ชายแดนไทยกัมพูชา

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน: สถานการณ์ตึงเครียด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด ล่าสุดกัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดนกว่า 250 ครัวเรือนออกจากพื้นที่ที่มีข้อพิพาทกับไทย หลังเกิดเหตุยิงปะทะรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ไล โสวันนาริธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย เปิดเผยว่า ชาวบ้านราว 250 ครอบครัวจากหมู่บ้านเปรยจัน ถูกเคลื่อนย้ายไปยังวัดพุทธที่อยู่ลึกเข้าไปในประเทศประมาณ 30 กิโลเมตร การอพยพเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของชาวบ้าน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดปะทะบ่อยครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวบ้านหวาดกลัวและต้องการความช่วยเหลือ

หมู่บ้านเปรยจันเคยเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างชาวกัมพูชากับเจ้าหน้าที่ไทยเมื่อเดือนกันยายน แม้ครั้งนั้นจะไม่มีผู้เสียชีวิต แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดวิตกให้กับชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนเป็นอย่างมาก ชาวบ้านหลายคนแสดงความกังวลเกี่ยวกับอนาคตและความเป็นอยู่ของตนเองในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้

เหตุการณ์กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดนครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากชายชาวกัมพูชาชื่อ ดาย นาย ถูกยิงเสียชีวิตใกล้หมู่บ้านเปรยจัน และชาวบ้านอีก 3 คนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีเสียงปืนดังขึ้นใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้เริ่มยิงก่อน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้เพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่ให้สูงขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ทหารไทยนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนแนวชายแดน ฝ่ายไทยกล่าวหาว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เพิ่งลงนามเมื่อเดือนก่อน และได้ประกาศระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว การกล่าวหาและการตอบโต้ระหว่างสองฝ่ายทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและยากต่อการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม กัมพูชาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทย และเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนเหตุยิงปะทะ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว การเรียกร้องดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความต้องการของกัมพูชาที่จะหาทางออกที่เป็นกลางและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้นำคณะผู้สังเกตการณ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากอาเซียน ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์หยุดยิง ในขณะที่ฝั่งไทยได้ออกมาแถลงตอบโต้ โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกไทย กล่าวว่า ข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มยิงหรือยั่วยุนั้นไม่เป็นความจริง และกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชายิงจากพื้นที่ชุมชนและใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งขัดต่อหลักมนุษยธรรม

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา กล่าวหาว่าฝ่ายไทยแสดงพฤติกรรมยั่วยุซ้ำหลายวันเพื่อหวังให้เกิดการเผชิญหน้า แต่ยืนยันว่ากัมพูชายังคงพร้อมที่จะรักษาข้อตกลงหยุดยิง

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางและความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีและการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ผลกระทบจากกัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน

การอพยพของชาวบ้านส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ชาวบ้านต้องทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สินเพื่อความปลอดภัย และต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต การช่วยเหลือและสนับสนุนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี การเจรจาและการสร้างความเข้าใจระหว่างสองฝ่ายเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การดำเนินการใดๆ ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน หลังความตึงเครียดกับไทยพุ่งสูง

กองกำลังบูรพา กวาดล้างทุ่นระเบิด คืนความปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา ยังคงเดินหน้าภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการกวาดล้างทุ่นระเบิด และคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยสงครามในอดีต การดำเนินงานครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 (ฉก.12) ภายใต้การปฏิบัติของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 ร่วมกับกองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเข้มข้นในพื้นที่อันตรายที่ต้องสงสัย บริเวณบ้านหนองจาน พื้นที่ C อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การปฏิบัติการนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

กองกำลังบูรพา เร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด

ผลการปฏิบัติงานประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 มีรายละเอียดดังนี้:

  • พื้นที่ปฏิบัติงานประจำวัน: 968 ตารางเมตร
  • พื้นที่ปฏิบัติงานสะสม: 2,453 ตารางเมตร จากพื้นที่ทั้งหมด 288,457 ตารางเมตร คิดเป็นความคืบหน้า 0.85%

ในวันดังกล่าว หน่วยชุดตรวจค้นสามารถดำเนินงานได้เต็มพื้นที่ที่กำหนดไว้ ในขณะที่ชุดเครื่องจักรได้ใช้รถ BearCat สนับสนุนภารกิจในการตัดและกำจัดวัชพืช เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจค้นทุ่นระเบิด ผลการปฏิบัติงานในวันนั้นไม่พบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด

ผลการดำเนินงานของกองกำลังบูรพา ในการกวาดล้างทุ่นระเบิด

นับตั้งแต่เริ่มภารกิจจนถึงปัจจุบัน หน่วยฯ ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดแล้วรวม 7 ทุ่น แยกเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN จำนวน 5 ทุ่น, POMZ-2 จำนวน 1 ทุ่น, PMD-6M จำนวน 1 ทุ่น และไม่พบทุ่นระเบิดดักรถถังในพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และความจำเป็นในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

ภารกิจกวาดล้างทุ่นระเบิดของกองกำลังบูรพา ไม่ได้เป็นเพียงการกำจัดวัตถุอันตรายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับพวกเขาสามารถทำให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข สามารถทำการเกษตรได้อย่างไม่ต้องกังวล และเด็กๆ สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องหวาดกลัว

การดำเนินงานของกองกำลังบูรพา ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องในการฟื้นฟูความปลอดภัยให้กับชุมชนชายแดน และคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชนในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การกวาดล้างทุ่นระเบิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ความอดทน และความเชี่ยวชาญ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

นอกจากการกวาดล้างทุ่นระเบิดแล้ว กองทัพยังได้ดำเนินโครงการอื่นๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น การสร้างถนน การพัฒนาแหล่งน้ำ และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตนเองได้

การทำงานอย่างหนักและเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านี้คือผู้ปิดทองหลังพระที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสร้างความปลอดภัยและความสุขให้กับประชาชน

แม้ว่าการกวาดล้างทุ่นระเบิดจะเป็นงานที่ยากลำบากและอันตราย แต่กองกำลังบูรพา ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และมีอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า

ที่มา – “กองกำลังบูรพา” เดินหน้ากวาดล้างทุ่นระเบิดต่อเนื่อง คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชน

อนุทินแจ้ง “อันวาร์-ทรัมป์” กัมพูชาบ่อนทำลายชายแดน

นายกฯอนุทิน ทำหนังสือถึง “อันวาร์ – ทรัมป์” ยืนยัน “กัมพูชา” จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน เตรียมนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงพรุ่งนี้

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 13 พ.ย. 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) ภายหลังเหตุปะทะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือประท้วงกัมพูชาอย่างเป็นทางการ นอกเหนือจากหนังสือประท้วงที่กัมพูชาลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดก่อนหน้านี้ และจะมีหนังสือเวียนเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังคณะทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยด้วย

ทำหนังสือแจ้ง  “อันวาร์ – ทรัมป์” 

จากเหตุลอบวางระเบิด ไทยได้มีหนังสือประท้วงกัมพูชา ไปยัง ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประธานประชุมอนุภาคีรัฐสัญญาฯแล้ว ขอให้เวียนหนังสือดังกล่าวให้รัฐภาคีอนุสัญญาทราบ พร้อมทั้งทำหนังสือรายงานไปยังองค์การสหประชาชาติแล้ว นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีของไทยยังได้มีหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาถึงเรื่องนี้แล้ว โดยวันพรุ่งนี้ 14 พ.ย. ฝ่ายไทยจะจัดให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 2 พื้นที่ คือ ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ และบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว

ไม่มีเหตุผลที่ไทยจะละเมิดข้อตกลง

นายนิกรเดช ระบุด้วยว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงมาโดยตลอด โดยเฉพาะ 4 เรื่องมีความคืบหน้า ไม่มีเหตุผลที่ไทยจะเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง ในทางกลับกัน กัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์ ให้ข้อมูลเท็จ พยายามให้โลกเห็นว่ากัมพูชาเป็นเหยื่อ สะท้อนให้เห็นความไม่จริงใจที่จะบรรลุสู่สันติภาพ หรือมีวาระแอบแฝง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง

ซัด กัมพูชา ตั้งใจจัดฉาก

เมื่อพิจารณาจากหลักฐานและคำกล่าวอ้างของกัมพูชา ฝ่ายไทยเห็นว่า ฝ่ายกัมพูชามีการจัดฉาก โดยมีการไตร่ตรองไว้ก่อน การยั่วยุให้เกิดการปะทะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เกิดขึ้นเพียงสองวันหลังจากทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย การกระทำเช่นนี้ ขาดความรับผิดชอบ และน่าผิดหวังอย่างยิ่ง แทนที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ กัมพูชากลับดำเนินการเพิ่มความตึงเครียด บ่อนทำลายความมั่นคงตามแนวชายแดนและความสัมพันธ์ทวิภาคี และเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนและภูมิภาคโดยรวม กัมพูชาได้กลับมาใช้สงครามข่าวสาร เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตัวเอง สร้างข่าวเท็จ เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน สร้างภาพความเป็นเหยื่อ

เชื่อความจริงชนะทุกอย่าง

ขอยืนยันประเทศไทยดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ สื่อมวลชนที่เสรี และสังคมเปิดกว้าง และเชื่ออย่างยิ่งว่า ความจริงจะชนะทุกอย่าง ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลและหน่วยงานของไทยทุกฝ่ายจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อรักษาอธิปไตยแห่งดินแดน และความปลอดภัยของชาวไทยซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดตลอด และขอเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยุติการยั่วยุในทุกรูปแบบ และแสดงความจริงใจแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้สันติภาพกลับมาอีกครั้ง

นายกฯอนุทิน ทำหนังสือถึง “อันวาร์ – ทรัมป์” ยืนยัน “กัมพูชา” จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดนายกรัฐมนตรีอนุทินได้ทำหนังสือถึงผู้นำระดับโลกเพื่อยืนยันว่า กัมพูชา จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงในภูมิภาค

ข้อกล่าวหาที่ว่า กัมพูชา จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน นั้นรุนแรงและต้องการหลักฐานที่ชัดเจน การที่รัฐบาลไทยตัดสินใจส่งหนังสือถึงผู้นำต่างประเทศแสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อหาความจริงและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

เหตุใดต้องมีการยืนยันว่า กัมพูชา จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน?

การที่ประเทศไทยต้องออกมาดำเนินการในลักษณะนี้บ่งชี้ว่าสถานการณ์ชายแดนมีความตึงเครียดอย่างมาก การกล่าวหาว่า กัมพูชา จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

การที่นายกฯอนุทินตัดสินใจทำหนังสือถึงผู้นำต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และต้องการให้ประชาคมโลกได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น

ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างรอบคอบ การที่ประเทศไทยแสดงท่าทีที่ชัดเจนและดำเนินการอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตามการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

การดำเนินการของรัฐบาลไทยในครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความจริงจะปรากฏและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในที่สุด

ที่มา – นายกฯอนุทิน ทำหนังสือถึง “อันวาร์ – ทรัมป์” ยืนยัน “กัมพูชา” จัดฉากบ่อนทำลายความมั่นคงชายแดน

ไทยโต้! **โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอม**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด ล่าสุดรัฐบาลไทยออกมาตอบโต้กัมพูชาอย่างหนัก หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ทหารเหยียบทุ่นระเบิด และการยิงปะทะบริเวณชายแดน โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาของกัมพูชาเป็นข้อมูลเท็จและไม่มีหลักฐานสนับสนุน

**โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอมบิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์**

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงย้ำว่าการกระทำของกัมพูชาเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยข่าวเท็จอย่างต่อเนื่องเพื่อใส่ร้ายประเทศไทย

“ฝ่ายกัมพูชาพยายามใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ปล่อยข่าวเท็จซ้ำๆ เพื่อกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเป็นฝ่ายวางทุ่นระเบิดเอง ซึ่งไม่เป็นความจริง” โฆษกรัฐบาลกล่าว

โฆษกรัฐบาลยังกล่าวถึงกรณีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่พบในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่กองทัพกัมพูชาใช้ และมีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการนำมาวางใหม่ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการตัดลวดหนาม ซึ่งสอดคล้องกับการลักลอบเข้ามาในเขตไทยของทหารกัมพูชา การกล่าวหาว่าไทยวางทุ่นระเบิดเองจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น

ข้อมูลจากกองทัพบก กรณี**โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอม**

โฆษกกองทัพบกได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทยก่อน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองและปกป้องประชาชน ทิศทางการยิงของฝ่ายไทยไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือน การที่กัมพูชาอ้างว่าพลเรือนได้รับผลกระทบ แสดงให้เห็นว่ากัมพูชากำลังใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ และนำกำลังทหารเข้าไปปะปนกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่อันตรายและขาดความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลยังได้ชี้แจงถึงกรณีภาพที่กัมพูชานำไปบิดเบือนว่าเป็น “ศพเชลยศึกที่ถูกส่งคืน” ว่า แท้จริงแล้วเป็นประชาชนกัมพูชาที่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวในโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และไทยได้อำนวยความสะดวกในการส่งศพกลับประเทศตามหลักมนุษยธรรม แต่กลับถูกกัมพูชานำไปใช้สร้างข่าวปลอมอย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

รัฐบาลไทยยืนยันว่าได้ดำเนินการทางการทูตและการทหารอย่างโปร่งใส โดยได้ประท้วงผ่านรัฐบาลญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นประธานอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิด) และส่งหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ รัฐบาลไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในจุดเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข่าวปลอมมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น รัฐบาลไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูล และร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี การตัดสินใจที่จะนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงถือเป็นก้าวที่สำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแสวงหาความจริงและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม! ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลและส่งต่อเฉพาะข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจผิดในสังคม นี่คือสิ่งที่เราทำได้เพื่อช่วยให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศของเรา

ที่มา – โฆษกรัฐบาลโต้กัมพูชาแพร่ข่าวปลอมบิดเบือนข้อเท็จจริง-สร้างสถานการณ์

ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

กระทรวงการต่างประเทศของไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชา ซ้ำซาก การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

วันที่ 13 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่ข้อความประณามการกระทำของกัมพูชา ที่ละเมิดการปฏิบัติตามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชา (Joint Declaration) ซ้ำ โดยระบุว่า

1. เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 กัมพูชาได้ละเมิดการปฏิบัติตามถ้อยแถลง (Joint Declaration) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ด้วยการลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ในเขตแดนไทยที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จนเป็นเหตุให้หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร

2. เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งที่ในเวลาเพียงสองวันต่อมา ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิด Joint Declaration อีกครั้ง ด้วยการสร้างสถานการณ์ยั่วยุ โดยยิงปืนเข้ามาฝั่งไทยบริเวณชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ทำให้ทหารไทยต้องดำเนินการตอบโต้ เพื่อปกป้องอธิปไตยและป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นไปตามกฎการใช้กำลังและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

3. ประเทศไทยขอประณามเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ข้างต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการละเมิด Joint Declaration แล้ว การลอบวางทุ่นระเบิดเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ที่กัมพูชาเป็นรัฐภาคี ซึ่งไทยได้มีหนังสือประท้วงต่อกัมพูชาไปยังญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ และได้ขอให้เวียนหนังสือดังกล่าวให้รัฐภาคีอนุสัญญาฯ ทราบแล้ว พร้อมทั้งมีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติในเรื่องนี้ด้วย ในขณะที่เหตุการณ์ปะทะกันที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย

4. ประเทศไทยเคารพและดำเนินการต่าง ๆ ตามกฎหมายระหว่างประเทศและกติกาสากล และเป็นไปด้วยความโปร่งใส โดยจัดให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตาม Joint Declaration มาโดยตลอด เพราะเห็นว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและปูทางไปสู่สันติภาพที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งประสงค์ แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเป็นผู้ละเมิด Joint Declaration และพยายามสร้างสถานการณ์และข้อมูลเท็จ การกระทำเช่นนี้สะท้อนถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชาที่จะบรรลุสันติภาพร่วมกัน

5. ประเทศไทยขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทั้งสอง และขอเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ ตรวจสอบเหตุการณ์ข้างต้นอย่างโปร่งใส ยุติการกระทำยั่วยุ และหันกลับสู่เส้นทางแห่งสันติภาพ เพื่อลดความตึงเครียดและมิให้เกิดความสูญเสียในอนาคต

ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

ทำไมไทยถึงประณามกัมพูชาเรื่องนี้?

การที่ประเทศไทยออกมาประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง เป็นผลมาจากการกระทำหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงและความไว้ใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตแดนไทยไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย การยิงปืนยั่วยุตามแนวชายแดนยิ่งเป็นการเพิ่มความตึงเครียดและอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ประเทศไทยมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการละเมิด “Joint Declaration” ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มุ่งหวังที่จะสร้างสันติภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ การที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ไทยต้องออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การลอบวางทุ่นระเบิดยังเป็นการละเมิด “อนุสัญญาออตตาวา” ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี การที่กัมพูชาซึ่งเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว กลับกระทำการที่ขัดต่อพันธกรณีของตนเอง ทำให้ไทยต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การประณามอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของไทยต่อการกระทำของกัมพูชา ความสัมพันธ์ที่เคยราบรื่นอาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากยิ่งขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังคงต้องหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกัน การปฏิบัติตามข้อตกลง และการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ประเทศไทยออกมา ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ และยิงปืนยั่วยุอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ หวังว่ากัมพูชาจะรับฟังและดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

การกระทำของกัมพูชาที่ ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ นั้น ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

ดังนั้นทั้งสองประเทศควรกลับมาเจรจาอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ที่มา – ไทย ประณาม “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ยิงปืนยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงซ้ำซาก

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันไม่สั่งอพยพ ปชช. ทหารตรึงกำลัง

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันว่ายังไม่มีคำสั่งอพยพประชาชน แม้จะได้ยินเสียงปืนและเสียงคล้ายระเบิดบริเวณชายแดนกัมพูชา พร้อมทั้งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารยังคงตรึงกำลังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา พร้อมด้วย นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้เดินทางไปยังบริเวณ ชรบ. ของหมู่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดย พ.อ.ชัยณรงค์ ได้พูดคุยกับนางวราภรณ์ ทอง ชาวบ้านที่อพยพเมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) พร้อมให้กำลังใจ

นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าฯ สระแก้ว กล่าวว่า ได้มาเยี่ยมชาวบ้านและบัญชาการสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง บังเกอร์หลุมหลบภัยมีความพร้อมรองรับชาวบ้าน ทำให้รู้สึกสบายใจและอุ่นใจที่ทุกอย่างเตรียมพร้อม แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ เพียงแต่ให้ประชาชนอยู่ในที่ปลอดภัยใกล้ชุมชน เนื่องจากจังหวัดยังไม่มีคำสั่งอพยพ ต่างจากฝั่งกัมพูชาที่มีการสั่งอพยพไปแล้ว

“รอบนอกเราเตรียมพร้อมทุกด้าน ไม่ต้องห่วงชาวบ้านขวัญกำลังใจดี เพราะมีการลำดับขั้นตอนและการซักซ้อมไว้อย่างดี ทั้งในส่วนของผู้ป่วยติดเตียง และเครื่องอุปโภคบริโภค” นายปริญญา กล่าว

พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ที่มีเสียงปืนดังขึ้น และเวลาประมาณ 18.55 น. ที่มีเสียงคล้ายระเบิด แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นอาวุธจากฝั่งกัมพูชา เสียงดังกล่าวห่างจากจุดตรวจประมาณ 600 เมตร สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงปกติ แต่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

“เรื่องความระแวงหรือหวาดกลัวของชาวบ้าน ให้สอบถามจากชาวบ้านเอง แต่ผมเชื่อว่าชาวบ้านมีขวัญกำลังใจดีและเข้าใจสถานการณ์ กำลังพลก็มีขวัญกำลังใจดีเช่นกัน และพร้อมปฏิบัติหน้าที่” พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าว และเสริมว่า พล.ต.เบญจพล ได้แสดงความเป็นห่วงและมาให้กำลังใจลูกน้องและประชาชนเมื่อคืนที่ผ่านมา

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะไม่ทราบว่าทางกัมพูชาจะก่อความวุ่นวายอีกหรือไม่ แต่ก็เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ส่วนเรื่องการปักหมุดชั่วคราววันที่ 17 พ.ย.นี้ยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันยังไม่สั่งอพยพประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงเป็นที่จับตา แม้จะยังไม่มีการอพยพ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ยังคงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีสติและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุด: ผู้ว่าฯ สระแก้วยันไม่สั่งอพยพ

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

  • ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่น่ากังวล แต่การไม่ประมาทและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันยังไม่สั่งอพยพประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง

รร.ชายแดนศรีสะเกษเปิดเรียนปกติ รับมือฉุกเฉิน

สถานการณ์ชายแดนศรีสะเกษยังคงต้องเฝ้าระวัง แต่โรงเรียนในพื้นที่ยังคงเปิดเรียนตามปกติ โดยมีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเต็มที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนยันว่าครูและนักเรียนได้ซักซ้อมแผนอพยพเป็นประจำ และมีการจัดเตรียมบังเกอร์ถึง 18 แห่ง เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน นี่คือเรื่องราวของ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาเพียง 12 กิโลเมตร ยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเคยได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาเมื่อปี 2554 บริเวณปราสาทพระวิหาร กระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาเคยตกใส่หลังคาอาคารเรียน ทำให้เกิดความเสียหายบางส่วน เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต้องเรียนรู้การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

บรรยากาศล่าสุดที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย นักเรียนแต่งกายเรียบร้อยเดินทางมาเรียนหนังสือตามปกติ โดยมีคณะครูและผู้บริหารคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่มีประกาศหยุดเรียนแต่อย่างใด

นายทศพร คำปลิว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา กล่าวว่า โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ และนักเรียน ครู ยังคงปฏิบัติงานตามตารางเรียนเดิม แม้โรงเรียนจะอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายแดน แต่ไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและการอพยพอยู่เสมอ โดยทำงานร่วมกับทหาร อำเภอ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถอพยพนักเรียนออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

ผู้อำนวยการโรงเรียนยังกล่าวอีกว่า สภาพจิตใจของครูและนักเรียนยังดีอยู่ ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และไม่ตื่นตระหนก หากไม่มีสัญญาณเตือนหรือเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น โรงเรียนก็จะยังคงเปิดเรียนตามปกติ แต่ก็มีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา โดยจัดเตรียมหลุมหลบภัยและบังเกอร์ 18 แห่งทั่วบริเวณโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถหลบภัยได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ นักเรียนยังได้รับการฝึกอบรมเรื่องการเอาตัวรอดและการอพยพอยู่เป็นประจำ ทุกคนรู้ว่าหากเกิดเหตุจะต้องไปที่ใดและต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัย

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

การที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะให้การศึกษาแก่เด็กๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย การเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่โรงเรียนมีต่อครูและนักเรียน

การที่โรงเรียนยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครองและชุมชนว่า โรงเรียนสามารถดูแลบุตรหลานของตนได้อย่างปลอดภัย และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การฝึกอบรมและการซักซ้อมแผนเป็นประจำ ช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน เป็นเรื่องที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่เสี่ยงภัย การให้ความสำคัญกับการศึกษาควบคู่ไปกับความปลอดภัย จะช่วยให้เด็กๆ สามารถเติบโตและเรียนรู้อย่างมีความสุข แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ที่มา – รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

กองกำลังบูรพา ตอบโต้กัมพูชา อย่างเหมาะสม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพา ยืนยันตอบโต้ “กัมพูชา” อย่างเหมาะสม หลังถูกยิงจากฝั่งตรงข้าม โดยเน้นย้ำว่าการปฏิบัติการของไทยเป็นไปตามกฎการใช้กำลังและหลักมนุษยธรรมสากล

กองทัพบกโดยกองกำลังบูรพาได้ออกมาชี้แจงถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามกรอบกติกาสากล หลักมนุษยธรรม และกฎการใช้กำลังระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัดตลอดการปฏิบัติการที่ผ่านมา

กองกำลังบูรพา ยืนยันตอบโต้ “กัมพูชา” อย่างเหมาะสม

การตอบโต้ของกองกำลังบูรพาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีหลักการสำคัญดังนี้:

  • ความเหมาะสมและสมเหตุสมผล: การตอบโต้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงสัดส่วนและความจำเป็นของสถานการณ์ เพื่อยับยั้งเหตุการณ์และยุติความคุกคามที่เกิดขึ้น การตัดสินใจเลือกใช้วิธีการตอบโต้จึงอยู่บนพื้นฐานของการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ
  • อาวุธเป็นทางเลือกสุดท้าย: การใช้อาวุธเป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยเเละมีประสิทธิผลเพียงพอต่อการปกป้องชีวิตและอธิปไตย การตัดสินใจใช้อาวุธจึงเป็นไปเพื่อป้องกันภัยคุกคามร้ายแรงเท่านั้น
  • ความระมัดระวัง: การตอบโต้สอดคล้องกับทิศทางการยิงจากฝั่งตรงข้าม และดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อลดผลกระทบต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งที่กองกำลังบูรพาให้ความสำคัญสูงสุด

การปฏิบัติตามกฎสากลและหลักมนุษยธรรม

กองกำลังบูรภายืนยันว่าการปฏิบัติการทั้งหมดเป็นไปภายใต้กรอบกติกาสากล หลักมนุษยธรรม และกฎการใช้กำลังระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การดำเนินการทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับกฎหมายและหลักการสากล

กองกำลังบูรพา ยืนยันตอบโต้ “กัมพูชา” อย่างเหมาะสม เพื่อปกป้องอธิปไตยเเละความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย โดยยึดมั่นในหลักการของการป้องกันตนเองและตอบโต้เมื่อถูกคุกคามเท่านั้น

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรายงานข่าวสารที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจสถานการณ์อย่างถ่องแท้

การดำเนินการของกองกำลังบูรพาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การตอบโต้ที่เหมาะสมและสมเหตุสมผล เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยับยั้งการกระทำที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ร้ายแรงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาจากทั้งสองฝ่าย การใช้กำลังทหารควรเป็นทางเลือกสุดท้าย และควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและข้อตกลงร่วมกัน

ดังนั้น การที่กองกำลังบูรพา ยืนยันตอบโต้ “กัมพูชา” อย่างเหมาะสม จึงเป็นไปเพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย และรักษาความปลอดภัยของประชาชน แต่ในระยะยาว การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – กองกำลังบูรพา ยืนยันตอบโต้ “กัมพูชา” อย่างเหมาะสม หลังถูกยิงจากฝั่งตรงข้าม

ไทยประณามกัมพูชายิง! บิดเบือนข้อเท็จจริง

รัฐบาลไทยยืนยันกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน ประณามละเมิดอธิปไตยไทยชัดเจน ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ซัดกลับ “มาลี” บิดเบือนข้อเท็จจริง ย้ำไทยมีสิทธิป้องกันตนเอง

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า รัฐบาลไทยขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาอย่างรุนแรงที่ใช้อาวุธยิงเข้ามายังพื้นที่ฝั่งไทยก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย การกระทำนี้ถือเป็นการยั่วยุและไม่เคารพต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ

รัฐบาลยืนยันตามรายงานจากกองทัพบกว่า เมื่อเวลา 16.00 น. กองกำลังบูรพาได้รายงานเหตุทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังฝั่งไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการอย่างระมัดระวังและอยู่ในกรอบของ “กฎการใช้กำลัง” (Rules of Engagement) โดยเข้าแนวกำบังและยิงแจ้งเตือนเพื่อป้องกันตนเอง เหตุการณ์กินเวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลงโดยไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในฝ่ายไทย

โฆษกรัฐบาล ระบุต่อไปว่า การที่ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลอย่างร้ายแรง ซึ่งประเทศไทยไม่อาจยอมรับได้ และถือเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพลเรือนในสถานการณ์ความขัดแย้ง รัฐบาลไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการกระทำยั่วยุทุกรูปแบบ เคารพอธิปไตยของไทย และยุติการบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและประชาชนของตัวเอง การยิงก่อนในครั้งนี้เป็นการก่อกวนและละเมิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศโดยตรง

ส่วนกรณีที่ พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงต่อสาธารณะว่า ไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และมีพลเรือนกัมพูชาได้รับบาดเจ็บนั้น นายสิริพงศ์ ยืนยันว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง “ข้อเท็จจริงคือฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยิงก่อน ขณะที่ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองอย่างจำกัดและอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ” รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทยอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย

ทำไมรัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย?

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ได้สร้างความตึงเครียดให้กับทั้งสองประเทศ รัฐบาลไทยได้ออกมาประณามการกระทำของกัมพูชาอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน การใช้อาวุธยิงเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ และรัฐบาลไทยจำเป็นต้องออกมาปกป้องอธิปไตยของตนเอง

การที่กัมพูชาออกมากล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายยิงก่อนนั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่น และยืนยันว่าฝ่ายไทยได้ตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น โดยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

สถานการณ์เช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ รัฐบาลไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำยั่วยุทุกรูปแบบ และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย นั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนชาวไทย รัฐบาลไทยพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ และรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่รัฐบาลไทยออกมาแสดงท่าทีอย่างแข็งกร้าวต่อการกระทำของกัมพูชา เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับภัยคุกคามใดๆ และพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตรและส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย ซัด “มาลี” บิดเบือนข้อเท็จจริง

Scroll to top