ชายแดนไทยกัมพูชา

กัมพูชายิงต่อเนื่อง! ชาวบ้านอพยพ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าติดตาม พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงได้ยินเสียงปืนจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ต้องอพยพเข้าไปยังหลุมหลบภัยเพื่อความปลอดภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วอพยพเข้าบังเกอร์ จนท.ตรึงกำลัง

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์จากบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่าได้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชายิงปืนเล็กเข้ามาบริเวณบังเกอร์ฝั่งไทย กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) จึงได้ยิงเตือนและโต้ตอบกลับไป เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ 10 นาที ก่อนที่จะสงบลง เบื้องต้นไม่มีรายงานความสูญเสียของฝ่ายไทย

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.45 น. ได้มีเสียงตามสายจากผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ชาวบ้านในพื้นที่อพยพไปยังหลุมหลบภัยของหมู่บ้านที่มีอยู่ 2 จุด โดยเน้นย้ำให้กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็ก อพยพก่อน เนื่องจากยังมีเสียงปืนดังมาจากฝั่งกัมพูชาเป็นระยะ ซึ่งลักษณะของเสียงที่ได้ยินคล้ายกับเสียงปืนเล็ก เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงประจำการเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างเต็มที่

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ ทางหมู่บ้านได้มีการซักซ้อมแผนอพยพในกรณีฉุกเฉินมาแล้วหลายครั้ง ทำให้การอพยพกลุ่มเปราะบางในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บางส่วนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเปราะบางยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง และพยายามใช้ชีวิตตามปกติ แม้จะมีความกังวลใจกับสถานการณ์ กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง ที่เกิดขึ้น

ทางเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน สถานการณ์ กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง นี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติวิธีต่อไป

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน

ที่มา – กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วอพยพเข้าบังเกอร์ จนท.ตรึงกำลัง

บ้านหนองหญ้าแก้ว: ชาวบ้านหลบภัย ตรึงกำลังเข้ม

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เมื่อเวลา 19.22 น. ชาวบ้านเริ่มทยอยเข้าไปหลบในบังเกอร์ เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเข้ม เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

จากรายงานของผู้สื่อข่าว สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบที่บริเวณชายแดน โดยมีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็ก ยิงเข้ามาบริเวณบังเกอร์ฝั่งไทย ซึ่งกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้ดำเนินการยิงเตือนและตอบโต้เหตุการณ์ดังกล่าว ใช้เวลาประมาณ 10 นาที สถานการณ์จึงกลับสู่สภาวะปกติ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ฝ่ายไทยไม่พบการสูญเสียใดๆ

ณ เวลา 19.22 น. เจ้าหน้าที่ทหาร, ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงตรึงกำลังในพื้นที่ 100% เพื่อเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ต่อมาพบว่ามีชาวบ้านบางส่วนเริ่มวิ่งเข้าไปหลบภัยในหลุมหลบภัยที่จัดเตรียมไว้

บ้านหนองหญ้าแก้ว: ชาวบ้านหลบภัยในบังเกอร์

สถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

หน่วยงานภาครัฐได้เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมีการจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ไว้ให้พร้อม นอกจากนี้ ยังมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่อาจถูกนำมาใช้ หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีการเตรียมแผนการอพยพ และจัดเตรียมสถานที่รองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เจ้าหน้าที่ยังคงประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และจะแจ้งให้ประชาชนทราบ หากมีความจำเป็นต้องอพยพ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการที่ประชาชนในพื้นที่ต้องตั้งสติ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

นอกจากนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และความสับสน

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และมีความผันผวนอยู่เสมอ การมีสติ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

เป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว และขอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

ที่มา – ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ชาวบ้านเริ่มเข้าไปหลบในบังเกอร์ เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังเข้ม

กองทัพบกยัน สื่อกัมพูชาใส่ร้ายไทยจัดฉาก

จากกรณีที่“กองทัพบก” ออกมายืนยันว่า “สื่อกัมพูชา” ใช้วิธีการสกปรกแบบเดิมๆ ด้วยการกล่าวหาว่าไทยจัดฉากวางระเบิดเพื่อให้กำลังพลของตนเองได้รับอันตรายนั้น ได้สร้างความเข้าใจผิดและความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางกองทัพบกได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ทีมโฆษกกองทัพบก (Army Spokes Team) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุถึงกรณีที่สื่อกัมพูชากล่าวหาว่าไทย “จัดฉากเป็นผู้วางระเบิดเอง” พร้อมอ้างหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมของประเทศมาเลเซีย และกล่าวหาว่าไทยสั่งซื้อทุ่นระเบิดมาใช้งาน

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงการณ์อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่สื่อกัมพูชานำเสนอมานั้น ล้วนแต่เป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง และเป็นเพียงวิธีการสกปรกแบบเดิมๆ ที่มุ่งหวังจะใส่ร้ายป้ายสีประเทศไทย ยิ่งเมื่อพิจารณาจากภาพประกอบข่าวที่สื่อกัมพูชานำมาเผยแพร่ ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีลักษณะของการตกแต่งดัดแปลง ทำขึ้นเป็นการเฉพาะที่ไม่แนบเนียน เพื่อใช้หลอกลวงสังคมทั้งในประเทศและสังคมโลกให้เข้าใจผิดฝ่ายไทย

ลักษณะพฤติกรรมดังกล่าวของสื่อกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะปกปิดและเบี่ยงเบนการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวาในเรื่องการใช้ทุ่นระเบิด รวมถึงการลักลอบวางทุ่นระเบิดมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่มีข้อตกลงหยุดยิง

กองทัพบกยัน สื่อกัมพูชาใส่ร้ายไทยจัดฉาก

กองทัพบกได้ยืนยันอีกครั้งว่า ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 ที่ตรวจพบตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมากนั้น กองทัพไทยไม่เคยมีไว้ในครอบครอง และไม่เคยมีอยู่ในระบบการจัดหาเพื่อใช้ในทางทหาร นอกจากนี้ หลักฐานต่างๆ ที่ได้บันทึกรวบรวมไว้ในอดีต ล้วนชี้ชัดว่าเป็นทุ่นระเบิดของกัมพูชา ที่มีการนำมาวางใหม่ เพื่อใช้เป็นอาวุธซ่อนรูป คุกคามและทำร้ายฝ่ายไทยอย่างแน่นอน

กองทัพบกตอบโต้สื่อกัมพูชาประเด็นใส่ร้ายจัดฉาก

สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีความละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จและบิดเบือนความจริงของสื่อกัมพูชา ยิ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

กองทัพบกจึงขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง รวมถึงประชาชนทั่วไป ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อนที่จะเชื่อและส่งต่อข้อมูล เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิด

การที่กองทัพบกยืนยัน สื่อกัมพูชาใส่ร้ายไทยจัดฉากครั้งนี้เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่ากองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการบิดเบือนข้อมูลและใส่ร้ายป้ายสีประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) เป็นภัยคุกคามที่สำคัญในยุคปัจจุบัน การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ล่าสุดนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสติและความรอบคอบในการบริโภคข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสารที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือข่าวสารที่อาจมีเจตนาแอบแฝง การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและไม่ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูล

ท้ายที่สุดนี้ หวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาจะคลี่คลายไปในทางที่ดี และทั้งสองประเทศจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ให้ปลอดภัยและประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยัน “สื่อกัมพูชา” ใช้วิธีการสกปรกเดิมๆ กล่าวหาไทยจัดฉากวางระเบิด

กองทัพภาคที่ 1 เผย กัมพูชายิง AK-47 ก่อนถูกโต้ตอบ

กรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดสระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มใช้อาวุธก่อน ด้วยการยิงปืนเล็กยาว AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด ก่อนที่ฝ่ายไทยจะทำการตอบโต้เพื่อระงับสถานการณ์

จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 ได้ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ จต.ส.34-35 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดังนี้:

  • เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.10 น. ได้เกิดเหตุการณ์ใช้อาวุธปืนยิงมาจากฝั่งกัมพูชา
  • คาดการณ์ว่าอาวุธที่ใช้คือปืนเล็กยาว AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด
  • กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ของไทยได้ทำการยิงเตือน และตอบโต้เหตุการณ์
  • การปะทะใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลง
  • ไม่มีรายงานความสูญเสียของฝ่ายไทย

กองทัพภาคที่ 1 เน้นย้ำว่า การตอบโต้ของฝ่ายไทยเป็นไปตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด โดยเป็นการใช้มาตรการตอบโต้เมื่อสถานการณ์มีความจำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตและรักษาอธิปไตยของชาติ การใช้อาวุธตอบโต้เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยกำลังพลได้ยิงตอบโต้ไปยังทิศทางที่ฝ่ายตรงข้ามยิงมา ด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้กระทบต่อพลเรือน และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การตอบโต้ได้ยุติลงทันทีเมื่อภัยคุกคามจากฝั่งตรงข้ามสิ้นสุดลง

กองทัพภาคที่ 1 เผย กัมพูชายิง AK-47 ก่อนถูกโต้ตอบ

รายละเอียดเพิ่มเติมจากกองทัพภาคที่ 1 เกี่ยวกับเหตุการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน แม้ว่าจะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ก็เป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด กองทัพภาคที่ 1 ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดยังคงต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง และมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจาและประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ความโปร่งใสในการรายงานเหตุการณ์ของกองทัพภาคที่ 1 เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยลดความเข้าใจผิด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจ และลดความขัดแย้ง การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการค้าขายชายแดน สามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และลดโอกาสในการเกิดความขัดแย้งได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองฝั่ง เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในระยะยาว

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 1” เผย “กัมพูชา” ใช้ปืนเล็ก AK-47 ยิงมา 30 นัด ก่อนถูกไทยโต้กลับ

กัมพูชายิงปืนเล็ก: สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน! ได้ยินเสียงกัมพูชายิงปืนเล็ก ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว นานประมาณ 10 นาที สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ทางการไทยยืนยันเตรียมพร้อมแต่ไม่ตอบโต้ คาดเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝั่งกัมพูชา

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว “Fresh News” สื่อออนไลน์ของกัมพูชา ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพชาวกัมพูชากำลังวิ่งหนี พร้อมข้อความกล่าวหาว่า “ทหารไทยใช้อาวุธปืนเข้าอาณาเขตอธิปไตยของกัมพูชาทำร้ายประชาชน” โดยอ้างคำกล่าวของนายอ้อม ราตรี ผู้ว่าฯ Banteay Meanchey ว่าทหารไทยใช้อาวุธปืนไรเฟิล ทำให้ชาวกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 5 คน ในหมู่บ้านซัสดรา จังหวัดบันเตียเมียนเจย

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่า จากการตรวจสอบกับกองกำลังบูรพา พบว่าเวลาประมาณ 16.00 น. ได้ยินเสียงปืนเล็กดังมาจากฝั่งกัมพูชา บริเวณตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วจริง แต่ฝ่ายไทยไม่ได้มีการตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น และคาดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายกัมพูชา

กัมพูชายิงปืนเล็ก ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านในบ้านหนองหญ้าแก้วเกิดความวิตกกังวล ทีมข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจและพบว่าชาวบ้านหลายรายได้ยินเสียงปืนจริง และมีการจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วเผยนาทีระทึก! ได้ยินเสียงปืนจากฝั่งกัมพูชา

นางสาวภัชดาพร ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว เล่าว่า ได้ยินเสียงปืนในช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ขณะที่ตนเองกำลังพักผ่อนอยู่ที่สวน ได้ยินเสียงปืนดังมาจากฝั่งกัมพูชาประมาณ 2 นัด ด้วยความตกใจจึงรีบพาลูกออกจากพื้นที่ และได้รับแจ้งจากทหารไทยให้อยู่ในจุดที่ปลอดภัย

นางสาวภัชดาพรยังกล่าวอีกว่า ตนเองเชื่อว่าทหารไทยไม่ได้ตอบโต้ และไม่คิดว่าทหารไทยจะใช้อาวุธตอบโต้ก่อน ส่วนเรื่องการอพยพนั้น ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพ และตนเองก็ไม่กลัวกัมพูชา และจะไม่ยอมอพยพไปไหน เพราะที่นี่คือบ้านของตนเอง

สถานการณ์กัมพูชายิงปืนเล็กในครั้งนี้ สร้างความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าทางการไทยจะยืนยันว่าไม่ได้มีการตอบโต้ แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย

เหตุการณ์กัมพูชายิงปืนเล็กในครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การสื่อสารที่ชัดเจนและการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์กัมพูชายิงปืนเล็กจะสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย แต่ด้วยความอดทน ความรอบคอบ และความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี และรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

ที่มา – กัมพูชายิงปืนเล็ก ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้ว ราว 10 นาที คาดสร้างสถานการณ์

ชรบ.ชายแดน โวย! เบี้ยเลี้ยงเหลือ 300 บาท

เรื่องราวร้องเรียนจาก ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ชายแดน จ.บุรีรัมย์ กำลังเป็นที่สนใจ เมื่อพวกเขาออกมาอ้างว่าถูกผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยงที่ควรจะได้ ทำให้เงินที่ได้รับจริงเหลือน้อยนิดแค่ 300 บาท! เรื่องนี้ร้อนถึงศูนย์ดำรงธรรม จนต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ชรบ. หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งทำหน้าที่ลาดตระเวนและดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด พวกเขานำหลักฐานเป็นสลิปการเบิกถอนเงิน และคลิปวิดีโอมายืนยันว่า เงินเบี้ยเลี้ยงที่รัฐบาลอนุมัติให้คนละ 3,600 บาท ถูกผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บไป โดยอ้างว่าจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้ ชรบ. แต่ละคนได้รับเงินจริงเพียง 300 บาทเท่านั้น

กลุ่ม ชรบ. เหล่านี้อ้างว่า ผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บเงินจาก ชรบ. ทั้งหมด 18 นาย โดยให้เหตุผลว่าจะนำเงินไปจ่ายค่าตัดชุด และค่าฝึกอบรม ทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาเสียสละเวลาส่วนตัว ทำงานเพื่อหมู่บ้านโดยไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ มีเพียงชุดและอาหารให้เมื่อปฏิบัติภารกิจเท่านั้น

เมื่อรัฐบาลอนุมัติเงินเบี้ยเลี้ยงให้ ชรบ. คนละ 3,600 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในช่วงสถานการณ์ชายแดนไม่สงบ พวกเขากลับถูกเรียกเก็บเงินดังกล่าว ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลายคนจึงตัดสินใจลาออกและคืนปืนแล้วถึง 8 นาย

เหตุผลที่ต้องลาออกจาก ชรบ.ชายแดน

ตัวแทน ชรบ. ที่ตัดสินใจลาออก เล่าว่า พวกเขาเป็น ชรบ. มานานกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ภาครัฐจะสนับสนุนชุดให้ฟรี และการฝึกอบรมก็ไม่เคยเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เวลาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ก็จะมีข้าวกล่องให้ เพราะรู้ดีว่า ชรบ. ไม่มีเงินเดือนหรือค่าตอบแทน แต่เมื่อได้รับเบี้ยเลี้ยงครั้งแรก กลับถูกเรียกเก็บเกือบหมด ทำให้รู้สึกเสียใจและผิดหวัง

“ตอนอพยพก็ต้องอยู่เฝ้าหมู่บ้าน เข้าเวรลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ ถือเป็นความภาคภูมิใจ แต่พอได้รับเบี้ยเลี้ยงครั้งแรกกลับถูกเรียกเก็บเกือบหมด เหลือคืนให้คนละ 300 บาท ก็เสียความรู้สึก จึงตัดสินใจลาออก” ตัวแทน ชรบ. กล่าว

ทีมข่าวได้พยายามติดต่อผู้ใหญ่บ้านที่ถูกกล่าวหา แต่ไม่สามารถติดต่อได้โดยตรง เนื่องจากติดประชุม อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่บ้านแจ้งว่ายังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลในขณะนี้

ขณะที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ แจ้งว่า ได้ส่งเรื่องให้ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการภายในชุมชน และความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง การที่ ชรบ.ชายแดน ต้องเผชิญกับปัญหา ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท สะท้อนถึงความเดือดร้อนที่พวกเขาต้องเผชิญ

เราหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนต่อไป การออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมของ ชรบ.ชายแดน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ที่มา – ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท ทยอยลาออกแล้ว 8 นาย

ปชช. จี้รัฐบาล หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลเร่งใช้มาตรการการทูตเชิงรุก หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพ จี้ “อนุทิน” ยกหูฟ้อง “ทรัมป์-อันวาร์” แนะทำหนังสือถึงสหรัฐฯ ระงับความร่วมมือกัมพูชา

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมาพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ ข้อเสนอเร่งด่วนกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา รัฐบาลต้องเร่งใช้มาตรการการทูตเชิงรุก เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ และหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

จากกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บาดเจ็บ 2 นาย โดยหนึ่งในนั้นมีอาการข้อเท้าขวาขาด ส่งผลให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศจะยกเลิกข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ได้ลงนามไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยานนั้น พรรคประชาชนขอเสนอมาตรการการทูตเชิงรุกที่จะสร้างความได้เปรียบให้แก่ประเทศไทยในสถานการณ์อันสำคัญเร่งด่วนนี้

1. นายอนุทิน ต้องคุยโทรศัพท์สายตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียทันที ในฐานะสักขีพยานข้อตกลงสันติภาพ โดยยืนยันจุดยืนของไทยว่า ไทยต้องการรักษาข้อตกลงฯ ให้คงอยู่เพื่อการธำรงสันติภาพระหว่างสองประเทศ และปฏิบัติตามข้อตกลงฯ มาโดยตลอด แต่กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงฯ ไทยเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการละเมิดข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ และรัฐบาลไทยขอสงวนสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังมีพฤติการณ์ที่บ่อนทำลายสันติภาพ

2. การดำเนินมาตรการเชิงรุกของไทย จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะโทรศัพท์ไปหาผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย เพื่อชิงความได้เปรียบในการอธิบายจุดยืนและรายละเอียดของสถานการณ์ นอกจากนี้ ไทยยังจำเป็นต้องย้ำว่า ไทยรักษาข้อตกลง ส่วนกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เพื่อสร้างความชอบธรรมว่าไทยเป็นฝ่ายที่ถูกต้องในสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ และมีความชอบธรรมหากต้องยกระดับปฏิบัติการในอนาคต

3. ไทยยังควรทำหนังสืออย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้สหรัฐฯ พิจารณาระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา จนกว่ากัมพูชาจะกลับมายึดมั่นในข้อตกลงสันติภาพ ไม่อย่างนั้นความร่วมมือทางการทหารกับกัมพูชาจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ทุ่นระเบิดที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ และทำลายการสร้างสันติภาพอย่างที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการ

สุดท้าย 4. รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจัดการไม่ให้รัฐบาลกัมพูชามีพฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยอีกต่อไป คือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอำนาจทางการเมืองกัมพูชาที่หล่อเลี้ยงด้วยทุนเทาสแกมเมอร์ในกัมพูชาและขบวนการฟอกเงินในประเทศไทย ซึ่งประชาคมโลกพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ และได้ดำเนินการล้ำหน้าไทยไปแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่เคยจริงจังในการสืบหาต้นตอและขยายผลการอายัดทรัพย์เครือข่ายทุนเทา นอกจากจัดอีเวนท์และตั้งคณะกรรมการ รัฐบาลต้องรีบตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และตั้งผู้แทนพิเศษของไทย (Special Envoy) ที่จะทำหน้าที่ประสานกับรัฐบาลนานาชาติในการจัดการสแกมเมอร์และขบวนการฟอกเงิน มุ่งเน้นการสาวถึงต้นตอขบวนการ ไม่ใช่จับคนตัวเล็กตัวน้อย

พรรคประชาชนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หากรัฐบาลดำเนินการทางการทูตเชิงรุกอย่างถึงที่สุด จะทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบในเวทีโลก และสามารถหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของรัฐบาลกัมพูชาได้ รวมถึงมีความชอบธรรมเพียงพอที่จะอธิบายต่อประชาคมโลก หากจำเป็นต้องยกระดับมาตรการทางทหารเพื่อป้องกันตนเองในอนาคต

หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

รัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่พรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งใช้มาตรการทางการทูตนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใด ๆ ก็ตาม

การใช้มาตรการทางการทูตเชิงรุกอย่างที่พรรคประชาชนเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับผู้นำประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือการทำหนังสือถึงสหรัฐฯ เพื่อขอให้ระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา หากกัมพูชายังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาและการฟอกเงินก็เป็นอีกมาตรการที่สำคัญ เพราะการจัดการกับต้นตอของปัญหา จะช่วยลดโอกาสที่กัมพูชาจะกลับมาก่อเหตุเช่นนี้อีกในอนาคต

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยสามารถหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้ในระยะยาว

ที่มา – ปชน. เรียกร้องรัฐบาลใช้การทูตเชิงรุก หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

“นายกฯ อนุทิน” ยกมือปาดน้ำตา ขณะเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี หลังได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ เหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการบนยอดภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดลอบสังหารบุคคล บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่งของการพูดคุย นายกฯ อนุทิน มีอาการตาแดง และยกมือขึ้นปาดน้ำตาขณะรับฟังอาการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารกล้าเหล่านั้น ท่านนายกฯ ได้กล่าวให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บว่า หลังจากการรักษาจนหายดีแล้ว ก็ให้กลับไปรับราชการเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่นายกรัฐมนตรีมีต่อทหารและผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

เหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจในเรื่องของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยมากยิ่งขึ้น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุอันตรายต่างๆ ยังคงเป็นภารกิจที่สำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

การที่ นายกฯ อนุทิน เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การให้กำลังใจและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ให้มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ การที่ นายกฯ อนุทิน แสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความรู้สึกและความห่วงใยที่ท่านมีต่อทหารกล้า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของประชาชน

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเสียสละของทหารและผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยต่างๆ มากมาย เพื่อปกป้องความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชน เราควรให้ความสำคัญและสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

นายกฯ อนุทิน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา ขณะเยี่ยมทหาร นับเป็นภาพที่สะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ ที่มีความห่วงใยและเสียใจต่อเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวของพวกเขา เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อแสดงความขอบคุณและความเคารพต่อความเสียสละของพวกเขา

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ การที่ผู้นำประเทศแสดงความห่วงใยและความเข้าใจต่อความรู้สึกของประชาชน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การกระทำของ นายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นผู้นำที่เข้าถึงประชาชนและมีความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความเสียใจที่ผู้นำประเทศมีต่อทหารกล้าและประชาชน การให้กำลังใจและการสนับสนุนแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้

ผมคิดว่าการที่ผู้นำแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขามีคนที่เข้าใจความรู้สึกของพวกเขา

ที่มา – กลั้นไม่อยู่ “นายกฯ อนุทิน” ปาดน้ำตาขณะเยี่ยมทหารบาดเจ็บจากเหตุเหยียบระเบิด (คลิป)

TMAC ประณามกัมพูชา มุ่งทำร้ายทหารไทย!

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ประณามกัมพูชา วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 หวังทำร้ายทหารไทย พร้อมไล่ไทม์ไลน์ชี้ชัด เป็นระเบิดใหม่ ทำลายลวดหนามแนวเขตไทย และลักลอบเข้ามาวาง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เปิดเผยถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนที่จะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิดวางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางบริเวณเส้นทางลาดตระเวนถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่างเข้าพิสูจน์ทราบและซ่อมแซมแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเป็นเหตุให้กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด

พ.อ.ศิวะ เผยต่อไปว่า หลังจากเกิดเหตุหน่วยในพื้นที่ได้ประสานขอรับการสนับสนุนชุดตรวจค้นหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) จากสถานีตำรวจภูธรบึงมะลู และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) จังหวัดศรีสะเกษ เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ จากหลักฐานที่ปรากฏพบร่องรอยหลุมระเบิดและเศษชิ้นส่วนระเบิดที่ทำงานแล้ว ซึ่งสามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ยังไม่ทำงานอยู่บริเวณใกล้เคียงกับหลุมระเบิดอีก 3 ทุ่น เป็นการลอบวางใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งทำร้ายกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำและหวังก่อให้เกิดความสูญเสียต่อฝ่ายไทย

การกระทำของฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้ ปรากฏชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงจงใจไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสันติภาพดังกล่าว รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการลอบโจมตีกำลังพลฝ่ายไทยด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ และทำลายความหมายที่แท้จริงของคำว่าสันติภาพของภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มุ่งคุกคามฝ่ายไทย และรุกล้ำอาณาเขตของไทยอย่างชัดเจนเสมอมาด้วยการใช้อาวุธทุ่นระเบิด และมีเจตนามุ่งหมายที่จะไม่ยุติความขัดแย้งระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาอย่างที่แสดงออกในเวทีโลก

“ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่แสดงออกถึงความไม่จริงใจในการร่วมกันแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และเป็นอุปสรรคสำคัญอันจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในภูมิภาค รวมทั้งเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อทุกประเด็นที่กัมพูชาเคยให้คำมั่นในปฏิญญาต่อประชาคมโลก ทั้งระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ”

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกัน และยังคงเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาค การกระทำนี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่กัมพูชาเคยให้ไว้กับประชาคมโลก

ทำไม TMAC จึงประณามกัมพูชาเรื่องนี้?

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ เนื่องจากเป็นการกระทำที่จงใจมุ่งร้ายต่อทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพที่ทั้งสองประเทศเคยลงนามร่วมกัน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ และจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคในระยะยาว การกระทำใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือสร้างความตึงเครียดควรถูกหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

Scroll to top