วัน: 17 กันยายน 2025

ตร.เร่งล่า! บุกเดี่ยวชิงทอง ใช้มีดจี้ลูกค้า

ตำรวจเร่งล่าตัวคนร้าย บุกเดี่ยวชิงทอง ใช้มีดจี้ “ลูกค้า” ในร้านเป็นตัวประกัน เหตุเกิดที่ร้านทองแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี คนร้ายได้ทองรูปพรรณไปมูลค่ากว่า 2.4 แสนบาท และหลบหนีไป คาดว่าเป็นนักพนันที่เคยก่อเหตุมาแล้วเมื่อสองเดือนก่อน

ตร.เร่งล่าตัวคนร้าย บุกเดี่ยวชิงทอง ใช้มีดจี้ “ลูกค้า” ในร้านเป็นตัวประกัน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 16.30 น. ร.ต.อ. สมบัติ โพนสิงห์ รอง สว.(สอบสวน) ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายบุกร้านทองในตลาดใหม่ท่าลาน ริมถนนสายท่าลาน-ห้วยบง หมู่ 8 ตำบลบ้านครัว อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี โดยคนร้ายใช้มีดจี้ลูกค้าเป็นตัวประกัน ก่อนชิงทองรูปพรรณแล้วหลบหนีด้วยรถจักรยานยนต์

จากภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้านทอง พบว่าคนร้ายเป็นชาย อายุราว 30-40 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ยามาฮ่า รุ่นเอ็นแม็กซ์ สีเทาดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มาจอดที่หน้าร้าน จากนั้นเดินเข้าไปพร้อมอาวุธมีดปลายแหลมยาวประมาณ 30 เซนติเมตร

ขณะเกิดเหตุ นางสุรีย์นุท บัวศรี อายุ 57 ปี ลูกค้าร้านทอง กำลังนำแหวนหนัก 1 เฟื้อง มาจำนำกับนางนันทวัน เปี่ยมเขียว อายุ 72 ปี เจ้าของร้าน ในราคา 5,000 บาท คนร้ายซึ่งสวมหมวกกันน็อกสีแดง หน้ากากอนามัยสีขาว กางเกงยีนส์ เสื้อคลุมแขนยาวสีครีม ได้ผลักประตูกระจกเข้ามา

คนร้ายผลักนางสุรีย์นุท และใช้มือบีบคอ ก่อนผลักเข้าไปด้านในร้าน พร้อมใช้แขนรัดคอและมีดจี้ที่เอว ขู่ให้นางนันทวันส่งทองรูปพรรณให้ มิฉะนั้นจะปาดคอนางสุรีย์นุท ทำให้เจ้าของร้านต้องหยิบทองรูปพรรณประมาณ 15 เส้น น้ำหนักเส้นละ 1 สลึง มูลค่ารวมประมาณ 240,000 บาท ส่งให้คนร้าย คนร้ายจึงหลบหนีไป โดยใช้เส้นทางรอยต่ออำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นางสุรีย์นุท ลูกค้าที่ถูกจี้เป็นตัวประกัน เปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกกลัวมาก สาเหตุที่นำแหวนมาจำนำเพราะหลานชายวัย 5 ขวบป่วย ต้องนำเงินไปหาหมอ แต่กลับมาเจอเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้

นางสุรีย์นุท เล่าทั้งน้ำตาว่า ขณะนั้นคิดถึงลูกและหลานมาก กลัวว่าจะถูกปาดคอ คนร้ายตะโกนให้เจ้าของร้านส่งทอง ตนเองถูกรัดคอและมีดจี้ ไม่สามารถต่อสู้ได้ โชคดีที่คนร้ายได้ทองแล้วปล่อยตนเองไป ล่าสุดตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวคนร้าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มนักพนัน

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดและข้อมูลรูปพรรณคนร้าย ตำรวจ สภ.บ้านหมอ และชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี ได้เบาะแสคนร้ายแล้ว เนื่องจากคนร้ายพูดขณะก่อเหตุว่าเป็นหนี้พนันบอล ร้านทองแห่งนี้เคยถูกชิงทองมาแล้วเมื่อ 2 เดือนก่อน ซึ่งครั้งนั้นคนร้ายได้แหวนหนัก 1 บาท มูลค่า 5 หมื่นกว่าบาท และถูกจับกุมได้

ตำรวจเร่งล่าคนร้าย บุกเดี่ยวชิงทอง ใช้มีดจี้ “ลูกค้า” ในร้านเป็นตัวประกัน

คดี บุกเดี่ยวชิงทอง ใช้มีดจี้ “ลูกค้า” ในร้านเป็นตัวประกัน ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากหนี้สินและการพนัน การป้องกันเหตุลักษณะนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการป้องกันและปราบปรามการพนัน การให้ความรู้ทางการเงิน และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อีก

บุกเดี่ยวชิงทอง ใช้มีดจี้ “ลูกค้า” ในร้านเป็นตัวประกัน ถือเป็นเหตุอุกอาจที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

ที่มา – ตร. เร่งล่าตัวคนร้าย บุกเดี่ยวชิงทอง ใช้มีดจี้ “ลูกค้า” ในร้านเป็นตัวประกัน

อบรมพัฒนา “กองร้อยน้ำหวาน” เสริมภูมิคุ้มกันสื่อ

“รองจ๋อ” พร้อม “ผู้การอ๊ะ” เปิดโครงการอบรมให้ความรู้พัฒนา “กองร้อยน้ำหวาน” เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อนำไปปรับใช้สร้างอาชีพออนไลน์ เพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 ก.ย. 68 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.อคฝ. พ.ต.อ.โรจนินทร์ ทองใบ รอง ผบก.อคฝ. พ.ต.อ.สมชาย เอื้อทยา รอง ผบก.อคฝ. เปิดโครงการอบรมให้ความรู้ “การสร้างสื่อสังคมออนไลน์เพื่อการประชาสัมพันธ์ และการสร้างอาชีพเสริมให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (กองร้อยน้ำหวาน)”

โครงการดังกล่าว เป็นแนวคิดที่เริ่มจากการมอบนโยบายการบริหารราชการของ พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหนึ่งในนโยบายหลัก คือการมุ่งเน้นการจัดสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ที่ตำรวจพึงมีอย่างเต็มที่ รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้สินของข้าราชการตำรวจ โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้กำชับการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารราชการของ ตร. และได้มอบนโยบายการบริหารราชการของ บช.น. ซึ่งได้เน้นย้ำการมุ่งเน้นการดูแลสวัสดิการ เสริมสร้างความรัก และความสามัคคีของข้าราชการตำรวจ

นโยบายของผู้บังคับบัญชาดังกล่าว จึงได้ถูกนำมาถ่ายทอดและเกิดโครงการที่ดี ที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.อคฝ. เพื่อให้มีการพัฒนาตนเอง รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถ ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่างๆ ในชีวิตประจำวัน รวมถึงเพื่อประโยชน์ของประชาชน และสังคมโดยรวม ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้ มิได้เป็นเพียงช่องทางการสื่อสาร หรือเพื่อการบันเทิงเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่สร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจ และยังเป็นการปฏิบัติการเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูง ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ รวมถึงการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ เสมือนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสื่อสารระหว่างตำรวจ และประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

โครงการนี้มี พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.3 บก.สส.บช.น. และ ร.ต.อ. เลิศวริศ เลิศวรปรีชา รอง สว.ปฏิบัติราชการ บช.น. พร้อมได้รับเกียรติจาก คุณธัญญาเรศ เองตระกูล และคณะวิทยากร ภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ มาถ่ายทอดความรู้ เทคนิคและประสบการณ์ หากข้าราชการตำรวจที่ได้เข้าร่วมโครงการและได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างอาชีพออนไลน์ เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ และโอกาสที่ดีแก่ตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัว

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า ได้ร่วมทำงานภาคสนามพร้อมกับกองร้อยน้ำหวาน กลางแดด กลางฝน ทุกคนเสียสละ เพื่อดูแลประชาชน เป็นภาพที่เห็นแล้วน่าภาคภูมิใจที่ผู้หญิงสง่างาม ผมตั้งใจอยากเห็นน้องๆ กองร้อยน้ำหวาน สุขภาพแข็งแรง และสวยงาม จึงได้มอบลิปสติกให้ทุกคนไว้ใช้งานแทนคำขอบคุณ สุดท้ายขอให้การอบรมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ พร้อมทั้งขอให้ผู้เข้ารับการอบรมตั้งใจเรียนรู้และนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากวิทยากรไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง และราชการต่อไป

อบรมพัฒนา “กองร้อยน้ำหวาน” เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การใช้สื่อออนไลน์

การอบรมพัฒนา “กองร้อยน้ำหวาน” เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ในการใช้สื่อออนไลน์ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรตำรวจให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล เพราะในยุคปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างตำรวจและประชาชน การที่ “กองร้อยน้ำหวาน” ได้รับการอบรมและพัฒนาทักษะในด้านนี้ จะช่วยให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทำไมต้องอบรมพัฒนา “กองร้อยน้ำหวาน” เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การใช้สื่อออนไลน์?

การอบรมพัฒนา “กองร้อยน้ำหวาน” เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ในการใช้สื่อออนไลน์มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้:

  • เสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสื่อสังคมออนไลน์: ช่วยให้ข้าราชการตำรวจเข้าใจถึงกลไกการทำงานของสื่อสังคมออนไลน์ ข้อดีข้อเสีย รู้จักการใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างถูกต้องและเหมาะสม
  • พัฒนาทักษะการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์: สอนเทคนิคการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการกับความคิดเห็นที่หลากหลาย และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร
  • ป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง: สร้างภูมิคุ้มกันให้ข้าราชการตำรวจสามารถแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องจากข้อมูลที่บิดเบือน และป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรและสังคม
  • สร้างโอกาสในการสร้างอาชีพเสริม: สอนทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างรายได้เสริม เช่น การขายสินค้าออนไลน์ การทำคอนเทนต์ การเป็น Influencer

โครงการนี้เป็นมากกว่าการอบรม แต่เป็นการลงทุนในบุคลากร เพื่อให้พวกเขาสามารถเป็นกระบอกเสียงที่เข้มแข็งขององค์กร และเป็นผู้ที่สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างตำรวจและประชาชน

การพัฒนาศักยภาพของ “กองร้อยน้ำหวาน” ให้มีความรู้ความสามารถในการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – เปิดโครงการอบรมพัฒนา “กองร้อยน้ำหวาน” เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การใช้สื่อออนไลน์

น้ำท่วมหล่มสัก! แม่น้ำป่าสักเอ่อท่วมซ้ำ 200 ครัวเรือน

สถานการณ์น้ำท่วมกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านหล่มสักอีกครั้ง! เมื่อแม่น้ำป่าสักไหลเอ่อล้นตลิ่งเป็นรอบที่ 2 ส่งผลกระทบต่อกว่า 200 ครัวเรือน ระดับน้ำสูงถึง 40 เซนติเมตร และในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งสูงถึง 110 เซนติเมตร แม้ว่าขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยมวลน้ำจากแม่น้ำป่าสักไหลเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหลายตำบล ได้แก่ ตำบลตาลเดี่ยว ตำบลท่าอิบุญ ตำบลห้วยไร่ และบางส่วนของเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก ระดับน้ำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 40 เซนติเมตร แต่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ระดับน้ำสูงถึง 110 เซนติเมตร สร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน

ทางด้าน นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มอบหมายให้ นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก และนายสุกรี สนธิญาติ นายกเทศมนตรีตำบลตาลเดี่ยว พร้อมด้วยคณะทำงานจากฝ่ายปกครอง เร่งลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แม่น้ำป่าสักไหลเอ่อล้นตลิ่งในครั้งนี้ โดยพบว่าในบางจุด คันคูกั้นน้ำบริเวณริมแม่น้ำป่าสักได้พังเสียหาย ทำให้มวลน้ำไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์น้ำท่วมหล่มสัก

แม่น้ำป่าสักไหลเอ่อล้นตลิ่ง

สถานการณ์โดยรวมในช่วงเย็นเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น มวลน้ำเริ่มทรงตัวและค่อยๆ ลดระดับลงอย่างช้าๆ ในส่วนของเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก เจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง มาเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน คาดการณ์ว่ามีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ประมาณ 200 ครัวเรือน

ผลกระทบและความช่วยเหลือเบื้องต้น

  • บ้านเรือนประชาชนในหลายตำบลได้รับความเสียหาย
  • การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก
  • ทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหาย

ทางหน่วยงานภาครัฐได้เร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น โดยการ:

  • แจกจ่ายถุงยังชีพและน้ำดื่ม
  • ให้ความช่วยเหลือในการขนย้ายสิ่งของ
  • ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหล่มสักในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องมีการทบทวนและวางแผนการป้องกันในระยะยาว เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างระบบเตือนภัยที่รวดเร็ว และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ชาวบ้านหล่มสักสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

ข้อเสนอแนะ:

  • สำรวจและประเมินความแข็งแรงของคันกั้นน้ำ
  • ขุดลอกคลองและทางระบายน้ำ
  • สร้างระบบเตือนภัยน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ
  • ให้ความรู้และฝึกอบรมประชาชนในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม
เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความสำคัญនៃការเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การมีแผนฉุกเฉิน การรู้จักเส้นทางอพยพ และการมีสิ่งของจำเป็นสำหรับยังชีพ จะช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาความเดือดร้อนได้ในยามคับขัน

น้ำท่วมหล่มสัก

ที่มา – แม่น้ำป่าสักไหลเอ่อล้นตลิ่งรอบ 2 “หล่มสัก” เดือดร้อนกว่า 200 ครัวเรือน

18 ก.ย. เคาะวัน เลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่

ประชาธิปัตย์ประชุม กก.บห.พรุ่งนี้ เคาะวันเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ “ธนิตพล” เผย พรรคเปิดกว้างรับผู้มีศักยภาพ คาดได้ผู้นำไม่เกินตุลาคมนี้

วันที่ 17 กันยายน 2568 นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยความคืบหน้าการเตรียมการคัดเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ว่า รักษาการกรรมการบริหารพรรคจะมีการประชุมพรุ่งนี้ (18 กันยายน 2568) เพื่อพิจารณากำหนดวันจัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ใน 2 ช่วง คือวันที่ 11-12 ตุลาคม กับวันที่ 18-19 ตุลาคม 2568 หรือจะพิจารณาในวันอื่นๆ ภายใน 60 วัน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนด

สำหรับการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จะเป็นไปตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2567 สืบเนื่องจากการที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ตามข้อ 34 (2) และตามข้อบังคับ ข้อ 29 และข้อ 35 (1) ได้มีการกำหนดให้เป็นอำนาจของที่ประชุมใหญ่พรรคในการจัดเลือกตั้ง คณะกรรมการบริหารพรรค จำนวน 41 คน ซึ่งรวมถึงหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค และตำแหน่งอื่นๆ โดยการเลือกตั้งต้องคำนึงถึงความหลากหลายของเพศสภาพและเพศวิถีด้วย

18 ก.ย. ประชุมเคาะวันเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ เปิดกว้างผู้มีศักยภาพ

สำหรับการเลือกหัวหน้าพรรค และ กก.บห.ชุดใหม่ ตามข้อบังคับข้อ 30 ได้กำหนดคุณสมบัติว่าต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และเป็นสมาชิกพรรคติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่สมาชิกดังกล่าวมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

1. เป็นหรือเคยเป็นกรรมการบริหารพรรค

2. เป็นหรือเคยเป็นคณะกรรมการสาขาพรรค

3. เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรค

4. เป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรีในนามพรรค

5. เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในนามพรรค

6. สมาชิกที่ที่ประชุมใหญ่มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ที่อยู่ในที่ประชุม มีมติให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค

นายธนิตพล กล่าวอีกว่า จากปัญหาการจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคในช่วงที่ผ่านมา พรรคได้มีการปรับปรุงข้อบังคับใหม่เพื่อเปิดกว้างให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมีช่องทางเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยไม่ติดขัดด้วยเงื่อนไขเดิมๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นสมาชิก ทำให้พรรคมีความพร้อมที่จะเลือกผู้นำที่มีศักยภาพสูงสุดเพื่อขับเคลื่อนพรรคต่อไป.

ความคืบหน้าล่าสุด: 18 ก.ย. ประชุมเคาะวันเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่

การประชุมในวันที่ 18 กันยายนนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ การตัดสินใจเรื่องวันเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ จะส่งผลต่อทิศทางและยุทธศาสตร์ของพรรคในอนาคตอันใกล้ การเปิดกว้างสำหรับผู้มีศักยภาพในการเข้ามาเป็นผู้นำพรรค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปรับตัวและพัฒนาเพื่อเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและผู้นำพรรคเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การเฟ้นหาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเข้าใจถึงปัญหาของสังคม จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา การมีผู้นำที่มีความสามารถและได้รับการยอมรับจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

พรรคประชาธิปัตย์กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การตัดสินใจในการประชุมวันที่ 18 กันยายนนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพรรคในอนาคต เราหวังว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม และได้ผู้นำที่สามารถนำพาพรรคไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – 18 ก.ย. ประชุมเคาะวันเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ เปิดกว้างผู้มีศักยภาพ

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์: จากอธิบดี สู่ รมช.มหาดไทย

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” เส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดา จากอดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล สู่ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย สมัยแรก ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งว่าที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยป้ายแดง หลายคนอาจสงสัยว่าใครคือ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ และมีประวัติความเป็นมาอย่างไร บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวของท่าน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้จัดตั้งทีมพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.อนุทิน 1 ซึ่งมาจากพรรคร่วม และบุคคลภายนอก มาร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมลงนามกับหัวหน้าพรรคประชาชน ภายใต้ข้อตกลง MOA จำนวน 5 ข้อ แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคเพื่อไทยบางส่วน ได้เปิดตัวเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ได้ยื่นลาออกจากการเป็น สส. และมีความชัดเจนว่าจะมารับตำแหน่ง ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประวัติ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์”

สำหรับประวัติของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2504 ปัจจุบันอายุ 64 ปี (ณ ปี พ.ศ. 2568) ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และปริญญาโท คณะบริหารการป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ ท่านยังผ่านการอบรมในหลักสูตรต่างๆ มากมาย อาทิ สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สจว.88), นักปกครองระดับสูง สถาบันดำรงราชานุภาพ (นปส.53), ประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า (ปศส.13), หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.59), หลักสูตรนักบริหารการเงินการคลังภาครัฐระดับสูง (นงส.5) และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.10) เป็นต้น

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ กับเส้นทางราชการ

นายศักดิ์ดา เริ่มต้นชีวิตราชการในกรมป่าไม้ โดยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด และได้ย้ายไปปฏิบัติงานในหลายจังหวัด ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 8 และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 พิษณุโลก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในช่วงปี 2554-2557 ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปัตตานี ก่อนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการสำนักป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ในช่วงนั้น ท่านมีผลงานเป็นผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดีข้าราชการระดับสูง และนักการเมืองระดับประเทศ ในข้อหาบุกรุกอุทยานเขื่อนศรีนครินทร์ บริเวณอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และปลูกบ้านริมเขื่อน 3 หลัง จนกระทั่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุกจำเลยในที่สุด หลังจากนั้น ท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ และรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนี้ นายศักดิ์ดาได้นำทีมออกปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกป่าชายเลน จับกุมผู้บุกรุกจำนวนมาก และสามารถยึดคืนป่าชายเลนกลับมาฟื้นฟูได้มากถึง 3-4 หมื่นไร่

ต่อมาในปี 2561 ท่านถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในช่วงปี 2563 ท่านเคยออกมาเปิดเผยในการประชุมวาระพิจารณางบประมาณแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่ามีอนุกรรมาธิการบางคนโทรศัพท์เรียกเงินจำนวน 5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการผ่านงบประมาณ และได้เกษียณอายุราชการในปี 2564

จาก สส.เพื่อไทยสมัยแรก สู่ว่าที่ รมช.มหาดไทย ใต้รัฐบาลอนุทิน

ต่อมา นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้เข้าสู่สนามการเมืองโดยลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 และได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก แต่ภายหลังพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมา 2 ปีเศษ และมีเหตุให้นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 คนของพรรคเพื่อไทย คือ นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นไป ส่งผลให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น นายศักดิ์ดา ประกาศตัวนำ สส. รวม 8 คน สนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี หันหลังให้กับพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 โดยให้เหตุผลว่า

“ประชาชนที่เลือกผมมา ต่างฝากความหวังกับรัฐบาลที่ผมสังกัด แต่การแก้ปัญหาดังกล่าวล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผมจึงต้องออกมาต่อสู้ เพื่อแก้ปัญหาและปกป้องประชาชนในพื้นที่ผม ผมขอรับผิดชอบในการตัดสินใจของผม หากในวันนี้การกระทำของผมทำให้ใครบางคนต้องผิดหวัง ผมก็น้อมรับแต่เพียงผู้เดียว”

ในท้ายที่สุด ภายหลังการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 จากนั้น 4 วันให้หลัง (9 กันยายน 2568) นายศักดิ์ดา ได้ยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอลาออกจากการเป็น สส. ส่งผลให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 ขึ้นใหม่ในวันที่ 19 ตุลาคม 2568 และนายศักดิ์ดานั้น มีชื่อเตรียมเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ในเก้าอี้ มท.3

การเปลี่ยนผ่านจากข้าราชการสู่การเป็นนักการเมืองของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย อนาคตทางการเมืองของท่านจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

ที่มา – ประวัติ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” อดีตอธิบดี ทบ. สู่ สส.เพื่อไทย จ่อ รมช.มหาดไทยป้ายแดง

ระทึก! **เรือโป๊ะพุ่งใส่ป้อมเพชร** โบราณสถานอยุธยา

นาทีชีวิต! ชาวบ้านใจหายใจคว่ำเมื่อ **เรือโป๊ะพุ่งใส่ป้อมเพชร** โบราณสถานสำคัญของอยุธยา เกือบเกิดความเสียหายต่อประวัติศาสตร์ชาติ

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 17 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นกลางแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้าวังน้ำวน วัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรือยนต์ลากจูงลำหนึ่งกำลังลาก **เรือโป๊ะพุ่งใส่ป้อมเพชร** ทวนกระแสน้ำเพื่อไปยังจังหวัดอ่างทอง แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากอย่างกะทันหันได้พัดพาห่วงเรือโป๊ะให้เสียหลัก พุ่งตรงไปยังป้อมเพชร โบราณสถานสำคัญของชาติ ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความตกใจของชาวบ้านที่อยู่ริมตลิ่ง เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ทุกสายตาจับจ้องไปยังเรือโป๊ะที่กำลังจะชนเข้ากับป้อมปราการเก่าแก่

ชาวบ้านต่างพากันลุ้นระทึก บางคนถึงกับเบือนหน้าหนีไม่อยากเห็นภาพความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แต่แล้วก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น เมื่อคนประจำเรือสามารถดึงเชือกโยงกระชากเรือไว้ได้ทัน ก่อนที่เรือโป๊ะจะชนเข้ากับป้อมเพชรเพียงเสี้ยววินาที เสียงเชือกดังสนั่นบ่งบอกถึงแรงดึงมหาศาลที่ใช้ในการยับยั้งเรือลำใหญ่ หากเชือกขาดเพียงนิดเดียว ป้อมเพชรอาจได้รับความเสียหายอย่างหนัก หรืออาจพังทลายลงมาเลยก็ได้

เหตุการณ์ **เรือโป๊ะพุ่งใส่ป้อมเพชร** ในครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงความสำคัญของการเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว และใกล้กับโบราณสถาน ควรมีการตรวจสอบสภาพเรือและอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ นอกจากนี้ การมีสติและไหวพริบในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รอดพ้นจากอันตรายได้

ป้อมเพชรเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงเมืองอยุธยาที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการป้องกันข้าศึกที่จะเข้ามาทางน้ำ ปัจจุบันป้อมเพชรได้รับการบูรณะและอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เรือโป๊ะพุ่งใส่ป้อมเพชร

ความสำคัญของป้อมเพชร

ป้อมเพชรไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งก่อสร้างเก่าแก่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความสามารถในการป้องกันตนเองของบรรพบุรุษไทยในอดีต การอนุรักษ์ป้อมเพชรไว้จึงเป็นการรักษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

  • การดูแลรักษาโบราณสถานอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ
  • การเดินเรือในแม่น้ำต้องใช้ความระมัดระวัง
  • ความสามัคคีของคนในชุมชนช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตได้

เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การมีสติ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามคับขัน ทำให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี ชุมชนริมน้ำควรมีการวางแผนและฝึกซ้อมการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

โชคดีที่เหตุการณ์นี้จบลงด้วยดี และป้อมเพชรยังคงยืนตระหง่านเป็นสง่าอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราไม่ประมาท และให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสมบัติของชาติให้คงอยู่สืบไป

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์โบราณสถาน และการใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าขึ้นอีกในอนาคต การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – ชาวบ้านลุ้นหนัก เรือโป๊ะพุ่งเข้าใส่ “ป้อมเพชร” โบราณสถานกรุงเก่าหวิดแหลก

“เอกนัฏ” แจงเหตุลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

“ขิง เอกนัฏ” ทิ้งเลขาฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ เหตุแนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ยอมรับถ้าย้ายค่าย ภูมิใจไทยตัวเลือกแรก ไม่อยากให้มองพรรคแตกหัก-อวสาน เผยจุดแตกหักปมกลับลำโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 17 กันยายน 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณี “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ว่า ช่วงเช้าวันนี้ตนได้ยื่นหนังสือเพื่อลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าตนกับนายพีระพันธุ์ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งท่านเป็นนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่ง แต่ในบทบาทของตนที่ทำหน้าที่เลขาธิการพรรคมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากจะทำงานต่อในสภาวะความคิดเห็นที่แตกต่างกันจะไม่เป็นผลดีต่อพรรค ตนจึงยินดีลาออกเพื่อให้ กก.บห.พรรคมีเอกภาพมากกว่านี้

“ในช่วงหลังโดยเฉพาะช่วงที่มีกระแสข่าวคลิปเสียง และช่วงของการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ด้วยการทำงานที่ระยะเวลาอีก 4-5 เดือนจะมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าหากยังปล่อยให้เป็นสภาพแบบนี้ต่อไปคงไม่เป็นผลดีต่อทางพรรคแน่ วันนี้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค แต่ก็ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และก็ยังดำรงตำแหน่ง สส. แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ยังสานต่อภารกิจที่ยังคงค้างไว้ที่อยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….”

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพร่วมรับประทานอาหารร่วมกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนกับนายอนุทินมีการพูดคุยกันตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะเราเคยร่วมรัฐบาลกันมาก่อน 2 ปี โดยนายอนุทินเป็นคนขออนุญาตมาพูดคุยด้วย เนื่องจากทราบว่าตนและกลุ่ม สส.ชุมพร จะไปทานข้าวกัน ซึ่งนายอนุทินถามว่าอยู่ที่ไหนและขออนุญาตมาร่วมพูดคุยด้วย ส่วนเรื่องที่มีหารือในวงทานข้าว นายชุมพล จุลใส พร้อมกลุ่ม สส. ที่ไปร่วมทานข้าว เปิดเผยว่าอยากไปทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร และก็ขอให้พรรคภูมิใจไทยดูแล สส.ด้วย

“จริงๆ ถ้าผมจะทำการเมืองต่อ พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จุดยืนไม่ต่างกัน ที่อยากทำงานปกป้องสถาบันเสาหลักของชาติ ผมว่าอยู่ในใจผมอยู่แล้ว แต่รายละเอียดการทำงานก็ต้องให้โอกาสผมตัดสินใจพิจารณาก่อน เป็นเพราะผมไม่เคยทำอย่างอื่นนอกจากเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ”

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าถึงจุดแตกหักอวสานของพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว นายเอกนัฏ ตอบว่า ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น ตนอยากให้มีพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ ไม่อยากให้มองว่าจะทำให้พรรคแตก การที่ตนออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเสียงของ กก.บห. ที่แตกออกเป็น 2 ข้าง และไม่ใช่ครั้งแรก มีหลายเรื่อง ตนคิดว่าทำให้ตรงไปตรงมา ขยับออกให้ชัดเจนดีกว่า อีกทั้งตนก็ยังไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ได้พูดคุยกับหัวหน้าเพื่อยื่นใบลาออก แต่เจตนาไม่อยากให้พรรคแตก อยากทำงานการเมืองต่อกับพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ในพื้นที่เมื่อวันนี้มีความชัดเจนว่า 4-5 เดือนจะถึงกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ทุกทีมก็มีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน เราไม่ได้ปิดกั้น

“ผมยังรักและผูกพันกับพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ พูดตามตรงเป็นไปได้ไม่ได้อยากไปไหนเลย แม้ว่าวันนี้จะออกจาก กก.บห.พรรค ก็ยังไม่ได้อยากไปไหน ขอให้เวลาตัดสินใจหน่อย”

ทางด้านกระแสข่าวว่าจุดที่ทำให้พรรคแตกหักมาจากการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายเอกนัฏ เผยว่า ตนไม่ได้อยากพูดให้มีความรู้สึกไม่ดีต่อกัน เอาเป็นว่าไม่มีฝั่งไหนที่คิดผิดหรือถูกในทางการเมือง แต่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องของการแสดงจุดยืน สำหรับตนคิดว่าทุกคนต้องมีความชัดเจนในจุดยืน ตนไม่ชอบทำอะไรที่เก้ๆ กังๆ กล้าๆ กลัวๆ ที่ผ่านมามีส่วนหนึ่งใน กก.บห. ที่คิดว่าควรจะงดออกเสียง แต่ตนคิดว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยุบสภาก็ไม่ได้ แล้วต้องเลือกซ้ายหรือขวานั้น ตนจะไม่ใช่ประเภทที่ทิ้งไว้ระหว่างทางหรืออยู่ตรงกลาง คิดว่าต้องไปทางใดทางหนึ่ง จึงโหวตให้นายอนุทิน แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล คล้ายกับพรรคประชาชน ไม่ได้มีการไปต่อรองเรื่องตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน ตนพูดในที่ประชุม กก.บห. รวมถึงที่ประชุม สส. ชัดเจนว่าการตัดสินใจที่โหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นคนละเรื่องกับการตัดสินใจที่จะเข้าหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับการไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ใน กก.บห. ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่บางครั้งเวลาที่มีจุดยืนทางการเมืองที่มีความสำคัญ และมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน คงจะไม่เป็นผลดี ตนคิดว่าคนใดคนหนึ่งต้องไขก๊อก หากไม่มีใครออกตนก็ยินดีที่จะออก ไม่ได้ติดอะไร.

“เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

ทำไม “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ถึงเป็นประเด็นร้อน?

การลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้สร้างความสนใจในวงกว้างถึงสาเหตุและความเป็นไปได้ในอนาคตทางการเมืองของทั้งตัวนายเอกนัฏเองและพรรครวมไทยสร้างชาติ การที่นายเอกนัฏออกมา “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” นั้นแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพและการดำเนินงานของพรรคในอนาคต

สถานการณ์นี้ยังเป็นที่น่าจับตามองว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้งครั้งใหม่ การตัดสินใจของนายเอกนัฏในการ “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” อาจเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเอกภาพ

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ไม่อยากให้มองแตกหัก-อวสาน

เคลลี่ฮีโร่ยูเว่! ทำไม Newcastle ขาย? – เจาะลึก

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับ ลอยด์ เคลลี่ อดีตกองหลังของ บอร์นมัธ และ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เป็นสัปดาห์ที่เปลี่ยนผู้เล่นให้กลายเป็นฮีโร่ในใจของแฟนบอล

และนี่ไม่ใช่สโมสรธรรมดา นี่คือ ยูเวนตุส สโมสรที่มีชื่อเสียงที่สุดในอิตาลี และเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของวงการฟุตบอลยุโรป

เคลลี่ทำประตูแรกให้กับยูเว่เมื่อวันเสาร์ ช่วยให้พวกเขาเอาชนะ อินเตอร์ มิลาน รองแชมป์แชมเปียนส์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วไป 4-3 ในศึกดาร์บี้แห่งอิตาลี

จากนั้น อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ก็ทำประตูตีเสมอในช่วงท้ายเกมได้อย่างน่าทึ่งในเกมที่เสมอกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 4-4 ในบ้านในศึกแชมเปียนส์ลีก

ประตูที่เขายิงดอร์ทมุนด์เป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นอังกฤษทำประตูให้กับสโมสรอิตาลีในแชมเปียนส์ลีก และเป็นชาวอังกฤษคนที่สองที่ทำได้ ต่อจาก อารอน แรมซีย์ ชาวเวลส์ ที่โหม่งลูกฟรีคิกของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในปี 2019

ดาวเตะวัย 26 ปี เปลี่ยนจากผู้ร้ายกลายเป็นฮีโร่ในเกมกับดอร์ทมุนด์ หลังจากเสียจุดโทษขณะที่ทีมของเขาตามหลัง 4-2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 4 นาที

อย่างไรก็ตาม “หญิงชรา” ทำได้สองประตูเพื่อเสมอ โดยประตูตีเสมอของเคลลี่มาในนาทีที่ 96

สี่วันก่อนหน้านั้นในเกมกับอินเตอร์ เคลลี่ยิงประตูแรกที่สนาม Allianz Stadium ซึ่งเป็นประตูแรกในลีกสูงสุดของเขาในการลงเล่นให้ยูเว่เป็นครั้งที่ 22 ในทุกรายการ

ทำให้เขาเป็นกองหลังชาวอังกฤษคนแรกที่ทำประตูให้กับสโมสรแห่งตูรินในเซเรีย อา

เคลลี่ ซึ่งย้ายมาร่วมทีมยูเวนตุสในเดือนกุมภาพันธ์ ไม่เคยทำประตูในพรีเมียร์ลีกในช่วงที่เขาอยู่กับบอร์นมัธหรือนิวคาสเซิล และประตูสุดท้ายของเขาในเกมเอฟเอ คัพ ของเชอร์รี่ส์ เกิดขึ้นเมื่อ 18 เดือนที่แล้ว

ตอนนี้เขาทำประตูได้ในสองเกมติดต่อกันเป็นครั้งแรกในอาชีพค้าแข้งของเขา

ใครคือฮีโร่ยูเว่! ทำไม Newcastle ขาย? เคลลี่?

ผู้เล่นที่เกิดในบริสตอลย้ายมาร่วมทีมยูเวนตุสด้วยสัญญายืมตัวจากนิวคาสเซิลในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่จะย้ายทีมอย่างถาวรในช่วงซัมเมอร์ด้วยค่าตัว 17.5 ล้านยูโร (15 ล้านปอนด์) บวกโบนัส

เคลลี่เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งในอะคาเดมีของบริสตอล ซิตี้ และหลังจากอยู่ที่สโมสรแห่งนี้มา 8 ปี เขาก็ย้ายไปร่วมทีมบอร์นมัธด้วยค่าตัว 13 ล้านปอนด์ในปี 2019

เขาเป็นกัปตันทีมเชอร์รี่ส์และกลายเป็นบุคคลสำคัญในทีม แต่ย้ายออกไปเมื่อสัญญาของเขาหมดลงในปี 2024

กองหลังรายนี้ตาม เอ็ดดี้ ฮาว อดีตผู้จัดการทีมไปที่นิวคาสเซิลในปี 2024 แบบไม่มีค่าตัว แต่กำลังจะออกจากสโมสรในอีกหกเดือนต่อมาหลังจากลงเล่นไปเพียง 14 เกม

ทีมจากเซเรีย อาต้อนรับการมาถึงของเขาโดยกล่าวว่า “เคลลี่โดดเด่นในด้านความเร็ว ความสามารถในการเริ่มต้นการเล่นจากแดนหลัง และการอ่านเกมทางยุทธวิธี” และ “เขาเป็นกองหลังที่มีประสิทธิภาพในการดวลกลางอากาศ”

แต่เขาเริ่มต้นชีวิตในตูรินได้อย่างยากลำบาก

นักข่าวชาวอิตาลี ริคคาร์โด้ เตรวิซานี เรียกเขาว่า “ตัวสำรอง” ก่อนที่เขาจะได้ลงเล่น และการประเดิมสนามในแชมเปียนส์ลีกของเขากับยูเว่ถูกให้คะแนน 5/10 โดย Gazzetta dello Sport ซึ่งกล่าวว่าเขาถูก “รังแก” และมีการแสดงที่ “น่าสยดสยอง”

ในเดือนพฤษภาคม มิมโม่ คูกินี นักเขียนของ Gazzetta dello Sport กล่าวว่า เคลลี่เป็น “การเซ็นสัญญาที่หายนะที่สุดในประวัติศาสตร์ของยูเวนตุส” เมื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรากฏตัวของเขาในทีมที่จะพบกับโบโลญญาในเซเรีย อา

อย่างไรก็ตาม เคลลี่ได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการทีม อิกอร์ ทูเดอร์ ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งในเดือนมีนาคม และเป็นแกนหลักของทีมตัวจริง โดยพิสูจน์ว่าเตรวิซานีคิดผิดด้วยการออกสตาร์ทใน 11 จาก 12 เกมในเซเรีย อาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และทั้งสี่เกมของพวกเขาในฤดูกาล 2025-26

และหลังจากสองประตูสำคัญในสองเกมที่น่าทึ่ง ดูเหมือนว่าสถานะของเคลลี่ในใจของแฟนบอลยูเวนตุสได้รับการรับรองแล้ว

ทำไม เคลลี่ฮีโร่ยูเว่! ทำไม Newcastle ขาย? ถึงย้ายออกจากนิวคาสเซิล?

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างบอกว่าฮาวเซ็นสัญญากับผู้เล่นเพียงคนเดียวให้กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จากช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่บอร์นมัธ

คนๆ นั้นคือ เคลลี่ อย่างแน่นอน

กองหลังรายนี้เผชิญหน้ากับการแข่งขันที่เข้มข้นเพื่อแย่งนาทีลงเล่นในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

เคลลี่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงครั้งแรกให้กับนิวคาสเซิลในตำแหน่งแบ็กซ้าย แต่แล้วก็เฝ้าดู ลูอิส ฮอลล์ โชว์ฟอร์มจนทำให้กองหลังรายนี้ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษ

แดน เบิร์น ก็เช่นกัน ยึดตำแหน่งที่เคลลี่ชอบในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กซ้ายไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่ทหารผ่านศึกรายนี้จะได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรก

ในโอกาสเดียวที่เคลลี่มีโอกาสลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกในบทบาทที่เขาชื่นชอบ เมื่อเบิร์นถูกแบน กองหลังรายนี้ก็เสียผู้เล่นของเขาไปในประตูแรกของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในเกมที่แพ้ 2-0 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

พิสูจน์แล้วว่าเป็นการออกสตาร์ทในลีกสูงสุดครั้งสุดท้ายของเคลลี่ให้กับสโมสรก่อนที่จะย้ายไปยูเวนตุสในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

การเสียเคลลี่ทำให้นิวคาสเซิลเสียเปรียบเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีขอบเขตที่จะนำผู้เล่นมาแทนที่ในช่วงกลางฤดูกาลเนื่องจากสถานการณ์ด้านกฎระเบียบด้านผลกำไรและความยั่งยืน (PSR) ของสโมสรในขณะนั้น

แต่การขายผู้เล่นด้วยค่าตัวที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่นิวคาสเซิลต้องดิ้นรนมาในอดีต

ปีแห่งการซื้อขายที่ไม่สมดุลเกือบจะตามทันพวกเขาเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว และสโมสรก็หลีกเลี่ยงการละเมิด PSR ได้อย่างหวุดหวิดหลังจากการขาย เอลเลียต แอนเดอร์สัน ให้กับ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และ แยนคูบา มินเตห์ ให้กับ ไบรท์ตัน อย่างบ้าคลั่ง

ดังนั้นจึงมีองค์ประกอบของการป้องกันในอนาคตโดยปล่อยให้เคลลี่ย้ายออกไปหลังจากที่เขาย้ายมาร่วมทีมได้ไม่นาน

ทำให้นิวคาสเซิลสามารถทำกำไรจำนวนมากได้ หลังจากที่เคลลี่ย้ายมาจากบอร์นมัธแบบไม่มีค่าตัว และทำให้มั่นใจได้ว่าสโมสรจะเข้าสู่ช่วงซัมเมอร์ในสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น

สรุปแล้ว ทำไม Newcastle ถึงขายเคลลี่ฮีโร่ยูเว่!

จากการวิเคราะห์ทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าการตัดสินใจขายลอยด์ เคลลี่ นั้นซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของโอกาสในการลงเล่นที่จำกัด การเงินของสโมสร และความต้องการที่จะสร้างสมดุลในทีม แม้ว่าการย้ายทีมอาจดูน่าประหลาดใจในตอนแรก แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของนิวคาสเซิลในการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

ที่มา – Kelly’s a hero for Juve – so why did Newcastle sell him?

ไทม์ไลน์เดือด บ้านหนองหญ้าแก้ว คฝ.สลายชุมนุม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด เกิดเหตุการณ์ที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อสลายการชุมนุมของชาวกัมพูชา ทำให้มีตำรวจไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย มาติดตาม ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไปพร้อมๆ กัน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อกลุ่มชาวกัมพูชาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ คฝ. ฝ่ายไทย สถานการณ์เริ่มตึงเครียดและนำไปสู่การใช้กำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์

ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว”

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดู ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” อย่างละเอียด:

  • เวลา 16.20 น.: สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วตึงเครียดอย่างมาก เมื่อกลุ่มชาวบ้านกัมพูชาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ คฝ. ฝ่ายไทย ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  • เวลา 16.25 น.: ทั้งสองฝ่ายจำต้องถอยร่นออกจากแนวปะทะ เนื่องจากควันจากแก๊สน้ำตาที่หนาทึบปกคลุมพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการถอยร่น แต่ยังคงมีเสียงตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ไทยดังขึ้นเป็นระยะๆ สะท้อนถึงความไม่พอใจที่ยังคงคุกรุ่น
  • เวลา 16.42 น.: เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่ไทยได้ดำเนินการวางแนวลวดหนาม ซึ่งเป็นเครื่องกีดขวางที่สำคัญ และนำยางรถยนต์มาจัดวางเป็นแนวป้องกันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการบุกรุกหรือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้อีก
  • เวลา 17.00 น.: ฝ่ายไทยได้ยกระดับมาตรการในการควบคุมฝูงชนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยมีการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่องขยายเสียงความถี่สูง (LRAD) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถส่งคลื่นเสียงดังในระยะไกล เพื่อผลักดันและควบคุมสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะอยู่ในความควบคุมแล้ว แต่กลุ่มชาวกัมพูชายังคงปักหลักอยู่ใกล้กับแนวชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะยังคงแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองต่อไป

มาตรการควบคุมฝูงชนที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว

การใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่องขยายเสียงความถี่สูง (LRAD) เป็นมาตรการที่เจ้าหน้าที่นำมาใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการเหล่านี้ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

เหตุการณ์ ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี การเจรจาและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ขึ้นอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและอดทนเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – ไทม์ไลน์เดือด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” คฝ. ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยาง สลายชุมนุมชาวกัมพูชา