จัดตั้งรัฐบาล

มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันดีกว่าครับ มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล ที่กำลังเป็นที่สนใจของทุกคน หลังจากพรรคประชาธิปัตย์มีมติชัดเจนในการประชุม สส. เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่อาจส่งผลต่อทิศทางโหวตนายกฯ ในวันถัดไป

มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

ที่ประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในฐานะประธาน สส.พรรค เป็นประธานการประชุม เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 18 มี.ค. 2569 มี สส.เข้าร่วม 20 คน ขาดเพียงนายชวน หลีกภัย ที่ไปพบแพทย์ ผลการประชุมคือมติให้ งดออกเสียง ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. เวลา 10.00 น. นายสาทิตย์แถลงข่าวเวลา 15.30 น. ยืนยันว่าพรรคมีแนวโน้มงดออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ในอดีตเช่นกัน

นอกจากนี้ พรรคยังมติส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้อภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงเหตุผลรายละเอียดว่าทำไมพรรคถึงเลือกงดออกเสียง พรรคได้รับเชิญจากประธานสภาให้หัวหน้าพรรคร่วมหารือเวลา 09.00 น. วันที่ 19 มี.ค. แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการอภิปรายหรือไม่ พรรคหวังว่าพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นเสียงข้างมากจะเปิดโอกาส เพราะตำแหน่งนายกฯ สำคัญมาก ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้

เหตุผลเบื้องหลังมติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ

เมื่อสื่อถามว่านี่เป็นเพราะการแข่งขันผู้สมัครนายกฯ หรือไม่ นายสาทิตย์ยอมรับว่าเป็นเหตุผลหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด พรรคพิจารณาคุณสมบัติทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่าการงดออกเสียงจำเป็น โดยรายละเอียดจะให้อภิสิทธิ์ชี้แจง มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล ถือเป็นจุดยืนที่ยึดหลักธรรมาภิบาลของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน

  • พิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครทั้งสองฝ่ายอย่างรอบคอบ
  • ยึดหลักโปร่งใสและการตรวจสอบจากสภา
  • งดออกเสียงเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา
  • ส่งหัวหน้าพรรคอภิปรายเพื่อแจงเหตุผลชัดเจน

ผลกระทบและมุมมองต่อการเมืองไทย

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงความระมัดระวังของพรรคประชาธิปัตย์ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียด โดยเฉพาะการโหวตนายกฯ ที่ทุกคะแนนมีค่า มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล อาจทำให้เกิดการถกเถียงในสภาฯ มากขึ้น และเป็นตัวอย่างให้พรรคอื่นๆ พิจารณา หากอภิสิทธิ์ได้อภิปรายจริง คงได้ฟังเหตุผลละเอียดยิบแน่นอน

ในมุมมองส่วนตัว การงดออกเสียงแบบนี้เป็นกลยุทธ์聪明的ที่ช่วยรักษาพรรคไม่ให้ถูกดึงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง แต่ก็อาจถูกมองว่าไม่รับผิดชอบ หากสภาต้องการเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม มันเน้นย้ำว่าการเมืองไทยยังต้องการการตรวจสอบที่เข้มข้น

คุณคิดอย่างไรกับมติล่าสุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

“สมชัย” คาดศาลรธน.ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน

“สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะคดีบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดติดอยู่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีมติรับคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยคะแนน 6:3 และให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงภายใน 15 วัน

“สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด

รศ.ดร.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้ความเห็นในรายการไทยรัฐนิวส์รูม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2567 ว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้จะไม่น่าจะตื่นเต้นใน 15 วันแรก เพราะต้องรอเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มีการขอขยายเวลา ศาลน่าจะใช้เวลาไต่สวนอีก 7 วัน และวินิจฉัยอีก 7 วัน ทำให้ “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะนายอนุทิน แสดงศักยภาพการบริหารงานเต็มที่ในช่วงเวลานี้

รศ.สมชัย ยังย้ำว่า กกต.ทั้ง 7 คน รวมถึงเลขาธิการและองค์กร ต้องรับผิดชอบเต็มตัว แม้จะอ้างว่าเป็นข้อเสนอจากโรงพิมพ์ แต่ทุกอย่างต้องผ่านการอนุมัติจากกกต.อยู่ดี

มุมมองจากนายจตุพร พรหมพันธุ์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน มองว่าทุกขั้นตอนต้องไม่เกิน 1 เดือน โดยกกต.น่าจะขอขยายเวลา 15 วัน และศาลอาจอนุญาต ทำให้รวมเวลาเป็น 1 เดือน จากนั้นศาลจะตัดสินว่าสส.ทั้ง 499 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แม้เหตุการณ์ดูเหมือนชัดเจน แต่ศาลอาจไม่ตัดสินแบบเบ็ดเสร็จ นายจตุพร ชี้ให้เห็นความเห็นที่แตกต่างจากนักกฎหมายชื่อดังอย่างศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่บอกว่าไม่โมฆะ ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม บอกว่าโมฆะ

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานปัจจุบัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาให้เห็นผล หากศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.จะกระทบหนัก

กลยุทธ์ดึงเกมการเมือง

รศ.สมชัย วิเคราะห์เกมการเมืองว่า อาจมีกระบวนการดึงเวลาให้ยาวที่สุด โดยแต่ละฝ่ายจะเสนอพยานจำนวนมาก เช่น 30-40 ปาก เพื่อยืดไต่สวน ศาลอาจขยายเวลาเป็น 1-1.5 เดือน ดังนั้น รัฐบาล สภา ข้าราชการ ต้องเร่งทำงานเต็มที่ อย่าเกียร์ว่าง เพราะประเทศไทยรอไม่ได้ หากกกต.เสนอพยานเต็มที่ ศาลอาจรับแค่ 0-2 คนเท่านั้น

  • ไทม์ไลน์คาดการณ์: 15 วันชี้แจง + 7 วันไต่สวน + 7 วันวินิจฉัย = 1 เดือน
  • ความเสี่ยง: หากขยายเวลา อาจถึง 1.5 เดือน ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
  • คำแนะนำ: รัฐบาลแสดงผลงานการบริหาร ประชาชนจับตากระบวนการยุติธรรม

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง หากบัตรมีคิวอาร์โค้ดจริง อาจกระทบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ สร้างความไม่แน่นอนให้การเมืองไทย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นบททดสอบระบบเลือกตั้งไทย หากศาลตัดสินเร็วตามที่ “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด จะช่วยให้การเมืองเดินหน้าต่อได้เร็ว คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5% ปิดตำนาน มท.2

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี เป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนในวงการการเมืองกำลังจับตาในขณะนี้! หลังจากที่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย โดยล่าสุดพรรคภูมิใจไทยได้ส่งรายชื่อผู้สมัครเข้าตำแหน่งไปตรวจสอบกับ 18 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว มีรายชื่อกว่า 40 ชื่อ รวมถึงชื่อสำรองหากมีใครขาดคุณสมบัติ นี่คือสัญญาณว่าทุกอย่างใกล้ลงตัวสุดๆ

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี

จุดเด่นที่สุดของโผครม.ชุดนี้คือการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ครองตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จวบจนรัฐบาลเศรษฐา แพทองธาร และอนุทิน 1 ล่าสุดมีข้อมูลว่าเขาจะขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลปัญหาน้ำทั่วประเทศและยาเสพติด แทนที่นายโสภณ ซึ่งถือเป็นการปิดตำนาน มท.2 อย่างเป็นทางการ!

สำหรับสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วย 3 คน ได้แก่ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ (ส.ส.สตูล), นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (ส.ส.อุทัยธานี) และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี (ส.ส.นครราชสีมา)

รายชื่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงสำคัญ

ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 ชื่อ ได้แก่:

  • นายภราดร ปริศนานันทกุล (ส.ส.อ่างทอง)
  • นางศุภมาส อิศรภักดี (ส.ส.บัญชีรายชื่อ)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์ (แกนนำพรรค)
  • นางสุขสมรวย วันทนียกุล (ส.ส.อำนาจเจริญ)

กระทรวงกลาโหมชัดเจนแล้ว พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ขยับจากรัฐมนตรีช่วยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรมยังเป็นพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เหมือนเดิม

กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการ โดยมีรัฐมนตรีช่วย 3 คน: นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (ส.ส.ศรีสะเกษ), นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ (ส.ส.พิจิตร), นายสรรเพชญ บุญญามณี (ส.ส.สงขลา)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย (ส.ส.อุบลราชธานี) เป็นรัฐมนตรีช่วย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: นายสุชาติ ชมกลิ่น

กระทรวงพลังงาน: นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

กระทรวงวัฒนธรรม: นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์

กระทรวงสาธารณสุข: นายพัฒนา พร้อมพัฒน์

กระทรวงอุตสาหกรรม: นายวราวุธ ศิลปอาชา

โควตานายกรัฐมนตรีและพรรคร่วม

โควตาส่วนตัวของนายอนุทิน ประกอบด้วย:

  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ไม่มีรัฐมนตรีช่วย เพื่อให้ทำงานเต็มที่)
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ – รองนายกฯ ดูแลกฎหมาย

พรรคร่วมรัฐบาลได้ 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง รวมรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภา 1 คน เช่น กระทรวงเกษตรฯ ศึกษาฯ อว. แรงงาน และพม. ส่วนพรรคพลังประชารัฐได้ 1 ตำแหน่ง

การปรับโผครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการกระจายอำนาจและมุ่งแก้ปัญหาเรื้อรังอย่างน้ำท่วมและยาเสพติด ซึ่งนายทรงศักดิ์มีประสบการณ์ยาวนาน คาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณคิดอย่างไรกับโผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี

“โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

เช้าวันที่ 18 มีนาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ หลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจและสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานความเชื่อและประเพณีเข้ากับการเมือง

“โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

กิจกรรมครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการสักการะศาลพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระภูมิชัยมงคล และศาลตา-ยาย ที่ตั้งอยู่ในอาคารรัฐสภาใหม่ เวลา 09.59 น. นายโสภณได้ถวายเครื่องบูชาและดอกไม้ เพื่อขอพรให้การปฏิบัติหน้าที่ราบรื่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของรัฐสภา โดยเฉพาะศาลพระสยามเทวาธิราชที่อัญเชิญมาจากรัฐสภาเดิม มีทั้งองค์เดิมสูง 6 นิ้วและองค์จำลองสูง 16 นิ้ว สร้างจากไม้สักอย่างประณีต บุคลากรรัฐสภาให้ความเคารพนับถือมานาน

โสภณ สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ ก่อนปฏิบัติหน้าที่

จากนั้น เวลา 10.09 น. นายโสภณเดินทางไปถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ร.7 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้ประชาชน ถือเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย กิจกรรมนี้แสดงถึงความจงรักภักดีและขอพรให้การนำสภาฯ สำเร็จลุล่วง

โสภณ ถวายพวงมาลัยอนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

ความสำคัญของศาลพระสยามเทวาธิราชในรัฐสภาไทย

ศาลพระสยามเทวาธิราชไม่ใช่แค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวรัฐสภา พระภูมิชัยมงคลและศาลตา-ยาย ช่วยเสริมสิริมงคลให้ผู้ปฏิบัติงาน การที่ “โสภณ สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่” จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ยึดมั่นในประเพณี

  • ศาลพระสยามเทวาธิราช: ปกป้องเมืองหลวง
  • พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง: เสริมอำนาจปกครอง
  • ศาลตา-ยาย: คุ้มครองข้าราชการ
  • พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.7: สัญลักษณ์ประชาธิปไตย

ภาพพิธีสักการะของโสภณโสภณ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

เวลา 10.19 น. นายโสภณยังกราบสักการะพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อความมั่นใจในการนำสภาผู้แทนราษฎร กิจกรรมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นทันทีหลังการแต่งตั้ง แสดงถึงความพร้อมและความศรัทธา

อนุสาวรีย์ ร.7 รับพวงมาลัยจากโสภณโสภณ สักการะพระพุทธรูป

ทำไมการสักการะจึงสำคัญสำหรับนักการเมืองไทย

ในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้นำที่ต้องเผชิญความท้าทายมากมาย การที่ประธานสภาฯ อย่างนายโสภณเลือก “สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่” ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และยึดโยงกับรากเหง้าวัฒนธรรม เหตุการณ์นี้ยังเป็นสัญญาณว่าสภาใหม่จะเดินหน้าด้วยความสามัคคี

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผู้นำที่เริ่มต้นด้วยพิธีกรรมเช่นนี้มักประสบความสำเร็จในการนำพาองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายหรือออกกฎหมายสำคัญ เราคาดว่านายโสภณจะนำพาสภาผู้แทนราษฎรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้ว การกระทำของ “โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่ เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้การเมืองจะซับซ้อน แต่ความศรัทธาและประเพณีไทยยังคงเป็นพลังสำคัญ หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “โสภณ” สักการะศาลพระสยามเทวาธิราชฯ-อนุสาวรีย์ ร.7 ก่อนปฏิบัติหน้าที่

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ รทสช.

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก เป็นข่าวที่หลายคนในแวดวงการเมืองให้ความสนใจเลยนะครับ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งกำลังเป็นพรรคใหญ่ในสภาแห่งนี้ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และมีนัยสำคัญยังไงต่อการเมืองไทย

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก

เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว เพื่อรับตำแหน่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อแทนที่ว่างลง หลังจากที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเคยเป็น ส.ส. ลำดับที่ 1 ของพรรค ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น ส.ส. ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช.

การลาออกของนายพีระพันธุ์นี้ ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จากนั้น กกต. ก็ได้ประกาศเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ให้คนลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาแทนตามมาตรา 105 (2) ซึ่งนางสาวสิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาฯ ก็ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รายงานตัวสภา

ใครคือ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” และบทบาทใน รทสช.

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในวงการธุรกิจและสังคมมาอย่างยาวนาน แม้จะไม่ใช่หน้าใหม่ในพรรค แต่การก้าวขึ้นมาเป็น ส.ส. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ เขาเคยมีส่วนร่วมในกิจกรรมของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก่อตั้งโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และกำลังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลกึ่งกลางของไทย

  • ชื่อเต็ม: อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
  • ลำดับในบัญชีรายชื่อ รทสช.: ถัดจากพีระพันธุ์
  • พรรค: รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
  • วันที่รายงานตัว: 18 มี.ค. 2569

เหตุผลเบื้องหลังการลาออกของ “พีระพันธุ์” และกระบวนการทางกฎหมาย

แม้รายละเอียดเหตุผลการลาออกของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จะยังไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน แต่ตามระบบของรัฐธรรมนูญ การลาออกทำให้เกิดการเลื่อนลำดับอัตโนมัติ เพื่อให้พรรคไม่เสียที่นั่งในสภา กระบวนการนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดย กกต. ประกาศผลอย่างเป็นทางการ ทำให้ “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก ได้อย่างถูกต้อง

  • มาตรา 101 (3): สิ้นสุดสมาชิกภาพเมื่อลาออก
  • มาตรา 105 (2): เลื่อนคนถัดไปในบัญชี
  • ประกาศ กกต. วันที่ 4 มี.ค. 2569

ระบบนี้ช่วยให้การเมืองไทยมีความต่อเนื่อง ไม่เกิดช่องว่างในสภา ซึ่งสำคัญมากในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจและการปฏิรูป

นัยยะต่อพรรค รทสช. และการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มี ส.ส. สำรองพร้อมรบเสมอ ไม่ว่าสมาชิกคนไหนจะลาออกหรือมีปัญหา พรรคก็ยังคงมีกำลังในสภาได้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพลวัตของการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งใหญ่

ในมุมมองของผม การที่ “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก นี้ เป็นสัญญาณดีว่าพรรคมีระบบสำรองที่ดี และอาจนำมาซึ่งมุมมองใหม่ๆ ในสภา หากคุณเป็นคนสนใจการเมือง อย่าลืมติดตามพัฒนาการของ ส.ส. คนใหม่ท่านนี้ เพราะเขาอาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้หากคุณคิดว่ามีประโยชน์นะครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก

เผยผลสำรวจ ประชาชนกังวลค่าครองชีพสูงมากที่สุด

ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญความยากลำบาก สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ พ.ศ. 2569 ซึ่งสะท้อนปัญหาเรื้อรังที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ ค่าครองชีพสูง ที่ทำให้คุณภาพชีวิตถดถอย ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขปัญหาปากท้องโดยด่วน เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

กราฟผลสำรวจค่าครองชีพสูง

ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า การสำรวจนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 22-28 มกราคม 2569 ด้วยกลุ่มตัวอย่าง 6,000 รายทั่วประเทศ ด้วยวิธี Stratified Two-Stage Sampling เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ ความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผลที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความกังวลหลักของประชาชนในด้านเศรษฐกิจ

เผยผลสำรวจ ประชาชนกังวล “ค่าครองชีพสูง” มากที่สุด

จากผลสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 69.9% กังวลกับปัญหาค่าครองชีพสูงมากที่สุด รองลงมาคือรายได้ไม่พอกับรายจ่ายร้อยละ 63.8% หนี้สินร้อยละ 43.1% สวัสดิการจากรัฐไม่เพียงพอร้อยละ 25.4% และราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำร้อยละ 25.2% ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ค่าจ้างและรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ปรับตัวตาม

สิ่งที่ประชาชนวอนรัฐบาลใหม่เร่งแก้

ประชาชนร้อยละ 50.5% ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพสูงเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นการสร้างงานและเพิ่มรายได้ร้อยละ 10.8% แก้ปัญหาหนี้สินร้อยละ 9.1% ดูแลสวัสดิการร้อยละ 5.8% และปราบปรามคอร์รัปชันร้อยละ 5.1% นอกจากนี้ ในประเด็นหนี้สิน ประชาชนร้อยละ 44.2% เสนอให้ลดภาระค่าครองชีพและป้องกันหนี้ใหม่ ปรับลดดอกเบี้ยร้อยละ 44.0% เพิ่มรายได้ควบคู่แก้หนี้ร้อยละ 42.2% และปรับโครงสร้างหนี้ร้อยละ 32.2%

  • ลดภาระค่าครองชีพและป้องกันหนี้ใหม่ (44.2%)
  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (44.0%)
  • เพิ่มรายได้ควบคู่แก้หนี้ (42.2%)
  • เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้มีรายได้น้อย (30.8%)
  • ปรับโครงสร้างหนี้ตามความสามารถ (32.2%)

ปัญหาค่าครองชีพสูงนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้า ราคาพลังงานโลก และการฟื้นตัวหลังโควิด-19 ที่ช้า รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็น ส่งเสริมการผลิตในประเทศ และเพิ่มรายได้ผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาพประชาชนกังวลค่าครองชีพสูง

การบริหารประเทศและคุณสมบัติรัฐมนตรีที่ประชาชนคาดหวัง

ประชาชนร้อยละ 80.9% ต้องการให้รัฐบาลบริหารด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ รองลงมา รับฟังประชาชนร้อยละ 59.7% ตัดสินใจรวดเร็วร้อยละ 46.7% และจัดการวิกฤตรวดเร็วร้อยละ 29.8% สำหรับคุณสมบัติรัฐมนตรี ความซื่อสัตย์โปร่งใสร้อยละ 67.7% ไม่ยุ่งผิดกฎหมายร้อยละ 46.7% และมีความรู้เฉพาะทางร้อยละ 39.0% โดยร้อยละ 90.4% มองว่าคุณสมบัตินี้สำคัญมาก

ผลสำรวจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Quick Survey ที่จะติดตามอย่างต่อเนื่อง สามารถตรวจสอบได้ที่ www.nso.go.th และช่องทาง NSOOFTHAILAND

จากข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ต้องโฟกัสปัญหาค่าครองชีพสูงและปากท้องเป็นลำดับแรก หากละเลยอาจกระทบความเชื่อมั่นและเสถียรภาพสังคม ประชาชนคาดหวังมาตรการจริงจังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ลองติดตามและแสดงความเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์สำนักงานสถิติเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – เผยผลสำรวจ ประชาชนกังวล “ค่าครองชีพสูง” มากที่สุด วอนรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาปากท้อง

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ นัด สส. 19 มี.ค.

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ วันนี้เรามีรายละเอียดครบถ้วนมาอัปเดตให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ เลยนะ

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งหนังสือด่วนมากถึง สส. ทุกคน เรื่องการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา

วาระสำคัญสุดคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภา จากนั้นเข้าสู่เรื่องด่วน คือ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

การประชุมครั้งนี้ไม่มี สว. เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ทำให้เป็นการโหวตแบบ สส. ล้วน ๆ ซึ่งตื่นเต้นไม่แพ้ครั้งก่อน ๆ ขั้นตอนจะโปร่งใสแบบเปิดเผย ทุกคนต้องขานชื่อลงคะแนน ผู้สมัครที่ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของ สส. ทั้งหมด (มากกว่า 250 เสียง จาก 500 ที่นั่ง) เท่านั้นถึงจะชนะ

ขั้นตอนการเสนอชื่อและโหวตนายกรัฐมนตรี

เริ่มจากพรรคการเมืองที่เสนอชื่อผู้สมัครนายกฯ จากบัญชีของพรรคตัวเอง โดยพรรคต้องมี สส. ไม่น้อยกว่า 5% ของสภา หรืออย่างน้อย 25 ที่นั่ง และต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสภา (50 เสียง)

  • เสนอชื่อ: พรรคที่มีคุณสมบัติครบเสนอชื่อ Candidate
  • แสดงวิสัยทัศน์: ผู้ถูกเสนอชื่อกล่าววิสัยทัศน์ต่อ สส. เพื่อโน้มน้าวใจ
  • ลงคะแนน: แบบเปิดเผย เรียกชื่อ สส. ตามลำดับตัวอักษร ขานชื่อผู้ที่เลือกหรือ “งดออกเสียง”
  • ผล: ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ประธานสภาฯ นำชื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

การโหวตแบบนี้ทำให้ทุกเสียงชัดเจน ไม่มีลับ ๆ ล่อ ๆ สส. แต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกมา นอกจากนี้ ยังมีวาระอื่น ๆ เช่น การรับทราบพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นพิธีการสำคัญ

ทำไมการโหวตครั้งนี้ถึงสำคัญ? เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่ที่จะกำหนดทิศทางประเทศไปอีก 4 ปี ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือปัญหาเรื้อรังอย่างคอร์รัปชัน ประชาชนอย่างเราก็ต้องเฝ้าดู สส. ที่เราบริจาคภาษีไปทำงานจริงจังแค่ไหน

นอกจากขั้นตอนหลักแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์อื่น ๆ เช่น หากรอบแรกไม่มีใครได้เกินกึ่งหนึ่ง อาจต้องโหวตรอบใหม่ แต่ครั้งนี้คาดว่าจะลุ้นเข้มข้นเพราะพรรคใหญ่หลายพรรคมี Candidate พร้อมลุย

เพื่อให้เข้าใจชัดยิ่งขึ้น ลองนึกภาพ สส. นั่งเรียงกันในห้องประชุมใหญ่ ประธานเรียกชื่อทีละคน “คุณสมชาย ขานชื่อ!” แล้วตอบ “นายกฯ X” หรือ “งด” เสียงดังก้องทั้งห้อง นี่แหละเสน่ห์ของประชาธิปไตยไทย

การโหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เราควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลจะกระทบชีวิตเราทุกคน

คุณคิดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ชื่อนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ อ่าน เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเหตุการณ์ ติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา!

ที่มา – โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอธรรมนัสชิงนายกฯ

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในการตัดสินใจเสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สร้างความสนใจในวงการการเมืองไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะมีการโหวตสำคัญในวันที่ 19 มี.ค. 2567 นี้ ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.พรรคกล้าธรรม จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง แสดงถึงสถานการณ์ภายในพรรคที่ยังต้องถกเถียงกันอย่างหนัก

กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เรื่องเสนอชื่อธรรมนัส

จากข้อมูลล่าสุด วันที่ 17 มี.ค. 2567 นายอรรถกร เปิดเผยว่าพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการเรื่องทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีการประชุมส.ส.พรรคในช่วงเช้าวันที่ 19 มี.ค. ที่อาคารรัฐสภา เวลา 09.00 น. เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่ว่า กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ หรือไม่ในการเสนอชื่อบุคคลชิงตำแหน่งนายกฯ นายอรรถกรตอบตรงๆ ว่า “สองจิตสองใจอยู่ครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนภายในพรรคพรรคเล็กอย่างกล้าธรรมที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างมาพิจารณา เช่น กลยุทธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์กับพรรคใหญ่ และผลประโยชน์ของพรรคในระยะยาว

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่มีบทบาทสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีส.ส.จำนวนหนึ่งที่พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจน การที่พิจารณาเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า มีประสบการณ์ทั้งในกรมการเมือง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐมาก่อน ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ธรรมนัสมีภาพลักษณ์ของนักสู้ทางการเมือง มีฐานเสียงในพื้นที่ และเคยมีบทบาทในรัฐบาลประยุทธ์ แต่การเสนอชื่อครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เนื่องจากอาจกระทบต่อพันธมิตรหรือการเจรจาโหวต

มั่นใจเสียงโหวตของพรรคกล้าธรรมไม่แตกแถว

ถึงแม้จะกล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ ในเรื่องการเสนอชื่อ แต่จุดแข็งที่นายอรรถกรย้ำชัดคือความมั่นใจ 100% ว่าสมาชิกพรรคจะโหวตไปในทิศทางเดียวกัน ไม่แตกแถว แสดงถึงความสามัคคีภายในพรรคที่แข็งแกร่ง แม้จะเป็นพรรคขนาดเล็กแต่มีวินัยสูง นี่อาจเป็นเพราะมีการประชุมและสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้นำพรรคที่ควบคุมแนวทางได้ดี

สถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคต่างๆ กำลังเจรจาเพื่อหานายกฯ ที่เหมาะสม พรรคกล้าธรรมในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเบาๆ มีบทบาทกำหนดเกมได้ หากเสนอชื่อธรรมนัสจริง อาจเป็นการท้าทายพรรคใหญ่ และสร้างเซอร์ไพรส์ให้สภา

บริบทการเมืองและปัจจัยที่ทำให้กล้าธรรมสองจิตสองใจ

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงยังลังเล? มาดูปัจจัยหลักๆ ดังนี้

  • กลยุทธ์พันธมิตร: การเสนอชื่ออาจทำให้เสียคะแนนกับพรรคใหญ่ที่กำลังผลักดันแคนดิเดตของตัวเอง
  • ฐานเสียงธรรมนัส: แม้มีชื่อเสียง แต่เคยมีดราม่าคดีความ ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อน
  • ผลกระทบระยะยาว: พรรคเล็กต้องการรักษาตำแหน่งในสภาและงบประมาณ ไม่เสี่ยงมากเกินไป
  • การประชุมล่าสุด: ยังไม่มี consensus ชัดเจน จนต้องรอประชุมเช้า

นอกจากนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การที่กล้าธรรมแสดงความมั่นใจในเสียงโหวต แสดงถึงศักยภาพในการต่อรอง หากโหวตร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจได้ผลตอบแทน เช่น เก้าอี้รัฐมนตรีหรือคณะกรรมาธิการ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่ต้องการเน้นธรรมาภิบาลและกล้าหาญในการแสดงจุดยืน ชื่อพรรค “กล้าธรรม” สะท้อนปรัชญานั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญ หากเสนอชื่อธรรมนัสสำเร็จ อาจยกระดับพรรคให้เป็นที่จับตามองมากขึ้น

สรุปแล้ว แม้กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ แต่ความมั่นใจในความเป็นเอกภาพนั้นชัดเจน การโหวตวันที่ 19 มี.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าติดตาม

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม? พวกเขาควรเสนอชื่อธรรมนัสหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – กล้าธรรม ยังสองจิตสองใจ เสนอชื่อ “ธรรมนัส” ชิงเก้าอี้นายกฯ แต่มั่นใจเสียงโหวตไม่แตกแถว

สว.สำรอง ซัด กกต. เร่งรีบคดีฮั้ว สว. ผิดปกติ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันเลยนะครับ สว.สำรอง ซัด กกต. เรื่องการเร่งรีบตัดสินคดีฮั้ว สว. ที่ดูผิดปกติสุดๆ จนหลายคนตั้งคำถามว่ามีเจตนาฟอกขาวให้นักการเมืองก่อนนั่ง ครม. ใหม่หรือเปล่า? เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2567 ที่สำนักงาน กกต. โดยกลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต. 7 คน กล้าหาญตัดสินคดีบนหลักฐานจริงๆ ไม่ใช่ตามกระแสการเมือง

สว.สำรอง ซัด กกต. เร่งรีบคดีฮั้ว สว. ผิดปกติ

คดีฮั้ว สว. หรือคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. เป็นประเด็นที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะสำนวนชุดสืบสวนที่ 26 ที่มีหลักฐานชัดเจน แต่กลับมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มติ 5 ต่อ 2 ยกคำร้องทั้งหมด สว.สำรอง จึงออกมา สว.สำรอง ซัด กกต. ว่าทำไมถึงเร่งรีบผิดปกติในช่วงนี้ โดยเฉพาะตอนที่กำลังฟอร์มทีม ครม. ใหม่ มีนักการเมือง 13 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ และคนแรกคือ นายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว

พล.ต.ท. คำรบ เน้นย้ำว่า กกต. ต้องยึดหลักฐานจากชุดสืบสวน ไม่ใช่ผลจากอนุชุด 36 ที่มีปัญหาความเป็นกลาง เช่น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ที่มีภาพต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล แบบไม่จำเป็น สร้างข้อสงสัยหนัก ตามระเบียบ กกต. ข้อ 75 วรรคสาม หากมีเหตุสงสัยไม่เป็นกลาง กกต. ต้องจัดการ แต่กลับนิ่งเฉย นี่คือการละเว้นหน้าที่ชัดๆ

ทำไม สว.สำรอง ซัด กกต. ถึงกังวลเรื่อง timing?

ที่มาของความกังวลคือ กกต. เคยล่าช้าแต่ตอนนี้เร่งตัดสินทันทีทั้งที่ DSI ส่งข้อมูลมาแต่ไม่รับ อ้างไม่พอ แล้วยกฟ้อง นี่อาจเข้าข่ายละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ โทษติดคุก 10 ปีได้เลย สว.สำรอง มองว่าการเร่งตอนนี้เพื่อรับใช้การเมือง โดยเฉพาะโยนหินถามทางจากอนุชุด 36 และ กกต. ชี้แจงแบบไม่รับไม่ปฏิเสธ

  • พฤติกรรมไม่เป็นกลาง: อนุกรรมการเข้าหาการเมือง เช่น กรณี ร.ต.อ.ปิยะ
  • นักการเมือง 13 คน: รวมนายกฯ จะได้นั่ง ครม. ใหม่
  • การเร่งรีบผิดปกติ: จากล่าช้ามาเป็นรีบตัดสินวันสองวัน
  • ละเว้นข้อมูล DSI: ไม่รับหลักฐานสำคัญ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น กกต. ออกชี้แจงแบบคลุมเครือ ทำให้ สว.สำรอง กังวลว่าจะลู่ตามอิทธิพลจากผู้มีอำนาจที่เป็นผู้ถูกหาคดี ถ้า กกต. ลุยไฟจริง ประชาชนต้องจับตาให้ดี

背景คดีฮั้ว สว. และความสำคัญ

คดีนี้เริ่มจากเลือกตั้ง สว. ที่มีข้อครหาฮั้วประมูล มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันเลือกตั้ง ถ้า กกต. ตัดสินไม่โปร่งใส จะกระทบประชาธิปไตยไทยทั้งระบบ กลุ่ม สว.สำรอง ที่เคยเป็น สว. ตัวจริง จึงออกมาเรียกร้องให้ยึดเกียรติยศและความกล้าหาญ อย่าปล่อยให้การเมืองครอบงำ

ในมุมมองของผม การเมืองไทยช่วงนี้กำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้ง ครม. ใหม่ ทุกฝ่ายต้องรักษาความสะอาด ถ้า สว.สำรอง ซัด กกต. แบบนี้แล้วยังไม่ตื่นตัว คงมีเรื่องให้พูดอีกยาว ประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการตัดสินคดีต้องโปร่งใส 100% ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดไลค์แชร์บทความนี้เพื่อให้ประเด็นนี้ดังขึ้นนะครับ อย่าให้การเมืองสกปรกมาทำลายความเชื่อมั่นของเรา!

ที่มา – สว.สำรอง ซัด กกต. เร่งรีบคดีฮั้ว สว. ผิดปกติ จงใจฟอกขาวให้นักการเมือง ก่อนนั่ง ครม. หรือไม่

Scroll to top