จัดตั้งรัฐบาล

เปิดประวัติ พล.ต.ท.ชาญชัย ว่าที่ รมว.ยุติธรรม

ประวัติ “พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล” ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จากโควตาคนนอก เตรียมทหารรุ่นที่ 24 เส้นทางชีวิตตำรวจ ส่วนใหญ่เติบโตในจังหวัดบุรีรัมย์

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โผครม.อนุทิน 1 มีรายชื่อ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล อดีตรองผู้บัญชาการภาค 3 จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในโควตาคนนอก สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองพอสมควร

เปิดประวัติ “พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล”

สำหรับ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล เกิดเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2508 เป็นคนบุรีรัมย์โดยกำเนิด จบการศึกษาจากโรงเรียนชุมชนบ้านคูเมือง ก่อนจะไปศึกษาต่อที่ ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จนจบ ม.ศ. 5 จากนั้นจึงได้เข้าศึกษาต่อที่ โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 24 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นที่น่าสนใจคือ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ และยังเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับ พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม รวมถึง พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ จากนั้นจึงไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน จ.นครปฐม รุ่นที่ 40

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ชาญชัย ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อีกด้วย อีกทั้งยังผ่านหลักสูตรสำคัญต่างๆ อาทิ หลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 58 จากสถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ และหลักสูตรการบริหารตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 41 จากวิทยาลัยการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความรู้ความสามารถที่สั่งสมมา

ส่วนเส้นทางการทำงานของ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล ส่วนใหญ่เติบโตในพื้นที่จังหวัดทางภาคอีสานตอนล่าง ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา โดยเริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการดำรงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สภ.ประทาย จ.นครราชสีมา จากนั้นได้ย้ายมาเป็นรองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ ก่อนที่จะถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สภ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ จนกระทั่งได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นสารวัตรสอบสวน สภ.ห้วยราช

และด้วยความสามารถที่โดดเด่น พล.ต.ท.ชาญชัย ยังได้ดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ สารวัตรสอบสวน หัวหน้าสถานีตำรวจ กิ่งอำเภอแคนดง จ.บุรีรัมย์ และสารวัตร สภ.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ อีกด้วย

ต่อมาในปี 2547 พล.ต.ท.ชาญชัย ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ก่อนที่จะถูกโยกย้ายให้ไปเติบโตในตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจต่างๆ ได้แก่ สภ.บ้านด่าน, สภ.สตึก และ สภ.กระสัง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ทั้งสิ้น ต่อมาในปี 2558 ได้รับแต่งตั้งเป็น พ.ต.อ.พิเศษ ในตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และในอีก 4 ปีถัดมา ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนที่จะถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ และต่อมาได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 3 ก่อนที่จะตัดสินใจขอเออร์ลี่รีไทร์ออกจากการเป็นตำรวจในวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

กระทั่งเมื่อเข้าสู่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็ปรากฏชื่อของ พล.ต.ท.ชาญชัย จะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้สื่อมวลชนหลายสำนักได้คาดการณ์ว่าตำแหน่งนี้จะเป็นของรัฐมนตรีคนนอก และยังคงเป็นที่จับตาว่าใครจะเหมาะสมที่สุด แต่สุดท้ายก็เป็น พล.ต.ท.ชาญชัย ที่ได้รับความไว้วางใจ

การเข้ามาของ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

การที่ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล อดีตตำรวจมากประสบการณ์ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตราชการตำรวจ ทำให้เขาเข้าใจปัญหาและความท้าทายต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างดี

ดังนั้น การเข้ามาของ พล.ต.ท.ชาญชัย อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม การส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนอย่างเท่าเทียม รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นตั้งใจ ความสามารถในการบริหารจัดการ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น เราจึงต้องจับตาดูต่อไปว่า พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล จะสามารถนำพาให้กระทรวงยุติธรรมก้าวไปข้างหน้า และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยได้อย่างไรบ้าง

ที่มา – เปิดประวัติ “พล.ต.ท.ชาญชัย” โควตาคนนอก ว่าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

โผ ครม.อนุทิน ยังไม่นิ่ง ดึง “ศุภจี” นั่ง รมว.พาณิชย์

การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่จบ! โผ ครม. “อนุทิน” เตรียมดึง 7 คนนอกเข้าร่วมทีม โดยมีการทาบทาม “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” CEO ดุสิตธานี มานั่งเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ และ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ในขณะที่ “ไผ่ ลิกค์-สัมพันธ์” หลุดจากโผคณะทำงาน ดัน “นเรศ-อามินทร์” เสียบแทน ทั้งนี้ต้องรอตรวจสอบคุณสมบัติ 7-10 วัน หากพบปัญหาต้องมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทินว่า ล่าสุดในช่วงบ่าย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตอบรับที่จะเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายแล้ว โดยมีรายงานว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้พูดคุยกับนายบวรศักดิ์ด้วยตัวเอง

สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ มีการใช้รัฐมนตรี “คนนอก” ถึง 7 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม และ กระทรวงพาณิชย์ โดยมีรายชื่อดังนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็น รมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็น รมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็น รมว.พลังงาน นายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็น รมช.คลัง พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล เป็น รมว.ยุติธรรม และล่าสุดมีการทาบทาม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT มาเป็น รมว.พาณิชย์ ทั้งหมดนี้เพื่อเสริมการทำงานของ ครม. และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

โผ ครม.อนุทิน ยังไม่นิ่ง

อย่างไรก็ตาม โควตารัฐมนตรี “คนนอก” ในส่วนของกระทรวงกลาโหม ยังไม่มีความแน่นอน โดยมีชื่อของ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อยู่ในรายชื่อ แต่แหล่งข่าวระบุว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่ง และอาจมีชื่ออื่นเพิ่มเติม

สำหรับรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยังคงเป็นชื่อของรัฐมนตรีชุดเดิมทั้งหมด โดยมีชื่อของนายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรค และนายภราดร ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เพิ่มเข้ามา แต่ยังไม่มีการระบุว่าจะได้รับตำแหน่งในกระทรวงใด

ทางด้านพรรคกล้าธรรม (กธ.) ยืนยันรายชื่อตามที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ ได้แก่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ดำรงตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายองอาจ วงษ์ประยูร สส. สระบุรี ดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ

ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนรายชื่อในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 ตำแหน่ง โดยจากเดิมที่มีชื่อของนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส. นราธิวาส เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้เปลี่ยนเป็นน้องชาย คือ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส. นราธิวาส เนื่องจากนายสัมพันธ์ติดเงื่อนไขด้านคุณสมบัติ เช่นเดียวกับกรณีของนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส. เชียงใหม่ ที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ แทนที่นายไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร เลขาธิการพรรค เนื่องจากติดเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ 2 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 2 ตำแหน่ง ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ จะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.สาธารณสุข นางตรีนุช เทียนทอง จะดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน นายวรโชติ สุคนธ์ขจร สส. เพชรบูรณ์ จะดำรงตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข และพล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ จะดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม

จับตาโผ ครม.อนุทิน กับเก้าอี้ รมว.พาณิชย์

การเปลี่ยนแปลงใน โผ ครม.อนุทิน ยังคงเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทาบทาม “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” มาดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ จะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป แม้ว่า โผ ครม.อนุทิน จะยังไม่นิ่ง แต่การได้ผู้ที่มีความสามารถจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามาบริหารประเทศ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – โผครม.อนุทิน ยังไม่นิ่ง สะพัดดึง “ศุภจี” นั่ง รมว.พาณิชย์-“บวรศักดิ์” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย

“นายกฯ อนุทิน” ขอบคุณ “อ.บวรศักดิ์” ร่วมรัฐบาล

เปิดเผยสไตล์ “นายกฯ อนุทิน” โพสต์ภาพขณะพูดคุย “อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” พร้อมขอบคุณ ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 18.19 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ขอบพระคุณอาจารย์บวรศักดิ์ ที่กรุณาตอบรับมาร่วมคณะรัฐมนตรีของผมครับ #เปิดเผย #โปร่งใส #ตรงไปตรงมา” พร้อมโพสต์ภาพขณะพูดคุยกับ อ.บวรศักดิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลัง นายอนุทิน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็เดินหน้าฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และมีพรรคร่วมรัฐบาลรวม 146 เสียง เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ภายใต้ข้อตกลงกับพรรคประชาชนในการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน

นายอนุทิน เปิดตัวผู้ที่จะมาร่วมงานกับ ครม.อนุทิน 1 หลายคน เปิดเผยต่อสื่อมวลชน ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีที่เป็นโควตาคนนอกในกระทรวงเศรษฐกิจ และ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็เป็นโควตาคนนอกอีกคนที่นายอนุทิน เข้าทาบทามเพื่อมาร่วม ครม. ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย (อ่าน : เปิดประวัติ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย รบ.อนุทิน)

“นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี

หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว การดึงบุคคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมทีมถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ “นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลในด้านกฎหมาย

การได้ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาร่วมงานในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ถือเป็นข่าวดีสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากอาจารย์บวรศักดิ์เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านกฎหมายอย่างสูง การเข้ามาช่วยงานของท่าน น่าจะช่วยให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

อนาคตของรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯ อนุทิน”

แน่นอนว่าการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยย่อมมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถของ “นายกฯ อนุทิน” และทีมงาน รวมถึงการได้บุคคลากรมากความสามารถอย่าง อ.บวรศักดิ์ มาร่วมทีม ทำให้หลายฝ่ายเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถบริหารประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไปได้

การที่ “นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังประชาชนว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาล

นอกจากนี้ การที่ “นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี ยังแสดงให้เห็นถึงความเคารพและความชื่นชมที่นายกรัฐมนตรีมีต่ออาจารย์บวรศักดิ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ร่วมงาน และจะนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพต่อไป

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อน การมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่าง อ.บวรศักดิ์ เข้ามาช่วยงานรัฐบาล จะช่วยให้รัฐบาลสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

การตัดสินใจของ อ.บวรศักดิ์ ที่จะเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาล “นายกฯ อนุทิน” ถือเป็นการเสียสละอย่างยิ่ง เพราะท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง การที่ท่านตัดสินใจเข้ามาช่วยงานรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความปรารถนาดีต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การเมืองไทยในยุคปัจจุบันต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถในการบริหารจัดการ และมีความจริงใจต่อประชาชน “นายกฯ อนุทิน” และทีมงานของท่านจะต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพวกเขามีคุณสมบัติเหล่านี้ และสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การจัดตั้งรัฐบาลเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานที่แท้จริง รัฐบาลจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การทำงานอย่างหนักและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จ

การที่ “นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี เป็นเพียงก้าวแรกของการสร้างรัฐบาลที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ เราหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น และนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” ขอบพระคุณ “อ.บวรศักดิ์” ตอบรับร่วมคณะรัฐมนตรี

ประวัติ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่ รมว.พาณิชย์

เปิดประวัติ “แต๋ม ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใน ครม.อนุทิน 1 เจ้าตัวตอบรับการทาบทาม สาวเก่งที่ทั้งตำแหน่งและผลงานเพียบ

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ยังมีการขยับปรับเปลี่ยนกันอยู่ แม้นายอนุทิน จะให้สัมภาษณ์ว่าโผ ครม. เสร็จแล้วกว่า 99%

ล่าสุดโผ ครม.อนุทิน 1 มีชื่อของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ถูกทาบทามมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในโควตาคนนอก ซึ่งนางศุภจี ยอมรับว่าถูกทาบทามจริง และได้ตอบรับการทาบทามนี้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าที่กระทรวงพาณิชย์ มีรายงานว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวลาข้าราชการในกระทรวงแล้ว

ประวัติ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์”

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชื่อเล่น แต๋ม กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา ระดับปริญญาตรีสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาการเงินและการบัญชีต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทรอป สหรัฐอเมริกา

คุณวุฒิการศึกษาและการอบรม

  • ปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน และการบัญชีต่างประเทศ มหาวิทยาลัย Northrop มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาตรีสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • Director Certification Program รุ่น 89/2007
  • Advanced Audit Committee Program รุ่น 23/2016 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง รุ่น 16/2556 สถาบันวิทยาการตลาดทุน
  • หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม ระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่น 19 วิทยาลัยการยุติธรรม
  • หลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์ เพื่อสังคม” (นมธ.) รุ่น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประสบการณ์ทำงานของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์

นางศุภจี เคยทำงานที่ไอบีเอ็ม (IBM) มานานกว่า 20 ปี และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทในประเทศไทย ต่อมาเป็นผู้จัดการทั่วไปของแผนกบริการเทคโนโลยีระดับโลกของไอบีเอ็มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยคม ในปี 2554

ต่อมาในปี 2559 ได้รับแต่งตั้งเป็นซีอีโอของดุสิต อินเตอร์เนชันแนล ต่อจากท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย และชนินทธ์ โทนะวานิก และยังเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกสิกรไทยด้วย นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งอีกมากมาย คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์หลากหลาย

2567 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต เอสเตท

2565 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. บองชู / บ. พอร์ต รอยัล / BAKEIP Limited/ Baujour International Co Limited

2565 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. บองชูร์ เบเกอรี่ เอเชีย

2565 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. สวนลุม พร็อพเพอร์ตี้

2564 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. เดอะ คุ๊กกิ้ง แคปิตอล แบงคอก

2564 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. เดอะ ฟู้ดเอ็ดดูเคชั่น แบงคอก

2563 – ปัจจุบัน กรรมการการลงทุน บมจ. ดุสิตธานี

2562 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต เรียล ฟู้ดส์

2562 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท

2562 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. เอ็บเพอคิวร์ เคเทอริ่ง

2561 – ปัจจุบัน กรรมการ Dusit Fudu Hotel Management (Shanghai) Co., Ltd.

2561 – ปัจจุบัน กรรมการ LVM Holdings Pte Ltd.

2561 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต กาสโทร

2561 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต ฟู้ดส์

2560 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. อาศัย โฮลดิ้งส์

2560 – ปัจจุบัน กรรมการ D&J Co., Ltd.

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ / กรรมการบริหาร บ. วิมานสุริยา

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต แมนเนจเม้นท์

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ บ. ดุสิต ไชน่า แคปปิตอล

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ DMS Property Investment Pvt. Ltd.

2559 – ปัจจุบัน กรรมการ Dusit Overseas Co., Ltd. / Dusit Thani Philippines, Inc.

2559 – ปัจจุบัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม / กรรมการบริหาร บมจ. ดุสิตธานี

2558 – ปัจจุบัน กรรมการ บมจ. ดุสิต ไทยพร็อพเพอร์ตี้ส์

2558 – ปัจจุบัน กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยาลัยดุสิตธานี

2558 – ปัจจุบัน กรรมการ บมจ. ดุสิตธานี

2567 – ปัจจุบัน กรรมการตรวจสอบ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง

2564 – ปัจจุบัน กรรมการอิสระ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง

2565 – ปัจจุบัน กรรมการกลั่นกรองสินเชื่อและการลงทุน บมจ. ธนาคารกสิกรไทย

2563 – ปัจจุบัน กรรมการทรัพยากรบุคคลและกำหนดอัตราค่าตอบแทน บมจ. ธนาคารกสิกรไทย

2561 – ปัจจุบัน กรรมการกำกับความเสี่ยง บมจ. ธนาคารกสิกรไทย

2558 – 2567 กรรมการอิสระ / กรรมการตรวจสอบ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย

2568 – ปัจจุบัน Member The Hong Kong Polytechnic University

2567 – ปัจจุบัน กรรมการ Thammasat Global Advisory Board มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2567 – ปัจจุบัน กรรมการ มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์

2563 – ปัจจุบัน กรรมการ ในคณะกรรมการที่ปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2563 – ปัจจุบัน อนุกรรมการ คณะอนุกรรมการด้านการสร้างและพัฒนาบัณฑิต

2563 – ปัจจุบัน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

2562 – ปัจจุบัน กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

2557 – ปัจจุบัน กรรมการอำนวยการ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย

2563 – 2567 ประธานคณะอนุกรรมการเรื่อง Digital Literacy คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

2563 – 2567 กรรมการ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

2561 – 2563 กรรมการ บมจ. เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์

2559 – 2566 Member of the International Advisory Board Ecole Hôtelière de Lausanne

2559 – 2562 กรรมการ บ. พระราม 4 เดเวลอปเม้นท์

2559 – 2562 กรรมการ บ. สวนลุม พร็อพเพอร์ตี้

2559 – 2565 กรรมการ บ. เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต

2559 – 2565 กรรมการ Dusit Hospitality Education Philippines Inc.

2558 – 2567 กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เชื่อมั่นว่าเธอจะสามารถนำพาภาคการค้าของไทยให้เติบโตและก้าวหน้าต่อไปได้

ที่มา – ประวัติ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เซอร์ไพรส์มีชื่อนั่ง รมว.พาณิชย์ ใน ครม.อนุทิน 1

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

“อลงกรณ์” ลั่น ประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มสูบ ลุยปราบคอร์รัปชันเข้มข้น ชี้จุดตาย “รัฐบาลอนุทิน” คดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง ดัก “นายกฯ หนู” จนถึง รมต. อย่าแทรกแซงคดีเด็ดขาด

วันที่ 8 กันยายน 2568 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อถ่วงดุลและตรวจสอบรัฐบาลภายใต้ระบบรัฐสภาอย่างเต็มที่ โดยจะร่วมมือและทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ จะเดินหน้าตรวจสอบปราบปรามการคอร์รัปชันเข้มข้นตามนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในคำถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเดินหน้าอย่างไร นายอลงกรณ์ มองว่า รัฐบาลใหม่มีเสียง สส.รัฐบาลไม่ถึงกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ถือเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไร้เสถียรภาพมากที่สุด วันใดที่พรรคประชาชนไม่สนับสนุนก็ไปไม่รอด นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออกหรือยุบสภา โดยเฉพาะจุดเสี่ยงจุดตายของรัฐบาลคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับพรรคแกนนำรัฐบาล จึงขอฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าอย่าเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าวเด็ดขาด ทั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีคนอื่นๆ

ส่วนประเด็นการยื่นถอดถอนนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดย สส.พรรคเพื่อไทยนั้น นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตนไม่มีความเห็นและไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

ทางด้านประเด็นกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุจะขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น นายอลงกรณ์ เผยว่า เร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ ขณะนี้ยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จ น่าจะหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และรัฐบาลทำงานไประยะหนึ่งก่อน.

ปชป.พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก“รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซง

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเด็นสำคัญที่พรรค ปชป. ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ปชป.จับตา “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ โดยจะร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งอาจเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ เนื่องจากต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านในการผลักดันนโยบายต่างๆ หากพรรคฝ่ายค้านไม่ให้ความร่วมมือ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีหรือการยุบสภาได้

ประเด็นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเตือนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ระมัดระวังในการเข้าไปแทรกแซงคดีดังกล่าว เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใสในการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับการยื่นถอดถอนนายอนุทินและนายณัฐพงษ์ โดยเห็นว่าควรให้รัฐบาลได้มีโอกาสทำงานและแสดงผลงานก่อนที่จะมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ ควรมีการหารือในวิปฝ่ายค้านภายหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและได้ทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อให้มีข้อมูลและเหตุผลที่เพียงพอในการตัดสินใจ

อนาคตทางการเมืองของ “รัฐบาลอนุทิน”

การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือคดีฮั้วเลือก สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

การดำเนินงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – ปชป. พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ดัก “รัฐบาลอนุทิน” อย่าแทรกแซงคดีฮั้วเลือก สว.-เขากระโดง

โผ ครม.อนุทิน: ภูมิใจไทยชี้ เป็นไปตามข่าว

โผ ครม. อนุทิน ยังไม่นิ่ง แกนนำพรรคภูมิใจไทยบอก เป็นไปตามข่าว ขณะที่คนการเมืองยังแห่ส่งดอกไม้ แสดงความยินดีนายกฯ คนที่ 32

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย ตลอดช่วงบ่ายวันนี้ ยังมีการนำแจกันดอกไม้และช่อดอกไม้ส่งมาเพื่อแสดงความยินดี กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาทิ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ที่ส่งแจกันดอกไม้พร้อมการ์ดระบุข้อความขอแสดงความยินดี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 รวมถึงนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดี

ขณะที่นายอนุทิน ยังเก็บตัวเงียบ ไม่ได้เดินทางมาที่พรรคภูมิใจไทย โดยมีรายงานว่า จะกำลังจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้ลงตัว เพราะยังมีบางตำแหน่งที่จะต้องขยับ

ทั้งนี้เวลา 16:15 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ และนายทรงศักดิ์ ทองศรี 2 แกนนำของพรรคภูมิใจไทยได้เดินทางออกจากพรรค ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ขณะนี้รายชื่อคณะรัฐมนตรียังไม่นิ่งใช่หรือไม่ ซึ่งนายทรงศักดิ์ ระบุเพียงว่า ก็เป็นไปตามข่าว ส่วนนายพิพัฒน์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ ก่อนจะขึ้นรถกลับออกไป

โผ ครม. อนุทิน: ความเคลื่อนไหวล่าสุด

สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีกระแสข่าวและการคาดการณ์ต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความชัดเจนสุดท้ายยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากผู้มีอำนาจตัดสินใจ

พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลที่สำคัญ กำลังได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลใหม่ การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างมาก

แกนนำภูมิใจไทยกล่าวถึง โผ ครม. อนุทิน อย่างไร?

ล่าสุด แกนนำของพรรคภูมิใจไทยได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าของการจัดทำโผ ครม. อนุทิน โดยระบุว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏในข่าวเป็นไปตามนั้น ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในโผ ครม. อนุทิน

อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังคงเก็บตัวเงียบและไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดความสงสัยและความไม่แน่นอนในแวดวงการเมืองมากยิ่งขึ้น

การที่นายอนุทินยังคงเก็บตัวเงียบ อาจเป็นเพราะกำลังพิจารณาและจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรืออาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ความชัดเจนในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี และการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางและนโยบายของรัฐบาลในอนาคตอันใกล้นี้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของเราได้

ถึงแม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลและโผ ครม. อนุทิน จะเป็นเรื่องของการเมือง แต่ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ดังนั้น เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศ

ที่มา – แกนนำภูมิใจไทย ชี้ โผ ครม. อนุทิน เป็นไปตามข่าว นายกฯ ยังเก็บตัวเงียบเร่งจัดสรรให้ลงตัว

“สรวงศ์” ลั่น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ!

“สรวงศ์” ชี้ หากอยากนั่งรัฐมนตรี “ศักดิ์ดา” ต้องลาออกจาก สส. มอง คนไม่มีใจ ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งไว้ ลั่น พรรคเพื่อไทยพร้อม หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวที่พรรคเพื่อไทย ถึงกรณี นายวัน อยู่บำรุง กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ออกมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ ออกจากพรรค ว่า พรรคเพื่อไทยมีคณะกรรมการจริยธรรม ที่จะต้องมีการชงเรื่องให้คณะกรรมการบริหาร ส่วนตัวมองว่าท่านใดที่ไม่มีใจอยู่กับพรรคแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรั้งไว้ แต่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรค

ส่วนกรณีของ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะต้องขอมติคณะกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบว่า ใช่ ถ้าตัวท่านจะนั่งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจาก สส. เพราะเป็น สส.เขต ในส่วนนี้ต้องพิจารณากันต่อไป ส่วนภาพรวมโผคณะรัฐมนตรีที่ออกมานั้น ทุกคนมีประสบการณ์ ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติไปในทางที่ดีได้ และเป็นกำลังใจให้

ในประเด็นที่ นายอนุทิน ประกาศว่าอาจจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอง ซึ่งจะทำให้ไม่ใช่คนกลางในการมาดู ทำให้มีข้อกังวลเรื่องการถูกแทรกแซง โดยเฉพาะเรื่องคดีเขากระโดง และคดีฮั้วเลือก สว. หรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า ประชาชนจับตาอยู่ เคยให้ข้อคิดตั้งแต่อยู่ในสภาฯ แล้ว เมื่อมาถึงจุดนี้ ถ้าหากนายอนุทิน จะดำรงตำแหน่งด้วยตัวเอง น่าจะต้องระมัดระวังในการกระทำต่างๆ และประชาชนก็ให้ความสนใจอยู่ ซึ่งต้องจับตาดู

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีหลังมีการโปรดเกล้าฯ หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า เดี๋ยวต้องรอดู การจะร้องหรือยื่นอะไรไม่ทำพร่ำเพื่อ ยืนยันจะทำให้ดีที่สุดแต่ก็ต้องรอคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้สรุป เมื่อถามอีกว่าจะเตรียมการเลือกตั้งเลยหรือไม่ นายสรวงศ์ เผยว่า จริงๆ ก็พร้อมอยู่เสมอ นักการเมืองเป็น สส. ก็ต้องพร้อมลงพื้นที่อยู่แล้ว ต้องรอดูว่าหัวหน้าพรรคจะว่าอย่างไร แต่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ

ขณะที่คำถามถึงแนวทางในการร่วมงานกับพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน สามารถทำงานด้วยได้หรือไม่ นายสรวงศ์ บอกว่า จริงๆ แล้วต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นอะไรที่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดทำด้วยความรอบคอบก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ตนมั่นใจว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ในการตรวจสอบรัฐบาล พรรคอื่นจะว่าอย่างไรตนไม่ก้าวล่วง แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยทำเต็มที่.

“สรวงศ์” ลั่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ ชี้ “ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนแรงล่าสุด “สรวงศ์” ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ยังคงพร้อมที่จะสู้ต่อไป รวมถึงกรณีของนายศักดิ์ดาที่ต้องลาออกจาก สส. หากต้องการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดในแต่ละประเด็นกัน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ: สัญญาณแห่งความมุ่งมั่น

นายสรวงศ์ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่จะสู้ต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ก็ตาม การที่หัวหน้าพรรคแสดงความมุ่งมั่นเช่นนี้ ย่อมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคเป็นอย่างมาก

การประกาศว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ มีความหมายมากกว่าแค่คำพูด แต่เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะนำพาพรรคก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ และเดินหน้าต่อไปเพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเมืองในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน

“ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรณีของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่มีข่าวว่าจะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี นายสรวงศ์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า หากนายศักดิ์ดาต้องการนั่งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจาก สส. เนื่องจากเป็น สส.เขต ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายของพรรคเพื่อไทย การที่นายสรวงศ์ออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยจะยึดมั่นในหลักการและไม่ยอมให้มีการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้กล่าวถึงภาพรวมของโผคณะรัฐมนตรีที่ออกมา โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติไปในทางที่ดีได้ พร้อมทั้งให้กำลังใจในการทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกพรรคเพื่อไทย

  • การตัดสินใจของนายศักดิ์ดาจะเป็นอย่างไร?
  • พรรคเพื่อไทยจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอย่างไร?
  • ประชาชนคาดหวังอะไรจากรัฐบาลใหม่?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและรอคอยคำตอบ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

โดยรวมแล้ว การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสรวงศ์ในครั้งนี้เป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองและแนวทางการดำเนินงานของพรรคเพื่อไทยได้มากยิ่งขึ้น การที่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง อย่าลืมติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้เข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศเรา

ที่มา – “สรวงศ์” ลั่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ ชี้ “ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะ 4 รมต. สาธารณสุข-แรงงาน

“สันติ” เผย มติ กก.บห.พรรคพลังประชารัฐ มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต. ส่ง “นายกฯ อนุทิน” คอนเฟิร์มได้ รมว.สาธารณสุข-รมว.แรงงาน กับ 2 รมช. อารมณ์ดีนั่ง 4 เดือน เพื่อต่อยอด 4 ปี

วันที่ 8 กันยายน 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อขอมติส่งรายชื่อรัฐมนตรี ในโควตา 4 เก้าอี้ 2 รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมแต่อย่างใด แต่มอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค เป็นประธานการประชุมแทน

ทั้งนี้ นายสันติ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ตนมาเป็นประธานการประชุมแทน ซึ่งตนไม่ทราบถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ไม่เดินทางมาประชุมในวันนี้ เมื่อถามว่าที่ประชุมจะเคาะรายชื่อรัฐมนตรีในส่วนพรรคพลังประชารัฐเลยหรือไม่ รวมไปถึงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ที่นิ่งแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ยิ้มก่อนกล่าวว่า ขอคุยกันก่อนแล้วเดี๋ยวจะลงมา

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ประกาศไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลเป็นเพราะน้อยใจอะไรหรือไม่ นายสันติ ระบุว่า ตนยังไม่เห็น ส่วนคำถามว่า พล.อ.ประวิตร จะวางมือทางการเมืองใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่หรอก ผู้สื่อข่าวถามต่อ สัดส่วนของ รมว.กลาโหม ยังเป็นของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ ตอบว่า ตนไม่รู้ ต้องพูดคุยกันก่อน ซึ่งในช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวได้ถามกระเซ้าว่า แต่ตำแหน่งของนายสันตินิ่งแล้วใช่หรือไม่ในส่วนของ รมว.สาธารณสุข นายสันติ ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนขึ้นห้องประชุม

ต่อมาภายหลังการประชุม นายสันติ แถลงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคพลังประชารัฐ 4 ตำแหน่ง คือ 2 รมว. 2 รมช. โดย 2 รมว. ที่ได้รับแจ้งมาคือ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ส่วน รมช. 2 ตำแหน่ง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติมอบให้ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะมอบให้บุคลากรของพรรคที่เป็น สส. หรือผู้ที่มีความเหมาะสมเข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในนามพรรคพลังประชารัฐ

ทางด้านคำถามว่าจากโผ ครม.อนุทิน 1 ก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชารัฐได้ 2 รมว. คือ รมว.สาธารณสุข และรมว.แรงงาน เคาะแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ย้ำว่า ที่ประชุมมอบให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้ดูว่าใครเหมาะสมและให้ดำเนินการตามนั้น ส่วนจะมีการควบรองนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนจะต้องส่งรายชื่อในวันนี้หรือไม่ หัวหน้าพรรคกำลังเร่งพิจารณา โดยกำลังจะไปคุยกับหัวหน้าพรรคเพื่อให้อนุมัติรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

ในส่วนของกระทรวงกลาโหมยังเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่อยากจะพูดถึง เพราะเป็นกระทรวงความมั่นคง เป็นกระทรวงที่ขณะนี้บ้านเมืองกำลังต้องการศักยภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นรัฐบาลคงจะพิจารณา เมื่อถามย้ำว่าเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่ว่าจะส่งใคร นายสันติ กล่าวว่า ไม่รู้ๆๆ จากนั้นผู้สื่อข่าวถามแทรกขึ้นว่า พูดคำว่าไม่รู้เหมือนกับ พล.อ.ประวิตร นายสันติ ตอบว่า เราไม่รู้จริงๆ ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ มาเป็นผู้ดู เราจะไปพูดแทนเขามันก็คงจะลำบาก

สำหรับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า เขาแจ้งมาแล้ว ส่วน รมช.อีก 2 ตำแหน่ง อยู่ที่หัวหน้าพรรค ซึ่งคงต้องคุยกัน เพราะ ครม. ถ้าเป็นหลายพรรคมาเป็นรัฐบาล ใครจะกำหนดมันก็ทับซ้อนกันเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลชุดนี้มีแค่ 146 เสียง ตำแหน่งเหลือเยอะ ไม่น่ามีปัญหา นายสันติ ตอบว่า หัวใจทุกคนก็เป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น ใครๆ ก็อยากจะทำให้พรรคตัวเองมีพลัง ส่วนคำถามย้ำว่าเป็นพลัง 4 เดือน เพื่อจะไปต่ออีก 4 ปีข้างหน้าใช่หรือไม่ นายสันติ ไม่ตอบแต่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี.

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคพลังประชารัฐได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องของการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงาน การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรคในอนาคตอันใกล้

ความสำคัญของการตัดสินใจเรื่อง รมต.สาธารณสุข-แรงงาน

การตัดสินใจเกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศในด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม การเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลผสมในภาพรวมอีกด้วย การที่พรรคพลังประชารัฐสามารถจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีได้อย่างลงตัวและเป็นที่ยอมรับ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามัคคีภายในรัฐบาลได้

สำหรับประชาชน การตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน นี้มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาโดยตรง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การที่พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ การพิจารณาและตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่พรรคพลังประชารัฐมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่พรรคมีต่อผู้นำของตน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการที่ พล.อ.ประวิตร ได้แสดงให้เห็นมาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจมีความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงต้องพิจารณาถึงบริบทและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ล้วนมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การแสดงความคิดเห็น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ที่เหมาะสม

โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในการมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและมีผลกระทบต่อหลายฝ่าย การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพรรคและประเทศในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น การพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมและการเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่งจะช่วยให้พรรคสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ที่มา – มติ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัว: พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์ ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรคภูมิใจไทย “พีระพันธุ์“ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ “ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ส่งดอกไม้แสดงความยินดี เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากพรรคภูมิใจไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพรรคพร้อมเอกสารซองน้ำตาล เมื่อถามว่ายื่นประวัติเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วหรือไม่ นายภราดร ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มและเดินขึ้นไปชั้นบนทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาที่ทำการพรรค แต่มีรายงานข่าวว่าอาจจะเดินทางเข้าเซฟเฮ้าส์เพื่อดูความเรียบร้อยของการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากเมื่อวานนี้ (7 กันยายน 2568) นายอนุทิน บอกว่าจัดเสร็จแล้วกว่า 99.9725%

ขณะที่เวลา 10.40 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้ นายสยาม บางกุลธรรม รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน พร้อมเปิดเผยว่า หัวหน้าพรรคสบายดี ไม่ได้ฝากบอกอะไรมา ส่วน นายสุชาติ ชมกลิ่น และนายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ลาออกจาก สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และส่งหนังสือถึงพรรคแล้ว หลังจากนี้พรรคจะมีการประชุมกันอีกครั้ง สำหรับบัตรอวยพรที่มาพร้อมดอกไม้เขียนด้วยลายมือ ของนายพีระพันธุ์ ว่า “ขอแสดงความยินดีในโอกาสที่ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีครับ”

นอกจากนี้เวลา 11.00น. นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีให้แก่นายอนุทิน ต่อมาเวลา 11.40 น. ตามมาด้วยแจกันดอกไม้ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน.

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนและความสัมพันธ์อันดีจากพรรคร่วมรัฐบาลและภาคธุรกิจต่างๆ การที่นายอนุทินเลือกที่จะ “เก็บตัว” เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศ

การที่ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี นั้นเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ที่มาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน

“นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

การที่นายภราดร ปริศนานันทกุล เดินทางเข้าพรรคเพื่อยื่นเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีก็เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงเลือกที่จะเก็บตัว?

มีหลายเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีอาจเลือกที่จะเก็บตัวในช่วงนี้ หนึ่งในนั้นอาจเป็นการต้องการสมาธิในการพิจารณาและจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้เหมาะสมกับความสามารถและความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล การตัดสินใจที่รอบคอบในขั้นตอนนี้จะส่งผลดีต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่ “นายกฯ อนุทิน” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการและธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมือง การรอคอยความชัดเจนและความพร้อมก่อนที่จะปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่งดอกไม้แสดงความยินดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความคาดหวัง การที่นายอนุทินได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการกำหนดนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน และการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

จับตาดูการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และติดตามนโยบายสำคัญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “นายกฯ หนู” เก็บตัวยังไม่เข้าพรรค “พีระพันธุ์-ณัฐพงษ์” ส่งดอกไม้แสดงความยินดี

Scroll to top