จัดตั้งรัฐบาล

พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว

พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว เป็นประเด็นร้อนในวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อ “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะรอให้โฉมหน้ารัฐมนตรีชัดเจนก่อนดำเนินการตรวจสอบจริยธรรม โดยเฉพาะว่าที่รัฐมนตรีหลายคนที่มีคดีความติดตัว ซึ่งอาจขัดต่อคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาชนพร้อมลุยเต็มที่เพื่อความโปร่งใสในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่

พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว

ในวันที่ 22 มีนาคม 2567 นายรังสิมันต์ โรม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่าที่รัฐมนตรีบางคนมีประวัติคดีความติดตัว โดยยืนยันว่าพรรคจะรอความชัดเจนของรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีเสนอต่อพระมหากษัตริย์ก่อน จากนั้นจึงจะประชุมหารือเพื่อตัดสินใจยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 160 กำหนดคุณสมบัติรัฐมนตรีชัดเจน ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น มีคดีอาญาร้ายแรงที่อยู่ระหว่างพิจารณา หรือเคยต้องโทษจำคุก หากพบว่ามีปัญหา พรรคฝ่ายค้านสามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ทันที พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางมิชอบ

อุบไต๋เรื่องยื่นจริยธรรม รอโฉมหน้า ครม. ชัดเจน

นายรังสิมันต์ เน้นย้ำว่าต้องรอรายชื่อที่ชัดเจนและตำแหน่งที่แต่ละคนจะนั่งก่อน เพราะปัจจุบันยังเป็นข่าวลือและการคาดเดาเท่านั้น เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แล้ว พรรคจะรวบรวมข้อมูลทั้งคดีเก่า คำพิพากษา และพฤติกรรมอื่นๆ ที่อาจเข้าข่ายขัดจริยธรรมนักการเมือง การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งของพรรคประชาชน ซึ่งก่อตั้งมาเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล

จ่อฟัน “งูเห่า” สุริยา ในที่ประชุมพรรค 24 มี.ค.

นอกจากประเด็นรัฐมนตรีแล้ว พรรคยังกำลังเร่งตรวจสอบนายสุริยา วงศ์อารีย์ ส.ส.อุดรธานี เขต 7 ที่ถูกตั้งฉายาว่า “งูเห่า” หรือ “งูเห่าพรรคส้ม” หลังจากสวนมติพรรคโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งขัดต่อมติพรรคประชาชนที่ยืนหยัดในหลักการ ปัจจุบันพรรคกำลังรวบรวมพยานหลักฐานทั้งคลิปวิดีโอ เสียงโหวต และคำให้การจากส.ส.ด้วยกัน

ในการประชุมพรรควันที่ 24 มีนาคมนี้ จะมีการพิจารณาดำเนินการทางวินัยอย่างจริงจัง อาจถึงขั้นเพิกถอนสิทธิ์สมัคร ส.ส. หรือขับออกจากพรรค ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ชัดเจนเพื่อรักษาวินัยพรรคและความน่าเชื่อถือต่อประชาชน

  • ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี: รอรายชื่อชัดเจนก่อนยื่นจริยธรรม
  • รวบรวมหลักฐานงูเห่า: คลิปโหวตและคำให้การ
  • ประชุมพรรค 24 มี.ค.: ตัดสินใจฟัน สุริยา วงศ์อารีย์
  • บทบาทฝ่ายค้าน: ตรวจสอบเพื่อประชาธิปไตยโปร่งใส

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่เข้มข้น โดยพรรคประชาชนกำลังแสดงศักยภาพในการเป็นฝ่ายค้านหลัก หลังจากที่เคยถูกยุบพรรคก้าวไกล แต่สมาชิกยังคงสู้ต่อภายใต้นามใหม่ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น การจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีที่อาจเอื้อพรรคร่วมรัฐบาลมากเกินไป หรือคดีค้างเก่าของนักการเมืองชื่อดังที่อาจถูกเพิกเฉย

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเช่นนี้จำเป็นยิ่ง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐมนตรีทุกคนมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่ใช่แค่มีเส้นสายหรืออิทธิพล หากปล่อยผ่าน อาจนำไปสู่ปัญหาการทุจริตในอนาคต พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้การเมืองไทย

ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ที่นี่ และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง คุณคิดว่าพรรคจะยื่นจริยธรรมกี่คน และสุริยาจะรอดไหม? การเมืองไทยกำลังน่าติดตามมาก!

ที่มา – พรรคประชาชน จับตาว่าที่รัฐมนตรีมีคดีติดตัว อุบไต๋ยื่นจริยธรรม จ่อฟันงูเห่า 24 มี.ค. นี้

เปิดประวัติ ‘กอล์ฟ’ อัครนันท์ รมช.ศึกษาธิการ

วันนี้เราจะมาพูดถึง เปิดประวัติรัฐมนตรีหน้าใหม่ “กอล์ฟ-อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” กับเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ จากเด็กบ้านนอกที่ต้องสู้ชีวิต จนกลายเป็นนักธุรกิจชื่อดังและตอนนี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในครม.เพื่อไทย น่าสนใจมาก!

เปิดประวัติรัฐมนตรีหน้าใหม่ “กอล์ฟ-อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” กับเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ

วันที่ 21 มีนาคม 2569 หรือ พ.ศ. 2567 นะครับ (เช็คปีให้ถูก) ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทย มีชื่อ “กอล์ฟ-อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” ส.ส.กาญจนบุรี เขต 1 ถูกเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือ รมช.ศึกษาธิการ นับเป็นดาวรุ่งของพรรคที่ภักดีสุดๆ แม้กระแสพรรคในภาคกลางจะท้าทาย แต่กอล์ฟปักธงชนะในเขตยุทธศาสตร์กาญจนบุรีได้อย่างงดงาม

ภาพ กอล์ฟ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีใหม่

พรรคเพื่อไทยจัดสรรตำแหน่งตามสัดส่วนภูมิภาค เพื่อกระจายอำนาจพัฒนาทุกพื้นที่ รอบนี้ให้เก้าอี้ รมช.กับ ส.ส.รุ่นใหม่จากเหนือ อีสาน กลาง กอล์ฟเป็นตัวแทนภาคกลางที่มีผลงานเด่น จากพื้นฐานนักธุรกิจสตาร์ทอัพที่สำเร็จตั้งแต่อายุน้อย มีประสบการณ์ต่างประเทศ ทำให้มีวิสัยทัศน์ทันสมัย เหมาะกับนโยบายปฏิรูปการศึกษาให้ทันดิจิทัลและตลาดแรงงานยุคใหม่

เส้นทางชีวิตสุดระทึกของกอล์ฟ จากบ้านนอกสู่เวทีการเมือง

ประวัติ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์

เกิด 29 มีนาคม 2530 ที่กาญจนบุรี ครอบครัวไม่ร่ำรวย กอล์ฟต้องดิ้นรนตั้งแต่วัยรุ่น ไปขุดทองที่อเมริกา สร้างตัวจากศูนย์ ประสบการณ์ต่างแดนหล่อหลอมให้เป็นนักสู้ตัวจริง พอกลับมา ก็แจ้งเกิดกับธุรกิจ บริษัท เอเค เก้าหนึ่งกรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตอาหารเสริมแบรนด์ดัง ร่วมทุนกับดาราดังหลายคน ธุรกิจโตระดับหมื่นล้าน!

ธุรกิจของกอล์ฟ อัครนันท์

แม้รวยแล้ว แต่กอล์ฟอยากตอบแทนแผ่นดิน ผู้ชวนเข้าวงการคือ “มดดำ-คชาภา ตันเจริญ” เพื่อนสนิท พิธีกรดัง เขาต้องการนำประสบการณ์บริหารธุรกิจมาช่วยชาวกาญจนบุรี โดยเฉพาะคนจนขาดโอกาส เหมือนตัวเองสมัยเด็ก กอล์ฟย้ำเสมอว่าไม่ใช่ลูกนักการเมือง แต่เป็นลูกชาวกาญจนบุรีแท้ๆ

  • เติบโตในครอบครัวธรรมดา ที่กาญจนบุรี
  • ไปสู้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อายุน้อย
  • สร้างธุรกิจอาหารเสริมสำเร็จ ร่วมกับดารา
  • เข้าสู่วงการการเมืองด้วยใจเพื่อชาวบ้าน
  • ชนะเลือกตั้ง ส.ส.กาญจนบุรี เขต 1

กอล์ฟช่วยเหลือประชาชน

ช่วงโควิด-19 กอล์ฟไม่เคยทิ้งใคร ลงพื้นที่แจกข้าวสาร ของใช้จำเป็นต่อเนื่อง มีวิสัยทัศน์พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นแบบยั่งยืน ตามหลักประชาธิปไตย คุณแม่เป็นแรงบันดาลใจในการเสียสละเพื่อผู้อื่น ตอนนี้ในตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ คาดว่าจะนำความรู้ธุรกิจมาปฏิรูปการศึกษา เช่น ส่งเสริมทักษะดิจิทัล สร้างอาชีพใหม่ให้เยาวชนไทย

การเข้ามาของกอล์ฟ ทำให้ครม.เพื่อไทยสดชื่นด้วยใบหน้ารุ่นใหม่ ที่มีประสบการณ์จริงจากภาคธุรกิจและต่างประเทศ น่าจะช่วยแก้ปัญหาการศึกษาที่ค้างคา เช่น คุณภาพครู การเรียนออนไลน์ และการเชื่อมโยงกับตลาดงาน คาดว่าจะมีนโยบายเจ๋งๆ ออกมาเพียบ

สรุปแล้ว เปิดประวัติรัฐมนตรีหน้าใหม่ “กอล์ฟ-อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” กับเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ แสดงให้เห็นว่าคนสู้ชีวิตสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ถ้าการศึกษาไทยดีขึ้นจากมือกอล์ฟ อนาคตเยาวชนเราก็สดใสแน่นอน คุณคิดยังไงกับรัฐมนตรีใหม่คนนี้? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันเลยครับ!

ที่มา – เปิดประวัติรัฐมนตรีหน้าใหม่ “กอล์ฟ-อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” กับเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ

ประวัติ วัชระพล ขาวขำ สส.คนรุ่นใหม่ ทายาทบ้านใหญ่

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ ชื่อของ ประวัติ วัชระพล ขาวขำ กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องการได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคเพื่อไทย วัชระพล หรือ “ก้อ” เป็น สส.อุดรธานี เขต 9 สมัยที่ 2 ภาพลักษณ์รุ่นใหม่ จบปริญญาโทจากอเมริกา ทำให้หลายคนอยากรู้จักเขาให้มากขึ้น วันนี้เราจะพาไปส่องเส้นทางชีวิตและการเมืองของ สส.คนนี้กันแบบละเอียดยิบ

ประวัติ วัชระพล ขาวขำ

นายวัชระพล ขาวขำ เกิดและเติบโตในครอบครัวนักการเมืองชื่อดังของอุดรธานี พ่อของเขาคือ “นายวิเชียร ขาวขำ” หรือที่รู้จักในนาม “บ้านใหญ่แดงอุดรธานี” อดีตนายกเทศมนตรีนครอุดรธานีหลายสมัย อดีต สส.อุดรธานี และเป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ส่วนแม่คือ นางเทียบจุฑา ขาวขำ ครอบครัวนี้มีฐานเสียงแข็งแกร่งในพื้นที่แดงอุดรธานีมาอย่างยาวนาน ทำให้วัชระพลได้รับการสืบทอดทั้งชื่อเสียงและเครือข่ายการเมือง

ประวัติการศึกษา วัชระพล ขาวขำ

ด้านการศึกษา วัชระพลไม่ธรรมดา จบปริญญาตรีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และต่อยอดด้วยปริญญาโท Master of Business Administration จาก Pacific States University ในสหรัฐอเมริกา ดีกรีระดับสากลนี้ช่วยให้เขามีวิสัยทัศน์กว้างไกล เหมาะกับการทำงานการเมืองสมัยใหม่ที่ต้องแข่งขันในเวทีโลก

ประสบการณ์การทำงานก่อนเข้าสภา

ก่อนลงสนามเลือกตั้ง วัชระพลมีประสบการณ์ทำงานหลากหลายที่สะท้อนความสามารถรอบด้าน เขาเคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครอุดรธานี ดูแลการส่งเสริมเยาวชนด้านกีฬา เป็นประธานสโมสรฟุตบอลอุดรธานี เอฟซี นอกจากนี้ยังเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว สส. และเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเข้าใจปัญหาชาวบ้าน โดยเฉพาะในภาคเกษตรและกีฬาเยาวชน ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญ

  • รองนายกเทศมนตรี เทศบาลนครอุดรธานี
  • ประธานสโมสรฟุตบอลอุดรธานี เอฟซี
  • ผู้ชำนาญการประจำ สส.
  • เลขานุการ กมธ.การต่างประเทศ

เส้นทางการเมืองของ วัชระพล ขาวขำ

จุดเริ่มต้นทางการเมืองของเขาคือการเลือกตั้งปี 2566 โดยนายวิเชียรส่งลูกชายลงชิง สส.เขต 9 อุดรธานี พรรคเพื่อไทย และคว้าชัยชนะอย่างงดงาม เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ในบทบาทโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณประจำปี พ.ศ. 2568 รวมถึงอภิปรายในสภาฯ หลายวาระ แสดงให้เห็นความสามารถในการสื่อสารและวิเคราะห์นโยบาย

ล่าสุดในการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วัชระพลรักษาพื้นที่ไว้ได้อีกสมัย ชนะเลือกตั้ง สส.เขต 9 อุดรธานี สมัยที่ 2 ฐานเสียงยังเหนียวแน่น

ข่าวใหญ่ล่าสุดวันที่ 21 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยจัดโควตารัฐมนตรีช่วยว่าการ โดยผลักดัน สส.รุ่นใหม่ 3 คน รวมถึงชื่อของวัชระพล ขาวขำ สำหรับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ อุดรธานีเป็นจังหวัดเกษตรกรรมหลัก การมี สส.ท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์รุ่นใหม่มารับผิดชอบ จะช่วยแก้ปัญหาเกษตรกรได้ตรงจุด

ทำไมวัชระพลถึงเหมาะกับตำแหน่งนี้? จากพื้นฐานครอบครัวที่ใกล้ชิดชาวนา ประสบการณ์ท้องถิ่น และการศึกษาระดับโลก เขาน่าจะนำนโยบายเกษตรสมัยใหม่มาปรับใช้ได้ดี เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในฟาร์ม หรือส่งเสริมกีฬาเพื่อสุขภาพเกษตรกร

สรุปแล้ว ประวัติ วัชระพล ขาวขำ คือเรื่องราวของทายาทรุ่นใหม่ที่สานต่อมรดกพ่อ แต่เพิ่มสีสันด้วยความรู้สมัยใหม่ หากเขาได้นั่ง รมช.เกษตร คงเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรอีสาน ติดตามผลงานและข่าวอัปเดตของ สส.คนนี้ได้ที่บล็อกเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลการเมืองร้อนๆ

ที่มา – ประวัติ “วัชระพล ขาวขำ” สส.คนรุ่นใหม่ ทายาท “วิเชียร ขาวขำ” บ้านใหญ่แดงอุดรฯ มีชื่อนั่ง รมช.เกษตรฯ

ส่งตรวจคุณสมบัติ 8 ว่าที่ รมต.เพื่อไทยล่าสุด

ข่าวการเมืองร้อนแรงล่าสุด! ส่งตรวจคุณสมบัติ 8 ว่าที่ รมต.เพื่อไทย เรียบร้อยแล้ว โดยพรรคเพื่อไทยส่งรายชื่อให้พรรคภูมิใจไทยตรวจสอบในครม.อนุทิน 2 ตามคาด 5 อรหันต์หลักมาครบทีม แต่ไร้ชื่อบิ๊กเนมอย่างสมศักดิ์ เทพสุทิน และมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงการปรับโครงสร้างของพรรคครั้งนี้

วันที่ 21 มีนาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ “ครม.อนุทิน 2” ว่าพรรคเพื่อไทยได้ส่งรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งสิ้น 8 คน ให้พรรคภูมิใจไทยรับทราบและตรวจสอบคุณสมบัติตั้งแต่บ่ายวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อย

ส่งตรวจคุณสมบัติ 8 ว่าที่ รมต.เพื่อไทย

การ ส่งตรวจคุณสมบัติ 8 ว่าที่ รมต.เพื่อไทย ครั้งนี้แบ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 3 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวแทนจากโควตาภาคต่างๆ เพื่อกระจายอำนาจให้สมดุล โดยทั้งหมดได้รับแจกเอกสารให้กรอกประวัติส่วนตัว ส่งกลับภายในวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2567 หากตรวจพบประวัติไม่สะอาด ทางพรรคจะต้องส่งชื่อใหม่ทดแทนทันที

รายชื่อรัฐมนตรีว่าการพรรคเพื่อไทย 5 คน

สำหรับรัฐมนตรีว่าการหลัก 5 คน ได้แก่:

  • ศาสตราจารย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กระทรวงแรงงาน
  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กระทรวงศึกษาธิการ
  • นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ชื่อ 2 รายสุดท้ายกำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น หากมีปัญหา พรรคเพื่อไทยพร้อมปรับเปลี่ยนเพื่อให้ครม.ชุดนี้เดินหน้าต่อได้เร็วที่สุด

รัฐมนตรีช่วยว่าการหน้าใหม่ 3 คน จากโควตาภาคต่างๆ

ส่วนรัฐมนตรีช่วยว่าการ 3 คน เป็นหน้าใหม่ที่มาจากฐานเสียงสำคัญ:

  • นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย (ภาคเหนือ)
  • นายวัชระพล ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี (ภาคอีสาน)
  • นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ส.ส.กาญจนบุรี (ภาคกลาง)

การเลือกคนเหล่านี้แสดงถึงกลยุทธ์กระจายโควตาให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค สร้างความสมดุลให้กับรัฐบาลผสมพรรคเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ การ ส่งตรวจคุณสมบัติ 8 ว่าที่ รมต.เพื่อไทย ครั้งนี้ไม่มีชื่อของ “นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” ซึ่งเป็นรัฐมนตรีตลอดกาล และ “นางมนพร เจริญศรี” ส.ส.นครพนม ที่เคยเป็นตัวเต็งหลายสมัย สาเหตุอาจมาจากปัจจัยภายในพรรค การปรับโครงสร้างเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามา หรือการตรวจสอบประวัติที่เข้มงวดขึ้นในยุคนี้ ทำให้พรรคเลือกคนที่ไม่มีประเด็นถกเถียง

บริบทโดยรวมของครม.อนุทิน 2 เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่ง ส.ส.มากที่สุด แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลคนเดียวได้ จึงจับมือพรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ชุดใหม่ การส่งชื่อรัฐมนตรีให้ตรวจคุณสมบัติเป็นขั้นตอนสำคัญตามรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันปัญหาความไม่โปร่งใสแบบอดีต

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์พรรคเพื่อไทยให้ดูทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการดิจิทัลและเกษตรที่เป็นนโยบายหลัก แต่ก็ต้องจับตาการทำงานจริง หาก 5 อรหันต์สามารถผลักดันนโยบายได้สำเร็จ รัฐบาลชุดนี้มีโอกาสยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามต่อ เช่น การอนุมัติรายชื่อจากนายกฯ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รวมถึงการประชุมครม.ครั้งแรกที่คาดว่าจะมีขึ้นเร็วๆ นี้

ความเห็นส่วนตัว: การส่งตรวจคุณสมบัติ 8 ว่าที่ รมต.เพื่อไทย แม้ไร้ชื่อเก่าแก่ แต่ถือเป็นสัญญาณบวกที่พรรคให้โอกาสคนรุ่นใหม่ สร้างความหวังให้ประชาชนว่าจะมีนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง

สนใจข่าวการเมืองอัปเดต รัฐมนตรีคนใหม่ หรือนโยบายรัฐบาล ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด สมัครรับข่าวสารทางอีเมลวันนี้!

ที่มา – ส่งตรวจคุณสมบัติ 8 ว่าที่ รมต.เพื่อไทย แจกเอกสารกรอกประวัติ ไร้ชื่อ “สมศักดิ์-มนพร”

“ธรรมนัส” ส่งทีมขนของออกจากกระทรวงเกษตร

สวัสดีครับชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจในวงการบ้านเมืองมาอัพเดทกัน “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตา เพราะเป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านอำนาจในรัฐบาลใหม่ รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ที่กำลังจะเข้ามาครับ

“ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันที่ 21 มีนาคม 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทีมงานของตนเริ่มดำเนินการขนย้ายของใช้ส่วนตัวออกจากห้องทำงานที่กระทรวงทันที ไม่ใช่แค่ท่านธรรมนัสคนเดียว แต่รวมถึงนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สองรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เพื่อเปิดทางให้รัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคภูมิใจไทยเข้ามารับตำแหน่ง

รถบรรทุกขนของที่กระทรวงเกษตร

บรรยากาศหน้าห้องทำงานกระทรวงเกษตรคึกคักตั้งแต่เช้า มีรถบรรทุกและรถกระบะจากบริษัทขนส่งจอดรอรับงานถึง 6 คัน พนักงานขนย้ายค่อยๆ ลากของลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงของใช้ส่วนตัวต่างๆ เรียกได้ว่าเคลียร์ให้หมดจด เพื่อไม่ให้กระทบการทำงานของเจ้าของใหม่

ทีมงานกำลังขนของ

รายละเอียดการขนย้ายและการทำความสะอาด

นอกจากการขนของแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่กระทรวงเร่งทำความสะอาดพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ห้องทำงานทุกห้องถูกเช็ดถู ไล่ฝุ่น ปรับปรุงให้พร้อมใช้งานทันที ภาพรวมคือทุกอย่างดูเรียบร้อยและเป็นมืออาชีพมาก

  • รถบรรทุกและกระบะ 6 คันจอดรอ
  • ทีมงานเริ่มขนตั้งแต่เช้า
  • ทำความสะอาดห้องทำงาน รอบกระทรวง
  • เตรียมรับรัฐมนตรีใหม่จากรัฐบาลอนุทิน
การทำความสะอาดกระทรวง
ภาพเพิ่มเติมการขนย้าย

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นี้ สะท้อนถึงความรวดเร็วในการเปลี่ยนผ่านของระบบราชการไทย หลังจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนนำ ได้รับกระทรวงเกษตรฯ มาดูแล ซึ่งเป็นกระทรวงสำคัญเพราะเกษตรกรไทยกว่า 30% ของประชากรอาศัยรายได้จากภาคเกษตร ดังนั้น การเปลี่ยนรัฐมนตรีจึงต้องรวดเร็วเพื่อไม่ให้งานคั่งค้าง

ในมุมมองส่วนตัวนะครับ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่านักการเมืองไทยมืออาชีพแค่ไหน ไม่ยื้อเยื้อ ไม่ติดค้าง ทำให้ระบบเดินหน้าได้ต่อเนื่อง คิดดูสิครับ ถ้าขนของช้า กระทรวงก็ล่าช้า เกษตรกรเดือดร้อนแน่ๆ

ภาพบรรยากาศกระทรวง

ผลกระทบต่อนโยบายเกษตรในอนาคต

หลังจากนี้ คาดว่ารัฐมนตรีเกษตรคนใหม่จะเข้ามานำเสนอนโยบายใหม่ๆ เช่น สนับสนุนเกษตรสมัยใหม่ ลดต้นทุนปุ๋ย ช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น ซึ่งเราจะติดตามให้ฟังต่อไปครับ

ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทแบบเป็นกันเองได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“อนุทิน” คาดตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. 1 สัปดาห์ ไม่ช้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสุดร้อนจากวงในรัฐบาลเลยนะครับ “อนุทิน” คาด ตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรี ใช้เวลา 1 สัปดาห์ ยืนยันไม่ช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี พูดแบบนี้หลังรับรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยมาแล้ว สัญญาว่าจะเร่งตรวจสอบให้เสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์แน่นอน มาฟังรายละเอียดกันเลยครับ

“อนุทิน” คาด ตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรี ใช้เวลา 1 สัปดาห์

วันที่ 20 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง แต่เชื่อว่าเป็น 2567 นะครับ) นายอนุทิน กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ได้รับรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยเรียบร้อยแล้ว และมอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติทันที โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ เพราะต้องผ่านการพิจารณาจาก 18 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช., กรมบังคับคดี, สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และอื่นๆ อีกมากมาย

นายอนุทิน ย้ำชัดว่า “อยากให้เร็วที่สุด” และถามกลับนักข่าวว่า “วันนี้ 20 มีนาคมใช่ไหม?” เพื่อยืนยันว่าการตรวจสอบจะเสร็จทันกำหนด ไม่เกินก่อนวันสงกรานต์ 13 เมษายนนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดใหม่ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด เพื่อเดินหน้าทำนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน

กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรีเป็นอย่างไร?

สำหรับคนที่สงสัยว่าการตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรีทำอะไรบ้าง ลองมาดูขั้นตอนแบบสรุปกันครับ โดยทั่วไปต้องตรวจประวัติ ไม่มีคดีติดตัว ไม่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน นี่คือหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง:

  • สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) – ประสานงานหลัก
  • คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) – ตรวจทรัพย์สิน
  • กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) – ตรวจคดีอาญา
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา – ตรวจด้านกฎหมาย
  • สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) – ตรวจการเงิน
  • และอีก 12 หน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย, ป.ป.ท. เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ต้องส่งผลกลับมาให้ สลค. ก่อนสรุปส่งนายกรัฐมนตรี เพื่อทูลเกล้าฯ ถ้าผ่านหมด ก็พร้อมประกาศใช้ทันทีครับ

ปัดตอบกรณี “สุดาวรรณ” ถูก DSI ออกหมายเรียก รุกที่ดินหาดสวนยา

อีกประเด็นที่สื่อถามเยอะคือชื่อนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่ติดโผว่าที่รัฐมนตรี แต่ DSI ออกหมายเรียกคดีรุกที่ดินหาดสวนยา นายอนุทิน ตอบสั้นๆ ว่า “ยังไม่ทราบ” และย้ำว่าต้องรอพระราชโปรดเกล้าฯ ก่อนถึงจะเปิดเผยได้ ยืนยันว่ามีแนวทางชัดเจนตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หากใครมีปัญหาจะไม่ดำเนินการต่อ

ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโจมตีเรื่องคดีเก่าๆ นายอนุทิน ก็ไม่ตอบ แต่เปลี่ยนไปย้ำเรื่องเร่งทูลเกล้าฯ สิ้นเดือนนี้ ถ้าไม่มีปัญหาแม้แต่คนเดียว

ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเร่งเครื่องเต็มที่ เพื่อให้ครม.ชุดใหม่上路เร็วๆ ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนรอคอยกันมานาน คุณคิดว่าครม.ชุดนี้จะมีเซอร์ไพรส์อะไรอีกไหม? จากที่เห็น รายชื่อสำรองก็ส่งตรวจไปด้วยนะครับ (นายกฯ หัวเราะเบาๆ)

สรุปแล้ว “อนุทิน” คาด ตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรี ใช้เวลา 1 สัปดาห์ ยืนยันไม่ช้า จริงๆ ด้วย ถ้าทุกอย่างราบรื่น เราจะได้เห็นครม.ใหม่ทำงานก่อนสงกรานต์แน่นอน ในมุมมองผม การเร่งแบบนี้ดีมาก เพราะประเทศต้องการผู้นำที่พร้อมลุยทันที ไม่รอช้า ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้เลยครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังนโยบายอะไรจากครม.ชุดใหม่บ้าง!

ที่มา – “อนุทิน” คาด ตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรี ใช้เวลา 1 สัปดาห์ ยืนยันไม่ช้า

นายกฯ ให้คำมั่น รัฐบาลซื่อสัตย์ ยึดประชาชนศูนย์กลาง

นายกฯ ให้คำมั่น จะควบคุมดูแลรัฐบาลให้ซื่อสัตย์สุจริต ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นหัวข้อที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยขณะนี้ เพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวการเมืองคงทราบดีว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 ท่านได้ออกมาพูดคุยกับประชาชนอย่างจริงใจ โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะทุ่มเทเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่

นายกฯ ให้คำมั่น จะควบคุมดูแลรัฐบาลให้ซื่อสัตย์สุจริต ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

หลังจากรับตำแหน่ง นายกฯ อนุทิน รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่ ท่านย้ำชัดว่าจะใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทั้งหมดเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องชาวไทย โดยเฉพาะการควบคุมกำกับดูแลคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และเจ้าพนักงานรัฐให้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ยังจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ ทำให้การทำงานของภาครัฐโปร่งใส ตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วน บนหลักนิติรัฐนิติธรรม

คำมั่นสัญญาที่น่าประทับใจของนายกฯ อนุทิน

มาดูรายละเอียดคำมั่นที่นายกฯ ให้ไว้กันครับ:

  • ปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังความสามารถ เพื่อประชาชน
  • ควบคุมรัฐบาลให้ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริต
  • ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจทุกเรื่อง
  • เปิดช่องให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานเข้มข้น
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

นายกฯ ยังกล่าวอีกว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลครั้งนี้จะนำบรรยากาศใหม่ๆ มาสู่สังคมไทย โดยมุ่งมั่นไปข้างหน้า ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่วนนโยบายและรายละเอียดต่างๆ จะเร่งแถลงต่อรัฐสภาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทุกคนทราบทิศทางชัดเจน

ทำไมคำมั่นนี้ถึงสำคัญต่อประเทศไทย

ในยุคที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบการเมือง คำมั่นของนายกฯ อนุทิน ถือเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้คนไทยหลายคนรู้สึกหวังดี โดยเฉพาะประเด็นซื่อสัตย์สุจริตที่เป็นปัญหาค้างคา ถ้ารัฐบาลยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางจริง การตรวจสอบที่เข้มข้นจะช่วยลดการคอร์รัปชัน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา หรือโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนได้รับประโยชน์

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ในฐานะนักการเมืองรุ่นเก๋า เคยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในสาธารณสุขสมัยโควิด ทำให้ประชาชนไว้วางใจ คำมั่นครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่คำพูด แต่คาดหวังว่าจะลงมือทำจริง เพื่อสร้างรัฐบาลที่โปร่งใสและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น

นอกจากนี้ การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางยังหมายถึงการรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือเยาวชน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและวางแผนระยะยาว เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การรับมือภัยพิบัติ หรือการพัฒนาดิจิทัล

สุดท้ายนี้ คำมั่นของนายกฯ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการนำพาประเทศไทยสู่ความเจริญรุ่งเรือง หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างแน่นอน คุณล่ะคิดอย่างไรกับคำมั่นนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อติดตามพัฒนาการของรัฐบาลใหม่ต่อไป

ที่มา – นายกฯ ให้คำมั่น จะควบคุมดูแลรัฐบาลให้ซื่อสัตย์สุจริต ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

“อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2

การเมืองไทยเดินหน้าต่อไปด้วยเหตุการณ์สำคัญล่าสุด เมื่อ อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ สร้างความฮือฮาให้กับแฟนข่าวการเมืองทั่วประเทศ วันนี้เราจะมาสรุปเหตุการณ์และความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกันแบบเป็นกันเอง

อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.38 น. วันที่ 20 มีนาคม 2569 ว่าที่ร้อยตำรวจตรี อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อัญเชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 มาที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยมีการจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการอย่างสมพระเกียรติ

เลขาธิการสภาฯ ได้อ่านพระบรมราชโองการ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามมติสภาผู้แทนราษฎรที่ลงคะแนนเห็นชอบเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง อาศัยมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้รับสนองคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พิธีรับพระบรมราชโองการของอนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2

เวลา 13.40 น. นายอนุทินได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคม 3 ครั้ง ถวายธูปเทียนแพ และกล่าวคำสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างซาบซึ้งใจ โดยระบุว่า “ขอเดชาฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าโปรดกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น… จักขอเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณนี้ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าจะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดมั่นผลประโยชน์ของชาติ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความวัฒนาสถาพรของประเทศไทย”

พิธีนี้มี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรส ครอบครัว ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วมอย่างคับคั่ง หลังพิธี นายอนุทินยังเข้าสวมกอดบิดามารดา บุตรธิดา และไหว้ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมยินดี

ประวัติและบทบาทของอนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่รู้จักในนาม “อนุทิน” เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรีมาก่อน สมัยนี้เป็นสมัยที่ 2 ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ภายใต้แกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ชนะใจสภาในการโหวตนายกฯ

การขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ มาหลังจากการเจรจารัฐบาลร่วมหลายพรรค ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ อนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 สัญญาจะนำนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

  • พัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตยั่งยืน
  • แก้ปัญหาสาธารณสุขและยาเสพติด
  • โครงสร้างพื้นฐานและคมนาคม
  • การเกษตรและท่องเที่ยว
  • ความมั่นคงและยุติธรรม

นโยบายเหล่านี้คาดว่าจะเป็นจุดเด่นของรัฐบาลชุดใหม่

การแต่งตั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติยศส่วนตัว แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นจากสภาฯ และประชาชนในวิสัยทัศน์ของพรรคภูมิใจไทย ในยุคที่ไทยต้องการผู้นำที่มั่นคงและซื่อสัตย์

สำหรับเราแล้ว การเข้ามาของอนุทิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 สมัยที่ 2 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามวิกฤตได้ หากทำได้ตามที่สัญญาไว้ น่าจะเป็นรัฐบาลที่ยั่งยืน คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะนำพาไทยไปในทิศทางไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 สมัยที่ 2

“คำพอง” แฉยับ “บักยอดชั่ว” กระบวนการฉก “งูเห่า”

วงการการเมืองไทยไม่เคยเงียบเหงา ล่าสุดมีดราม่าร้อนแรงจาก “คำพอง” แฉยับ “บักยอดชั่ว” กระบวนการฉก “งูเห่า” ที่ทำเอาชาวโซเชียลสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนอย่างนายคำพอง เทพาคำ ได้โพสต์แฉเบื้องหลังขบวนการซื้อตัว ส.ส. หรือที่เรียกกันติดปากว่า “งูเห่า” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพรรคการเมืองไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 (บางแหล่งระบุ 2569 แต่เชื่อว่าเป็นปี 2567) นายคำพองเล่าว่าตลอดการทำหน้าที่ ส.ส. 2 สมัย เขาถูกติดต่อเสนอเงินเพื่อย้ายพรรคถึง 7 ครั้งด้วยกัน แต่ละครั้งยอดเงินพุ่งสูงแบบไม่น่าเชื่อ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าการเมืองไทยยังเต็มไปด้วยการต่อรองด้วยผลประโยชน์

“คำพอง” แฉยับ “บักยอดชั่ว” กระบวนการฉก “งูเห่า”

รายละเอียดที่นายคำพองแฉออกมานั้นน่าตกใจสุดๆ เริ่มจากครั้งแรกที่ถูกเสนอเงิน 3 ล้านบาท ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 30 ล้านบาท แถมยังมีเงินเดือนรายเดือนอีก 2 แสนบาท พ่วงตำแหน่ง “ขุนพลอีสาน” โดยมีการบุกไปเจรจาถึงบ้านพักที่ จ.อุบลราชธานี เลยทีเดียว ครั้งต่อๆ มาก็ยิ่งหนักหน่วง มีข้อเสนอ 20 ล้าน, 40 ล้าน และ 30 ล้านบาทตามลำดับ

จุดพีคของข้อเสนอเงินก้อนโต

ครั้งที่ห้าเสนอ 30 ล้านบาท โดยให้ไปรับเงินที่ราบ 11 มีรถตู้มารับไป ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการโหวตประธานสภาและโหวต พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นความเข้มข้นยังไม่จบ หลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ มีข้อเสนอพุ่งสูงถึง 80 ล้านบาท พร้อมรถหรูป้ายแดง 1 คัน และล่าสุดหลังการยุบพรรคก้าวไกล ก็มีข้อเสนอ “15 กิโล” ซึ่งคาดว่าแปลว่า 15 ล้านบาท

การติดต่อแต่ละครั้งมักผ่านคนรู้จัก เพื่อนร่วมงานเก่า หรือบางครั้งโดยตรง ทำให้ดูเป็นระบบมากกว่าการเจรจาสุ่มๆ นายคำพองยืนยันว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง และทิ้งท้ายด้วยคำดุเดือด “มันเกิดขึ้นจริง แบบบักยอดชั่ว” คำนี้กลายเป็นไวรัลทันที ชาวเน็ตต่างคาดเดาว่า “บักยอดชั่ว” หมายถึงบุคคลลึกลับคนไหนในวงการการเมือง

  • ครั้งที่ 1: 3 ล้านบาท
  • ครั้งที่ 2: 30 ล้านบาท + เงินเดือน 2 แสน/เดือน + ตำแหน่งขุนพลอีสาน
  • ครั้งที่ 3-4: 20 ล้าน และ 40 ล้านบาท
  • ครั้งที่ 5: 30 ล้านบาท ก่อนโหวตสำคัญ
  • ครั้งที่ 6: 80 ล้านบาท + รถหรู หลังยุบอนาคตใหม่
  • ครั้งที่ 7: 15 ล้านบาท หลังยุบก้าวไกล

ปรากฏการณ์ “งูเห่า” หรือ ส.ส.ที่ย้ายพรรคแลกผลประโยชน์ เป็นปัญหาคลาสสิกของการเมืองไทย มักเกิดก่อนการโหวตสำคัญหรือยุบพรรค สร้างความเสียหายให้กับหลักการประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นของประชาชน การแฉครั้งนี้ของคำพองไม่เพียงเปิดโปงระบบ แต่ยังจุดประกายให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในสภา

จากประสบการณ์ของอดีต ส.ส. คนนี้ เห็นได้ชัดว่าการเมืองไทยยังต้องการการปฏิรูประบบป้องกันการซื้อตัว ส.ส. เช่น การเพิ่มบทลงโทษหนักขึ้น หรือระบบเลือกตั้งที่ทำให้พรรคมีเสถียรภาพมากกว่า นอกจากนี้ คำว่า “บักยอดชั่ว” ซึ่งเป็นภาษาอีสานด่าที่รุนแรง แสดงถึงความเกลียดชังต่อพฤติกรรมนี้อย่างมาก

ในมุมมองของผู้เขียน การแฉแบบ “คำพอง” แฉยับ “บักยอดชั่ว” กระบวนการฉก “งูเห่า” เป็นสัญญาณดีที่นักการเมืองรุ่นใหม่กล้าพูดความจริง แม้จะเสี่ยง แต่จะช่วยผลักดันให้การเมืองสะอาดขึ้นได้ หากประชาชนรวมพลังกดดัน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? “บักยอดชั่ว” คือใคร? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรับรู้เบื้องหลังการเมืองไทย!

ที่มา – “คำพอง” แฉยับ “บักยอดชั่ว” กระบวนการฉก “งูเห่า”

Scroll to top