ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

“ชัชชาติ” สั่งเร่งตั้งศูนย์ประสานงานเหตุเพลิงไหม้ จ่อดูใบอนุญาตและเส้นทางหนีไฟ

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารชื่อดังย่านลาดพร้าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ซึ่งทางด้าน ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่นิ่งนอนใจ รีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมกับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในทันที โดยเฉพาะเรื่องการตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือญาติผู้ประสบภัย และประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังจับตามองคือ “ชัชชาติ” สั่งเร่งตั้งศูนย์ประสานงานเหตุเพลิงไหม้ จ่อดูใบอนุญาตและเส้นทางหนีไฟ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดซ้ำรอยเดิม

“ชัชชาติ” สั่งเร่งตั้งศูนย์ประสานงานเหตุเพลิงไหม้ จ่อดูใบอนุญาตและเส้นทางหนีไฟ

การลงพื้นที่ของผู้ว่าฯ ชัชชาติในครั้งนี้ นอกจากเพื่อติดตามเหตุเพลิงไหม้แล้ว ท่านยังเน้นย้ำถึง 3 ภารกิจหลักที่ต้องทำทันที ได้แก่:

  • การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตและผู้ประสบเหตุ
  • การตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารอย่างละเอียด
  • การตรวจสอบเส้นทางหนีไฟว่ามีความถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมายกำหนดหรือไม่

เจาะลึกความคืบหน้า: ทำไม “ชัชชาติ” สั่งเร่งตั้งศูนย์ประสานงานเหตุเพลิงไหม้ จ่อดูใบอนุญาตและเส้นทางหนีไฟ

จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่เบื้องต้น พบว่าบริเวณจุดเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตไปออกันอยู่ที่บริเวณทางหนีไฟด้านซ้ายของร้าน ซึ่งคาดว่าอาจมีสิ่งกีดขวางอยู่ รวมถึงวัสดุตกแต่งร้านที่ทำให้เกิดควันหนาแน่นจนผู้ประสบเหตุขาดอากาศหายใจ นายชัชชาติได้ระบุว่า ทางสำนักงานเขตกำลังเร่งตรวจสอบใบอนุญาตว่ามีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ และเส้นทางหนีไฟมีป้ายบอกชัดเจนเพียงใด รวมถึงต้องเคลียร์สิ่งกีดขวางที่ถูกรายงานว่ามีการวางโต๊ะจำหน่ายสินค้าในจุดดังกล่าว

ในส่วนของสาเหตุการเกิดไฟไหม้นั้น กองพิสูจน์หลักฐานกำลังเร่งทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุด โดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายพร้อมทั้งดำเนินการตามกฎหมายหากพบว่ามีการละเลยในเรื่องความปลอดภัยของสถานประกอบการ

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการร้านอาหารและสถานบันเทิงทุกแห่งต้องนำไปทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบดับเพลิง สัญญาณเตือนภัย และที่สำคัญที่สุดคือทางหนีไฟที่ต้องพร้อมใช้งานเสมอและปราศจากสิ่งกีดขวาง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการตรวจสอบอย่างเข้มงวดของกทม. จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในการเลือกใช้บริการสถานที่ต่างๆ ในอนาคต

ที่มา – “ชัชชาติ” สั่งเร่งตั้งศูนย์ประสานงานเหตุเพลิงไหม้ จ่อดูใบอนุญาตและเส้นทางหนีไฟ

“ชัชชาติ” สั่งเร่งรื้อถอนแขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก-ถนนทรุดวงเวียนใหญ่ยังเฝ้าระวัง

“ชัชชาติ” สั่งเร่งรื้อถอนแขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก-ถนนทรุดวงเวียนใหญ่ยังเฝ้าระวัง

เป็นอีกหนึ่งวันที่ผู้ว่าฯ กทม. ทำงานหนักไม่หยุด สำหรับสถานการณ์ล่าสุดที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์สำคัญสองจุดในกรุงเทพฯ นั่นคือเหตุเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก และการติดตามความคืบหน้ากรณีถนนทรุดตัวย่านวงเวียนใหญ่อย่างใกล้ชิด ซึ่งนับเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ครับ

สำหรับ “ชัชชาติ” สั่งเร่งรื้อถอนแขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก-ถนนทรุดวงเวียนใหญ่ยังเฝ้าระวัง นั้น มีรายละเอียดที่ท่านผู้ว่าฯ เน้นย้ำคือความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยเหตุเครนหักเกิดจากลมแรงช่วงพายุเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา แม้จะโชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่การรื้อถอนต้องทำด้วยความระมัดระวังสูงสุดภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญครับ

ความคืบหน้าสถานการณ์และพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ

ในส่วนของกรณีถนนทรุดตัวที่วงเวียนใหญ่นั้น สถานการณ์ภาพรวมเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยืนยันว่าผลตรวจวัดการทรุดตัวยังคงที่ ประกอบกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอุโมงค์ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการในภาพรวมเรื่อง “ชัชชาติ” สั่งเร่งรื้อถอนแขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก-ถนนทรุดวงเวียนใหญ่ยังเฝ้าระวัง นี้ สิ่งที่ยังต้องกังวลคือผู้พักอาศัยอีก 7 รายที่ยังไม่ยอมย้ายออก ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งทำความเข้าใจเพื่อความปลอดภัยครับ

  • เร่งรื้อถอนเครนหักโดยใช้มาตรการทางวิศวกรรมที่ปลอดภัย
  • เฝ้าระวังการทรุดตัวของดินที่วงเวียนใหญ่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
  • ดูแลสวัสดิภาพของผู้พักอาศัยในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด
  • ประสานงานหน่วยงานการทางพิเศษฯ เพื่อจัดการจราจรในช่วงการทำงาน

ในมุมมองของผม การที่ กทม. ออกมาตั้งรับและจัดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบเช่นนี้ ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับชาวกรุงเทพฯ ได้มากครับ คงต้องขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เมืองของเรากลับมาเป็นปกติและปลอดภัยที่สุดครับ สำหรับใครที่อยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว อย่าลืมเช็คเส้นทางจราจรให้ดีก่อนเดินทางนะครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” สั่งเร่งรื้อถอนแขนเครนก่อสร้างคอนโดมิเนียมหัก-ถนนทรุดวงเวียนใหญ่ยังเฝ้าระวัง

กทม. ลุยโมเดลเปลี่ยนหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่

เชื่อไหมครับว่า พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยกองขยะและส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนมานานกว่า 30 ปี กำลังจะกลายเป็นปอดแห่งใหม่ของคนกรุงแล้ว! ล่าสุด กทม. ได้ประกาศเดินหน้าโครงการใหญ่ เพื่อเร่งปรับโฉมศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ใครเห็นก็ต้องทึ่ง โดยมีชื่อเรียกโครงการที่น่าสนใจว่า กทม. ลุยโมเดลเปลี่ยนหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

กทม. ลุยโมเดลเปลี่ยนหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่

ถ้าใครเคยผ่านไปย่านอ่อนนุช 86 อาจจะพอทราบว่าพื้นที่กว่า 580 ไร่นี้เคยเป็นจุดรวมขยะขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ แต่วันนี้เมื่อท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจงาน เราจะเห็นภาพที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้กว่า 48,000 ต้นถูกปลูกลงบนดินที่เคยเต็มไปด้วยขยะจนกลายเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่แห่งนี้กำลังถูกพัฒนาให้เป็น Green Eco Park ที่ไม่เพียงแค่ช่วยกรองอากาศให้กับคนกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นที่อยู่อาศัยของนกและสัตว์เล็กๆ อีกด้วย

ก้าวต่อไปสู่ศูนย์กำจัดขยะที่ยั่งยืน

นอกจากเรื่องต้นไม้แล้ว หลายคนคงกังวลเรื่องกลิ่นเหม็นใช่ไหมครับ? ข่าวดีคือ กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีแผนชัดเจนในการควบคุมปัญหาดังกล่าว ดังนี้:

  • การรอให้สัญญาโรงหมักปุ๋ยระบบเก่าสิ้นสุดลงภายในปี 2569-2570
  • การยกระดับสถานีขนถ่ายขยะให้เป็นระบบปิด 100%
  • การนำเทคโนโลยี e-Nose มาตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์เพื่อให้มั่นใจว่ากลิ่นจะไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • เปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดกลิ่นผ่านออนไลน์เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้ทันที

การดำเนินงานของ กทม. ลุยโมเดลเปลี่ยนหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นพื้นที่ทางมลพิษ แต่ถ้ามีการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีและความตั้งใจจริง เราก็สามารถเปลี่ยนหลุมขยะให้กลายเป็นสมบัติของเมืองได้ครับ

ในอนาคต พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่สวนป่าธรรมดา แต่จะมีการทำเส้นทางวิ่งเทรลและเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ ถือเป็นโมเดลที่น่าชื่นชมและอยากให้ขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อลดปัญหาความร้อนและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้พวกเราทุกคน

แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการเปลี่ยนหลุมขยะให้เป็นป่าในเมืองแบบนี้ จะช่วยให้กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นมากแค่ไหน? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยนะ!

ที่มา – กทม. ลุยโมเดลเปลี่ยนหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่

“วิโรจน์” ขอปฏิเสธรับตำแหน่ง เผยผู้ว่าฯ กทม. เชิญเป็นคณะผู้ทรงคุณวุฒิ

“วิโรจน์” ขอปฏิเสธรับตำแหน่ง เผยผู้ว่าฯ กทม. เชิญเป็นคณะผู้ทรงคุณวุฒิ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ “วิโรจน์” ขอปฏิเสธรับตำแหน่ง ที่ทางผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้เกียรติเชิญมาเป็นคณะผู้ทรงคุณวุฒิ แม้จะเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติ แต่เจ้าตัวก็ได้ออกมาแจกแจงเหตุผลผ่านโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาว่าทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจที่น่าจับตามอง

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าทีมบริหาร กทม. ของพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อขอบคุณผู้ว่าฯ กทม. ที่หยิบยื่นโอกาสนี้ให้ โดยเหตุผลสำคัญที่ “วิโรจน์” ขอปฏิเสธรับตำแหน่ง ในครั้งนี้ คือความต้องการมุ่งเน้นไปที่งานสนับสนุนภารกิจของสภากรุงเทพมหานครเป็นหลัก เพื่อสร้างกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาให้มีความเข้มแข็งและสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การกระทำนี้เป็นการแบ่งขั้วหรือปฏิเสธความร่วมมือหรือไม่ ซึ่งนายวิโรจน์ได้ย้ำชัดว่าไม่ใช่เแบบนั้น เพราะแม้จะปฏิเสธตำแหน่ง แต่เขายังคงเปิดกว้างและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในด้านอื่นๆ อยู่เสมอ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • พร้อมเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาให้คนกรุง: หากหน่วยงานไหนเห็นว่าประสบการณ์ของเขาเป็นประโยชน์ เขายินดีให้ข้อมูลเสมอ
  • เน้นการทำงานเพื่อประชาชน: เป้าหมายหลักคือการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน
  • ยึดมั่นในวิถีประชาธิปไตย: การตรวจสอบคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมือง

การตัดสินใจที่ “วิโรจน์” ขอปฏิเสธรับตำแหน่ง ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนในการทำงานการเมืองที่ชัดเจนว่า แม้จะไม่รับตำแหน่งในคณะกรรมการของฝ่ายบริหาร แต่ในฐานะของทีมที่มุ่งเน้นการตรวจสอบสภาก็ถือเป็นหน้าที่สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ทุกนโยบายของกรุงเทพมหานครสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะนั่งอยู่ในตำแหน่งไหน แต่มันคือการทำหน้าที่ในบทบาทของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นความร่วมมือที่สร้างสรรค์ระหว่างฝ่ายต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ต่อไปครับ

ที่มา – “วิโรจน์” ขอปฏิเสธรับตำแหน่ง เผยผู้ว่าฯ กทม. เชิญเป็นคณะผู้ทรงคุณวุฒิ

“ชัชชาติ” แบ่งงาน 4 รองผู้ว่าฯ กทม. หวังทำงานต่อเนื่อง คล่องตัว

เชื่อว่าพี่น้องชาวกรุงเทพฯ หลายคนคงอยากทราบความเคลื่อนไหวล่าสุดจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้มีการประกาศปรับโครงสร้างการบริหารงานครั้งสำคัญ โดยการ“ชัชชาติ” แบ่งงาน 4 รองผู้ว่าฯ กทม. หวังทำงานต่อเนื่อง คล่องตัว เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ

“ชัชชาติ” แบ่งงาน 4 รองผู้ว่าฯ กทม. หวังทำงานต่อเนื่อง คล่องตัว

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างในครั้งนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่เน้นการดึงศักยภาพของรองผู้ว่าฯ ทั้ง 4 ท่านมาใช้อย่างเต็มที่ โดยเน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้งานในแต่ละสำนักเดินหน้าไปได้อย่างไม่มีสะดุด การที่ “ชัชชาติ” แบ่งงาน 4 รองผู้ว่าฯ กทม. หวังทำงานต่อเนื่อง คล่องตัว ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้การตัดสินใจในระดับนโยบายมีความชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความฉับไวในการดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านในระดับเขตอีกด้วย

รายละเอียดการมอบหมายหน้าที่รองผู้ว่าฯ กทม.

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าใครดูแลส่วนไหนบ้าง เรามาไล่เรียงกันดูครับว่าแต่ละท่านได้รับผิดชอบภารกิจสำคัญอะไรบ้าง:

  • นายวิศณุ ทรัพย์สมพล: รับผิดชอบงานสายโยธา ระบายน้ำ จราจร และการคลัง เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง
  • นางสาวทวิดา กมลเวชช: ดูแลงานด้านยุทธศาสตร์ การแพทย์ การป้องกันภัย และงานบริหารคน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับคนเมือง
  • นายศานนท์ หวังสร้างบุญ: รับผิดชอบงานด้านการศึกษา พัฒนาสังคม วัฒนธรรม และดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมสมัยใหม่
  • นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์: ดูแลงานด้านสิ่งแวดล้อม เทศกิจ และงานสนับสนุนผู้ว่าฯ เพื่อให้กทม. สะอาดและน่าอยู่

คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการจัดระเบียบองค์กรให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยท่านผู้ว่าฯ ยังคงกำกับดูแลภาพรวมสำคัญและงานที่มีผลกระทบในวงกว้าง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีช่องว่างในการบริหารงาน

ส่วนตัวผมมองว่า การจัดสรรหน้าที่ให้ชัดเจนตามความถนัดของแต่ละท่านเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ที่มีปัญหาซับซ้อน การแบ่งงานสไตล์มืออาชีพเช่นนี้จะช่วยให้ปัญหาที่ค้างคาได้รับการแก้ไขได้ตรงจุดยิ่งขึ้น เราในฐานะคนกรุงก็มีหน้าที่คอยติดตามและเป็นกำลังใจให้ทีมงานทุกคนทำงานเพื่อเมืองของเราต่อไปครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” แบ่งงาน 4 รองผู้ว่าฯ กทม. หวังทำงานต่อเนื่อง คล่องตัว

น้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้า ผู้ว่าฯ กทม. สั่งอพยพด่วน

สถานการณ์ล่าสุดในวันนี้ ประชาชนในย่านวงเวียนใหญ่ต้องเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดเหตุน้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้า ผู้ว่าฯ กทม. สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 30 เมตร หลังพบถนนทรุดเพิ่ม ซึ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่ากังวลและสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้อาศัยในบริเวณดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่ดินรอบโครงการก่อสร้างเริ่มมีการทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องจนส่งผลกระทบต่ออาคารข้างเคียง

มาตรการรับมือเมื่อเกิดน้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้า ผู้ว่าฯ กทม. สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 30 เมตร หลังพบถนนทรุดเพิ่ม

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายด้วยตนเอง พร้อมสั่งการให้ทีมวิศวกรเร่งควบคุมสถานการณ์โดยด่วน สำหรับมาตรการหลักที่ทางกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการทันทีคือการปิดถนนประชาธิปกตั้งแต่แยกบ้านแขกถึงวงเวียนใหญ่ เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนที่อาจส่งผลให้อาคารที่เปราะบางเกิดการทรุดตัวหรือถล่มลงมาได้ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเครื่องมือวัดการทรุดตัวตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

สาเหตุและผลกระทบจากเหตุการณ์ น้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้า ผู้ว่าฯ กทม. สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 30 เมตร หลังพบถนนทรุดเพิ่ม

จากการตรวจสอบพบว่าจุดที่เกิดเหตุเป็นจุดที่ต่ำที่สุดของโครงการก่อสร้าง จึงทำหน้าที่เสมือนจุดรับน้ำที่ไหลเข้าสู่อุโมงค์ ส่งผลให้ดินรอบนอกสูญเสียความมั่นคงและทรุดตัวลงมา การอพยพประชาชนกว่า 60 ชีวิตออกจากอาคารใกล้เคียงจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด ทางทีมงานขอแนะนำให้ผู้ที่อาศัยอยู่หรือสัญจรผ่านบริเวณนี้โปรดปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ดังนี้:

  • ปฏิบัติตามเส้นทางเลี่ยงจราจรที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้
  • หากอยู่ในรัศมีที่ได้รับคำสั่งแจ้งเตือนจาก กทม. ให้รีบขนย้ายสิ่งของจำเป็นและออกจากพื้นที่ทันที
  • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ก่อสร้างและบริเวณที่มีการติดป้ายเตือนภัย
  • ติดตามข่าวสารอัปเดตจากช่องทางหลักของทางกรุงเทพมหานครอย่างสม่ำเสมอ

ในฐานะของผู้สังเกตการณ์ เรามองว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนเสมอ การระงับเหตุอย่างรวดเร็วของหน่วยงานรัฐเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ในระยะยาวโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันเชิงรุกที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในพื้นที่ซ้ำสอง การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมและได้มาตรฐานจึงเป็นเรื่องที่ผู้รับเหมาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญสูงสุดครับ

ที่มา – น้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้า ผู้ว่าฯ กทม. สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 30 เมตร หลังพบถนนทรุดเพิ่ม

“ชัชชาติ” สั่งแก้ 4 เรื่องเร่งด่วน ขีดเส้น 7 วัน สอบ 17 โครงการส่อทุจริต

“ชัชชาติ” สั่งแก้ 4 เรื่องเร่งด่วน ขีดเส้น 7 วัน สอบ 17 โครงการส่อทุจริต

ก้าวแรกของการทำงานในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง โดยล่าสุดคุณชัชชาติได้เรียกประชุมด่วนเพื่อกำหนดทิศทางการทำงาน เน้นย้ำนโยบาย 4 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขทันที เพื่อคืนความสุขและสร้างความปลอดภัยให้กับคนกรุงเทพฯ พร้อมประกาศก้องว่า “ชัชชาติ” สั่งแก้ 4 เรื่องเร่งด่วน ขีดเส้น 7 วัน สอบ 17 โครงการส่อทุจริต เพื่อให้ทุกโครงการมีความโปร่งใสตรวจสอบได้

ประเด็นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานครั้งนี้ ได้แก่:

  • การจัดการธุรกิจต่างชาติและทุนสีเทาที่ผิดกฎหมาย
  • ความปลอดภัยของอาคารเก่าทั่วกรุงเทพฯ
  • การจัดการปัญหากลิ่นเหม็นจากโรงขยะอ่อนนุช
  • การเร่งตรวจสอบโครงการที่ส่อแววทุจริต

เจาะลึก 4 นโยบายเร่งด่วนหลัง “ชัชชาติ” สั่งแก้ 4 เรื่องเร่งด่วน ขีดเส้น 7 วัน สอบ 17 โครงการส่อทุจริต

สำหรับประเด็นการตรวจสอบธุรกิจต่างชาติและแรงงานต่างด้าวนั้น คุณชัชชาติกำชับให้ทุกเขตเอ็กซเรย์พื้นที่อย่างละเอียด หากพบการประกอบกิจการผิดกฎหมาย หรือการใช้ตัวแทนอำพราง ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ถัดมาคือเรื่องความปลอดภัยของอาคารเก่า ซึ่งกทม. ได้เร่งสำรวจอาคารที่มีอายุการใช้งานเกิน 50 ปี กว่า 65,000 แห่ง เพื่อป้องกันเหตุตึกถล่มซ้ำรอย นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการกำกับดูแลพื้นที่ก่อสร้างต่างๆ ให้มีความปลอดภัยต่อประชาชนมากที่สุด

ในส่วนของโรงขยะอ่อนนุช ได้มีการนำระบบ E-Nose มาใช้ตรวจสอบกลิ่นแบบเรียลไทม์ พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อความโปร่งใสสูงสุด และข้อที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษคือการปราบปรามการทุจริต โดย “ชัชชาติ” สั่งแก้ 4 เรื่องเร่งด่วน ขีดเส้น 7 วัน สอบ 17 โครงการส่อทุจริต โดยมอบหมายให้ปลัดกทม. ติดตามผลอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติ ต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ทันที เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในการบริหารงานของกรุงเทพมหานครอีกครั้ง

การลงมือทำทันทีโดยไม่รอช้าถือเป็นสัญญาณที่ดีของชาวกรุงเทพมหานคร เชื่อว่าหากสามารถติดตามผลได้ตามกรอบเวลาที่วางไว้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดช่องว่างของการคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผลลัพธ์ในอีก 100 วันข้างหน้า จะนำพาการเปลี่ยนแปลงมาสู่เมืองหลวงของเราได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “ชัชชาติ” สั่งแก้ 4 เรื่องเร่งด่วน ขีดเส้น 7 วัน สอบ 17 โครงการส่อทุจริต

“ชัชชาติ” ดึง “จักกพันธุ์” หวังล้างอาถรรพ์เทอมสอง

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการขยับหมากครั้งสำคัญของ “ชัชชาติ” ผู้ว่าฯ กทม. ที่ล่าสุดได้ออกมาแจงเหตุผลการปรับทัพที่ปรึกษาโดยการ “ชัชชาติ” ดึง “จักกพันธุ์” แทน “ต่อศักดิ์” ซึ่งงานนี้เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นสิ่งที่คิดมานานแล้ว เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บด้านการทำงบประมาณและความโปร่งใสครับ

“ชัชชาติ” ดึง “จักกพันธุ์” แทน “ต่อศักดิ์” หวังล้างอาถรรพ์อยู่ครบเทอมสมัยที่2

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก กทม. ภายใต้การนำของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องงานเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่ความมั่นใจเรื่องการบริหารงบประมาณถือเป็นหัวใจสำคัญ การนำคุณจักกพันธุ์เข้ามาเสริมทีมจึงเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับภาคส่วนต่างๆ ว่า กทม. จะขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พิสูจน์ให้เห็นว่าระบอบอากงไม่มีจริง

ท่ามกลางข้อครหาเรื่อง “ระบอบอากง” ที่ถูกพูดถึงในแวดวงการเมือง ทางผู้ว่าฯ ชัชชาติได้ย้ำชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริง และการกระทำของท่านคือคำตอบที่ดีที่สุด ท่านยังกล่าวด้วยว่า เป้าหมายสูงสุดคือการพิสูจน์ตนเองผ่านผลงาน โดยมีคุณจักกพันธุ์เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการประสานงานด้านงบประมาณที่ซับซ้อนให้ลงตัวขึ้น

เป้าหมายกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่ระดับโลก

สำหรับแนวทางการทำงานในอีก 4 ปีข้างหน้า นายชัชชาติได้วางหมุดหมายไว้ชัดเจนว่า:

  • เร่งแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจฐานบนและฐานราก
  • นำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมและลดการทุจริต
  • ผลักดันเรื่องผังเมืองให้เสร็จสมบูรณ์ภายในต้นปีหน้า
  • เพิ่มประสิทธิภาพการเจรจารถไฟฟ้าสายสีเขียวเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

“ชัชชาติ” ดึง “จักกพันธุ์” แทน “ต่อศักดิ์” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการปรับจูนทีมงานให้สอดรับกับความคาดหวังของคนกรุงเทพฯ ในยุคสมัยที่การตรวจสอบมีความเข้มข้นขึ้น ผู้ว่าฯ ยืนยันหนักแน่นว่าจะทำงานด้วยความโปร่งใสและไม่มียอมให้มีการซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด

ในส่วนของอาถรรพ์ผู้ว่าฯ สมัยที่สองที่หลายคนกังวล นายชัชชาติมองว่าเป็นเรื่องของอนาคต แต่ขอโฟกัสที่การทำหน้าที่ในวันนี้ให้ดีที่สุด การล้างอาถรรพ์ด้วยผลงานที่จับต้องได้และตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพี่น้องชาว กทม. คือคำตอบที่ท่านเลือกใช้

หวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นสัญญาณที่ดีของกรุงเทพมหานคร เชื่อว่าหากทีมผู้บริหารร่วมมือกันอย่างจริงจังตามที่ได้วางแผนไว้ กทม. จะต้องเป็นเมืองที่น่าอยู่และมีเสน่ห์มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ชัชชาติ”แจงคิดมานานแล้ว ดึง “จักกพันธุ์” แทน “ต่อศักดิ์” หวังล้างอาถรรพ์อยู่ครบเทอมสมัยที่2

ชัชชาติ – สก. รับหนังสือรับรองลุยแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน

เรียกได้ว่าได้รับความสนใจจากชาวกรุงเทพฯ อย่างล้นหลาม เมื่อ ชัชชาติ – สก. รับหนังสือรับรองลุยแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมด้วยสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ได้เดินทางไปรับหนังสือรับรองจาก กกต. เพื่อเตรียมตัวเดินหน้าบริหารงานกทม. ทันที

ความพร้อมหลัง ชัชชาติ – สก. รับหนังสือรับรองลุยแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน

ทันทีที่ได้รับหนังสือรับรอง นายชัชชาติได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะทำงานรับใช้ประชาชน โดยได้มีการสั่งการให้กางแผนยุทธศาสตร์ 261 โครงการออกมาดูทันที เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายที่ให้ไว้กับคนกรุง ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่าง ชัชชาติ – สก. รับหนังสือรับรองลุยแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูปเมือง

ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข

นายชัชชาติระบุว่ามีหลายเรื่องที่ต้องติดตามทบทวน โดยเฉพาะปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ได้แก่:

  • ปัญหาน้ำท่วมขังและอุโมงค์ระบายน้ำ
  • วิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กทม.
  • การตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการต่างๆ
  • โครงสร้างพื้นฐานและตึกแถวเก่าแก่ในเขตเมือง

นอกจากนี้ ยังมีการเรียกประชุมผู้บริหารกทม. เพื่อทบทวนโครงการค้างท่อและปัญหาในช่วงสูญญากาศ เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการพัฒนาเมือง โดยเน้นแนวทางโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับฟังความเห็นจาก สก. ทุกเขต เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับทีมผู้บริหารชุดใหม่ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและแผนงานที่ชัดเจน เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน มาร่วมติดตามกันว่าภายในระยะเวลา 100 วันแรก กทม. จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง

ที่มา – “ชัชชาติ – สก.” รับหนังสือรับรองลั่นพร้อมลุยงานทันที สั่งกางแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน 261 โครงการ

Scroll to top