ชายแดนไทยกัมพูชา

ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนามวีรชนทหารกล้า ชายแดน

ในวันที่ 26 กันยายน 2566 กองทัพบกได้จัดพิธีสำคัญที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพและรำลึกถึงวีรบุรุษของชาติ โดย ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนาม “วีรชนทหารกล้า” เหตุปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา ณ กำแพงอนุสรณ์กองทัพบก พิธีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบันทึกชื่อของเหล่าทหารผู้กล้าหาญที่สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดิน แต่ยังเป็นการสดุดีและถ่ายทอดคุณค่าของความเสียสละให้รุ่นหลังได้รับรู้

ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนาม “วีรชนทหารกล้า” เหตุปะทะชายแดน

พิธีนี้มี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน ร่วมด้วยเหล่าผู้บัญชาการชั้นสูง เช่น พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และอื่นๆ รวมถึงทายาทของผู้เสียชีวิต ทหารผ่านศึก และกำลังพลกองทัพบกจำนวนมาก พิธีเริ่มต้นด้วยการทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารผู้ล่วงลับ จากนั้นมีขบวนกองทหารเกียรติยศแสดงความเคารพ ผู้เข้าร่วมกล่าวคำสดุดี และ ผบ.ทบ. ได้ประดับแผ่นป้ายจารึกรายนามลงบนกำแพงอนุสรณ์ พร้อมการเป่าแตรเดี่ยวและยิงสลุตเพื่อเป็นเกียรติแก่เหล่าวีรชน

กำแพงอนุสรณ์กองทัพบกนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บรักษานามของทหารที่สละชีพในสมรภูมิรบต่างๆ เพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของไทย การจารึกนามในครั้งนี้จึงมีความหมายลึกซึ้ง โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและอันตราย เหล่าทหารเหล่านี้ยืนหยัดเป็นแนวหน้า รักษาความสงบสุขให้ประชาชน

รายนามวีรชนทหารกล้าที่ถูกจารึก

ในพิธี ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนาม “วีรชนทหารกล้า” เหตุปะทะชายแดน ครั้งนี้ มีรายนามทหาร 16 นายที่เสียสละในสมรภูมิดังกล่าว โดยรายละเอียดดังนี้:

  • 1. จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา สังกัด กองพันปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6
  • 2. จ่าสิบเอก ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13
  • 3. จ่าสิบเอก อโณทัย ป้องแก้ว สังกัด กองพันปฏิบัติการพิเศษ
  • 4. จ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8
  • 5. สิบเอก กฤษฎา น้อยโครต สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6
  • 6. สิบเอก จิรายุ สิงห์อ้น สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6
  • 7. สิบเอก จิรายุส อินทุมาน สังกัด กองพันจู่โจม
  • 8. สิบเอก นพพล บุญเลิศ สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6
  • 9. สิบเอก อัมรินทร์ ผาสุข สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23
  • 10. สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16
  • 11. สิบโท ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8
  • 12. สิบตรี วรัญชิต ยวงสุวรรณ สังกัด กรมทหารราบที่ 13
  • 13. พลทหาร ญาณพัฒน์ โครตสาขา สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3
  • 14. พลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง สังกัด กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2
  • 15. พลทหาร พิทยุตม์ โสดา สังกัด กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23
  • 16. พลทหาร สิรวิชญ์ ภิญโญสุข สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8

รายนามเหล่านี้ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและหน้าที่ที่ทหารไทยยึดมั่น การจารึกนี้ช่วยให้ครอบครัวและสังคมได้รำลึกถึงการเสียสละของพวกเขา

กิจกรรมพิเศษในพิธี

นอกจากการจารึกนามแล้ว พิธียังรวมถึงการประกอบพิธีทางศาสนาโดยพระราชวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา) และคณะ ที่หอประชุมกิตติขจร มีการสวดพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหาร ทอดผ้าบังสุกุล เพื่ออุทิศส่วนกุศล จากนั้นมีการมอบเงินช่วยเหลือและของที่ระลึกแก่ทายาทของผู้เสียชีวิต โดย ผบ.ทบ. เป็นผู้มอบเอง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้ครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีการฉายวีดิทัศน์สดุดี และบรรยายพิเศษโดย พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อให้ข้อคิดแก่กำลังพล

ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวสุนทรพจน์ที่ประทับใจ โดยสดุดีเหล่าทหารที่อุทิศตนปกป้องชาติ แม้ในสถานการณ์อันตราย พวกเขายังยืนหยัดไม่ย่อท้อ กองทัพบกจะดูแลครอบครัวของพวกเขาต่อไป เพื่อตอบแทนความเสียสละนี้

เหตุการณ์ ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนาม “วีรชนทหารกล้า” เหตุปะทะชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการรำลึกถึงวีรบุรุษ การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารปัจจุบัน แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจแก่ประชาชนทุกคนถึงคุณค่าของความสามัคคีและการปกป้องแผ่นดิน

ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวของวีรกรรมชาติ ผมเชื่อว่าการรำลึกเช่นนี้จะช่วยให้เยาวชนไทยตระหนักถึงความสำคัญของหน้าที่พลเมือง หากคุณสนใจเรื่องราวของทหารไทย ลองแวะมาอ่านบทความอื่นๆ ในบล็อกของเรา เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมและแบ่งปันความภาคภูมิใจในชาติ

ที่มา – ผบ.ทบ. ร่วมพิธีจารึกนาม “วีรชนทหารกล้า” เหตุปะทะชายแดน บนกำแพงอนุสรณ์กองทัพบก

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ เหตุชายแดนไทยกัมพูชาตึงเครียด

ในสถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังตึงเครียด โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองและชุมชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ชายแดน

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ซึ่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรีตราด ได้โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ โดยระบุชัดเจนว่า การปิดเรียนครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ไม่ปลอดภัยจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ดังกล่าวมีความตึงเครียดสูง และอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในพื้นที่โดยรอบโรงเรียน

ประกาศระบุว่า โรงเรียนมีความห่วงใยต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองและชุมชน ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสดูแลความปลอดภัยสูงสุด โรงเรียนจึงอาศัยอำนาจตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2549 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ประกาศหยุดเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

สาเหตุหลักของการปิดเรียนจากความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ เกิดจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิ์ สถานการณ์ลุกลามจนมีรายงานการเคลื่อนไหวของกำลังทหารเพิ่มขึ้น สร้างความไม่สงบให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ตั้งอยู่ในโซนที่เสี่ยงภัยโดยตรง จึงต้องตัดสินใจปิดเรียนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ผู้บริหารโรงเรียนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้ปกครองเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การปิดเรียนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ปกป้องนักเรียน แต่ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนทั้งหมด

ผลกระทบต่อการศึกษาและชุมชนในพื้นที่

การปิดเรียนกรณีพิเศษของโรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ส่งผลกระทบต่อตารางการเรียนการสอนของนักเรียนกว่า 500 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชาวบ้านในพื้นที่ชนบทใกล้ชายแดน ผู้ปกครองบางรายต้องปรับแผนการทำงานเพื่อดูแลบุตรหลานที่บ้าน ขณะที่ครูและบุคลากรก็ต้องเตรียมแผนการเรียนรู้ทางไกลหรือชดเชยบทเรียนในภายหลัง

  • ความปลอดภัยเป็น優先สูงสุด: โรงเรียนให้ความสำคัญกับชีวิตมากกว่าการเรียนรู้ชั่วคราว
  • การสื่อสารกับผู้ปกครอง: โรงเรียนจะแจ้งอัปเดตผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
  • มาตรการรองรับ: เตรียมระบบออนไลน์สำหรับการเรียนต่อเนื่องหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ในมุมกว้างขึ้น สถานการณ์ชายแดนนี้ยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น การค้าชายแดนและการท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงัก ชาวบ้านหลายครอบครัวพึ่งพาการค้าข้ามแดน จึงเกิดความลำบากในการดำรงชีพ นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องสุขภาพจิตของเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน

แนวทางแก้ไขและการเตรียมพร้อมในอนาคต

เพื่อรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคมได้วางแผนพัฒนาระบบการเรียนออนไลน์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรในการจัดการวิกฤต นอกจากนี้ ทางการไทยและกัมพูชาก็กำลังเจรจาผ่านช่องทาง外交เพื่อคลี่คลายความตึงเครียด ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเชื่อว่าสถานการณ์นี้อาจคลี่คลายภายในไม่กี่สัปดาห์ หากทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในข้อตกลงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม การปิดเรียนครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นในการเสริมสร้างสันติภาพระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย

ในฐานะที่ติดตามข่าวการศึกษาและสถานการณ์ชายแดน สิ่งสำคัญคือเราควรสนับสนุนการตัดสินใจที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของเด็กๆ หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือชุมชนใกล้เคียง อย่าลืมติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากโรงเรียนและหน่วยงานรัฐ เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้ดีขึ้น

ที่มา – “โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม” ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ เหตุชายแดนไทยกัมพูชาตึงเครียด

ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่หนองจานและหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่

ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบรรยากาศบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่าสถานการณ์โดยรวมเป็นไปด้วยความสงบ แต่กลับมีความเงียบผิดปกติที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน กลุ่มชาวกัมพูชาที่ปกติจะรวมตัวกันจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงบางตากว่าทุกวันก่อนหน้า จากการใช้ภาพมุมสูงสำรวจ พบว่ามีชาวกัมพูชาเหลืออยู่น้อยมาก ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในฝั่งกัมพูชา

ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้ชาวกัมพูชาจะบางตา แต่ยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาประมาณ 10-20 นาย ปักหลักตรึงกำลังตามแนวชายแดน ทั้งในจุดสูงชันและบริเวณแนวรั้วกั้น พวกเขาดูแลการสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวฝั่งไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ สร้างความน่าสนใจให้กับผู้คนที่ติดตามสถานการณ์ ก่อนหน้านี้ พื้นที่ดังกล่าวมักคึกคักด้วยกลุ่มชาวบ้านกัมพูชาและการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

การเฝ้าระวังของกองกำลังบูรพา

ด้านกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้จัดกำลังพลลาดตระเวนและเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยใช้ทั้งการตรวจการณ์ภาคพื้นดินและการบินโดรนสำรวจภาพมุมสูง เพื่อประเมินความเคลื่อนไหวตลอดแนวชายแดน เจ้าหน้าที่ทหารไทยยืนยันว่า แม้บรรยากาศจะดูเงียบสงบ แต่ก็ยังคงต้องรักษาความรัดกุม เนื่องจากสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ เพื่อเพิ่มกำลังในจุดเสี่ยงต่างๆ

ทหารเฝ้าระวังชายแดน

ชาวบ้านในพื้นที่หนองจานและหนองหญ้าแก้วให้ข้อมูลที่สอดคล้องกัน โดยระบุว่าบรรยากาศวันนี้แตกต่างจากปกติ "ปกติจะเห็นคนฝั่งกัมพูชารวมตัวกันเยอะมาก แต่เช้านี้แทบไม่มีเลย เห็นมีแต่ทหารเขมรยืนคุมอยู่" ชาวบ้านบางรายยังคงเดินทางมาส่งเสบียงข้าวน้ำให้ทหารไทยตามแนวชายแดน เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงได้สั่งเพิ่มกำลังสังเกตการณ์และประสานกับฝ่ายปกครองท้องถิ่น เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในหมู่บ้านชายแดนอย่างใกล้ชิด

ความเงียบผิดปกติใน ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา นี้ อาจเป็นสัญญาณว่าฝั่งกัมพูชากำลังปรับแผนหรือเตรียมการบางอย่าง ซึ่งทางไทยจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ในอดีต พื้นที่ชายแดนนี้เคยมีเหตุการณ์ตึงเครียดหลายครั้ง เช่น การประท้วงหรือการบุกรุก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการป้องกันเสมอ สำหรับวันนี้ แม้จะไม่มีเหตุร้าย แต่ความสงบที่มากเกินไปกลับสร้างความกังวลให้กับทุกฝ่าย

เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราสามารถพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อความผิดปกติครั้งนี้ เช่น การเมืองภายในกัมพูชา หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่อาจซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ เทคโนโลยีอย่างโดรนและกล้องวงจรปิดที่ใช้ในการเฝ้าระวัง ช่วยให้ไทยสามารถตรวจจับความผิดปกติได้ทันท่วงที

  • การลดลงของชาวกัมพูชา: อาจเนื่องจากคำสั่งจากทางการหรือเหตุผลอื่น
  • การตรึงกำลังทหารกัมพูชา: แสดงถึงความระมัดระวังสูง
  • มาตรการฝั่งไทย: ลาดตระเวนและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร สถานการณ์ ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา นี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ เราเชื่อว่าการประสานงานระหว่างไทยและกัมพูชาจะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดได้ หากมีการสื่อสารที่เปิดกว้างมากขึ้น

เชิญชวนให้คุณติดตามข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแบ่งปันมุมมองของคุณในความเห็นด้านล่างนี้

ที่มา – ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา

กัมพูชา นำรถถังเข้าที่ตั้งยิง? จับตาสถานการณ์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่าทหารกัมพูชาได้เคลื่อนย้ายรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง ซึ่งสร้างความกังวลถึงการเตรียมปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นต่อฝ่ายไทย นอกจากนี้ ยังมีรายงานเสียงปืนเล็กและระเบิดขว้างใกล้แนวชายแดนในพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

กัมพูชา นำรถถังเข้าที่ตั้งยิง หนุนชายแดนตึงเครียด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง การกระทำดังกล่าว รวมถึงการนำรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง บริเวณตรงข้ามช่องตาเฒ่า ทางขึ้นเขาพระวิหาร ซึ่งห่างจากแนวปฏิบัติการฝั่งไทยเพียง 300 เมตรเท่านั้น

นอกจากนี้ ในพื้นที่ช่องกร่าง ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทหารไทยได้ยินเสียงปืนและตรวจพบแสงไฟใกล้แนวลวดหนาม ซึ่งคาดว่าเป็นความพยายามของทหารกัมพูชาที่จะเข้ามาตรวจสอบแนวการวางกำลังและยั่วยุฝ่ายไทย ในเวลาต่อมา ยังมีเสียงระเบิดดังขึ้นใกล้แนวรั้วลวดหนาม ซึ่งคาดว่าเป็นการใช้ระเบิดขว้างเพื่อตรวจสอบแนววางกำลัง

กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การกระทำของฝ่ายกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และเป็นการพยายามสร้างสถานการณ์ให้ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยอาวุธ เพื่อนำไปสู่การอพยพประชาชนกัมพูชาและสร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติการทางทหารต่อฝ่ายไทย โดยมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างภาพว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ริเริ่มความรุนแรง

ท่าทีของไทยต่อการที่กัมพูชา นำรถถังเข้าที่ตั้งยิง

แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในหลักการอดกลั้นและปฏิบัติด้วยความรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย อย่างไรก็ตาม กองทัพไทยก็พร้อมที่จะปฏิบัติการเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มที่

นอกจากสถานการณ์ชายแดนแล้ว ยังมีรายงานการดำเนินงานด้านจิตอาสาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดน

นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วยจิตอาสา ได้เข้าดำเนินกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ทำความสะอาดตกแต่งสถานที่ พร้อมทาสี แก่โรงเรียนบ้านโคกกรม ซึ่งได้รับความเสียหายจากการปะทะระหว่างไทย – กัมพูชา ในอดีต

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการ เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือข่าวปลอม

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การที่กัมพูชานำรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เราหวังว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย และทั้งสองฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อสันติภาพ

ที่มา – ตรวจพบทหารกัมพูชานำรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง คาดเตรียมปฏิบัติการทางทหารต่อฝ่ายไทย

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมชายแดนสระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อมอบขวัญกำลังใจแก่แนวหน้าผู้เสียสละปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตย ดูแลความสงบเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการชายแดน ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีพลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์/ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา และนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยพลตำรวจตรี ถาวร ดุลยวิทย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้พบปะและให้โอวาทแก่กำลังพลและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่มารวมตัวกัน ณ ลานหน้ากองบังคับการ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ประกอบด้วย หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12, กำลังประจำถิ่น (ชค.ทพ.12, ชค.ทพ.13, ชค.ตชด.12), ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว, กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12, กองอาสารักษาดินแดน (อส.), ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว (สสจ.สระแก้ว)

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมทั้งขอบคุณที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการรักษาอธิปไตยของชาติ การดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติงานต่อไป

ความสำคัญของการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแนวหน้า

การที่แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การมอบขวัญกำลังใจและสิ่งของยังช่วยเพิ่มพูนขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและดูแลประชาชนมากยิ่งขึ้น

การปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนนั้นมีความเสี่ยงและความท้าทายมากมาย เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และอาจต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปฏิบัติภารกิจ ดังนั้น การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

พวกเราทุกคนควรตระหนักถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน และให้การสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทาง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และปกป้องประเทศชาติของเราต่อไป แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว จึงไม่ใช่แค่การไปตรวจเยี่ยม แต่เป็นการเติมกำลังใจให้ฮึกเหิมยิ่งขึ้น

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ให้กำลังใจแนวหน้า

กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน! จับตาความเคลื่อนไหว


กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน! จับตาความเคลื่อนไหว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของฝ่ายกัมพูชา โดยมีการตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนถึง 3 จุด พร้อมทั้งปรับปรุงฐานที่มั่นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบรถบัสต้องสงสัยซึ่งคาดว่าจะใช้ในการลำเลียงกำลังพลเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่

กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน: รายงานสถานการณ์ล่าสุด

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนจำนวน 3 จุด บริเวณช่องกร่าง นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบสัญญาณการบินของโดรนจำนวน 2 ครั้ง เหนือเนิน 527 และรถบัสต้องสงสัย 1 คัน ซึ่งคาดว่าเป็นการลำเลียงกำลังพลเข้ามาเสริมกำลัง

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายกัมพูชาในการเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดในพื้นที่แนวชายแดนมากยิ่งขึ้นในอนาคต แม้ว่าปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายจะยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมในการตอบโต้ตามสถานการณ์

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนและการเสริมกำลังทหารในพื้นที่ชายแดน อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาได้ แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่ใกล้ชิด แต่ประเด็นเรื่องพรมแดนและความมั่นคงยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การเสริมสร้างความเข้าใจและการเจรจาอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านจิตอาสา โดย ศอ.จอส.พระราชทาน พล.ร.6 ได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งมอบสิ่งของเครื่องใช้และเงินบำรุงขวัญ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลและครอบครัว

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และขอให้ติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดหรือการคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง การรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายย่อมส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค การเฝ้าระวัง การเจรจา และความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคง

ที่มา – ตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน มีรถบัสต้องสงสัย คาดลำเลียงกำลังพลเติมเข้าพื้นที่

กองทัพบกให้ญาติ “ร.ต.ธีรยุทธ” รับราชการ: ครอบครัวซาบซึ้ง

เรื่องราวสุดซึ้งใจ! กองทัพบกได้ให้โอกาสญาติของ “ร.ต.ธีรยุทธ” พลทหารผู้เสียสละ เข้ารับราชการที่ มทบ.26 สร้างความซาบซึ้งใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง มาติดตามรายละเอียดเรื่องราวนี้กันครับ

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่ช่องตาเฒ่า อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ จากการปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ทำให้ พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง อายุ 22 ปี ต้องเสียชีวิตในหน้าที่

เรื่องราวของพลทหารธีรยุทธ ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ เมื่อทราบว่าครอบครัวของเขาอาศัยอยู่อย่างยากลำบากบนที่ดินของหลวง ในกระท่อมหลังเล็กๆ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ภาพของเสาบ้านและหลังคาที่พลทหารธีรยุทธเก็บหอมรอมริบเงินเดือนทหารเพื่อสร้างบ้านให้พ่อแม่ กลายเป็นภาพที่สะกิดใจผู้คนมากมาย

ด้วยความเมตตาจากผู้ใจบุญทั่วประเทศ เงินบริจาคหลั่งไหลมาช่วยเหลือครอบครัวพลทหารธีรยุทธ เพื่อสร้างบ้านให้สำเร็จ รวมถึงพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่พระราชทานบ้านชั่วคราว (บ้านน็อคดาวน์) ให้กับครอบครัวในทันที

ล่าสุด กองทัพบกได้แสดงความขอบคุณและตอบแทนความเสียสละของพลทหารธีรยุทธ โดยให้โอกาส น.ส.หอมจันทร์ กระจ่างทอง พี่สาวของ “ร.ต.ธีรยุทธ” พลทหารผู้เสียสละ ได้เข้ารับราชการ สังกัดมณฑลทหารบกที่ 26 จ.บุรีรัมย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอบรมและเข้าทำงาน

กองทัพบกให้ญาติ “ร.ต.ธีรยุทธ” รับราชการ

น.ส.หอมจันทร์ ได้กล่าวด้วยความตื้นตันว่า เธอรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่คนไทยใจบุญไม่ทอดทิ้งครอบครัวของเธอ และขอขอบคุณกองทัพไทยที่ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่กองทัพให้โอกาสเธอได้เข้ารับราชการ ถือเป็นพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเธอจะตั้งใจทำงานรับใช้ชาติให้ดีที่สุด

นายกิมแดง และนางติน กระจ่างทอง พ่อและแม่ของพลทหารธีรยุทธ ยังคงทำใจกับการจากไปของลูกชายไม่ได้ แต่ก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของคนไทย และความช่วยเหลือจากกองทัพบกเป็นอย่างมาก

กองทัพบกตอบแทนความเสียสละของ “ร.ต.ธีรยุทธ”

รายงานข่าวแจ้งว่า กองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จ 7 ชั้นยศ 5 ขั้นเงินเดือน เลื่อนยศร้อยตรี ให้แก่ พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง และยังได้ดูแลสิทธิและเงินช่วยเหลือตามสิทธิของทางราชการและภาคส่วนต่างๆ พร้อมกับจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวในด้านอื่นๆ ต่อไป

การตัดสินใจของกองทัพบกในการให้โอกาสญาติของ “ร.ต.ธีรยุทธ” พลทหารผู้เสียสละ เข้ารับราชการ ถือเป็นการแสดงความขอบคุณและให้เกียรติแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและครอบครัวทหารทุกคนว่า ความเสียสละของพวกเขานั้น ไม่ได้สูญเปล่า

เรื่องราวของพลทหารธีรยุทธ และครอบครัว เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความเสียสละของทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ และความเอื้ออาทรของคนไทยที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

ที่มา – กองทัพบกให้ญาติ “ร.ต.ธีรยุทธ” พลทหารพลีชีพ รับราชการที่ มทบ.26 ครอบครัวสุดซาบซึ้ง

ม็อบกัมพูชาบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว: ไทยเฝ้าระวัง

สถานการณ์ล่าสุด (23 ก.ย.) พบว่า ม็อบกัมพูชา ยังปักหลักบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ในจังหวัดสระแก้วอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และยังไม่พบสิ่งผิดปกติหรือเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พบว่ายังคงมีความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรวมตัวของกลุ่มคนที่ ม็อบกัมพูชา ยังปักหลักบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

ม็อบกัมพูชา ยังปักหลักบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

ในพื้นที่บ้านหนองจาน บริเวณใกล้หลักเขตที่ 46 พบกำลังพลกัมพูชา (กพช.) ประมาณ 30-40 นาย ยังคงปักหลักเฝ้าระวังในพื้นที่ มีการจัดเวรยามและใช้เพิงพักชั่วคราวเป็นที่พักอาศัย ส่วนในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พบชาวกัมพูชาอยู่ในพื้นที่ประมาณ 40-50 คน โดยมีทั้งทหารและตำรวจที่ประจำการตามแนวชายแดน และชาวบ้านที่เข้ามารวมตัวกันที่เพิงพักบริเวณชายแดนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวในฝั่งกัมพูชา โดยมีพระผู้ใหญ่ เจ้าคณะเขต เจ้าอาวาส และพระสังฆาธิการจากหลายจังหวัด เช่น จังหวัดบันเตียเมียนเจย (บันทายมีชัย), พระตะบอง, อุดรมีชัย, พระวิหาร, เสียมราฐ และโพธิ์สัตว์ เดินทางมาร่วมลงพื้นที่ พร้อมทั้งนำสิ่งของบริจาค เช่น อาหารสด อาหารแห้ง เสื้อผ้า และของใช้จำเป็นอื่นๆ มามอบให้แก่ชาวบ้านและเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจกัมพูชาที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ ม็อบกัมพูชา ยังปักหลักบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางความเคลื่อนไหวและความเป็นไปได้ในอนาคต พร้อมทั้งยืนยันที่จะปกป้องอธิปไตยตลอด 24 ชั่วโมง โดยยังไม่พบเหตุการณ์ความรุนแรงหรือสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ไทยถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันเหตุไม่คาดฝัน และรักษาสันติภาพในพื้นที่ชายแดน การที่ ม็อบกัมพูชา ยังปักหลักบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว เป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป

ที่มา – ​ม็อบกัมพูชา ยังปักหลักบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ฝ่ายไทยเฝ้าระวัง 24 ชม.

กห. ลั่นเอาผิด หากกัมพูชาไม่ย้ายคนออกจากสระแก้ว

โฆษกกระทรวงกลาโหมย้ำชัด ต้องดำเนินการทางกฎหมายหากถึงเส้นตาย 10 ตุลาคม แล้วกัมพูชายังไม่ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่แนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีเส้นตายวันที่ 10 ตุลาคม ที่กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ตลอดแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว หากฝั่งกัมพูชายังคงนิ่งเฉย จะมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไรบ้าง ว่า ตามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในพื้นที่ ไปหารือระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองฝ่าย ซึ่งขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองกำลังอยู่ในระหว่างการพูดคุยกัน และยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ จึงต้องปล่อยให้การเจรจาเป็นไปในระดับพื้นที่ก่อน

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า หากมีการรุกล้ำอธิปไตย ก็มีกฎหมายบังคับใช้ในข้อหารุกล้ำอธิปไตยของไทย ซึ่งประเทศไทยสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที หากยังคงมีการรุกล้ำอยู่เช่นเดิม ก็จะดำเนินมาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในพื้นที่ดูแลเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน และเชื่อว่าสถานการณ์นี้จะไม่น่าเป็นห่วง

ต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเรื่องของการรุกล้ำอธิปไตยและการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย การที่โฆษกกระทรวงกลาโหมออกมาประกาศชัดเจนถึงมาตรการทางกฎหมายที่จะบังคับใช้ หากกัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชน

ความสำคัญของการดำเนินการทางกฎหมาย หากกัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง

การบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่กัมพูชาไม่ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน:

  • การปกป้องอธิปไตย: การรุกล้ำอธิปไตยเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และการดำเนินการทางกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตย
  • ความปลอดภัยของประชาชน: การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นสิ่งสำคัญเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การที่กัมพูชาไม่ดำเนินการตามข้อตกลง อาจส่งผลให้ประชาชนได้รับอันตราย
  • ความน่าเชื่อถือของข้อตกลง: การบังคับใช้กฎหมาย จะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของข้อตกลงระหว่างประเทศ และส่งเสริมความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศ

การที่กระทรวงกลาโหมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการทางกฎหมายหากถึงกำหนดเส้นตายแล้วกัมพูชา ไม่ส่งแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ ถือเป็นท่าทีที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและความสงบสุขตามแนวชายแดน

การดำเนินการดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง การเจรจาและการหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

โฆษก กห. ลั่นต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

ที่มา – โฆษก กห. ลั่นต้องเอาผิดทางกฎหมาย หากถึงเดดไลน์แล้วกัมพูชาไม่อพยพคนออกจากสระแก้ว

Scroll to top