ชายแดนไทยกัมพูชา

คุมเข้ม! บ้านหนองหญ้าแก้ว จับหมดถ้ารุกล้ำ


รอง ผบ.ตร. ปรับแผนใหม่ บังคับใช้กฎหมายเข้มข้น หากพบชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทยที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พร้อมจับดำเนินคดีทั้งหมด ไม่สนว่าจะเป็นพระหรืออะไร เชื่อสถานการณ์ไม่บานปลาย คุมได้ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานหลักสากล

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14:40 น. พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) และพันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รวมไปถึง นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาร่วมประชุมที่ที่ว่าการอำเภอโคกสูง เพื่อรับทราบภารกิจและวางแผนเตรียมแนวทางรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยใช้เวลาในการประชุมครั้งนี้นานกว่า 2 ชั่วโมง

จากนั้น พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากท่านติดภารกิจ แต่ท่านได้ส่งความห่วงใยถึงข้าราชการตำรวจทุกนาย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 4 นาย วันนี้จึงได้นำขวัญและกำลังใจมามอบให้ รวมไปถึงมาเยี่ยมเยียนและรับฟังสถานการณ์ในภาพรวมพื้นที่ เพื่อที่เราจะปรับแผนการทำงานไม่อยากเห็นภาพเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย

พร้อมย้ำว่า “หลังจากนี้เราจะปรับแผน บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ถ้าหากมีการบุกรุกเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ดำเนินคดีทันที / ที่ผ่านมาเราใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ เป็นตัวนำ ซึ่งไม่เข้มข้น วันนี้เราจึงต้องปรับแผนการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังยึดมั่นคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

จะจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับบุคคลที่บุกรุกหรือรุกล้ำเข้ามา เรามีมาตรการจากเบาไปหาหนัก และขอให้มั่นใจว่าจะใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถือเป็นความชอบธรรมและเป็นไปตามมาตรฐานหลักสากล

พล.ต.อ.ไกรบุญ ยังระบุอีกว่า “วันนี้ได้คุยสถานการณ์ภาพรวม ไม่ได้เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พร้อมย้ำให้กำลังพลอดทนอดกลั้นถึงที่สุด“ / ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 นายที่ได้รับบาดเจ็บ เราก็รวบรวมพยานหลักฐาน รูปภาพจากโซเชียล และหากถึงขั้นตอนที่พิสูจน์ทราบตัวตนได้ เราก็จะออกหมายจับ ดำเนินการตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ และประสานกับทางอัยการสูงสุดตามขั้นตอน

คุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว ตร.ปรับแผนใหม่ จับหมดหากพบกัมพูชารุกล้ำ ไม่สนจะเป็นพระหรืออะไร

เมื่อถามว่าทราบข้อมูลหรือไม่ ว่ามีทหารกัมพูชาปลอมเป็นพระนั้น พล.ต.อ.ไกรบุญ ตอบว่า “ไม่สนว่าจะเป็นพระหรืออะไร ถ้าเป็นใครรุกล้ำเข้ามาผมจับหมด แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย เพราะเราคุมสถานการณ์อยู่ ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน” โดยวันนี้เป็นการพูดคุยเตรียมความพร้อมสำหรับฝ่ายไทยเท่านั้น

สรุปมาตรการคุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว

  • ปรับแผนบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น
  • จับกุมดำเนินคดีผู้รุกล้ำทันที ไม่สนว่าเป็นใคร
  • ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปรับแผนและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ การดำเนินการตามมาตรฐานสากลและการยึดมั่นในความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือศาสนา เป็นหลักการที่ควรยึดมั่นเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – คุมเข้มบ้านหนองหญ้าแก้ว ตร.ปรับแผนใหม่ จับหมดหากพบกัมพูชารุกล้ำ ไม่สนจะเป็นพระหรืออะไร

วอร์มรถน้ำ “จีโน่” บ้านหนองหญ้าแก้ว สลายม็อบ?

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อมีการชุมนุมประท้วงที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมพร้อมรับมือ โดยมีการวอร์มรถน้ำ “จีโน่” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสลายการชุมนุมหากสถานการณ์บานปลาย มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นและรถน้ำจีโน่มีความสำคัญอย่างไร

วอร์มรถน้ำ “จีโน่” บ้านหนองหญ้าแก้ว สลายม็อบ?

จากเหตุการณ์การรวมตัวของชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งนำไปสู่การปะทะกับเจ้าหน้าที่ไทย ทำให้มีตำรวจควบคุมฝูงชนได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ ล่าสุด มีรายงานว่าตำรวจได้เตรียม “จีโน่” รถน้ำแรงดันสูง เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีก

พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (ผบก.อคฝ.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจ โดยให้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการสลายการชุมนุม

“ทาง บก.อคฝ. มีความพร้อมในการสนับสนุน โดยได้จัดเตรียมรถน้ำจีโน่ทั้งหมด 10 คัน และมีการบำรุงรักษารถอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้อยู่ในระหว่างรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาในการออกไปสนับสนุนภารกิจ” พล.ต.ต.ชัยกฤต กล่าว

ทำความรู้จักรถน้ำ “จีโน่”

รถน้ำ “จีโน่” เป็นที่รู้จักกันดีในการใช้สลายการชุมนุม โดยเคยถูกนำมาใช้ในการสลายการชุมนุมของคณะราษฎรบริเวณแยกปทุมวันเมื่อปี 2563 รถบรรทุกน้ำสีฟ้าคันนี้สามารถบรรจุน้ำได้ถึง 12,000 ลิตร และมีกระบอกฉีดน้ำบนหลังคารถที่สามารถฉีดได้ไกลถึง 65 เมตร นอกจากนี้ยังสามารถปรับระดับการฉีดได้รอบคัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ รถน้ำ “จีโน่” สามารถผสมสีลงในน้ำได้ ทำให้ผู้ที่ถูกฉีดมีสีติดตัวและเสื้อผ้า ทำให้ง่ายต่อการสังเกต นอกจากนี้ รถควบคุมฝูงชนรุ่นนี้ยังติดตั้งเครื่องเสียงความถี่สูง LRAD (Long Range Acoustic Device) ซึ่งเป็นเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการปราบจลาจล รวมถึงแก๊สน้ำตาและโฟมดับไฟ

  • คุณสมบัติเด่นของรถน้ำจีโน่:
  • บรรจุน้ำได้ 12,000 ลิตร
  • ฉีดน้ำได้ไกล 65 เมตร
  • ปรับระดับการฉีดได้รอบคัน
  • ผสมสีในน้ำได้
  • มีเครื่องเสียงความถี่สูง LRAD
  • มีแก๊สน้ำตาและโฟมดับไฟ
  • ล้อกันกระสุน
  • ตะแกรงป้องกันกระจกรอบคัน
  • คันกั้นเหล็กหน้ารถ
  • กล้องวงจรปิดรอบคัน

นอกจากนี้ ล้อของรถ “จีโน่” ยังเป็นล้อกันกระสุน มีตะแกรงป้องกันกระจกรอบคัน และมีคันกั้นเหล็กหน้ารถไว้เคลียร์พื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง รอบตัวรถมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์รอบทิศทาง ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานได้หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น

น้ำที่ใช้ฉีดนั้นมักจะผสมสีต่างๆ ลงไป ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ในการแบ่งแยกกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากประชาชนทั่วไป สีเหล่านี้มีคุณสมบัติล้างออกยาก ทำให้ผู้ที่ถูกฉีดถูกระบุตัวได้ง่าย

ในอดีต เคยมีการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงที่นำเข้าจากประเทศอเมริกา ฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ที่พยายามฝ่าแบริเออร์และลวดหนาม บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล

สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นอย่างไร?

สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมของรถน้ำ “จีโน่” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย อย่างไรก็ตาม การใช้รถน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาในการสลายการชุมนุมก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบและสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมด้วย

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งจำเป็น แต่การรักษาสันติภาพและการเคารพสิทธิของทุกฝ่ายก็เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

ที่มา – วอร์มรถน้ำ “จีโน่” รอคำสั่ง สลายม็อบกัมพูชา “บ้านหนองหญ้าแก้ว”

รวบ 13 คนไทย ลักลอบข้ามแดน อ้างถูกหลอกไปกัมพูชา

เจ้าหน้าที่รวบ 13 คนไทย กำลังจะลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปทำงานกัมพูชา ขณะที่ผู้นำทางอาศัยความชุลมุนหลบหนี

วันที่ 18 กันยายน 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา พร้อมด้วย พ.อ.เมธี คำเต็ม ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 ได้นำกำลังหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 ออกสกัดจับ 13 คนไทย (ชาย 8 คน, หญิง 5 คน) ขณะกำลังเดินเท้าอยู่ในไร่อ้อยริมชายแดน ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มุ่งหน้าจะลักลอบข้ามพรมแดนช่องทางธรรมชาติออกไปประเทศกัมพูชา พร้อมผู้นำพาชาวกัมพูชา 3 คน

แต่ขณะเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่นั้น ผู้นำพาซึ่งเป็นชาวกัมพูชาทั้ง 3 คนได้อาศัยความชุลมุนในไร่อ้อยแยกย้ายกันวิ่งหลบหนีเข้าไปในไร่อ้อยแล้ววิ่งหนีข้ามพรมแดนออกไปฝั่งกัมพูชาได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวคนไทยทั้ง 13 คน มาซักถามที่ กองร้อยทหารพรานที่ 1206 ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

จากการซักถามเบื้องต้น กลุ่มคนไทยทั้งหมดให้การว่า ได้รับการชักชวนให้ไปทำงานที่ชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ผ่านแอปพลิเคชัน LINE และ Facebook โดยผู้จัดหางานอ้างว่า จะได้เงินเดือนสูงถึง 8,000-12,000 บาท และไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ทำให้พวกตนหลงเชื่อ เนื่องจากต้องการหางานทำเพื่อมีรายได้

จากนั้นพวกตนได้เดินทางมาถึง จ.สระแก้ว ได้มีคนไทยขับรถยนต์มารับไปพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ไม่ทราบว่าที่ไหนก่อนจะถูกพาตัวมายังชายแดน จากนั้นได้มีชายชาวกัมพูชา 3 คน มารับช่วงต่อ แล้วนำพาเดินเท้าเพื่อข้ามแดนตามเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งทุกคนยืนยันว่าไม่ทราบมาก่อนว่าจะต้องเดินทางไปทำงานถึงต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่คาดว่ากลุ่มคนไทยทั้งหมดอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ โดยอาศัยสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจและไม่มีงานทำเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงไปทำงานแบบผิดกฎหมายในฝั่งกัมพูชา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวคนไทยทั้ง 13 คนไปส่งมอบให้กับ พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและสอบสวนขยายผลหาขบวนการหลอกลวงรายนี้ต่อไป.

รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา

สถานการณ์การหลอกลวงคนไทยไปทำงานต่างประเทศยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ทำการรวบตัว รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าใจและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ความเสี่ยงของการลักลอบข้ามแดน

การลักลอบข้ามแดนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีความเสี่ยงมากมายที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกลวง การถูกทำร้าย หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิต ดังนั้นการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

  • การตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางาน: ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางานให้ละเอียดถี่ถ้วน ว่ามีความน่าเชื่อถือและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่
  • การทำสัญญาจ้างงาน: ควรทำสัญญาจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้าง สวัสดิการ และเงื่อนไขการทำงานต่างๆ อย่างชัดเจน
  • การแจ้งข้อมูลแก่สถานทูต: แจ้งข้อมูลการเดินทางและที่อยู่ให้สถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ ทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือหากเกิดปัญหา

การที่ รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยของการหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ และวิธีการป้องกันตนเองจากภัยดังกล่าว ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

หากคุณกำลังพิจารณาที่จะไปทำงานต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ และเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

เรื่องราวของ รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญ ที่เตือนใจให้เราทุกคนต้องระมัดระวัง และตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจใดๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวง

ที่มา – รวบ 13 คนไทย กำลังลักลอบข้ามแดน อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกไปกัมพูชา

รอง ผกก.คฝ.ย้ำ ตำรวจสลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

รอง ผกก.ควบคุมฝูงชน ย้ำเจ้าหน้าที่ทำตามหลักสากล กรณีสถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ใช้อุปกรณ์พิเศษเท่าที่จำเป็น พร้อมยืนยันไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เน้นป้องกันเจ้าหน้าที่

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รองผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (รอง ผกก.ฝอ.บก.คอฝ.) เปิดเผยถึงยุทธวิธีและแนวปฏิบัติในการควบคุมฝูงชนว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคู่มือการควบคุมฝูงชน พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดขั้นตอนการทำงานแบบไล่ระดับ เริ่มจากการตั้งแถว การเคลื่อนกำลัง (Move-in) การแจ้งเตือน การเจรจา หากไม่เป็นผลและสถานการณ์รุนแรงขึ้นจึงจะใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ หรือกระสุนยาง และหากเกิดการเผชิญหน้าในระยะประชิดและรุนแรงมากอาจต้องใช้อาวุธปืน ซึ่งเป็นหลักการปฏิบัติในระดับสากล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หน้างาน

โดยเหตุการณ์เมื่อวันที่ผ่านมา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตนมองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีการรุกล้ำเข้ามาและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ ถือเป็นเหตุอันควรที่เจ้าหน้าที่สามารถตอบโต้ได้อย่างชอบธรรมด้วยการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางในการควบคุม ซึ่งบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาน้อยเกินไป พ.ต.ท.ศรายุทธชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ไม่มีหน้ากากป้องกัน และไม่สามารถคาดเดาทิศทางลมได้ หากใช้แก๊สน้ำตาจำนวนมากจะกระจายไปทั่วทั้งพื้นที่ จะส่งผลกระทบทั้งฝั่งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่เอง

พ.ต.ท.ศรายุทธ ยืนยันว่าอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยแก๊สน้ำตาจะทำให้แสบร้อนหรือหายใจติดขัดแต่จะทุเลาเอง ส่วนกระสุนยางเจ้าหน้าที่มีเป้าหมายยิงต่ำกว่าระดับศีรษะเพื่อลดอันตราย อย่างไรก็ตามระหว่างการควบคุมฝูงชนที่มีการเคลื่อนไหวอาจเกิดความคลาดเคลื่อนบ้าง

และการใช้อุปกรณ์พิเศษเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่เอง เพราะไม่อาจรู้ได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือไม่ โดยกระสุนยางจะใช้ในระยะไม่ต่ำกว่า 10-15 เมตร และไม่เกิน 25 เมตร ขณะที่แก๊สน้ำตาแบบขว้างจะใช้ในระยะ 10-25 เมตร และแบบยิงใช้ในระยะ 50-150 เมตร ทั้งนี้หากการเจรจาและการเตือนบรรลุผล เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้มาตรการรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องเรดาร์เสียง L-RAD ซึ่งปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อผลักดันกลุ่มฝูงชนให้ออกไป หากอยู่ใกล้และนานอาจส่งผลกระทบต่อการได้ยิน เครื่องดังกล่าวจะใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเพื่อป้องกันการกระทบกระทั่ง โดยเสียงมีความถี่สูงกว่าเสียงเครื่องบินขึ้นจากสนามบินอีก

พ.ต.ท.ศรายุทธ ระบุว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชามีเจตนายุยงให้ไทยใช้ความรุนแรง ซึ่งตนไม่เห็นด้วยเพราะจะก่อปัญหามากขึ้นและกระทบชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าการควบคุมฝูงชนเมื่อวานใช้กำลังตำรวจเป็นหลัก โดยมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนกับทหาร และภารกิจควบคุมฝูงชนเป็นหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่ของทหาร

รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

จากเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้เกิดคำถามถึงวิธีการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการควบคุมสถานการณ์ พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รอง ผกก.ฝอ.บก.คอฝ. ได้ออกมาอธิบายถึงขั้นตอนและยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ใช้ โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักสากล และมีการใช้อุปกรณ์พิเศษเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม

ความสำคัญของการปฏิบัติตามหลักสากลในการสลายม็อบ

พ.ต.ท.ศรายุทธเน้นย้ำว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมฝูงชนเป็นไปตามคู่มือการควบคุมฝูงชน พ.ศ. 2561 ซึ่งอ้างอิงจากหลักสากล โดยมีขั้นตอนที่ชัดเจนตั้งแต่การเจรจา การแจ้งเตือน ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์พิเศษเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น การปฏิบัติตามหลักสากลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะ:

  • ลดความรุนแรง: การมีขั้นตอนที่ชัดเจนและใช้กำลังตามความเหมาะสมจะช่วยลดโอกาสในการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ
  • สร้างความโปร่งใส: การปฏิบัติงานตามหลักสากลทำให้การตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน: หลักสากลให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุม และกำหนดขอบเขตการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

แม้ว่าการสลายการชุมนุมจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่หากจำเป็นต้องทำ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยึดมั่นในหลักสากล เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

ประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเน้นย้ำว่าการใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง มีเป้าหมายเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่และควบคุมสถานการณ์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายผู้ชุมนุม และมีการจำกัดการใช้อุปกรณ์ตามระยะทางและสถานการณ์ที่เหมาะสม

การที่ รอง ผกก.คฝ. ออกมาย้ำถึงการปฏิบัติงานตามหลักสากลในการสลายม็อบกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้กำลังอย่างเหมาะสมและการเคารพสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – รอง ผกก.คฝ.ย้ำตำรวจทำตามหลักสากล สลายม็อบกัมพูชา บ้านหนองหญ้าแก้ว

ไทม์ไลน์เดือด บ้านหนองหญ้าแก้ว คฝ.สลายชุมนุม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด เกิดเหตุการณ์ที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อสลายการชุมนุมของชาวกัมพูชา ทำให้มีตำรวจไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย มาติดตาม ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไปพร้อมๆ กัน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อกลุ่มชาวกัมพูชาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ คฝ. ฝ่ายไทย สถานการณ์เริ่มตึงเครียดและนำไปสู่การใช้กำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์

ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว”

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดู ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” อย่างละเอียด:

  • เวลา 16.20 น.: สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วตึงเครียดอย่างมาก เมื่อกลุ่มชาวบ้านกัมพูชาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ คฝ. ฝ่ายไทย ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  • เวลา 16.25 น.: ทั้งสองฝ่ายจำต้องถอยร่นออกจากแนวปะทะ เนื่องจากควันจากแก๊สน้ำตาที่หนาทึบปกคลุมพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการถอยร่น แต่ยังคงมีเสียงตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ไทยดังขึ้นเป็นระยะๆ สะท้อนถึงความไม่พอใจที่ยังคงคุกรุ่น
  • เวลา 16.42 น.: เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่ไทยได้ดำเนินการวางแนวลวดหนาม ซึ่งเป็นเครื่องกีดขวางที่สำคัญ และนำยางรถยนต์มาจัดวางเป็นแนวป้องกันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการบุกรุกหรือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้อีก
  • เวลา 17.00 น.: ฝ่ายไทยได้ยกระดับมาตรการในการควบคุมฝูงชนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยมีการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่องขยายเสียงความถี่สูง (LRAD) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถส่งคลื่นเสียงดังในระยะไกล เพื่อผลักดันและควบคุมสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะอยู่ในความควบคุมแล้ว แต่กลุ่มชาวกัมพูชายังคงปักหลักอยู่ใกล้กับแนวชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะยังคงแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองต่อไป

มาตรการควบคุมฝูงชนที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว

การใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่องขยายเสียงความถี่สูง (LRAD) เป็นมาตรการที่เจ้าหน้าที่นำมาใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการเหล่านี้ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

เหตุการณ์ ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี การเจรจาและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ขึ้นอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและอดทนเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” คฝ. ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยาง สลายชุมนุมชาวกัมพูชา

ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

กองทัพบก (ทบ.) ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

ตามรายงานของกองทัพบก เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 15.40 น. เมื่อกองกำลังบูรพาได้รับรายงานว่ามีกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาประมาณ 200 คน เดินทางมาชุมนุมประท้วงบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การชุมนุมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยในการวางเครื่องกีดขวางและลวดหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้พยายามชี้แจงและทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการวางลวดหีบเพลงตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มมวลชนกัมพูชายังคงแสดงการประท้วงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในการควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

  • 15.40 น.: กองทัพบกได้รับรายงานการชุมนุมประท้วงของชาวกัมพูชา
  • 16.20 น.: เจ้าหน้าที่ไทยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์
  • 17.00 น.: ฝ่ายไทยยังคงเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนและควบคุมการประท้วง

สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 16.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนต้องถอยห่างออกจากแนวปะทะเนื่องจากผลของแก๊สน้ำตา

ถึงเวลาประมาณ 17.00 น. ฝ่ายไทยยังคงดำเนินการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยการวางแนวลวดหนามเพิ่มเติมและใช้ยางรถยนต์ประกอบ รวมถึงควบคุมการประท้วงโดยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD (Long Range Acoustic Device)

ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มถอยออกจากพื้นที่ แต่ยังคงมีการตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ไทยเป็นระยะ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ความรุนแรงโดยการขว้างปาท่อนไม้ ก้อนหิน และยิงหนังสติ๊กมายังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนและการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การใช้ความอดทนอดกลั้นและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชน “กัมพูชา” ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ทำร้าย จนท.ไทย บาดเจ็บ

ตำรวจเจ็บ 2 นาย! เหตุวุ่นวายบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียด! ล่าสุดมีรายงาน ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินที่ถูกขว้างปาเข้ามา ขณะเดียวกันทหารกัมพูชาเองก็ได้รับลูกหลง บาดเจ็บที่บริเวณเบ้าตา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหาการรุกล้ำเขตแดนจากฝั่งกัมพูชา ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไทยกำลังดำเนินการติดตั้งเสาไฟฟ้าใกล้กับแนวรั้ว ซึ่งห่างจากกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ประมาณ 600 เมตร ปรากฏว่ามีชาวบ้านจากฝั่งกัมพูชาจำนวน 50-70 คน ถือไม้เข้ามาพยายามรื้อทำลายลวดหนามที่ใช้กั้นเขตแดน พร้อมทั้งตะโกนด่าทอทหารไทย โดยบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้ และโต้เถียงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ในขณะที่ทหารกัมพูชายืนสังเกตการณ์อยู่

ต่อมาในช่วงเย็น กองกำลังควบคุมฝูงชน (คฝ.) จากตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ สภ.โคกสูง ได้เข้าเสริมกำลังในพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย มีการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมของชาวกัมพูชา ที่มีพฤติกรรมตะโกนด่าทอ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย และระดมมวลชนละเมิดข้อตกลง รวมถึงแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์

ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุด มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยมีอาการหัวแตก จากการถูกก้อนหินขว้างปาจากฝั่งกัมพูชา และกำลังนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทหารกัมพูชาถูกลูกหลง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บที่บริเวณเบ้าตา โดยถูกลูกหลงจากชาวบ้านกัมพูชาเอง ทำให้มีเลือดออกเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างอลหม่านและมีความสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการจัดการปัญหาชายแดนที่ละเอียดอ่อน การใช้กำลังและความรุนแรง อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติ บนพื้นฐานของข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ น่าจะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า

เหตุการณ์ ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างจริงจังและยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงซ้ำรอย รวมถึงการดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ประเด็นสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง จำเป็นต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปพิจารณาและวางแผนป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – ตำรวจเจ็บแล้ว 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่วนทหารกัมพูชาถูกลูกหลง เจ็บอีก 1

คฝ.ใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อสลายการชุมนุม หลังชาวกัมพูชาระดมมวลชนประชิดและทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 บริเวณชายแดนระหว่างหลักเขตที่ 42-43 สร้างความกังวลต่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) จาก บก.ภ.จว.สระแก้ว ร่วมกับตำรวจ สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ตามมาตรการปราบจลาจลและจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมือง การเตรียมพร้อมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยและอธิปไตยของชาติ

ก่อนหน้านี้ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้นำเอกสารหลักฐานไปยื่นประท้วงต่อ นายอูม เรีย เตร็ย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ที่ด่าน ตม.ปอยเปต กรณีที่ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกอธิปไตยไทยเข้ามารื้อรั้วลวดหนามหีบเพลง ที่กองกำลังบูรพานำมาวางกั้นพื้นที่บริเวณหลักเขตที่ 42-43 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 การกระทำดังกล่าวส่งผลให้รั้วลวดหนามหีบเพลงได้รับความเสียหายและสูญหายไปบางส่วน

เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

เหตุการณ์บานปลายเมื่อเวลาประมาณ 16.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ คฝ. ตัดสินใจใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อควบคุมสถานการณ์ หลังชาวกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทยและระดมมวลชนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และควบคุมฝูงชนให้อยู่ในความสงบ

สถานการณ์ล่าสุด: กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

การใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่งผลให้เกิดความชุลมุนและความไม่พอใจในกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังในพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุการณ์บานปลายและรักษาความสงบเรียบร้อย สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนและความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้กำลังและการเผชิญหน้าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การเปิดโต๊ะเจรจาและการแสวงหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาสัมพันธไมตรีและความสงบสุขระหว่างประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องการการจัดการด้วยความระมัดระวัง การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเป็นหนทางที่ดีที่สุด

  • การเจรจาและการทูต: การเจรจาอย่างต่อเนื่องระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้กระทำผิดทั้งสองฝั่งชายแดน
  • การพัฒนาเศรษฐกิจ: การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความยากจน
  • การสร้างความเข้าใจ: การส่งเสริมความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

เหตุการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นเครื่องเตือนใจว่าการรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนนั้นเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุด

ที่มา – เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว หลังกัมพูชาประชิด-ทำร้าย จนท.

ด่วน! พบทหารกัมพูชา 50 นาย ช่องอานม้า

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยพบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า สร้างความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่

ตามข้อมูลที่กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 พล.ต.จัน โชะเพียะตรา ผู้บัญชาการกองกำลังทหารประจำจังหวัดพระวิหาร นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) เข้าตรวจสอบพื้นที่ช่องอานม้า (อนุสาวรีย์ตาอม) อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที และแจ้งให้ฝ่ายไทยทราบล่วงหน้าเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่ฝ่ายกัมพูชานำกำลังทหารกว่า 50 นาย พร้อมอาวุธปืนพกและอาวุธประจำกายประเภทปืนเล็กยาว เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงฯ อย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดการละเมิดดังนี้:

พบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า ละเมิดข้อตกลง?

การพกพาอาวุธ: การที่ทหารกัมพูชาพกอาวุธประจำกายประเภทปืนเล็กยาว (ปลย.) เข้ามา ถือเป็นการละเมิดข้อ 4 ของข้อตกลงหยุดยิงฯ ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า “ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด งดกิจกรรมทางทหารที่ล่วงล้ำเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน” การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่เคารพในข้อตกลงที่มีร่วมกันและอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่บานปลายได้

การใช้บุคคลที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง: พล.จ.ดาโต๊ะ ปาห์ลาวัลย์ อัสรี บิน ชูคอร์ (Maj.Gen. Dato’ Pahlawan Asri bin Shukor) ผู้อำนวยการกองฝึกอบรม กองทัพบกมาเลเซีย เดินทางมาเป็นหัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำกรุงพนมเปญ สิ่งนี้ขัดแย้งกับข้อกำหนดในข้อ 12 ของข้อตกลงหยุดยิงฯ ที่กำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของ IOT เป็นไปโดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียนที่ประจำการ ณ ประเทศไทยและกัมพูชาเท่านั้น การที่บุคคลที่ไม่ได้รับมอบหมายตามข้อตกลงเข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ ถือเป็นการไม่ให้เกียรติและอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการ

พฤติการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกองทัพกัมพูชาในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงฯ ที่ได้ลงนามร่วมกัน ทั้งในกรอบการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดหลักสันติวิธี แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ผลกระทบจากการพบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า

การพบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า ส่งผลกระทบหลายด้าน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การละเมิดข้อตกลงซ้ำๆ ย่อมส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชา
  • ความเชื่อมั่น: การกระทำดังกล่าวบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการสันติภาพและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
  • ความมั่นคง: การปรากฏตัวของทหารพร้อมอาวุธ สร้างความตึงเครียดและความไม่มั่นคงในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยความจริงใจและการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดจากทุกฝ่าย การละเมิดข้อตกลงไม่เพียงแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง แต่ยังบั่นทอนความพยายามในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ทางฝั่งไทยคงต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

ที่มา – พบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า

Scroll to top