที่อีสานใต้ ทั้ง จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี สส. ของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในพื้นที่ ตนไม่อยากทำอะไรที่ก้าวล่วงอำนาจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันยังต้องรักษาการอยู่จนกว่ารัฐบาลของตนจะเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ดังนั้นต้องรักษาน้ำใจกัน ซึ่งในเขตพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นเขตที่เหมือนบ้านของพวกตนอยู่แล้ว ดังนั้นการไปดูแลประชาชนเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาโดยตลอดไม่มีอะไร ส่วนการช่วยเหลือก็มีรัฐบาลรักษาการ ช่วยเหลืออยู่แล้ว

ด้าน พล.อ.ณัฐพล ให้สัมภาษณ์หลังได้รับการยืนยันชัดเจนว่าได้รับตำแหน่ง รมว.กลาโหม โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ามีความลำบากใจในการทำงานด้านการทหารขณะที่ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ว่า ขออนุญาตไม่พูดถึงเรื่องเก่า เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน) ไปประชุม ตนต้องเดินทางไปประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เลขาฯ ติดต่อมาหาตน ให้เข้ามาพูดคุยกัน ตนจึงถือโอกาสดีที่จะได้เข้ามารับทราบนโยบาย เพื่อไปใช้ประกอบในการประชุมในวันพรุ่งนี้

พล.อ.ณัฐพล ยอมรับด้วยว่า หลังจากได้มีการพูดคุยก็มีความมั่นใจ หลังได้ทราบนโยบายที่ชัดเจน โดยหลักๆ เน้นย้ำเรื่องของอธิปไตย การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และประชาชนปลอดภัย ก่อนที่ตนจะได้เสนอโรดแมปที่ได้ดำเนินการอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นด้วยแต่ได้ทลายข้อจำกัด เพราะรัฐบาลมีเวลาจำกัด จึงต้องดำเนินการเรื่องแก้ปัญหาประชาชนให้เร็วที่สุด

ส่วนโรดแมปที่ดำเนินการอยู่จะสามารถดำเนินการต่อให้พลิกสถานการณ์ให้ได้ภายใน 4 เดือนหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ต้องทำให้เต็มขีดความสามารถ แต่เราไม่สามารถจะรับปากได้ว่าเมื่อไหร่ แต่เมื่อรับทราบนโยบายในวันนี้แล้วก็รับปากว่าจะทำให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าภายหลังการให้สัมภาษณ์ นายอนุทิน พา พล.อ.ณัฐพล ร่วมดื่มกาแฟที่ร้านจาริสต้า ร้านกาแฟของ นางธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรสของนายอนุทิน โดยเครื่องดื่มในวันนี้ นายอนุทิน สั่งกาแฟอเมริกาโน่ร้อน ส่วน พล.อ.ณัฐพล ดื่มน้ำส้มยูสุโซดา ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีการเสิร์ฟเค้กส้มเหมือนกับครั้งที่พารัฐมนตรีหลายท่านมาเปิดตัว แต่วันนี้เมนูดังกล่าวหมดจึงเสิร์ฟเป็นเค้กกาหยู เมนูขนมของ จ.ระนอง ให้กับนายอนุทิน และเสิร์ฟเค้กแครอทให้กับ พล.อ.ณัฐพล

ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก: อนุทินเลือก บิ๊กเล็ก นั่ง รมว.กลาโหม

การตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เลือก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าจับตามอง ด้วยวลีที่ว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสานต่องานที่ค้างคาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ทำไมถึงต้อง “ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก”?

การที่นายอนุทิน เลือก พล.อ.ณัฐพล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมด้าน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต่อเนื่องของนโยบายและความเข้าใจในสถานการณ์ การเปลี่ยนตัวบุคคลอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

การที่อนุทินเน้นย้ำว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก นั้นแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานและต้องการคนที่เข้าใจสถานการณ์ในอดีตเป็นอย่างดี การเลือกคนที่คุ้นเคยกับงานและมีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การแต่งตั้ง พล.อ.ณัฐพล เป็น รมว.กลาโหมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสานต่อนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่อนุทินยืนยันว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ที่มา – ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก “อนุทิน” เปิดตัว “บิ๊กเล็ก” ขยับจาก รมช. นั่ง รมว.กลาโหม

“ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้

เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตา เมื่อ “ทวี สุระบาล” และ “สุธรรม จริตงาม” สอง สส. จากพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับข้อเสนอชื่อ “สันติ ปิยะทัต” เพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย โดยหวังว่าจะได้รับการจัดสรรในโควตาของ สส.ใต้ จากพรรคพลังประชารัฐ ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าอาจจะไม่มีบุคคลใดจากกลุ่มของ “บิ๊กป้อม” ได้รับตำแหน่งเลย

เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คึกคักเป็นพิเศษเมื่อ นายทวี สุระบาล สส.ตรัง และ นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช จากพรรคพลังประชารัฐ ได้ปรากฏตัวขึ้น นายทวีได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้นำรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการในส่วนของกลุ่มตนเอง มามอบให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะได้รับตำแหน่งใด แต่คาดการณ์ว่าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้

เมื่อถูกถามถึงการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายทวีตอบว่า ได้มีการหารือกันแล้ว และ พล.อ.ประวิตร ก็เห็นด้วย

นักข่าวได้ถามเจาะจงว่า สัดส่วนรัฐมนตรีในโควตาของ พล.อ.ประวิตร จะไม่มีเลยหรือไม่ โดยเฉพาะตำแหน่งในกระทรวงกลาโหม นายทวีตอบว่า ตนไม่ทราบ และแนะนำให้สอบถามจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง

เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้มีการพูดคุยเผื่อ พล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่ นายทวีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เพียงแต่ส่ายศีรษะ และกล่าวว่า “ลุงก็โอเคอยู่แล้ว แกสบายๆ”

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อถามว่า การเข้ามาเจรจาตำแหน่งเพื่อกลุ่มของตนเอง จะต้องลาออกจาก สส. พรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายทวีตอบอย่างชัดเจนว่า “เป็นสิ ถ้าไม่เป็นก็โมฆะหมดสิ”

“ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายทวีได้เสนอชื่อ นายสันติ ปิยะทัต กรรมการผู้จัดการบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้ดำรงตำแหน่ง รมช. สิ่งที่น่าสนใจคือ มีข้อสังเกตว่า ในว่าที่ ครม. ชุดใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ อาจจะไม่มีบุคคลใดอยู่ในโควตาของ พล.อ.ประวิตร เลย แม้ว่าในรายชื่อก่อนหน้านี้จะมีชื่อของ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่คาดว่าจะได้รับตำแหน่ง รมช.กลาโหม ก็ตาม

ทำไมชื่อของ “สันติ ปิยะทัต” จึงถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง “ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้?

การเสนอชื่อนายสันติ ปิยะทัต ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและอาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง:

  • ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ: นายสันติ ปิยะทัต เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุน
  • ความสัมพันธ์ทางการเมือง: การที่นายทวีและนายสุธรรมเสนอชื่อนายสันติ อาจเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีมาก่อน การสนับสนุนจาก สส. ที่มีอิทธิพลในพรรคพลังประชารัฐย่อมเป็นปัจจัยสำคัญ
  • โควต้า สส.ใต้: การผลักดันให้นายสันติซึ่งอาจเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่ภาคใต้ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย อาจเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของ สส. ในภาคใต้ และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในภูมิภาคนี้

อะไรคือความท้าทายของการเข้ารับตำแหน่งของ “สันติ ปิยะทัต”?

หากนายสันติ ปิยะทัต ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยจริง เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่:

  • การปรับตัวเข้ากับระบบราชการ: การทำงานในภาครัฐมีความแตกต่างจากการบริหารธุรกิจเอกชนอย่างมาก นายสันติจะต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับระบบราชการที่ซับซ้อน รวมถึงกฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่น: ในฐานะนักการเมืองหน้าใหม่ นายสันติจะต้องสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากข้าราชการและประชาชน การทำงานอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ
  • การผลักดันนโยบาย: นายสันติจะต้องสามารถผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การมีทักษะในการเจรจาต่อรองและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น

การที่ “ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้ ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในแวดวงการเมือง และต้องติดตามกันต่อไปว่านายสันติจะสามารถเข้ามาบริหารงานและสร้างผลงานให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

การเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการดึงคนที่มีความสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ทวี-สุธรรม” เข้า ภูมิใจไทย ส่งชื่อ “สันติ ปิยะทัต” นั่ง รมช. โควตา สส.ใต้ พปชร.

ด่วน! “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ลาออก สส.เพื่อไทย จ่อ รมช.

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือลาออกจาก สส. แล้ว คาดว่าจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลอนุทิน 1 หลังนำ สส. กลุ่มหนึ่งสนับสนุนโหวตให้นายกฯ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รับเรื่องไว้เมื่อเวลา 10.32 น. เนื้อหาในหนังสือลาออกระบุว่า

“ด้วยกระผมนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เลขประจำตัวสมาชิก 364 มีความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 เป็นต้นไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ นายศักดิ์ดา ได้นำกลุ่มเพื่อน สส. พรรคเพื่อไทย จำนวน 8 คน เข้าร่วมสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และล่าสุดมีชื่อของนายศักดิ์ดา ติดอยู่ในรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) การลาออกของนายศักดิ์ดา จะนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อม เนื่องจากเป็นการลาออกจากตำแหน่ง สส. แบบแบ่งเขต

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ลาออก สส.เพื่อไทยแล้ว

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง สส. ของ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้ว่าการลาออกจะทำให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปตามกระบวนการเพื่อให้สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อย่างเต็มตัว

ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์”

การคาดหมายว่านาย“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” จะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นผลมาจากการสนับสนุนของเขาที่มีต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างมากในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องที่ การรักษาความสงบเรียบร้อย และการพัฒนาชุมชน

บทบาทของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) นั้น คาดว่าจะเน้นไปที่การสนับสนุนการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ รวมถึงการกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ

จับตาดูบทบาทและความเคลื่อนไหวของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ หลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าจะมีนโยบายและแนวทางการทำงานอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนทางการเมืองครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อพรรคเพื่อไทยเอง และต่อการบริหารประเทศโดยรวม

ที่มา – “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ยื่นลาออก สส.เพื่อไทยแล้ว คาดจ่อนั่ง รมช.มหาดไทย

“บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” นั่ง รมว.กห. จริงหรือ?

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา คือ กรณีของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่มีข่าวว่าได้รับการทาบทามให้นั่ง รมว.กห. (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือ การเตรียมเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงบ่ายของวันนี้ เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานที่อาจมีการปรับเปลี่ยน

“บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” นั่ง รมว.กห. จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ยอมรับว่าได้รับการติดต่อจากเลขานุการส่วนตัวของนายอนุทิน เพื่อให้เข้าพบในช่วงบ่ายวันนี้ ประเด็นหลักของการหารือคือ แนวทางการทำงาน และการปรับตัวให้เข้ากับนโยบายใหม่

แม้จะยังไม่มีการยืนยันเวลาที่แน่นอน แต่ พล.อ.ณัฐพล ได้แสดงความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่ง ไม่ว่าจะต้องจบภารกิจเดิม หรือปฏิบัติหน้าที่ใหม่ต่อไป คำถามสำคัญคือ การรับตำแหน่งครั้งนี้ เป็นโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือเป็นโควตาคนนอก ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ตอบว่า เป็นการมาในลักษณะคนนอก

เมื่อถามถึงความรู้สึกส่วนตัวว่าอยากทำงานต่อ หรืออยากเปลี่ยนบทบาท พล.อ.ณัฐพล ยิ้มและกล่าวว่า ยังไม่มีความเห็นใดๆ ในตอนนี้

โรดแมป 4 ขั้นตอน และสถานการณ์ชายแดน

พล.อ.ณัฐพล กล่าวถึงแนวทางการทำงานในอนาคตว่า ที่ผ่านมาได้มีการวางโรดแมปไว้ 4 ขั้นตอน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ และนโยบายของรัฐบาลใหม่ แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากไม่อยากให้ฝ่ายกัมพูชาทราบถึงวิธีคิด

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยพิจารณาจากการแสดงความยินดีของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งหากพิจารณาจากข้อความที่ส่งมา ก็สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพล ยังคงย้ำถึงบทบาทของตนเองในการเจรจาควบคู่ไปกับการป้องกันอธิปไตย

สำหรับการแก้ไขปัญหาชายแดน พล.อ.ณัฐพล มองว่า ท่าทีของผู้นำกัมพูชาจะทำให้การแก้ไขปัญหาราบรื่นขึ้น แต่ต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในวันที่ 10 กันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมของคณะเลขานุการมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล จะนำผลการประชุมเข้าที่ประชุม ครม. ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ และจะขออนุมัติเพิ่มเติมในหลักการ เพื่อให้เกิดความคืบหน้าที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การหารือระหว่าง พล.อ.ณัฐพล และ นายอนุทิน ในช่วงบ่ายวันนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการนั่ง รมว.กห. อย่างไร และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง

การที่ พล.อ.ณัฐพล ถูกทาบทามให้นั่ง รมว.กห. สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตำแหน่งนี้ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มีวิสัยทัศน์ และความสามารถในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

อนาคตของ พล.อ.ณัฐพล ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ การพบปะกับนายอนุทินในวันนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะนำพาไปสู่ข้อสรุปในเรื่องนี้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” บ่ายนี้ รับถูกทาบทามนั่ง รมว.กห.​ จริง โควตาคนนอก

ครม.อนุทิน: บิ๊กเล็ก นั่ง รมว.กห. ศักดิ์ดา มท.3

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอดแล้ว! “บิ๊กเล็ก” เตรียมผงาดนั่ง รมว.กห. แบบไม่เปลี่ยนม้ากลางศึกในยุคสงคราม พร้อมตบรางวัลให้ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” นั่งเก้าอี้ มท.3 ไปครอง

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีการเคาะกันตั้งแต่กลางดึกคืนวันที่ 8 ต่อเนื่องถึงวันที่ 9 กันยายน เริ่มที่จะนิ่งแล้ว โดยเฉพาะตำแหน่งที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ลงตัวอย่างกระทรวงกลาโหม ที่มีข่าวลือว่าจะมีการดึงคนนอกเข้ามา ล่าสุดยืนยันแล้วว่า พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือ “บิ๊กเล็ก” จะขยับจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งถือเป็นโควตาคนนอกของพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจน ไม่ใช่โควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติเหมือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เคยมีชื่อของ พลเอกณัฐ อินทรเจริญ ในสัดส่วนโควตาของพรรคพลังประชารัฐนั้น ล่าสุดกลับไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในโผแล้ว

ครม.อนุทิน: บิ๊กเล็ก นั่ง รมว.กห. ศักดิ์ดา มท.3

อีกชื่อที่น่าจับตามองคือ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ซึ่งเป็นโควตาจากกลุ่มเพื่อไทยเดิม ได้รับการวางตัวให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ มท.3

ด้าน พลเอกณัฐพล ได้ออกมายอมรับว่าได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหมจริง และเตรียมที่จะเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในช่วงบ่ายวันนี้ พร้อมยืนยันความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่และสานต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายต่อไป

จับตา ครม.อนุทิน: บิ๊กเล็ก กับเก้าอี้ รมว.กห.

การขยับขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของพลเอกณัฐพลนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เพราะเป็นการสานต่อนโยบายด้านความมั่นคงในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน การที่ “บิ๊กเล็ก” ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาคุมกระทรวงสำคัญนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถในการบริหารจัดการของท่าน

นอกจากนี้ การที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้รับตำแหน่ง มท.3 ก็เป็นการเติมเต็มทีมบริหารของกระทรวงมหาดไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมา เชื่อว่าจะสามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้

การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย และรายชื่อคณะรัฐมนตรีก็เริ่มที่จะชัดเจนมากยิ่งขึ้น การผสมผสานบุคลากรจากหลากหลายกลุ่มและพรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ย่อมส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคต การที่ “บิ๊กเล็ก” เข้ามาคุมกระทรวงกลาโหม และนายศักดิ์ดามาเสริมทีม มท. จะนำมาซึ่งนโยบายและการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ ครม.อนุทิน ชุดนี้ จะเป็นทีมที่จะเข้ามาบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชนอย่างเต็มที่

การที่ ครม.อนุทิน มีชื่อของ “บิ๊กเล็ก” นั่ง รมว.กห. และ “ศักดิ์ดา” ผงาดนั่ง มท.3 นั้น แสดงให้เห็นถึงการจัดสรรตำแหน่งที่คำนึงถึงความเหมาะสมและความสามารถ ซึ่งน่าจะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่รัฐมนตรีทุกคนทำงานร่วมกันอย่างสามัคคี เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – ครม.อนุทิน ขยับ ให้ “บิ๊กเล็ก” นั่ง รมว.กห.- “ศักดิ์ดา” ผงาดนั่ง มท.3

Scroll to top