สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยพบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า สร้างความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่
ตามข้อมูลที่กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 พล.ต.จัน โชะเพียะตรา ผู้บัญชาการกองกำลังทหารประจำจังหวัดพระวิหาร นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) เข้าตรวจสอบพื้นที่ช่องอานม้า (อนุสาวรีย์ตาอม) อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที และแจ้งให้ฝ่ายไทยทราบล่วงหน้าเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น
สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่ฝ่ายกัมพูชานำกำลังทหารกว่า 50 นาย พร้อมอาวุธปืนพกและอาวุธประจำกายประเภทปืนเล็กยาว เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงฯ อย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดการละเมิดดังนี้:
พบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า ละเมิดข้อตกลง?
การพกพาอาวุธ: การที่ทหารกัมพูชาพกอาวุธประจำกายประเภทปืนเล็กยาว (ปลย.) เข้ามา ถือเป็นการละเมิดข้อ 4 ของข้อตกลงหยุดยิงฯ ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า “ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด งดกิจกรรมทางทหารที่ล่วงล้ำเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน” การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่เคารพในข้อตกลงที่มีร่วมกันและอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่บานปลายได้
การใช้บุคคลที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง: พล.จ.ดาโต๊ะ ปาห์ลาวัลย์ อัสรี บิน ชูคอร์ (Maj.Gen. Dato’ Pahlawan Asri bin Shukor) ผู้อำนวยการกองฝึกอบรม กองทัพบกมาเลเซีย เดินทางมาเป็นหัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำกรุงพนมเปญ สิ่งนี้ขัดแย้งกับข้อกำหนดในข้อ 12 ของข้อตกลงหยุดยิงฯ ที่กำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของ IOT เป็นไปโดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียนที่ประจำการ ณ ประเทศไทยและกัมพูชาเท่านั้น การที่บุคคลที่ไม่ได้รับมอบหมายตามข้อตกลงเข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ ถือเป็นการไม่ให้เกียรติและอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการ
พฤติการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกองทัพกัมพูชาในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงฯ ที่ได้ลงนามร่วมกัน ทั้งในกรอบการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดหลักสันติวิธี แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
ผลกระทบจากการพบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า
การพบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า ส่งผลกระทบหลายด้าน:
- ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การละเมิดข้อตกลงซ้ำๆ ย่อมส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชา
- ความเชื่อมั่น: การกระทำดังกล่าวบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการสันติภาพและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
- ความมั่นคง: การปรากฏตัวของทหารพร้อมอาวุธ สร้างความตึงเครียดและความไม่มั่นคงในพื้นที่ชายแดน
สถานการณ์ล่าสุดนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยความจริงใจและการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดจากทุกฝ่าย การละเมิดข้อตกลงไม่เพียงแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง แต่ยังบั่นทอนความพยายามในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
ทางฝั่งไทยคงต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
ที่มา – พบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า


