ชายแดนไทยกัมพูชา

นายกฯ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด “นายกฯ อนุทิน” ให้อำนาจทหารเต็มที่ในการปกป้องชายแดน พร้อมแสดงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 และกำชับ สส.ศรีสะเกษ ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ภูผี ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ทหารกัมพูชายิงปืนเล็กเข้ามาในพื้นที่ โดยนายกฯ กล่าวว่าได้มอบแนวทางให้กองทัพดำเนินการจัดการสถานการณ์ชายแดนได้อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากยังไม่ได้แถลงนโยบายจึงยังไม่สามารถสั่งการอะไรเพิ่มเติมได้ในขณะนี้

นายกฯ อนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้เป็นได้เพียงความคิดและการประสานงานเท่านั้น” และขอให้รอจนกว่ารัฐบาลจะเข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มตัวก่อน

นายกฯ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

เมื่อถูกถามถึงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 นายอนุทินย้ำว่ามีความกังวลอยู่ตลอดเวลา และได้สั่งการให้เตรียมพร้อมรับมือกับการปะทะ รวมถึงเตรียมที่หลบภัยให้กับประชาชน

ในส่วนของการสนับสนุนทหาร นายอนุทิน เผยว่าได้พูดคุยแล้วว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เมื่อรัฐบาลเข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มตัวแล้ว หากทหารต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม รัฐบาลพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงกรณีที่ทหารประเมินว่ามีการรุกล้ำอธิปไตยและสามารถดำเนินการตอบโต้ได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าขอให้รอถามในภายหลัง

สำหรับประชาชนในพื้นที่ที่วิตกกังวล นายอนุทินกล่าวว่าได้กำชับให้ สส. ในเขตที่มีปัญหา โดยเฉพาะ สส.พรรคภูมิใจไทย ให้เร่งประสานงานและเตรียมความพร้อมในกรณีที่เกิดความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากที่สุด

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน และความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่นายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่มีต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

การเตรียมความพร้อมที่สำคัญประกอบด้วย:

  • การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและกองทัพ
  • การเตรียมที่หลบภัยที่ปลอดภัยและเพียงพอสำหรับประชาชน
  • การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แก่ประชาชน
  • การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์

นอกจากนี้ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีควรเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาชายแดน

รัฐบาลต้องแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

ถึงเเม้สถานการณ์ชายเเดนไทย-กัมพูชา ดูเหมือนจะมีความตึงเครียด เเต่การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อยู่เสมอ และการมีสติในการเเก้ปัญหา จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้

ที่มา – นายกฯ รับ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 กำชับ สส.ศรีสะเกษ ดูแลเต็มที่

ไทยจัดกำลังพล! ติดตามสถานการณ์กัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน โดยทหารกัมพูชาใช้ปืนเล็ก ซึ่งคาดว่าเป็นการยิงเพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาของฝ่ายเรา ขณะที่ฝ่ายไทยได้ ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่าสถานการณ์โดยรวมคือ ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.22 น. โดยทหารกัมพูชาจำนวน 4 นาย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ภูผี ได้เข้ามาบริเวณแนวรั้วลวดหนามตรงข้ามฐานป่ามัน ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นจึงได้ใช้อาวุธปืนเล็กยาวยิงจำนวน 3 นัด ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นการยิงเพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาของฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายไทยไม่ได้มีการตอบโต้ใดๆ และไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้น

การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา ถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความจริงใจของกองทัพกัมพูชาในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้ลงนามร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC)

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา โดยตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ซำแตจำนวน 1 ลำ ปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยยังคง ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา ประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เนื่องจากในปัจจุบันมีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันการรับข้อมูลข่าวสารที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการของส่วนราชการ ซึ่งสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

สถานการณ์ล่าสุด: ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ฝ่ายกัมพูชาแสดงท่าทีที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ทำให้ฝ่ายไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ การ ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องอธิปไตยของประเทศ

การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการไม่ตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การร่วมมือกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ชายแดนยังคงเปราะบาง และต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การเตรียมพร้อมรับมือ และการมีสติในการรับข้อมูลข่าวสาร คือสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา เตรียมพร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์

กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่

กระทรวงการต่างประเทศตอบโต้กัมพูชาอย่างแข็งขัน กรณีกล่าวหาไทยบิดเบือนหลักเขตแดน 42-43 พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดน และย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการย้ายชาวบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่โดยเร็ว

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวถึงท่าทีของไทยต่อกรณีที่กัมพูชาออกมาประท้วงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เรื่องการบังคับใช้กฎหมายไทยกับพลเมืองกัมพูชาที่เข้ามาในบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ยืนยันว่าไทยได้บังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตแดนของไทยอย่างถูกต้อง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะบิดเบือน การกระทำดังกล่าวของไทยเป็นไปตามหลักอธิปไตยของรัฐและเป็นไปตามหลักสากลที่ทุกประเทศยอมรับ

กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่

นายนิกรเดชกล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยจงใจบิดเบือนแผนผังที่แสดงลักษณะภูมิศาสตร์ และตำแหน่งหลักเขตแดนที่ 42, 43 ว่าเป็นเขตแดนจริงนั้น ทางไทยขอยืนยันว่าไม่เคยระบุหรือยืนยันว่าแผนผังดังกล่าวกำหนดเส้นเขตแดน เพราะการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนอยู่ภายใต้อาณัติของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหรือ JBC แผนผังที่ฝ่ายไทยแสดงเป็นเพียงการนำพิกัดหลักเขตแดนไปทำภาพจำลองเส้นเขตแดนบนแผนที่แบบไม่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ นายนิกรเดชยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่าประเทศไทยละเมิด MOU 43 แต่แท้จริงแล้วเป็นฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดเอ็มโอยูดังกล่าว โดยปล่อยให้มีการสร้างอาคารบ้านเรือนชุมชนทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงในกรอบเอ็มโอยูแล้วกว่า 500 ครั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไข

ไทยอดทนอดกลั้นมาตลอด

ในส่วนของกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่เป็นบ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียดตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น นายนิกรเดชย้ำว่าประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุดมาโดยตลอด ปฏิบัติตามปฏิบัติการทหารทุกครั้งเพื่อป้องกันตนเอง รักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดพันธกรณีข้างต้น สนับสนุน ปลุกปั่น และจัดฉากให้ประชาชนกัมพูชามาชุมนุมประท้วงด้วยท่าทีที่ก้าวร้าวและก่อความไม่สงบในดินแดนของไทย รวมถึงใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนาย โดยฝ่ายไทยใช้ตำรวจควบคุมฝูงชนในการควบคุมสถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยไม่ได้ใช้กองกำลังทหารแต่อย่างใด อย่างที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหา

นายนิกรเดชยังกล่าวอีกว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามหลักสากล และประเทศไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดขยายชุมชนรุกล้ำเขตแดนไทย และแจ้งให้ประชาชนของตนเองที่รุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยย้ายออกนอกพื้นที่ รวมทั้งยุติการปลุกระดมจัดฉากให้เด็ก สตรี และพระสงฆ์ออกมาประท้วงรับหน้าแทน ซึ่งจะส่งผลให้ความขัดแย้งของทั้งสองประเทศร้าวลึกลงไป และเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย การกต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ คือทางออกที่ดีที่สุด

ประเทศไทยขอยืนยันว่าฝ่ายไทยเคารพในพันธกรณี ยึดมั่น และปฏิบัติตามกลไก JBC และข้อตกลงหยุดยิงมาตลอด และรู้สึกผิดหวังที่กัมพูชายังคงบิดเบือนความจริงต่อประชาคมโลกและประชาชนของตนเองอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ไทยเรียกร้องในขณะนี้คือการต้องการความจริงใจผ่านการกระทำของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่ประเทศไทยไม่ได้ก่อและเป็นประโยชน์กับประเทศไทยเลย

นายนิกรยังย้ำว่าประเทศไทยจะยังดำเนินการและใช้โอกาสต่าง ๆ ชี้แจงถึงจุดยืน ท่าที และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อประชาคมโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ มีความมุ่งมั่นที่จะยุติความขัดแย้งกับกัมพูชาโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ การที่ กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่ กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ปัญหาคลี่คลาย และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศ โต้ กัมพูชาบิดเบือนกล่าวหาไทย ลั่นควรให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยเร็ว

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: จริงหรือ? ยังไม่มีประกาศอพยพ!

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้นำหมู่บ้านชายแดนยืนยันว่ายังไม่มีการประกาศเสียงตามสายให้ผู้คนอพยพ มีเพียงการแจ้งเตือนให้เตรียมพร้อมตามปกติ ชาวบ้านยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ข่าวลือหรือความจริง?

วันที่ 23 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น แต่ก็มีกระแสข่าวการประกาศให้ผู้คนอพยพออกจากพื้นที่เมื่อวานนี้

วันนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านหนองคันนาและบ้านตาเมียง ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงใกล้กับปราสาทตาเมือนธม พบว่าชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ และข่าวลือเรื่องการปะทะรอบ 2 ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่บ้านหลังจากการปะทะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ผู้นำชุมชนได้แจ้งให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ และชาวบ้านก็เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

ชาวบ้านได้เตรียมสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์ และติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าหากมีการแจ้งเตือนหรือได้ยินเสียงปืน พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขายืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศให้อพยพจากผู้นำชุมชน มีเพียงการเตรียมความพร้อมไว้เท่านั้นเพื่อความไม่ประมาท อย่างไรก็ตาม บางส่วนของชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ได้ออกจากพื้นที่ไปบ้างแล้ว โดยญาติได้พาไปอาศัยอยู่กับญาติด้วยความสมัครใจ

ชาวบ้านในบ้านตาเมียงก็เช่นกัน ผู้สื่อข่าวพบว่าพวกเขาเก็บสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์พร้อมตลอดเวลา พวกเขาบอกว่ายังไม่ได้อพยพ แต่สิ่งของที่เห็นเป็นการเตรียมความพร้อมเนื่องจากหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ชายแดน หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและทางอำเภอ พวกเขาเตรียมข้าวของไว้ตั้งแต่การอพยพครั้งแรกแล้ว และไม่ได้นำลงจากรถ เพื่อให้พร้อมหากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น พวกเขากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียดในขณะนี้

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ผู้นำชุมชนว่าอย่างไร?

นายสัมพันธ์ สิงคเสลิต ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ 8 กล่าวว่า ชาวบ้านได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ พร้อมอพยพได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เขาได้แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ เพราะมีประสบการณ์มาก่อน แต่ไม่มีการประกาศให้อพยพในช่วงนี้ และสถานการณ์ทั่วไปยังคงปกติ

นายสยาม แสนแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนา หมู่ที่ 5 กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการประกาศให้ชาวบ้านอพยพ มีเพียงการประชาสัมพันธ์เตือนให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพื่อให้ชาวบ้านตระหนัก แต่ไม่วิตก ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ยังคงไม่ปกติ มีกระแสข่าวการปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านตามแนวชายแดนเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารให้จัดการสถานการณ์ให้จบโดยเร็ว

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 ยันยังไม่มีประกาศอพยพ

ทบ. ขอความร่วมมือ ปชช. ปลอดภัยชายแดน

กองทัพบก (ทบ.) ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมเผย 3 แนวทาง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่น การมอบสิ่งของเยี่ยมกำลังพลต้องแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบล่วงหน้า ห้ามเข้าพื้นที่หน่วยทหารแนวชายแดน และงดเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพถ่ายการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

จากสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังคงมีการปฏิบัติการทางทหารและการละเมิดมาตรการหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลัง การลักลอบใช้ทุ่นระเบิด การนำโดรนบินตรวจการณ์ รวมถึงการกระทำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่

ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ กองทัพบกจึงขอความร่วมมือจากประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วน ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ เพื่อร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่

ทบ. เผย 3 แนวทาง ขอความร่วมมือ ปชช. ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยพื้นที่ชายแดน

กองทัพบกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขอความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

3 แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยพื้นที่ชายแดน

เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน กองทัพบกจึงได้กำหนดแนวทาง 3 ข้อ ดังนี้

  1. การมอบสิ่งของและเยี่ยมกำลังพล: ผู้ที่มีความประสงค์จะมอบสิ่งของหรือเยี่ยมกำลังพล จะต้องประสานงานกับหน่วยที่รับผิดชอบล่วงหน้า และดำเนินการเฉพาะในพื้นที่ที่หน่วยทหารกำหนดไว้เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและเป็นระเบียบเรียบร้อย
  2. การเดินทางเข้าพื้นที่ที่ตั้งหน่วยทหารตามแนวชายแดน: ไม่อนุญาตให้ประชาชนหรือบุคคลภายนอกเข้าไปประกอบกิจกรรมใด ๆ ในบริเวณแนวการวางกำลังของหน่วยทหาร หากมีความจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ จะต้องได้รับการอนุมัติจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกก่อนเท่านั้น เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
  3. การเผยแพร่ข้อมูลและภาพถ่ายการปฏิบัติการทางทหาร: ขอความร่วมมือประชาชนและองค์กรต่าง ๆ งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพถ่ายที่อาจบ่งชี้ถึงการปฏิบัติการทางทหาร เช่น แผนที่ที่แสดงการวางกำลัง ภูมิประเทศสำคัญในพื้นที่ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของหน่วยทหาร เพื่อรักษาความลับทางราชการและความปลอดภัยของกำลังพล

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างยิ่ง และการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ประชาชนให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนนั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประเทศชาติอีกด้วย

ทบ. เผย 3 แนวทาง ขอความร่วมมือ ปชช. ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน และร่วมมือกันป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพบกขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือมาโดยตลอด และเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กองทัพบก ในการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยของชาติ ให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การปฏิบัติตามมาตรการที่กองทัพบกขอความร่วมมือ เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติของเรา มาร่วมมือกันสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และเป็นกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเสียสละ

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทุกท่านในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง

ที่มา – ทบ. เผย 3 แนวทาง ขอความร่วมมือ ปชช. ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยพื้นที่ชายแดน

กัมพูชาระดมม็อบป่วนชายแดนสระแก้ว: เริ่มแล้ว!


สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จังหวัดสระแก้วเริ่มตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อกัมพูชาเริ่มระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว โดยมีรายงานการเสริมกำลังด้วยกลุ่มที่เรียกว่า “แก๊งแครอท” เข้ามาในพื้นที่

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นที่บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 โดยมีรายงานว่าผู้นำท้องถิ่นของกัมพูชาได้นัดหมายประชาชนให้มารวมตัวกันใกล้กับแนวรั้วลวดหนามชายแดน

กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ได้เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยมีพระสงฆ์ชาวกัมพูชานำหน้า ตามด้วยชาวบ้านทั้งชายหญิง ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการ รวมแล้วกว่า 100 คน เดินทางเข้ามาในพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ

กลุ่มคนเหล่านี้เดินทางมาจากหมู่บ้านเปรยจันและหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อมาปักหลักอาศัยในเพิงพักชั่วคราวบริเวณชายแดนฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามกับบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงของไทยระบุว่า การรวมตัวครั้งนี้เป็นไปตามรายงานที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ ว่าจะมีการนัดหมายกลุ่มชาวบ้านจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาเพื่อกดดันทางการไทยอย่างต่อเนื่อง

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกลุ่มมวลชนทยอยเดินทางเข้ามาปักหลักพักค้างคืนในพื้นที่ชายแดน และมีการเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมจากฝั่งกัมพูชาว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากนายอุม เรีย ตรัย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในจังหวัด รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นแจกจ่ายแก่กลุ่มผู้ชุมนุมอย่างไม่จำกัด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนที่เข้ามาปักหลักจะสามารถอยู่ในพื้นที่ได้ต่อเนื่อง

ด้านการรักษาความปลอดภัย กองกำลังบูรพาได้จัดกำลังลาดตระเวนอย่างเข้มงวด พร้อมนำโดรนบินตรวจสอบความเคลื่อนไหวตลอดแนวชายแดน เพื่อป้องกันสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย เบื้องต้นยังไม่พบการกระทำที่เป็นการยั่วยุหรือใช้ความรุนแรงจากฝั่งกัมพูชา แต่บรรยากาศโดยรวมเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สถานการณ์ล่าสุด: กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว

เจ้าหน้าที่ไทยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การที่ กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว ครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาคได้

การเสริมกำลังด้วย “แก๊งแครอท” หรือกลุ่มคนที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจและต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

กัมพูชาระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องจัดการด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ การเจรจาและการพูดคุยกันด้วยเหตุผล น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้

ที่มา – เริ่มแล้ว กัมพูชา ระดมม็อบป่วนแนวชายแดน จ.สระแก้ว เสริมกำลังด้วย “แก๊งแครอท”

หลักฐานชัด! บ้านหนองหญ้าแก้ว อธิปไตยไทย MOU43

กองทัพไทยยืนยันชัดเจนว่า “บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน)” ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างแน่นอน ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนตามที่มีข้อกังขา โดยมีหลักฐานรับรองจากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 อย่างชัดเจน

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย พลตรี วิทัย ลายถมยา ได้ออกมาอธิบายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลักเขตแดนที่ 42 นั้นตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน) ตำบลโคกสูง ส่วนหลักเขตแดนที่ 43 ตั้งอยู่ที่บ้านโนนหมากมุ่น ตำบลเดียวกัน การกำหนดแนวเขตแดนในบริเวณนี้เป็นเส้นตรงที่ลากจากหลักเขตแดนที่ 41 ไปยังหลักเขตแดนที่ 42 และต่อเนื่องไปยังหลักเขตแดนที่ 43 จากนั้นแนวเขตแดนจะเลาะไปตามคลองระลมระสือจนถึงหลักเขตแดนที่ 44

หลักฐานยืนยัน บ้านหนองหญ้าแก้ว ในเขตอธิปไตยไทย

กระบวนการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน Terms of Reference (TOR) โดยชุดสำรวจร่วมไทย–กัมพูชาได้ทำการสำรวจสภาพและที่ตั้งของหลักเขตแดนทั้งหมด 74 หลัก เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 สำหรับหลักเขตแดนที่ 42 ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ได้รับการสำรวจในช่วงเดือนตุลาคม 2549 ซึ่งผลการสำรวจพบว่าหลักเขตยังอยู่ในสภาพดี แต่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นต่างกันเล็กน้อยในเรื่องที่ตั้ง ประมาณ 80 เมตร ในส่วนของหลักเขตแดนที่ 43 ได้สำรวจในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2549 พบว่าหลักเขตล้มและถูกฝังอยู่ในดิน แต่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงที่ตั้งที่ถูกต้องร่วมกันได้ และได้สร้างหมุดชั่วคราว (Temporary Marker: TM) ไว้ ณ ตำแหน่งนั้น

ผลการสำรวจร่วมของหลักเขตแดนทั้งหมด รวมถึงหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ได้รับการรับรองในการประชุม JBC ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 แม้ว่าจะยังไม่ได้มีการสำรวจแนวเขตแดนในส่วนของเส้นตรงที่ลากเชื่อมระหว่างหลักทั้งสอง แต่ในหลักฐานบันทึกวาจาและแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดน ซึ่งเป็นไปตามที่ระบุไว้ใน MOU ปี 2543 ได้กำหนดแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักทั้งสองไว้อย่างชัดเจน

บันทึกวาจาและแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 จัดทำขึ้นโดยข้าหลวงปักหลักเขตแดนระหว่างประเทศสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ. 1908–1909 โดยใช้ต้นไม้หรือเสาไม้ติดแผ่นโลหะเป็นหลักเขตแดน ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1919–1920 ได้มีการเปลี่ยนเป็นหลักคอนกรีตทดแทน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหลักไม้หรือเสาไม้เดิม และในแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนของบันทึกวาจาทั้งสองช่วง ได้กำหนดแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักที่ 42 และ 43 โดยแนวเส้นตรงดังกล่าวผ่านกึ่งกลางของหลักเขตแดนทั้งสองอย่างชัดเจน

MOU 2543 ยืนยัน บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นของไทย

กองทัพไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน) ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนที่เกิดจากความแตกต่างของการลากเส้นตรงระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการรับรองร่วมกันแล้ว ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU 2543) และการหารือในระดับคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และประเด็นนี้ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากหลักฐานและกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ

ที่มา – หลักฐานชัด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” อยู่ในเขตอธิปไตยไทย สอดคล้อง MOU43

แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “อนุทิน” แก้ปัญหาชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแสดงความขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ที่ไฟเขียวให้อำนาจทหารอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจและดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปิด-ปิดด่าน การสร้างรั้วชายแดน หรือการจัดการปัญหาโดรน

แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ไฟเขียวให้อำนาจทหาร แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า ที่ผ่านมา กัมพูชายังไม่มีท่าทีที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 แต่กลับมีการเพิ่มกำลังพลในพื้นที่แทน นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินเข้ามาในพื้นที่อธิปไตยของไทยอยู่ทุกวัน รวมถึงการตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังไว้

ต่อไปนี้ เลิกคุยหากยังยั่วยุ

พล.ท.บุญสิน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า หากกัมพูชายังคงมีพฤติกรรมยั่วยุเช่นนี้ต่อไป จะไม่มีการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น กองทัพจะดำเนินการตอบโต้และป้องกันอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

การที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจเรื่องการเปิด-ปิดด่าน และการสร้างรั้วชายแดนได้อย่างเต็มที่นั้น ถือเป็นการแสดงความเชื่อมั่นและไว้วางใจในกองทัพอย่างสูง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดน และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมจัดการประชุม RBC วาระพิเศษ ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ในวันที่ 24-26 กันยายน 2568 ที่ปอยเปต โดยมีวาระสำคัญคือการนำเสนอแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว

ขณะที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เลื่อนการประชุม RBC ออกไปก่อน เนื่องจากมีกรณีการผ่อนปรนด่านจันทบุรี-ตราด เข้ามาในช่วงนั้น และในวันที่ 30 กันยายน 2568 ทางศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ให้แต่ละพื้นที่สำรวจเพื่อทำแผนไว้ภายใน 1 เดือน แต่ยังไม่เกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอยู่บ้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นของกองทัพ และการสนับสนุนจากรัฐบาล เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนได้ในที่สุด การได้รับอำนาจเต็มที่จาก “นายกฯอนุทิน” ในการแก้ไขปัญหาชายแดน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กองทัพสามารถดำเนินการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาชายแดน เป็นไปอย่างราบรื่น และเพื่อความสงบสุขของทุกฝ่าย

การแก้ไขปัญหาชายแดน ไทย-กัมพูชา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ไฟเขียวให้อำนาจทหาร แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

นายกฯ เร่งเยียวยาคนชายแดน ถก UNGA ก่อนแถลงนโยบาย?

“อนุทิน” เร่งประสานสำนักงบฯ-ปกครอง เยียวยาประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา ลั่น ทหารอดไม่ได้ หน่วยไหนขาดอาหารขอให้บอกมา จ่อคุย ก.ต่างประเทศ บินประชุม UNGA ก่อนแถลงนโยบาย ทำได้หรือไม่

วันที่ 21 กันยายน 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ศรีสะเกษ ถึงเรื่องเงินเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เป็นหน้าที่ของตน ซึ่งที่ค้างมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วยังส่งไปไม่ถึง เมื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตนได้เร่งและสั่งการไปยังว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลสำนักงบประมาณให้เร่งประสานงานกับฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และจังหวัด นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน ให้ครบทั้งหมด รายครัวเรือน รวมถึงปั๊มน้ำมัน และสถานที่อื่นตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ แม้สถานการณ์ชายแดนสงบ แต่ทหารบางที่ต้องออกไปซื้ออาหารด้วยตัวเอง ใช้เงินตัวเองนั้น นายอนุทิน ระบุว่า เราสนับสนุนทุกหนทาง ถ้าเป็นปัญหาเช่นนั้นจริงขอให้บอกมา ทหารอดไม่ได้

ส่วนการเดินทางไปประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ระบุว่า เดี๋ยวจะมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต้องเช็กระเบียบว่าถ้ายังไม่แถลงนโยบายของรัฐบาล เราไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศได้หรือไม่ แต่จริงๆ การไปประชุมสมัชชาใหญ่ที่ UN ในวันที่ 26 กันยายนนี้ ส่วนตัวก็ควรจะไปในฐานะที่เราเป็นประเทศไทย และประเทศกัมพูชาก็ร้องเรียนไว้เยอะ จึงต้องถือโอกาสชี้แจงให้เข้าใจว่าประเทศไทยเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ เมื่อถามย้ำว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่ของประเทศเราในเวทีโลกใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ทำความเข้าใจให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้ไปทำในสิ่งที่ผิดกติกา

สำหรับกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะมีเสียงสะท้อนจากพรรคประชาชนให้ นายอนุทิน ไปคุยกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นายอนุทิน ถึงกับร้องฮึยก่อนกล่าวว่า ประสานงานได้ อยู่ที่ทางพวกเรา ซึ่งเห็น สส. บอกว่าภายในต้นเดือนมีเริ่มดำเนินการแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีหรอก ไม่มีให้ไปคุยกับใคร ถ้ารัฐธรรมนูญร่างที่ยกขึ้นมามีเหตุผล ทุกคนไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีคนเดียวที่จะไปคุยกับใคร ต้องช่วยกัน ขอให้ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน จึงถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชนในพื้นที่

ความสำคัญของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ การที่รัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน

นอกจากเรื่องการเยียวยาแล้ว ประเด็นการเดินทางไปประชุม UNGA ก่อนการแถลงนโยบายก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ การที่นายกฯ จะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการบริหารประเทศ

การที่ประเทศไทยจะใช้เวที UNGA ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน และพิจารณาการเข้าร่วมประชุม UNGA อย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและพัฒนาพื้นที่ชายแดน รวมถึงแนวทางการดำเนินงานในเวทีโลก เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับนานาประเทศ

โดยรวมแล้ว การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในปัญหาของประชาชนและความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลชุดใหม่มีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยต่อไป

ที่มา – นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน จ่อคุย กต. บินประชุม UNGA ก่อนแถลงนโยบายได้หรือไม่

Scroll to top