จีน

จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15: เศรษฐกิจ มั่นคง เทคโนโลยี

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดเผยเป้าหมายของแผนการพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 หลังการประชุมเต็มคณะ โดยจะมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจ และกองทัพ

เมื่อ 23 ต.ค. 2568 จีนเปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะเวลา 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2569-2573) โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี, ความต้องการในประเทศ และความมั่นคงแห่งชาติมากขึ้น และผนวกเรื่อง ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ไว้ในแผนพัฒนาประเทศระยะยาว (ถึงปี 2578) ด้วย

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่หลังสิ้นสุดการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) เหล่าผู้นำพรรคได้เปิดเผยเป้าหมาย 7 ด้าน ที่จะกลายเป็นพื้นฐานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ก่อนที่แผนดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการโดยสภาประชาชนแห่งชาติในเดือนมีนาคมปีหน้า

วัตถุประสงค์หลักทั้งเจ็ดด้าน ครอบคลุมตั้งแต่ การเติบโตที่มีคุณภาพสูง และ การปฏิรูปที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไปจนถึง ความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม, ความก้าวหน้าทางนิเวศวิทยา, การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ และ เกราะป้องกันความมั่นคงแห่งชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“ช่วงเวลา 5 ปีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศจะดำเนินการเพื่อเสริมสร้างรากฐานและขับเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกด้าน เพื่อบรรลุความทันสมัยแบบสังคมนิยมให้ได้โดยพื้นฐานภายในปี 2578”

“ดังนั้น แผนนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างอดีตกับอนาคต” แถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวซินหัวระบุ

การเปิดเผยจุดประสงค์ของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับล่าสุดของจีน เกิดขึ้นในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์เรียกว่า “ช่วงเวลาของการอยู่ร่วมกันของโอกาสเชิงกลยุทธ์ ความเสี่ยงและความท้าทาย และปัจจัยที่ไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ที่เพิ่มมากขึ้น”

ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ซบเซา

อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์จีนยืนยันว่า รากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศยังคงมั่นคง โดยมีข้อได้เปรียบมากมาย ทั้งความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่ง และศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจีนจะต้องมุ่งมั่นทำเรื่องของตัวเองให้ดี และเดินหน้าเขียนบทใหม่ของประเทศ เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่รวดเร็วและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

ทั้งนี้ คาดกันว่า แผนพัฒนา 5 ปีฉบับนี้จะต้องผ่านการปรับปรุงแก้ไขอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่นี่ก็นับเป็นการเผยให้เห็นแผนการของรัฐบาลจีน ในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น การเติบโตที่ช้าลง ประชากรของประเทศที่สูงวัยขึ้น และความตึงเครียดทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

แผนนี้จะครอบคลุมช่วงปี 2569 ถึง 2573 ซึ่งจะมีเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่กำลังจะมาถึง ได้แก่ การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งถัดไป และ วาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ในปี 2570 และ วาระครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2572

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า จีนตั้งเป้าที่จะบรรลุเป้าหมายครบรอบศตวรรษของกองทัพปลดปล่อยประชาชนตามกำหนด พัฒนาการป้องกันประเทศและการทหารให้ทันสมัยและมีคุณภาพสูง

พวกเขายังตั้งเป้าที่จะบรรลุ “การก้าวกระโดดครั้งสำคัญ” ในด้าน ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ความเข้มแข็งของชาติโดยรวม และอิทธิพลระหว่างประเทศ ภายในปี 2578 ซึ่งตามเป้าหมาย GDP ของประเทศจะบรรลุถึงระดับประเทศพัฒนาแล้วขนาดกลาง

เพื่อความก้าวหน้าดังกล่าว พรรคคอมมิวนิสต์เรียกร้องให้เร่งดำเนินการพัฒนาแบบบูรณาการ เรื่องการใช้เครื่องจักร, การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการใช้ระบบอัจฉริยะในกองทัพ พร้อมทั้ง ยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องอธิปไตย, ความมั่นคง และผลประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

นอกจากนั้น จีนยังย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการรบขั้นสูง กับการรวมศูนย์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบและขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์แห่งชาติแบบบูรณาการด้วย

จีนให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี, เศรษฐกิจ, และความมั่นคงใน แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 นี้อย่างยิ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางที่ชัดเจนของประเทศในอนาคต

จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

การประกาศแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี การพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ การดำเนินการตามแผนนี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศจีนและเศรษฐกิจโลก

เป้าหมายหลักของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15

เป้าหมายหลักของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และความมั่นคงของชาติ การดำเนินการตามแผนนี้จะช่วยให้จีนสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ

แผนนี้มีเป้าหมายที่ครอบคลุมในหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง การปฏิรูปเชิงลึก การพัฒนาวัฒนธรรม การรักษาสิ่งแวดล้อม การยกระดับคุณภาพชีวิต และการสร้างความมั่นคงของชาติที่แข็งแกร่ง ภาคส่วนเทคโนโลยีของจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีบริษัทหลายแห่งที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่

การเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงแห่งชาติแสดงให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความท้าทายภายนอกจากประเทศอื่นๆ

โดยรวมแล้ว แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างประเทศที่แข็งแกร่ง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ที่มา – จีนเผยแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-เทคโนโลยี

กัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางการกัมพูชาบุกทลายแหล่งต้องสงสัยในกรุงพนมเปญ จับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 57 ราย และชาวจีนอีก 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาเพิ่งส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่พัวพันเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติ

จากการบุกเข้าทลายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 126 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง นี่เป็นอีกครั้งที่กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ขยายตัวอย่างมากในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีคนนับพันรายเกี่ยวข้องในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ ซึ่งบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกบังคับโดยกลุ่มอาชญากร

การจับกุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กัมพูชาได้ส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับเครือข่าย “Pig Butchering Scam” (การฉ้อโกงที่ใช้เวลาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหยื่อก่อนจะทำการขโมยเงิน) กลับประเทศ

การส่งตัวกลับประเทศที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของสาธารณชนจากเหตุการณ์นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกทรมานและเสียชีวิตในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นเพื่อหารือเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานปลอมและศูนย์ฉ้อโกง

ก่อนหน้านี้ นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงเพิ่มอีก 10 ราย และช่วยเหลือเหยื่อได้ 2 ราย กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานในศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้ จากจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 คนในกัมพูชา โดยมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 550 ราย ถูกรายงานว่าสูญหายหรือถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจ หลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว.

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อน และความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

การจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ปฏิบัติการเหล่านี้มักมีฐานอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่เหยื่ออาจอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลาย เพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อ พวกเขาอาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ การรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทางการกัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย ในคดีนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ในประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชา เกาหลีใต้ และจีน รัฐบาลของแต่ละประเทศจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องพลเมืองของตน

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ
  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

คือสิ่งสำคัญในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

การป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรเครดิต หรือรหัสผ่าน แก่บุคคลที่คุณไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่ หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากคุณสงสัยว่าคุณอาจตกเป็นเหยื่อ ให้แจ้งความกับตำรวจ

การตระหนักถึงกลโกงต่างๆ และการระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัว จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้

ข่าวการจับกุมชาวเกาหลีใต้และชาวจีนที่พัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอในโลกออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง และเราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ที่มา – กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8%: กระทบใครบ้าง

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังจับจ้องไปที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยล่าสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ชะลอตัวเหลือ 4.8% ในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้ (สิ้นสุดเดือนกันยายน) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ตัวเลขนี้ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่คลี่คลาย และความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง

ตัวเลข เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% นี้ สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากจีนถือเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวนี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนโดยรวม

ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจจีน

การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบ หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การปะทุขึ้นอีกครั้งของความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังจากที่จีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าที่เปราะบางอยู่แล้วระหว่างสองประเทศยิ่งสั่นคลอน

นอกจากนี้ วิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนก็ยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวล การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ภาคส่วนนี้ ซึ่งมีสัดส่วนถึงหนึ่งในสามของเศรษฐกิจจีน กำลังเผชิญกับภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง ทั้งจากราคาบ้านที่ลดลง และโครงการที่พักอาศัยที่ถูกทิ้งร้าง

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8%

ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนยังคงมองในแง่ดี โดยระบุว่าเศรษฐกิจยังคงแสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่นและมีชีวิตชีวา” โดยได้รับแรงหนุนจากภาคเทคโนโลยีและบริการทางธุรกิจ การส่งออกของจีนยังคงเติบโตได้ดีในเดือนกันยายน ซึ่งช่วยชดเชยการใช้จ่ายภายในประเทศที่ซบเซา

รัฐบาลจีนเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้พยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เช่น เงินอุดหนุน ค่าจ้างที่สูงขึ้น และส่วนลดต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ “ประมาณ 5%” ในปีนี้

ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8%

ตัวเลขการเติบโตล่าสุดนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลหลักในการประชุมผู้นำระดับสูงของจีนในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ นักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนอาจต้องเพิ่มมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การชะลอตัวเหลือ 4.8% กระตุ้นให้เกิดการทบทวนแผนเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ผลกระทบของการชะลอตัวเหลือ 4.8% ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ประเทศไทยซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับจีน ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดอื่นๆ

ในภาพรวม สถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาภายในประเทศ และการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับต่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีน และสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโลก

ที่มา – เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่จะยุติการทำธุรกิจกับจีนในบางเรื่อง รวมถึงการนำเข้าน้ำมันปรุงอาหาร เพื่อตอบโต้ที่จีนจงใจไม่ซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน

เมื่อวันอังคารที่ 14 ตุลาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความเติมเชื้อไฟในสงครามการค้ากับจีนให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศจะตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน 100% จนทำให้ตลาดเงินคริปโตปั่นป่วนอย่างหนัก ก่อนที่เขากับรองประธานาธิบดีจะพยายามผ่อนคลายสถานการณ์

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์ซึ่งโพสต์บน Truth Social ระบุว่า “ผมเชื่อว่าการที่จีนจงใจไม่ซื้อถั่วเหลืองของเรา และก่อให้เกิดความยากลำบากต่อเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองของเรานั้น ถือเป็นการกระทำที่เป็นปรปักษ์ทางเศรษฐกิจ”

“เรากำลังพิจารณาที่จะยุติการทำธุรกิจกับจีน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปรุงอาหาร และองค์ประกอบทางการค้าอื่น ๆ เพื่อเป็นการตอบโต้ ตัวอย่างเช่น เราสามารถผลิตน้ำมันปรุงอาหารเองได้อย่างง่ายดาย เราไม่จำเป็นต้องซื้อจากจีน” คำขู่ของทรัมป์ครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความกังวลในตลาดโลกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน

การที่ทรัมป์ออกมาขู่ว่าจะ ยุติการทำธุรกิจบางอย่างกับจีน นั้น สร้างความไม่แน่นอนให้กับหลายภาคส่วน ภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนเองก็ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ผลกระทบจากการที่ทรัมป์ขู่ ยุติการทำธุรกิจบางอย่างกับจีน

  • ภาคการเกษตร: เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบโดยตรง หากจีนลดการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ
  • ภาคพลังงาน: หากสหรัฐฯ ยุติการนำเข้าน้ำมันปรุงอาหารจากจีน อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันปรุงอาหารในประเทศ
  • ตลาดการเงิน: ความไม่แน่นอนทางการค้าอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวน และนักลงทุนอาจหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การพึ่งพาซึ่งกันและกันมากเกินไป อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง การกระจายความเสี่ยงและแสวงหาตลาดใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจในยุคปัจจุบัน

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ที่มีต่อจีนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การออกมาขู่ว่าจะยุติการทำธุรกิจบางอย่างนั้น ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งขึ้นไปอีกขั้น สิ่งที่น่าจับตามองคือ จีนจะตอบโต้อย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง

การที่ทรัมป์กลับมาแสดงบทบาทในเวทีการเมืองอีกครั้ง ยิ่งทำให้สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น การตัดสินใจของเขาอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ทุกฝ่ายจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การที่ทรัมป์ออกมาโจมตีจีนในเรื่องการค้า สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับความได้เปรียบทางการค้าของจีน สหรัฐฯ มองว่าจีนใช้กลยุทธ์ที่ไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน และพยายามที่จะลดการพึ่งพาจีนในหลายๆ ด้าน

ไม่ว่าผลลัพธ์ของความขัดแย้งนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งที่แน่นอนคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคตอันใกล้นี้ การทำความเข้าใจพลวัตของความสัมพันธ์นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน ตอบโต้ไม่ซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

ฟิลิปปินส์-จีน กล่าวโทษกัน ปะทะทะเลจีนใต้

สถานการณ์ในทะเลจีนใต้กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อฟิลิปปินส์และจีนต่างออกมากล่าวโทษซึ่งกันและกัน หลังเกิดเหตุการณ์ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ โดยหน่วยยามฝั่งของฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เรือของหน่วยยามฝั่งจีนได้ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงและพุ่งชนเรือของรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่จอดทอดสมออยู่บริเวณนอกชายฝั่งเกาะแห่งหนึ่งในทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาทเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เรือได้รับความเสียหายเล็กน้อย

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นความตึงเครียดครั้งล่าสุดในความขัดแย้งด้านดินแดนที่ยืดเยื้อมานานในทะเลจีนใต้ โดยเรือที่ได้รับความเสียหายในเหตุการณ์ครั้งนี้คือเรือบีอาร์พี ดาตู ปักบัวยา (BRP Datu Pagbuaya) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือประมงที่ให้การสนับสนุนชาวประมงฟิลิปปินส์ แม้เรือได้รับความเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บในหมู่ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์

พลเรือจัตวา เจย์ ทาร์ริเอลา โฆษกหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า เรือของหน่วยยามฝั่งจีนพุ่งเป้าโจมตีเรือปักบัวยานอกชายฝั่งเกาะติตู (Thitu) หรือที่ฟิลิปปินส์เรียกว่า ปักอาซา (Pag-asa) ซึ่งเป็นเกาะที่มีชาวฟิลิปปินส์อาศัยอยู่ โดยเหตุปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นห่างจากเกาะติตูเพียง 1.6 ไมล์ทะเล (เกือบ 3 กิโลเมตร)

นอกเหนือจากเรือปักบัวยาแล้ว เรือประมงของฟิลิปปินส์อีก 2 ลำ ก็ถูกปืนฉีดน้ำแรงดันสูงของจีนโจมตีเช่นกัน แต่ไม่มีความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ

พลเรือจัตวา ทาร์ริเอลา กล่าวว่า เรือปักบัวยาและเรือของสำนักประมงและทรัพยากรทางน้ำอีก 2 ลำ กำลังจอดทอดสมออยู่ในน่านน้ำอาณาเขตของเกาะติตู เมื่อเรือของหน่วยยามฝั่งจีนและเรือที่ต้องสงสัยว่าเป็นกองกำลังอาสาสมัครทางทะเลได้เข้าใกล้และแสดง “การซ้อมรบที่อันตรายและยั่วยุ”

เรือหน่วยยามฝั่งจีนหมายเลข 21559 ได้ยิงปืนฉีดน้ำใส่เรือปักบัวยาโดยตรง จากนั้นสามนาทีต่อมาก็ได้ “พุ่งชนเข้าที่ท้ายเรือ” ทำให้เรือได้รับความเสียหายเชิงโครงสร้างเล็กน้อย แต่ลูกเรือไม่บาดเจ็บ

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ได้เผยแพร่วิดีโอที่แสดงให้เห็นเรือยามฝั่งจีนยิงปืนฉีดน้ำเข้าใส่เรือฟิลิปปินส์ ซึ่งโดนธงชาติฟิลิปปินส์ทั้งสองผืนที่ติดอยู่บนเรือ

ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

ในขณะเดียวกัน หน่วยยามฝั่งจีนได้กล่าวหาว่าเรือของฟิลิปปินส์ “เข้าสู่น่านน้ำของจีนโดยผิดกฎหมาย” ใกล้กับสันทรายที่เรียกว่า แซนดี้ เคย์ (Sandy Cay) โดยกล่าวว่าเรือฟิลิปปินส์ “เพิกเฉยต่อการเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า” และได้ใช้มาตรการควบคุมต่อเรือของฟิลิปปินส์ตามกฎหมายและขับไล่ออกไปอย่างเด็ดขาด

หลิว เต๋อจวิน โฆษกหน่วยยามฝั่งจีน กล่าวว่าเรือฟิลิปปินส์ลำหนึ่งเข้าใกล้เรือยามฝั่งจีนอย่างอันตรายจนเกิดการเฉี่ยวชนกัน โดยระบุว่า ความรับผิดชอบทั้งหมดเป็นของฝ่ายฟิลิปปินส์ และเตือนให้ฟิลิปปินส์ “ยุติการละเมิดและการคุกคามทันที”

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในทะเลจีนใต้

เหตุการณ์ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ เน้นย้ำถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในหมู่เกาะสแปรตลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทมากที่สุดในทะเลจีนใต้ โดยจีนอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำเกือบทั้งหมด แม้ว่าคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 จะตัดสินให้ข้ออ้างอิงทางประวัติศาสตร์ของจีนเป็นโมฆะก็ตาม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ และความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพในภูมิภาค ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ เป็นสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์อาจบานปลายได้ หากไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

รู้จัก “แร่หายาก” ชนวนเหตุสงครามการค้า

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเผชิญกับจุดติดขัดครั้งใหญ่ นั่นคือแร่หายาก หรือ “แรร์เอิร์ธ” (rare earth)

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 ต.ค. 2568 จีนประกาศจำกัดการส่งออกแร่หายากของพวกเขาเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่จะตอบโต้ทางเศรษฐกิจ รวมถึงตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจีน 100% และจะยกเลิกการพบปะกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ระหว่างเดินทางเยือนเอเชียที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนนี้

การต่อสู้เรื่องแร่หายากระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนั้น มีมาก่อนรัฐบาลทรัมป์เสียอีก โดยจีนควบคุมแร่ดังกล่าวเกือบทั้งหมดมานานหลายปี ตามนโยบายอุตสาหกรรมของแดนมังกรซึ่งครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย

การจำกัดการส่งออกแร่หายากเพิ่มของจีนถูกมองว่า เป็นการตอบสนองต่อนโยบาย “ภาษีต่างตอบแทน” ที่นายทรัมป์บังคับใช้กับสินค้าจีนเมื่อเดือนเมษายน แต่หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ทำข้อตกลงสงบศึกทางการค้าร่วมกันที่เมืองเจนีวา ทำให้เกิดความคาดหมายว่า สหรัฐฯ กับจีนจะผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกแร่เหล่านี้

แต่สถานการณ์ล่าสุดส่งผลให้ทุกอย่างกลับมาไม่แน่นอนอีกครั้ง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

“แร่หายาก” คืออะไร ทำไมเป็นชนวนเหตุ

แร่หายาก (Rare earths) ประกอบด้วย ธาตุโลหะ 17 ชนิดในตารางธาตุ ซึ่งได้แก่ สแกนเดียม (scandium) อิตเทรียม (yttrium) และแลนทาไนด์ (lanthanides)

ชื่อ “แร่หายาก” อาจไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากวัสดุเหล่านี้สามารถพบได้ทั่วเปลือกโลก มันมีปริมาณที่อุดมสมบูรณ์กว่าทองคำ แต่การสกัดและแปรรูปนั้นยากกว่าและมีค่าใช้จ่ายที่สูง และยังสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ทำไม “แร่หายาก” ถึงสำคัญต่อเทคโนโลยี

แร่หายากเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงกังหันลม, ไฟ LED และโทรทัศน์จอแบน แร่เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนเครื่องสแกนร่างกายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และการรักษาโรคมะเร็ง

แร่หายากยังมีความจำเป็นต่อกองทัพสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน จากรายงานการวิจัยในปี 2025 ของศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) ระบุว่า แร่เหล่านี้ถูกใช้ในเครื่องบินขับไล่ F-35, เรือดำน้ำ, เลเซอร์, ดาวเทียม, ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก และอื่น ๆ อีกมากมาย

คนงานฉีดน้ำใส่ดินที่เหมืองแร่หายากในเขตหนานเฉิง มณฑลเจียงซี
คนงานฉีดน้ำใส่ดินที่เหมืองแร่หายากในเขตหนานเฉิง มณฑลเจียงซี

ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ร้อยละ 61 ของผลผลิตแร่หายากที่ถูกขุดได้มาจากประเทศจีน และแดนมังกรก็ควบคุมผลผลิตทั่วโลกถึงร้อยละ 92 ในขั้นตอนการแปรรูป

แร่หายากแบ่งออกเป็นสองประเภทตามน้ำหนักอะตอม คือ แร่หายากชนิดหนัก (heavy rare earths) และ แร่หายากชนิดเบา (light rare earths) แร่หายากชนิดหนักหายากกว่า และสหรัฐฯ ก็ไม่มีขีดความสามารถในการแยกแร่หายากหลังจากการสกัด

น.ส.เกรซลิน บาสคาราน ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงด้านแร่ธาตุวิกฤตที่ศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) บอกกับสำนักข่าว CNN ว่า “จนกระทั่งถึงต้นปีนี้ ไม่ว่าเราจะขุดแร่หายากชนิดหนักได้เท่าไรในแคลิฟอร์เนีย เราก็ยังต้องส่งไปที่ประเทศจีนเพื่อทำการแยกอยู่ดี”

อย่างไรก็ตาม การประกาศขึ้นภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงลิ่วของรัฐบาลทรัมป์ต่อประเทศจีนเมื่อเดือนเมษายนได้ทำให้กระบวนการนี้หยุดชะงักลง ซึ่ง น.ส.บาสคารานกล่าวว่า จีนเต็มใจที่จะใช้การที่สหรัฐฯ พึ่งพาจีนในการแยกแร่หายากเป็นอาวุธ

และสหรัฐฯ มีเหมืองแร่หายากที่เปิดดำเนินการอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในแคลิฟอร์เนีย

คนงานขนส่งดินที่มีแร่หายากไปยังเพื่อส่งออกที่ท่าเรือในเมืองเหลียนอวิ๋นกัง มณฑลเจียงซู
คนงานขนส่งดินที่มีแร่หายากไปยังเพื่อส่งออกที่ท่าเรือในเมืองเหลียนอวิ๋นกัง มณฑลเจียงซู

จีนกำลังใช้แร่หายากเป็นอำนาจต่อรองสำคัญในสงครามการค้า และมาตรการจำกัดล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่ นายสี จิ้นผิง และ นายทรัมป์ มีกำหนดจะพบกันในการประชุมสุดยอดเอเปคที่เกาหลีใต้ช่วงปลายเดือนนี้

ในการเคลื่อนไหวล่าสุด จีนได้ “เพิ่มธาตุแร่หายาก 5 ชนิด” ได้แก่ โฮลเมียม (holmium), เออร์เบียม (erbium), ทูเลียม (thulium), ยูโรเพียม (europium), อิตเทอร์เบียม (ytterbium) รวมถึงแม่เหล็กและวัสดุที่เกี่ยวข้อง เข้าไปในรายการควบคุมที่มีอยู่เดิม โดยกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตส่งออก ทำให้จำนวนแร่หายากที่ถูกจำกัดทั้งหมดเพิ่มเป็น 12 ชนิด

จีนยังกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตในการส่งออกเทคโนโลยีการผลิตแร่หายากออกนอกประเทศด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในปีนี้ที่ข้อจำกัดของจีนเกี่ยวกับแร่หายากได้สร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อเดือนมิถุนายน นายทรัมป์ระบุบน Truth Social ว่า จีน “ละเมิดข้อตกลงสงบศึกทางการค้า” เนื่องจาก ปักกิ่งยังคงควบคุมการส่งออกแร่หายาก 7 ชนิดและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

การควบคุมการส่งออกอาจมีผลกระทบสำคัญ เนื่องจาก สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาจีนอย่างมากสำหรับแร่หายาก โดยตามรายงานของสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า ระหว่างปี 2563 ถึง 2566 สหรัฐฯ นำเข้าสารประกอบและโลหะแร่หายากจากประเทศจีนถึง ร้อยละ 70 ของทั้งหมด

แต่ข้อจำกัดล่าสุดของจีนนี้ถูกมองว่าเป็นการ “ยกระดับอย่างรุนแรง” ในสงครามการค้าของทรัมป์ระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้

ทรัมป์เขียนบน Truth Social เมื่อวันศุกร์ว่า “ขึ้นอยู่กับว่าจีนจะพูดอย่างไรเกี่ยวกับ ‘คำสั่ง’ ที่เป็นปรปักษ์ที่พวกเขาเพิ่งประกาศออกมา ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ผมถูกบังคับให้ต้องตอบโต้ทางการเงินต่อการเคลื่อนไหวของพวกเขา”

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “แร่หายาก” ในเศรษฐกิจโลก และความจำเป็นที่ประเทศต่างๆ จะต้องพิจารณาถึงความมั่นคงทางทรัพยากรของตนเอง รวมถึงหาทางลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าจากภายนอก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา – “แร่หายาก” คืออะไร? ทำไมเป็นชนวนเหตุ ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีจีน 100%

NBA กลับจีน! แข่งบาสเกตบอล NBA อีกครั้งในรอบ 6 ปี

ในที่สุด! การแข่งขันบาสเกตบอล NBA ได้แข่งที่จีนอีกครั้งในรอบ 6 ปี หลังมีปัญหาเรื่องฮ่องกง ซึ่งถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่หลังจากหายไปนาน

หลังจากความสัมพันธ์ตึงเครียดจากเหตุการณ์สนับสนุนการประท้วงในฮ่องกงเมื่อหลายปีก่อน สมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติ (NBA) เตรียมจัดการแข่งขันพรีซีซัน 2 นัด ระหว่างทีมบรูคลิน เน็ตส์ และฟีนิกซ์ ซันส์ ที่มาเก๊าในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการกลับมาจัดงานในจีนแผ่นดินใหญ่อีกครั้ง

ความนิยมของบาสเกตบอลในจีนนั้นสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก เหยา หมิง นักบาสเกตบอลชาวจีน ได้เข้าร่วมทีมฮิวสตัน ร็อกเก็ตส์ เมื่อปี 2545 ทำให้กีฬาชนิดนี้เป็นที่รู้จักและชื่นชอบในวงกว้าง NBA เคยประเมินว่ามีผู้เล่นบาสเกตบอลในจีนมากถึง 300 ล้านคนในปี 2562

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2562 เมื่อดาริล มอรีย์ ผู้จัดการทีมฮิวสตัน ร็อกเก็ตส์ ในขณะนั้น ได้ทวีตข้อความสนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกง ทำให้ทางการจีนแบนการถ่ายทอดสดและการดำเนินงานทั้งหมดของ NBA ในประเทศจีน

ถึงแม้ว่าภายหลังดาริล มอรีย์ จะออกมาขอโทษ แต่ความสัมพันธ์ก็ยังคงตึงเครียดอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งการถ่ายทอดสด NBA ค่อยๆ กลับมาฉายอีกครั้ง และล่าสุด NBA ได้ร่วมมือกับอาลีบาบา บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน โดยโจเซฟ ไช่ ประธานของอาลีบาบา เป็นเจ้าของทีมบรูคลิน เน็ตส์

การกลับมาจัดการแข่งขันในมาเก๊าครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการกลับมาของ NBA ในจีน แต่ยังเป็นการกลับมาจัดที่มาเก๊าในรอบ 17 ปีอีกด้วย ซึ่งมาเก๊าเป็นเขตบริหารพิเศษเช่นเดียวกับฮ่องกง และขึ้นชื่อเรื่องคาสิโน

NBA มองว่าการแข่งขันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายฐานผู้ชมในจีน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อดัม ซิลเวอร์ ผู้บริหารสูงสุดของ NBA กล่าวว่ามีความสนใจใน NBA อย่างมากทั่วประเทศจีน

ในปี 2565 ESPN ประเมินมูลค่าของ NBA China ว่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดจีนที่มีต่อ NBA

แฟนบาสเกตบอลชาวจีนหลายคนแสดงความตื่นเต้นกับการกลับมาของ NBA หลิว อี้เจ๋อ จากเมืองเซียะเหมิน กล่าวว่า พวกเขาเตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้มาสองเดือนแล้ว และรู้สึกพิเศษกว่าปกติเพราะเป็นแฟน NBA มานาน

โมล เจิง จากหางโจว กล่าวว่า เขาเชื่อว่าในอนาคต NBA จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในจีน และจะมีผู้เล่นดาวเด่นมาพบปะกับแฟนๆ มากขึ้น

บาสเกตบอล NBA ได้แข่งที่จีนอีกครั้งในรอบ 6 ปี

การกลับมาของ NBA ในจีนครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ การขยายตลาด และการตอบสนองความต้องการของแฟนๆ ที่รอคอย การแข่งขันพรีซีซันที่มาเก๊าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาอย่างเต็มรูปแบบหรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป

ทำไมการกลับมาของ บาสเกตบอล NBA ถึงสำคัญ?

การกลับมาของ บาสเกตบอล NBA ได้แข่งที่จีนอีกครั้งในรอบ 6 ปี หลังมีปัญหาเรื่องฮ่องกง เป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งสามารถคลี่คลายได้ด้วยความเข้าใจและการเจรจา นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่อีกด้วย

แม้จะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมาย แต่ NBA ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน และมอบประสบการณ์บาสเกตบอลที่ดีที่สุดให้กับแฟนๆ ชาวจีน

แน่นอนว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและการประนีประนอมกับรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม NBA ก็ต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจและความต้องการของแฟนๆ เป็นสำคัญ

สิ่งที่น่าสนใจคือ บาสเกตบอล NBA ได้แข่งที่จีนอีกครั้งในรอบ 6 ปี หลังมีปัญหาเรื่องฮ่องกง จะส่งผลต่อวงการบาสเกตบอลจีนอย่างไร จะมีผู้เล่นชาวจีนรุ่นใหม่แจ้งเกิดใน NBA มากขึ้นหรือไม่ และความนิยมของบาสเกตบอลในจีนจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด การกลับมาครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การแข่งขันกีฬา แต่เป็นการผสมผสานระหว่างธุรกิจ การเมือง และวัฒนธรรม

ที่มา – บาสเกตบอล NBA ได้แข่งที่จีนอีกครั้งในรอบ 6 ปี หลังมีปัญหาเรื่องฮ่องกง

ช็อก นักปีนเขาตกเขาดับสลดในจีน หลังถอดเชือกเพื่อถ่ายรูป

ช็อก นักปีนเขาตกเขาดับสลดในจีน หลังถอดเชือกนิรภัยเพื่อถ่ายรูป (คลิป)

โลกโซเชียลสั่นสะเทือนด้วยคลิปสุดช็อกที่เผยภาพนักปีนเขาชาวจีนพลัดตกจากยอดเขาสูงชัน ขณะที่กำลังปีนยอดเขานามะในมณฑลเสฉวน เหตุการณ์น่าเศร้านี้เกิดขึ้นหลังจากที่ชายหนุ่มรายนี้ถอดเชือกนิรภัยออกเพื่อถ่ายภาพเซลฟี่ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด

ช็อก นักปีนเขาตกเขาดับสลดในจีน หลังถอดเชือกนิรภัยเพื่อถ่ายรูป

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตานักปีนเขาคนอื่นๆ หลายสิบคน บนยอดเขานามะซึ่งมีความสูงกว่า 5,588 เมตร นักปีนเขาหนุ่มที่มีนามสกุลหง อายุประมาณ 30 ปี เดินทางมาปีนเขาลูกนี้เป็นครั้งแรก เขาตัดสินใจถอดเชือกนิรภัยออกเพื่อให้ถ่ายภาพเซลฟี่ได้สวยงามยิ่งขึ้น แต่ในขณะที่กำลังลุกขึ้นยืนเพื่อจัดท่าโพส เขากลับสะดุดกับรองเท้าตะปูที่สวมใส่ จนเสียหลักพลัดตกลงจากหน้าผาสูงชันราว 100-200 เมตร

คลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์บันทึกภาพช่วงเวลานั้นไว้อย่างชัดเจน เสียงกรีดร้องและความตกตะลึงของผู้เห็นเหตุการณ์ดังก้อง ท่ามกลางลมแรงและภูมิประเทศที่อันตราย แต่โชคร้ายที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันเวลา สื่อท้องถิ่นอย่าง Red Star News รายงานว่ากองกำลังกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังเร่งสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในอนาคต

ยอดเขานามะ: จุดหมายยอดนิยมแต่เต็มไปด้วยความเสี่ยง

ยอดเขานามะตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ถือเป็นหนึ่งในยอดเขาข้างเคียงของภูเขากงกา ซึ่งเป็นภูเขาสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ด้วยความสูงกว่า 7,500 เมตร ทุกปีมีนักปีนเขาจำนวนมากเดินทางมาท้าทายตัวเองที่นี่ ด้วยทัศนียภาพที่งดงามและความรู้สึกพิชิตยอดเขา แต่ในขณะเดียวกัน ภูมิประเทศที่ชันลึกและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เหตุการณ์ช็อก นักปีนเขาตกเขาดับสลดในจีน ครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญสำหรับนักผจญภัยทุกคน

การปีนเขาที่ปลอดภัยต้องคำนึงถึงอุปกรณ์และกฎระเบียบเสมอ เชือกนิรภัย รองเท้าที่มั่นคง และการประเมินความเสี่ยงก่อนถ่ายภาพหรือทำกิจกรรมใดๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย นักปีนเขามืออาชีพหลายคนเตือนว่าการถ่ายเซลฟี่บนขอบผาสามารถนำมาซึ่งอันตรายร้ายแรงได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีรั้วกั้นหรือสิ่งป้องกัน

  • ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนปีนเสมอ: เชือกนิรภัยต้องอยู่ในสภาพดีและติดตั้งอย่างถูกต้อง
  • หลีกเลี่ยงการถอดอุปกรณ์ป้องกันเพื่อถ่ายภาพ: ความปลอดภัยมาก่อนภาพสวย
  • ปีนกับทีม: มีผู้ช่วยเหลือใกล้ชิดเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน
  • ศึกษาสภาพอากาศและเส้นทางล่วงหน้า: เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังจุดประกายการสนทนาบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับความรับผิดชอบในการผจญภัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการปีนเขาจากทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความประมาท โดยเฉพาะการแสวงหาภาพถ่ายที่เสี่ยงภัยเพื่อโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ ในจีนเอง รัฐบาลท้องถิ่นได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบและอบรมความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาปีนเขาลูกนี้แล้ว

สำหรับนักปีนเขาชาวไทยที่ชื่นชอบการผจญภัย ควรศึกษากรณีศึกษาอย่างเหตุการณ์ช็อก นักปีนเขาตกเขาดับสลดในจีน เพื่อนำไปปรับใช้ในการวางแผนทริปของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเส้นทางที่เหมาะสมหรือการจ้างไกด์นำทางมืออาชีพ สุดท้ายแล้ว การปีนเขาคือการท้าทายตัวเอง แต่ต้องไม่เสี่ยงจนเกินขอบเขต

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจทุกคนว่าความตื่นเต้นจากการผจญภัยต้องมาพร้อมกับความระมัดระวัง หากคุณมีประสบการณ์การปีนเขาที่น่าจดจำหรือเคล็ดลับความปลอดภัย แชร์ให้เราฟังในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ช็อก นักปีนเขาตกเขาดับสลดในจีน หลังถอดเชือกนิรภัยเพื่อถ่ายรูป (คลิป)

ศาลจีนประหาร 11 สมาชิกมาเฟียตระกูลหมิง

(ภาพจาก: Xinhua)

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวต่างประเทศ โดยเป็นการลงโทษอย่างหนักต่อกลุ่มอาชญากรที่ก่อคดีฉ้อโกงมูลค่ามหาศาล ข่าวนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเด็ดขาดของทางการจีนในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนระวังภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แพร่ระบาดทั่วโลก

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 ศาลในประเทศจีนได้มีคำพิพากษาอันเด็ดขาด โดยสั่งประหารชีวิตสมาชิกจำนวน 11 คนจากแก๊งมาเฟียตระกูลหมิง ซึ่งเป็นหัวโจกสำคัญของศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์หรือที่รู้จักกันในชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกอีก 28 คนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกระทำกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยศาลได้พิจารณาถึงความรุนแรงของคดีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง เจตนาฆ่า การค้ายาเสพติด และการค้าประเวณี

สำหรับผู้ต้องหา 28 คนนี้ มีรายละเอียดโทษดังนี้ 5 คนได้รับโทษประหารชีวิตแต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี 11 คนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และที่เหลืออีก 12 คนได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ถึง 24 ปี การตัดสินครั้งนี้มาหลังจากที่ทางการเมียนมาได้ดำเนินการปราบปรามศูนย์หลอกลวงในเมืองเล่าก์ก่ายเมื่อปี 2566 และส่งตัวผู้ต้องหาเหล่านี้ให้กับทางการจีน

ประวัติและกิจกรรมอาชญากรรมของตระกูลหมิง

ตระกูลหมิงเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลมาเฟียที่ครองอิทธิพลในเมืองเล่าก์ก่าย ซึ่งเป็นพื้นที่เงียบสงบใกล้ชายแดนจีน-เมียนมา เดิมทีเมืองนี้ถูกใช้เป็นฐานสำหรับการพนันผิดกฎหมายที่ดึงดูดนักพนันชาวจีน เนื่องจากกฎหมายจีนห้ามการพนันอย่างเข้มงวด ต่อมาพวกเขาขยายกิจกรรมไปสู่การค้ายาเสพติด การฟอกเงิน และที่ร้ายแรงที่สุดคือการดำเนินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยศาลจีนพบว่ากิจกรรมเหล่านี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 และสร้างรายได้กว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 50,000 ล้านบาท)

ศาลยังเปิดเผยว่าตระกูลหมิงมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพนักงานหลายรายในศูนย์หลอกลวง เช่น การยิงพนักงานเพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนีกลับจีน สถานที่สำคัญอย่าง “Crouching Tiger Villa” (คฤหาสน์เสือหมอบ) เป็นที่รู้จักในฐานะคุกที่พนักงานถูกทรมานและบังคับให้ทำงานหลอกลวงประชาชนทั่วโลก โดยมีพนักงานอย่างน้อย 10,000 คนส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ถูกหลอกล่อมาด้วยโฆษณางาน

  • การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม: ใช้เทคนิคหลอกลวงซับซ้อนผ่านโทรศัพท์และออนไลน์ สร้างความเสียหายให้เหยื่อนับล้านคน
  • บ่อนพนันผิดกฎหมาย: มีเงินหมุนเวียนหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ใช้เป็นฉากหน้าสำหรับอาชญากรรมอื่น
  • การค้ามนุษย์และค้าประเวณี: ล่อลวงและกักขังเหยื่อเพื่อบังคับให้ทำงาน
  • ค้ายาเสพติด: กระจายยาเสพติดข้ามพรมแดน สร้างเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่

สหประชาชาติเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “scamdemic” หรือการระบาดของการหลอกลวง ซึ่งทำให้มีชาวต่างชาติกว่า 100,000 คน โดยเฉพาะชาวจีน ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์เหล่านี้ จนกระทั่งปี 2565 กลุ่มกบฏในรัฐฉานได้โจมตีและยึดเมืองเล่าก์ก่าย โดยเชื่อว่ามีการสนับสนุนจากจีนเพื่อปราบปรามอาชญากรรม

หัวหน้าตระกูลอย่างหมิง เซวี่ยฉาง (Ming Xuechang) ถูกกล่าวหาว่าจบชีวิตตัวเอง ขณะที่สมาชิกอื่นๆ ถูกส่งตัวให้จีนและบางคนสารภาพผิด การตัดสินครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างเมียนมา จีน และกลุ่มกบฏในการกำจัดภัยคุกคามนี้

ข่าวศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นชัยชนะสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงแพร่หลาย ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการปราบปรามต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้นเพื่อปกป้องประชาชน

หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และติดตามข่าวสารเพื่อป้องกันตัวเองจากภัยเหล่านี้

ที่มา – ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์

Scroll to top