จัดตั้งรัฐบาล

ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลูกสาวพ่อชาดา รมว.วัฒนธรรม

ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลูกสาวของ “พ่อชาดา” หรือนายชาดา ไทยเศรษฐ์ กลายเป็นที่สนใจของหลายคนอีกครั้ง หลังมีชื่อติดโควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ตามเดิม เหมือนในสมัยครม.อนุทิน 1 วันนี้เรามาเจาะลึกเส้นทางชีวิตและการเมืองของเธอคนนี้กันเลย

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ หรือชื่อเล่นว่า “ดีดา” เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ปัจจุบันอายุ 42 ปี เธอเป็นบุตรสาวคนกลางในบรรดา 3 สาวของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางเตือนจิตรา แสงไกร ชีวิตครอบครัวของเธอเต็มไปด้วยสีสัน โดยเฉพาะงานแต่งงานสุดอลังการกับนายอนันต์ ปาทาน (ชาเดฟ) เมื่อต้นปี 2565 ที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นประธานในพิธี งานนี้ปิดโรงแรมหรูบนเกาะสมุยกว่า 500 ห้อง นาน 4 คืน ต้อนรับแขกการเมืองชื่อดังมากมาย ถือเป็นงานแต่งระดับช้างเลยทีเดียว

ด้านการศึกษา ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ จบปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University) และปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พื้นฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่งนี้ช่วยให้เธอพร้อมรับมือกับโลกการเมืองที่ซับซ้อน

งานแต่งซาบีดา

เส้นทางการเมืองของซาบีดา ไทยเศรษฐ์

ก่อนก้าวสู่วงการเมืองเต็มตัว ซาบีดาเคยเป็น “แขนขวา” ของพ่อมาตลอด เธอเป็นคณะทำงานให้กับนายชาดาในสมัยรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย มักลงพื้นที่แทนพ่อบ่อยๆ นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการและเลขานุการของมูลนิธิไทยเศรษฐ์ และมูลนิธิอุทัยธานีเพื่อการพัฒนา ช่วยเหลือสังคมในจังหวัดอุทัยธานีอย่างต่อเนื่อง

ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในแวดวงรัฐบาล

ปี 2567 ในยุครัฐบาลแพทองธาร นายชาดาติดปัญหาคุณสมบัติ เลยส่งซาบีดามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยแทน จากนั้นปี 2568 พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล เธอได้เลื่อนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในครม.อนุทิน 1 และล่าสุด วันที่ 15 มีนาคม 2569 ชื่อของเธอยังคงอยู่ในโควตากระทรวงวัฒนธรรมของครม.อนุทิน 2 คาดว่าเพื่อสานต่อนโยบายให้งานราบรื่น

ผลงานในกระทรวงวัฒนธรรมของซาบีดาเน้นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยให้ทันสมัย เช่น โครงการดิจิทัลมิวเซียม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และส่งเสริม soft power ไทยสู่เวทีโลก นอกจากนี้ เธอยังผลักดันให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมวัฒนธรรมมากขึ้น ทำให้กระทรวงมีภาพลักษณ์สดใหม่

  • จุดเด่น: พื้นฐานกฎหมายแข็งแกร่ง
  • ครอบครัวนักการเมืองดัง
  • ผลงานสานต่อจากพ่อได้ดี
  • งานสังคมในอุทัยธานี
ซาบีดาในงานการเมือง
ภาพกิจกรรม
ซาบีดากับพ่อ
ผลงานวัฒนธรรม

จาก ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เห็นได้ชัดว่าเธอคือตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่สืบทอดมรดกการเมืองจากครอบครัว แต่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย การคงตำแหน่งในครม.อนุทิน 2 แสดงถึงความไว้วางใจจากพรรค หากคุณสนใจเส้นทางการเมืองของเธอต่อไป ติดตามอัปเดตข่าวสารที่นี่ได้เลย หรือแชร์ประวัติ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ให้เพื่อนๆ รู้จัก!

ที่มา – ประวัติ “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” ลูกสาว “พ่อชาดา” ยังมีชื่อได้นั่ง รมว.วัฒนธรรม ตามเดิม

ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากคมนาคมสู่รองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

วันนี้เราจะมาส่องประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หนึ่งในนักการเมืองชื่อดังของไทย ที่มีบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทย เจ้าของวลีสุดฮิต “จะทำให้หลานมันดู” จากเส้นทางธุรกิจยักษ์ใหญ่ สู่การเป็นรัฐมนตรีคมนาคมมาอย่างยาวนาน และล่าสุดได้รับการวางตัวเป็นว่าที่รองนายกรัฐมนตรีพร้อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น

ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เริ่มต้นจากครอบครัวนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง นายสุริยะเป็นบุตรชายของนายอาฮง และนางสมเกียรติ จึงรุ่งเรืองกิจ และเป็นอาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งปัจจุบันยังติดโทษแบนทางการเมืองอีก 3 ปี ครอบครัวนี้มีฐานะมั่งคั่งในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์

การศึกษาของประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

  • สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
  • จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ จาก University of California, Berkeley สหรัฐอเมริกา

การศึกษาระดับโลกนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจและการเมือง

เส้นทางธุรกิจก่อนเข้าสู่การเมือง

ก่อนประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจจะโด่งดังในฐานะนักการเมือง เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารหลักของ “ไทยซัมมิท” (Thai Summit Group) อาณาจักรธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มูลค่าหมื่นล้านบาท ความสำเร็จนี้มาจากวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้แข่งขันในระดับสากล สุริยะนำพาบริษัทขยายตัวอย่างรวดเร็ว สร้างงานให้คนไทยนับหมื่นคน และเป็นที่ยอมรับในวงการอุตสาหกรรม

เส้นทางการเมืองยาวนานกว่า 20 ปี

สุริยะเข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรกในปี 2541 สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โควตาพรรคกิจสังคม ต่อมาในปี 2544 เข้าร่วมพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และได้ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ได้รับฉายา “รัฐมนตรีผูกขาดคมนาคม-อุตสาหกรรม” เพราะดูแลกระทรวงคมนาคมและอุตสาหกรรมต่อเนื่องยาวนาน

  • 2545: เลขาธิการพรรคไทยรักไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • 2550: ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี หลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบ
  • ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
  • กลับพรรคเพื่อไทย ได้รัฐมนตรีคมนาคมในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

หลังการเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สุริยะมีบทบาทสำคัญในการเจรจานำพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย แม้ทั้งสองพรรคจะเคยขัดแย้งกันอย่างหนักในอดีต

วลีเด็ด “จะทำให้หลานมันดู” จากปากสุริยะ

วันที่ 8 มกราคม 2569 บนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สุริยะกล่าวว่า “ตลอด 25 ปีในเส้นทางการเมือง ผมเป็นนักทำงานยากที่ท้าทาย งานง่ายผมไม่ทำ ทุกงานที่ตั้งใจไม่เคยล้มเหลว… จะทำให้หลานมันดูด้วย” โดย “หลาน” หมายถึงนายธนาธร วลีนี้กลายเป็นไวรัล สะท้อนความมุ่งมั่นและความภูมิใจในผลงาน

ล่าสุด วันที่ 15 มีนาคม 2569 มีรายงานโผครม.อนุทิน 2 ว่านายสุริยะจะได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทนร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จากพรรคกล้าธรรม ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แสดงให้เห็นถึงนักการเมืองที่มีประสบการณ์หลากหลาย สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างชาญฉลาด

สุริยะคือตัวอย่างของนักธุรกิจที่转型สู่การเมืองสำเร็จ โดยนำความรู้ด้านอุตสาหกรรมมาพัฒนาประเทศ ในอนาคต ตำแหน่งใหม่ในกระทรวงเกษตรนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาเกษตรกรไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณชื่นชอบประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หรืออยากติดตามข่าวการเมืองร้อนๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์และกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จาก คมนาคม สู่ว่าที่รองนายกฯและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลอนุทิน 2

“อนุทิน” ร้องโอ้โห! เพื่อนธรรมนัสไม่มีวันหมดอายุ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องเด็ดจากวงในรัฐสภา ที่ทำเอาทุกคนฮือฮา นั่นคือ “อนุทิน” ร้องโอ้โห ยอมรับ “ธรรมนัส” ยังไม่ได้คุย แต่เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ให้สัมภาษณ์แบบเป็นกันเองสุดๆ หลังการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา เรื่องนี้กลายเป็นไวรัลทันที เพราะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบเพื่อนเก่าที่ไม่เคยจางหายในแวดวงการเมืองไทย

“อนุทิน” ร้องโอ้โห ยอมรับ “ธรรมนัส” ยังไม่ได้คุย แต่เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ หลังจากสภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานสภาและรองประธานเรียบร้อย นายอนุทินได้เผยไทม์ไลน์สำคัญต่อไป เริ่มจากทำเอกสารทูลเกล้าฯ รอพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ประธานสภา จากนั้นก็เรียกประชุมสภา ไม่น่าจะล่าช้าเท่าไหร่ แต่สำหรับข่าวลือว่าจะโหวตนายกฯ วันที่ 19 มี.ค. นั้น อนุทินบอกว่า “ยังกำหนดไม่ได้” เพราะต้องรอโปรดเกล้าฯ ทุกตำแหน่งให้ครบถ้วนก่อน

ส่วนเรื่องคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ยังไม่ส่งรายชื่อ เพราะต้องรอโหวตนายกฯ โดยสมบูรณ์ก่อน จากนั้นจะนัดพรรคร่วมรัฐบาลมาคุยโควตา พรรคแต่ละพรรคส่งชื่อรัฐมนตรีมา แล้วส่ง สลค. ตรวจสอบคุณสมบัติแบบเข้มงวดสุดๆ โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรมตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ อนุทินย้ำว่าทุกพรรคต้องกลั่นกรองดีๆ รวมถึงพรรคภูมิใจไทยเองก็สกรีนผ่านคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อให้ไม่มีข้อครหา

สกรีนครม. เข้ม! ไร้ปัญหาจริยธรรม

อนุทินมั่นใจว่าครม. ชุดนี้จะถูกใจประชาชนแน่นอน เพราะพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมาสูง ต้องทำตามความคาดหวังประชาชน ยึดหลักจริยธรรมทุกขั้นตอน ถ้ามีปัญหาก็หารือหัวหน้าพรรคปรับเปลี่ยนได้ แต่หวังว่าจะไม่เกิดขึ้น ทุกคนรู้โจทย์หมดแล้ว ต้องเสนอคนสะอาด 100%

  • นัดพรรคร่วมหลังโหวตนายกฯ เพื่อแบ่งโควตาครม.
  • ส่งชื่อครม. หลังโปรดเกล้าฯ นายกฯ
  • ตรวจสอบคุณสมบัติโดย สลค. และสกรีนพรรค
  • ยึดแนวทางศาล รธน. เรื่องจริยธรรม
  • ไม่มีข้อครหา ถูกใจประชาชน

ที่เด็ดสุดคือตอนถูกถามถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้า (กธ.) อนุทินบอกว่า ยังไม่ได้คุยกันเพราะคนเยอะ แต่เจอ ส.ส. พรรคกล้า อย่างนายอัครา พรหมเผ่า (น้องชายธรรมนัส) แค่แสดงความยินดีที่ได้เป็น ส.ส. พอถามว่าจะคุยกับธรรมนัสในฐานะเพื่อนมั้ย อนุทินร้อง โอ้โห แล้วพูดว่า เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ โอ้ย มันซึ้งซึ้งยังไงไม่รู้ เหมือนหนังการเมืองไทยที่มิตรภาพเก่ายังคงอยู่ท่ามกลางการแข่งขัน!

เรื่องนี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่แม้จะมีดราม่าโควตา ครม. หรือการสกรีนคุณสมบัติ แต่ความเป็นเพื่อนเก่ายังสำคัญ โดยเฉพาะอนุทินกับธรรมนัสที่เคยร่วมงานกันสมัยก่อน หลังเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคใหญ่สุดในรัฐบาลผสม ทำให้บทบาทในการจัดครม. สำคัญมาก ประชาชนต่างรอคอยครม. ชุดใหม่ที่ไร้ปัญหา จะช่วยแก้เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้มั่นคง

ในมุมมองผมนะครับ “อนุทิน” ร้องโอ้โห ยอมรับ “ธรรมนัส” ยังไม่ได้คุย แต่เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ แสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ใช่ศัตรูกันตลอดไป มิตรภาพช่วยประสานพรรคร่วมได้ดี ถ้าครม. ออกมาสะอาดจริง คงเป็นจุดเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ที่น่าจับตา คุณล่ะคิดยังไง? มิตรภาพการเมืองช่วยไทยได้มั้ย? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะครับ เพื่อติดตามอัพเดทข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “อนุทิน” ร้องโอ้โห ยอมรับ “ธรรมนัส” ยังไม่ได้คุย แต่เพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ

ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ รมว.พลังงาน ครม.อนุทิน 2

เฮ้ย! ข่าวโผคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 โค้งสุดท้ายออกมาแล้วนะครับ และชื่อที่หลายคนตื่นเต้นสุดๆ คือ ประวัติ “ขิง เอกนัฏ” ลูกเลี้ยง “สุเทพ” ที่ถูกวางตัวให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากเดิมที่เคยลือว่าจะกลับคุมกระทรวงอุตสาหกรรม แต่สุดท้ายมาลงที่พลังงานแทน มีข่าวด้วยว่าปู่อินทรี สุเทพ เทือกสุบรรณ บิดาเลี้ยงของขิง เดินหน้าจีบโควตานี้จากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ด้วยตัวเองเลย วันนี้เรามาเจาะลึก ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ กันแบบละเอียดยิบ ว่าหนุ่มคนนี้มีของดีอะไรบ้าง จากนักเรียนนอกสู่นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง!

ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

เริ่มจากพื้นฐานกันก่อน ชื่อเต็มของเขาคือ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ชื่อเล่น “ขิง” เกิดวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2529 ปัจจุบันอายุ 40 ปีพอดี บุตรชายของนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ กับดร.ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ แต่พ่อแม่หย่าร้างกัน จากนั้นคุณแม่ศรีสกุลก็มาแต่งงานใหม่กับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตรองนายกฯ สุดแกร่ง ทำให้ขิงกลายเป็นลูกเลี้ยงของปู่อินทรีคนดังนี่เอง ครอบครัวนี้ network แน่นมากในวงการเมืองไทยเลยนะ

ด้านการศึกษา ขิงเป็นหนุ่มนักเรียนนอกตัวจริง! จบมัธยมจาก Charterhouse School ในสหราชอาณาจักร โรงเรียนดังระดับโลก จากนั้นบินตรงไป มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (Engineering, Economics & Management – EEM) และยังคว้าปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการจากที่เดิมอีก เก่งขนาดนี้ อนาคตต้องไกลแน่ๆ

การศึกษาขิง เอกนัฏ จากออกซ์ฟอร์ด

เส้นทางการเมืองของประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

ขิงก้าวเข้าสู่วงการการเมืองตั้งแต่เด็กๆ เลยนะ ปี 2544 อายุแค่ 25 ปี ก็เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เขตทวีวัฒนา-หนองแขม สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น ส.ส. ที่อายุน้อยที่สุดในสภาฯ ชั่วนั้น! พลิกผันครั้งใหญ่มาที่ปี 2556-2557 ขิงกลายเป็นแกนนำและโฆษกของ กปปส. ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พูดเก่ง ฉะฉาน จนดังเปรี้ยงปร้างทั่วประเทศ เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่กล้าแสดงออก

ก้าวสู่รัฐมนตรีในประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ

หลังเว้นวรรค ลาออกจากประชาธิปัตย์ ปี 2565 ขิงย้ายไปร่วมก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เป็นเลขาธิการพรรค สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ พอรทสช.เข้ารัฐบาลกับเพื่อไทย ขิงได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในครม.แพทองธาร ชินวัตร มีผลงานเด่นอย่างตั้ง “ชุดสุดซอย” ปราบโรงงานผิดกฎหมาย สร้างภาพลักษณ์นักสู้คอร์รัปชันได้ดี

ล่าสุด เมื่อรทสช.แตกก๊ก ขิงแยกทางกับหัวหน้าพรรคพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทย ช่วยดูแลพื้นที่ กทม. แม้พลาดสส. แต่โควตาครม.อนุทิน 2 วันที่ 15 มี.ค. 2569 ชื่อขิงถูกจัดให้เป็น รมว.พลังงาน มีกระแสว่าสุเทพช่วยเจรจาโควตานี้จากนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เอง

  • 2544: ส.ส.ประชาธิปัตย์ อายุน้อยสุด
  • 2556-2557: โฆษก กปปส. ดังระเบิด
  • 2565: เลขาฯ รทสช.
  • ครม.แพทองธาร: รมว.อุตสาหกรรม
  • ครม.อนุทิน 2: รมว.พลังงาน (ใหม่!)
ขิง เอกนัฏ ใน กปปส.
เส้นทาง การเมือง ขิง เอกนัฏ
ครม.อนุทิน 2 ขิง เอกนัฏ

พูดตรงๆ นะ ประวัติ ขิง เอกนัฏ ลูกเลี้ยง สุเทพ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองไทยรุ่นใหม่ต้องมีทั้งสมอง (ออกซ์ฟอร์ด) กล้า (กปปส.) และ network (สุเทพ) ถึงจะรุ่ง การนั่งเก้าอี้พลังงานนี้น่าจะนำนโยบายพลังงานสะอาดหรือลดราคาน้ำมันมาสร้างผลงานได้ดี คุณคิดว่าขิงจะทำได้แค่ไหน? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองจากเรา!

ที่มา – ประวัติ “ขิง เอกนัฏ” ลูกเลี้ยง “สุเทพ” นั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน ในครม.อนุทิน 2

ประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ หลุดรองนายกฯ คมนาคม ครม.อนุทิน 2

ประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ นักธุรกิจชื่อดังจากตระกูลพีทีจี เอ็นเนอร์ยี่ (PTG) ที่มีบทบาทสำคัญในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทย ล่าสุดในโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือครม.อนุทิน 2 พิพัฒน์ รัชกิจประการ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โกเกี๊ยะ” หลุดจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แต่ยังคงนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแบบเดิมๆ เรียกได้ว่าเป็นเซอร์ไพรส์เล็กน้อยสำหรับแฟนการเมือง เพราะก่อนหน้านี้เขาควบสองตำแหน่งมาตลอด

ทำไมพิพัฒน์ถึงยังสำคัญขนาดนี้? มาดูกันว่าประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ มีอะไรน่าสนใจบ้าง ตั้งแต่ชีวิตวัยเด็ก ธุรกิจครอบครัว ไปจนถึงเส้นทางในสนามการเมืองที่ไม่เคยหลุดเก้าอี้รัฐมนตรีเลยสักครั้ง!

ประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2498 ปัจจุบันอายุ 70 ปี เป็นชาวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บุตรชายของนายสุทัศน์ และนางกุยเฮียง รัชกิจประการ เขาเป็นพี่ชายของนายพิบูลย์ รัชกิจประการ ส.ส.สตูล พรรคภูมิใจไทย และนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจน้ำมันและสถานีบริการน้ำมันชั้นนำของไทย

ชีวิตครอบครัวและการศึกษา

ด้านชีวิตส่วนตัว พิพัฒน์ สมรสกับนางนาที รัชกิจประการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มีบุตรธิดา 3 คน ได้แก่ นายชลัฐ รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายปกเขตร รัชกิจประการ และนางสาวปกรกานต์ รัชกิจประการ ซึ่งปัจจุบันสมรสกับนายสุทธิพงษ์ วรรณวานิช กรรมการผู้จัดการบริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเครือ PTG

พิพัฒน์จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนแสงทองวิทยา จังหวัดสงขลา ก่อนศึกษาต่อปริญญาตรีและปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากนั้น เขาเริ่มต้นชีวิตด้วยการทำธุรกิจเรือประมงในน่านน้ำอันดามัน ก่อนขยายสู่ธุรกิจพลังงาน จน PTG เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยนายพิพัฒน์แจ้งทรัพย์สินสุทธิต่อ ป.ป.ช. ไว้ที่ 1,185 ล้านบาท ถือเป็นนักธุรกิจฐานะดีที่มีอิทธิพลในภาคใต้

เส้นทางการเมืองของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ

พิพัฒน์ก้าวเข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรกปี พ.ศ. 2541 ชวนโดยนายวัฒนา อัศวเหม ก่อตั้งพรรคมหาชน เพื่อสร้างฐานในภาคใต้ ต่อมาในปี 2554 ย้ายสังกัดพรรคภูมิใจไทย หลังเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ 2 ทำให้เขาได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาครั้งแรก

  • พ.ศ. 2564: เป็นรองหัวหน้าพรรค และกรรมการสรรหา ส.ส.
  • รัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร: ย้ายไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  • พ.ศ. 2568: หลังศาลถอดถอนนายกฯแพทองธาร พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล จัดตั้งรัฐบาลใหม่ พิพัฒน์ได้เป็นรองนายกฯ และรมว.คมนาคม

หนึ่งในเหตุการณ์ประทับใจคือปีที่พรรคเพื่อไทยแถลงร่วมรัฐบาล แต่ถูกกลุ่มทะลุวัง น.ส.เนติพร หรือ “บุ้ง” ดักหน้าตึก ด่าทอรุนแรง พิพัฒน์ใจเย็นเจรจา สอนให้ใจเย็น ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่งทุกฉบับ แสดงให้เห็นบุคลิกสุขุมของเขา

ล่าสุด ในครม.อนุทิน 2 หลังพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย 192 ที่นั่ง พิพัฒน์ยังได้นั่งกระทรวงคมนาคมที่เดิม แต่หลุดรองนายกฯ เพราะต้องแบ่งโควตาให้รัฐมนตรีคนนอก 3 คน แม้หลุดตำแหน่งใหญ่ แต่กระทรวงคมนาคมถือเป็นกระทรวงหลักที่รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้า สนามบิน ท่าเรือ ซึ่งพิพัฒน์มีประสบการณ์จากธุรกิจ ทำให้เชื่อว่าจะผลักดันนโยบายได้ดี

ประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ สะท้อนภาพนักธุรกิจที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองมือฉมัง ไม่เคยหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรี แม้สถานการณ์การเมืองพลิกผันแค่ไหนก็ตาม การนั่งคมนาคมต่อในครม.อนุทิน 2 น่าจะเป็นโอกาสทองในการพัฒนาการคมนาคมไทยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น คุณคิดว่าพิพัฒน์จะทำอะไรเด็ดๆ ในตำแหน่งนี้บ้าง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – ประวัติ พิพัฒน์ รัชกิจประการ หลุดรองนายกฯ แต่นั่งรมว.คมนาคม ที่เดิม ในครม.อนุทิน 2

ไม่พลิกโผ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” สภาฯ ฉลุย โหวตให้นั่งรองประธานสภาฯ

ไม่พลิกโผ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” สภาฯ ฉลุย โหวตให้นั่งรองประธานสภาฯ ตามที่หลายคนคาดการณ์ไว้ เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ได้ลงมติเลือกนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช จากพรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล จากพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2 อย่างราบรื่น โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่งขัน

ไม่พลิกโผ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” สภาฯ ฉลุย โหวตให้นั่งรองประธานสภาฯ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) โดยมีนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว วาระสำคัญคือการเลือกประธานสภาและรองประธานสภา

ก่อนหน้านั้น ที่ประชุมได้เลือกนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ด้วยคะแนน 289 เสียง ต่อ 123 เสียง งดออกเสียง 80 เสียง และบัตรเสีย 5 ใบ จากการโหวตลับระหว่างนายโสภณ กับนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช: รองประธานสภาฯ คนที่ 1

เวลา 12.59 น. เข้าสู่วาระเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 1 นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา พรรคประชาชาติ เสนอชื่อนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเธอได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์อย่างมั่นใจ ขอบคุณทุกพรรคที่ไว้วางใจ สัญญาจะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง เสมอภาค เที่ยงธรรม โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ใช้กฎระเบียบประชุมเคร่งครัด เพื่อให้การอภิปรายสร้างสรรค์ เอาเนื้อหาสาระ ไม่เอาน้ำ

เนื่องจากไม่มีคู่แข่ง นางสาวมัลลิกาจึงได้ตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ตามข้อบังคับทันที ถือเป็นก้าวสำคัญของสตรีในวงการการเมืองไทย

เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล: รองประธานสภาฯ คนที่ 2

เวลา 13.08 น. วาระรองประธานสภาฯ คนที่ 2 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.เลย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เขากล่าวขอบคุณพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล สัญญาทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยึดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับสภา

วิสัยทัศน์ของเขามี 3 ประการหลัก:

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
  • ส่งเสริม ส.ส. ใช้กลไกถามปัญหาประชาชน ตั้งกระทู้ถาม แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน
  • ทำให้สภาเป็นของประชาชน เข้าถึงได้ มีส่วนร่วมทุกกระบวนการ เช่น ยื่นกฎหมาย และเป็นที่เรียนรู้

ไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง นายเลิศศักดิ์จึงได้ตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ทันที การประชุมปิดเวลา 13.13 น.

ไม่พลิกโผ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” สภาฯ ฉลุย โหวตให้นั่งรองประธานสภาฯ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะภูมิใจไทยและเพื่อไทย ซึ่งจะช่วยให้สภาใหม่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในยุคที่ประชาชนคาดหวังการเมืองที่โปร่งใสและตอบโจทย์ปัญหาจริง

การเลือกตั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการกระจายตำแหน่งที่สมดุลระหว่างพรรคใหญ่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับสภาชุดใหม่ คุณคิดอย่างไรกับคณะกรรมการบริหารสภาใหม่นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ไม่พลิกโผ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” สภาฯ ฉลุย โหวตให้นั่งรองประธานสภาฯ

มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังจากการประชุม ส.ส. ของพรรคที่เพิ่งมีขึ้น เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้เผยมติสำคัญของพรรค ซึ่งส่งผลต่อการโหวตตำแหน่งสำคัญในสภา

มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ห้อง 202 อาคารรัฐสภา เวลา 09.20 น. โดยมี ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมเป็นประธาน ส.ส.พรรคกล้าธรรมมาร่วมประชุมเพื่อหารือทิศทางการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธาน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญยิ่งในการกำหนดทิศทางของสภาในสมัยใหม่

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวในที่ประชุมว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ ส.ส.ทุกคนเข้าสู่บทบาทเต็มรูปแบบ หลังจากปฏิญาณตนเมื่อวานนี้ (14 มี.ค.) ทุกคนลำบากกว่าจะมาถึงจุดนี้ และต้องทำหน้าที่ให้ดีเพราะประชาชนกำลังจับตามองผ่านการถ่ายทอดสดทีวีรัฐสภา โดยเฉพาะการประชุมวันพุธ-พฤหัส ซึ่งเป็นวันหลัก ยกเว้นกรณีพิเศษอย่างการประชุมร่วมรัฐสภา

ท่านยังกำชับ ส.ส. ใหม่ให้ศึกษาข้อบังคับสภาให้ดี แม้ตัวเองเป็น ส.ส. 3 สมัยแล้วยังจำไม่ครบ เพราะการพูดในสภาต้องถูกต้องตามกฎ หากกดไมค์พูดผิดอาจถูกตำหนิได้ เน้นย้ำว่าประชาชนที่บ้านกำลังดูอยู่ ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่

รายละเอียดมติพรรคกล้าธรรมในการโหวต

หลังประชุมเสร็จ เวลา 09.25 น. ร.อ.ธรรมนัส เผยต่อสื่อว่า ที่ประชุมมีมติชัดเจนให้ งดออกเสียง ในการเลือกตั้งประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ซึ่งเป็นจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในขณะนี้ การตัดสินใจนี้มาจากการหารืออย่างรอบคอบ เพื่อให้ ส.ส. แต่ละคนทำหน้าที่อย่างมีอิสระ แต่ยึดมติพรรค

  • มติงดออกเสียง: ไม่โหวตให้ผู้สมัครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • เหตุผล: รักษาความเป็นกลางและศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน
  • ผลกระทบ: อาจส่งผลต่อการนับคะแนนในสภา

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงจุดยืนของพรรคกล้าธรรมที่ต้องการเป็นพรรคที่โปร่งใสและไม่ล็อบบี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในบริบทการเมืองไทยที่กำลังเข้มข้น โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการเลือกผู้นำสภา ซึ่งประธานสภาฯ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมวาระการประชุมและความเป็นธรรม

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังเน้นย้ำกับ ส.ส. ว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการอภิปรายครั้งต่อๆ ไป เพราะสภาจะมีการประชุมถี่ยิบ และทุกคำพูดจะถูกบันทึกและถ่ายทอดสด สร้างความรับผิดชอบสูงสุดต่อประชาชน

ความสำคัญของประธานสภาฯ และผลต่อการเมือง

ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นหัวใจสำคัญของสภา ดูแลการประชุมให้เป็นไปตามระเบียบ และตัดสินใจในประเด็นขัดแย้ง การโหวตครั้งนี้จึงเป็นที่จับตา โดยพรรคกล้าธรรมเลือกงดออกเสียงเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าสนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ ซึ่งอาจช่วยรักษาฐานเสียงที่หลากหลายของพรรค

ในมุมกว้างขึ้น การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่หลังเลือกตั้ง ส.ส. ใหม่ๆ ต้องปรับตัวเข้ากับระบบสภา ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะรุ่นพี่ ยังให้คำแนะนำเรื่องการศึกษาข้อบังคับ ซึ่งมีรายละเอียดซับซ้อน เช่น การยื่นญัตติ การอภิปราย และการลงมติ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เน้นนโยบายกล้าแกร่งและโปร่งใส มติครั้งนี้ยืนยันจุดยืนดังกล่าว หากคุณสนใจการเมืองไทย อย่าลืมติดตามการประชุมสภาผ่านทีวีรัฐสภา

สุดท้าย มติพรรคกล้าธรรมนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการตัดสินใจ หาก ส.ส.ทุกพรรคทำเช่นนี้ได้ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับมติล่าสุดนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

ประวัติ ไอติม พริษฐ์ ชิงประธานสภา

ประวัติ ไอติม พริษฐ์ กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อพรรคประชาชนเสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “ไอติม” ชิงตำแหน่งประธานสภา ผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15 มีนาคม 2569 ในการประชุมสภาที่สำคัญนี้ เขาจะต้องแข่งขันกับนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นตัวแทนสายตรงบ้านใหญ่ค่ายสีน้ำเงิน มาดูกันครับว่า ประวัติ ไอติม พริษฐ์ มีอะไรน่าสนใจบ้าง ที่ทำให้พรรคเลือกเขาในตำแหน่งสำคัญขนาดนี้

ประวัติ ไอติม พริษฐ์

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2535 หรือจะมีอายุครบ 34 ปีในปี 2569 เขาเป็นบุตรชายของศาสตราจารย์ นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย กับศาสตราจารย์ พญ. อลิสา วัชรสินธุ หัวหน้าหน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คุณแม่ของเขายังเป็นพี่สาวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน และเป็นน้องสาวของนางสาวงามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนรางวัลซีไรต์ด้วยนะครับ ครอบครัวนี้เลยเต็มไปด้วยบุคคลสำคัญทั้งในวงการแพทย์ การเมือง และวรรณกรรม

ไอติมมีพี่ชาย 1 คน คือ นายพศุตม์ วัชรสินธุ หรือ “อะตอม” ซึ่งจบด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรู้แบบนี้ ทำให้ไอติมเติบโตมาด้วยแรงบันดาลใจมหาศาลเลยครับ

ประวัติ ไอติม พริษฐ์ ในด้านการศึกษา

ด้านการศึกษา ประวัติ ไอติม พริษฐ์ นั้นโดดเด่นมาก เขาจบจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี และได้รับทุน King’s Scholarship เข้าเรียนที่โรงเรียนอีตัน (Eton College) แห่งอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนำของโลก จากนั้นศึกษาปริญญาตรีสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ด้วยผลงานยอดเยี่ยม เขาได้รับเลือกเป็นประธานองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (President of the Oxford Union) ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกและคนแรกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตำแหน่งนี้ คุณลองนึกภาพเด็กไทยวัยรุ่นไปบริหารสโมสร辩論ดังระดับโลกดูสิครับ น่าทึ่งมาก!

เส้นทางการเมืองในประวัติ ไอติม พริษฐ์

เส้นทางการเมืองของไอติมเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเรียนที่อังกฤษ เขาเป็นสมาชิกโครงการยุวประชาธิปัตย์ และยังฝึกงานที่สำนักนายกรัฐมนตรีสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ตอนอายุแค่ 16-17 ปีเท่านั้น! หลังจบปริญญาตรี ปี 2558 เขาเข้าทำงานที่ McKinsey & Company เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการ รับผิดชอบโครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่า 3 ปี ก่อนหันมาเล่นการเมืองเต็มตัวกับพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2561

ไอติมเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม “NewDem” หรือคนรุ่นใหม่ประชาธิปัตย์ ร่วมกับเพื่อนๆ อย่างหมอเอ้ก นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์, ปลื้ม สุรบถ หลีกภัย, พรหม พรรณวิเชียร และอื่นๆ เพื่อปรับภาพลักษณ์พรรคให้ทันสมัย นำเสนอนโยบายเสรีนิยมก้าวหน้า เช่น ยกเลิกเกณฑ์ทหาร สิทธิ LGBTQ+ และกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์ แต่ปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง เข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ ทำให้กลุ่ม NewDem บางคนลาออก รวมถึงไอติมที่ยื่นลาออกพร้อมข้อความสุดซึ้ง “ผมขอโทษที่สิ่งที่ท่านได้ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านเลือก” แล้วเว้นวรรคทางการเมือง

ต่อมา ไอติมก่อตั้ง StartDee EdTech Startup เพื่อขยายโอกาสการศึกษาให้เด็กไทย และตั้งกลุ่ม Re-Solution รณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ยกเลิก สว. ทำให้สนิทกับนายธนาธรและปิยบุตร ปี 2565 เข้าเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล รับตำแหน่งผู้จัดการการสื่อสารและรณรงค์นโยบาย ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ หลังพรรคลั่นแหล่งชนะเลือกตั้ง

บทบาทสำคัญของเขาคือผลักดันนโยบายปฏิรูปกองทัพ (ยกเลิกเกณฑ์ทหาร) การศึกษา (เรียนฟรีจริง คืนครูให้นักเรียน ปฏิรูปหลักสูตรเน้นทักษะศตวรรษ 21) และแก้รัฐธรรมนูญให้ สสร.มาจากเลือกตั้ง 100% เขายังเป็นโฆษกพรรคก้าวไกลต่อจากรังสิมันต์ โรม และหลังพรรคยุบ มาเป็นโฆษกพรรคประชาชนต่อ

นี่คือ ประวัติ ไอติม พริษฐ์ ที่ครบเครื่องทั้งการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และวิสัยทัศน์การเมือง คุณคิดว่าเขาจะเหมาะสมกับเก้าอี้ประธานสภาไหม? ติดตามผลการเลือกตั้งและข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่เลยครับ แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนับสนุนไอติมหรือคู่แข่ง?

ที่มา – ประวัติ “ไอติม พริษฐ์” ผู้ถูกพรรคประชาชนเสนอชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภา

“อนุทิน” สีหน้ายิ้มแย้ม ถก สส.ภูมิใจไทย ทิศทางโหวตประธานสภา

ในวันนี้ที่รัฐสภาเต็มไปด้วยความคึกคัก การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภา “อนุทิน” สีหน้ายิ้มแย้ม ถก สส.ภูมิใจไทย ทิศทางโหวตประธานสภา กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาถึงรัฐสภาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แสดงถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม

“อนุทิน” สีหน้ายิ้มแย้ม ถก สส.ภูมิใจไทย ทิศทางโหวตประธานสภา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มี.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางถึงอาคารรัฐสภาเพื่อเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นวันสำคัญในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 2 คน แม้จะไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แต่ท่าทีที่ผ่อนคลายของท่านนายกฯ ทำให้หลายคนคาดการณ์ถึงทิศทางที่ชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่ท่านจะขึ้นไปเป็นประธานการประชุม สส.พรรคภูมิใจไทย เพื่อถกเถียงและกำหนดทิศทางในการโหวตให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความเป็นเอกภาพภายในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองไทย พรรคนี้มี สส.จำนวนมากและมีอิทธิพลในการตัดสินใจโหวตครั้งนี้ สีหน้ายิ้มแย้มของ “อนุทิน” อาจบ่งบอกถึงความพร้อมและกลยุทธ์ที่วางไว้อย่างดี เพื่อให้พรรคสามารถผลักดันผู้สมัครที่เหมาะสมขึ้นสู่อำนาจ

บริบทสำคัญของการเลือกประธานสภา

การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาใหม่ ประธานสภาจะมีหน้าที่ควบคุมการประชุม ดูแลระเบียบวาระ และเป็นตัวแทนของสภาในการเจรจากับฝ่ายบริหาร ในปี 2569 นี้ มีผู้สมัครหลายรายจากพรรคต่างๆ ที่ลงแข่งขัน ทำให้การโหวตต้องอาศัยการประสานงานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคหลัก จึงต้องกำหนดทิศทางให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก

บทบาทของพรรคภูมิใจไทยในการเมืองไทย

พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนโยบายสาธารณสุขและมหาดไทย การประชุม สส.ครั้งนี้ไม่เพียงกำหนดทิศทางโหวตประธานสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการทำงานในสภาชุดใหม่

  • เสริมสร้างเอกภาพพรรคให้แข็งแกร่ง
  • ผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • สร้างสมดุลอำนาจในสภา
  • เตรียมพร้อมรับมือกับฝ่ายค้าน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยอาจเสนอชื่อผู้สมัครที่มีประสบการณ์ยาวนานในสภา เพื่อให้การประชุมสภาดำเนินไปอย่างราบรื่น สีหน้ายิ้มแย้มของนายอนุทินยังจุดประกายความหวังให้สมาชิกพรรคและผู้สนับสนุน

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การเคลื่อนไหว “อนุทิน” สีหน้ายิ้มแย้ม ถก สส.ภูมิใจไทย ทิศทางโหวตประธานสภา แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่มั่นใจและมีวิสัยทัศน์ การกำหนดทิศทางที่ชัดเจนจะช่วยให้พรรคมีอิทธิพลมากขึ้นในรัฐบาลชุดใหม่ หากคุณสนใจการเมืองไทย อย่าลืมติดตามผลการโหวตในวันนี้ เพราะมันจะกำหนดอนาคตของประเทศเรา

ในฐานะนักสังเกตการณ์การเมือง ผมเชื่อว่าทิศทางนี้จะนำไปสู่ความมั่นคงของสภาและรัฐบาล ชวนทุกท่านติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – “อนุทิน” สีหน้ายิ้มแย้ม ถก สส.ภูมิใจไทย ทิศทางโหวตประธานสภา

Scroll to top