วัน: 17 กันยายน 2025

ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

กองทัพบก (ทบ.) ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

ตามรายงานของกองทัพบก เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 15.40 น. เมื่อกองกำลังบูรพาได้รับรายงานว่ามีกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาประมาณ 200 คน เดินทางมาชุมนุมประท้วงบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การชุมนุมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยในการวางเครื่องกีดขวางและลวดหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้พยายามชี้แจงและทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการวางลวดหีบเพลงตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มมวลชนกัมพูชายังคงแสดงการประท้วงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในการควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว

  • 15.40 น.: กองทัพบกได้รับรายงานการชุมนุมประท้วงของชาวกัมพูชา
  • 16.20 น.: เจ้าหน้าที่ไทยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์
  • 17.00 น.: ฝ่ายไทยยังคงเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนและควบคุมการประท้วง

สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 16.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนต้องถอยห่างออกจากแนวปะทะเนื่องจากผลของแก๊สน้ำตา

ถึงเวลาประมาณ 17.00 น. ฝ่ายไทยยังคงดำเนินการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยการวางแนวลวดหนามเพิ่มเติมและใช้ยางรถยนต์ประกอบ รวมถึงควบคุมการประท้วงโดยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD (Long Range Acoustic Device)

ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มถอยออกจากพื้นที่ แต่ยังคงมีการตะโกนต่อว่าเจ้าหน้าที่ไทยเป็นระยะ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ความรุนแรงโดยการขว้างปาท่อนไม้ ก้อนหิน และยิงหนังสติ๊กมายังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ควบคุมมวลชนกัมพูชา ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนและการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การใช้ความอดทนอดกลั้นและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – ทบ. แจงเหตุควบคุมมวลชน “กัมพูชา” ป่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว ทำร้าย จนท.ไทย บาดเจ็บ

ตำรวจเจ็บ 2 นาย! เหตุวุ่นวายบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียด! ล่าสุดมีรายงาน ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินที่ถูกขว้างปาเข้ามา ขณะเดียวกันทหารกัมพูชาเองก็ได้รับลูกหลง บาดเจ็บที่บริเวณเบ้าตา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหาการรุกล้ำเขตแดนจากฝั่งกัมพูชา ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไทยกำลังดำเนินการติดตั้งเสาไฟฟ้าใกล้กับแนวรั้ว ซึ่งห่างจากกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ประมาณ 600 เมตร ปรากฏว่ามีชาวบ้านจากฝั่งกัมพูชาจำนวน 50-70 คน ถือไม้เข้ามาพยายามรื้อทำลายลวดหนามที่ใช้กั้นเขตแดน พร้อมทั้งตะโกนด่าทอทหารไทย โดยบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้ และโต้เถียงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ในขณะที่ทหารกัมพูชายืนสังเกตการณ์อยู่

ต่อมาในช่วงเย็น กองกำลังควบคุมฝูงชน (คฝ.) จากตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ สภ.โคกสูง ได้เข้าเสริมกำลังในพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย มีการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมของชาวกัมพูชา ที่มีพฤติกรรมตะโกนด่าทอ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย และระดมมวลชนละเมิดข้อตกลง รวมถึงแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์

ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุด มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยมีอาการหัวแตก จากการถูกก้อนหินขว้างปาจากฝั่งกัมพูชา และกำลังนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทหารกัมพูชาถูกลูกหลง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บที่บริเวณเบ้าตา โดยถูกลูกหลงจากชาวบ้านกัมพูชาเอง ทำให้มีเลือดออกเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างอลหม่านและมีความสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการจัดการปัญหาชายแดนที่ละเอียดอ่อน การใช้กำลังและความรุนแรง อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติ บนพื้นฐานของข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ น่าจะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า

เหตุการณ์ ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างจริงจังและยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงซ้ำรอย รวมถึงการดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ประเด็นสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง จำเป็นต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ตำรวจเจ็บ 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปพิจารณาและวางแผนป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – ตำรวจเจ็บแล้ว 2 นาย เหตุวุ่นวายที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่วนทหารกัมพูชาถูกลูกหลง เจ็บอีก 1

คฝ.ใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อสลายการชุมนุม หลังชาวกัมพูชาระดมมวลชนประชิดและทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 บริเวณชายแดนระหว่างหลักเขตที่ 42-43 สร้างความกังวลต่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) จาก บก.ภ.จว.สระแก้ว ร่วมกับตำรวจ สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ตามมาตรการปราบจลาจลและจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมือง การเตรียมพร้อมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยและอธิปไตยของชาติ

ก่อนหน้านี้ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้นำเอกสารหลักฐานไปยื่นประท้วงต่อ นายอูม เรีย เตร็ย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ที่ด่าน ตม.ปอยเปต กรณีที่ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกอธิปไตยไทยเข้ามารื้อรั้วลวดหนามหีบเพลง ที่กองกำลังบูรพานำมาวางกั้นพื้นที่บริเวณหลักเขตที่ 42-43 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 การกระทำดังกล่าวส่งผลให้รั้วลวดหนามหีบเพลงได้รับความเสียหายและสูญหายไปบางส่วน

เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

เหตุการณ์บานปลายเมื่อเวลาประมาณ 16.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ คฝ. ตัดสินใจใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อควบคุมสถานการณ์ หลังชาวกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทยและระดมมวลชนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และควบคุมฝูงชนให้อยู่ในความสงบ

สถานการณ์ล่าสุด: กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

การใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่งผลให้เกิดความชุลมุนและความไม่พอใจในกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังในพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุการณ์บานปลายและรักษาความสงบเรียบร้อย สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนและความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้กำลังและการเผชิญหน้าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การเปิดโต๊ะเจรจาและการแสวงหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาสัมพันธไมตรีและความสงบสุขระหว่างประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องการการจัดการด้วยความระมัดระวัง การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเป็นหนทางที่ดีที่สุด

  • การเจรจาและการทูต: การเจรจาอย่างต่อเนื่องระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้กระทำผิดทั้งสองฝั่งชายแดน
  • การพัฒนาเศรษฐกิจ: การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความยากจน
  • การสร้างความเข้าใจ: การส่งเสริมความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

เหตุการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นเครื่องเตือนใจว่าการรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนนั้นเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุด

ที่มา – เริ่มใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว หลังกัมพูชาประชิด-ทำร้าย จนท.

พรรคประชาชนสอบรัฐบาล? หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึง “พรรคประชาชน” กระตุ้นให้ตรวจสอบรัฐบาลเสียงข้างน้อย ด้วยความกังวลเรื่องการแทรกแซงคดี “ฮั้ว สว.” และ “เขากระโดง” โดยเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบต่อการเมืองที่ไม่ปกติ

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 กลุ่ม “ประชาชนต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน 4 ภาค” ได้นำตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่จัดตั้งโดยพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่สุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจแทรกแซงคดีสำคัญ ได้แก่ คดี “เขากระโดง” และคดี “ฮั้ว สว.” ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชน

ตัวแทนภาคประชาชนได้กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันมีความสับสนวุ่นวายอย่างมาก และมองว่าพรรคประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนให้พรรคเสียงข้างน้อยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จึงเกิดคำถามว่าการกระทำดังกล่าวนี้ถือเป็นการ “การเมืองผิดปกติ” หรือไม่ และหากมีข้อตกลงที่อาจส่อเค้าขัดต่อรัฐธรรมนูญ พรรคประชาชนจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้คืนที่ดินเขากระโดงให้แก่การรถไฟฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคดี “ฮั้ว สว.” ก็ถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่มีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผู้ยื่นหนังสือจึงเรียกร้องให้พรรคประชาชนทำหน้าที่ในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด รวมถึงสกัดกั้นการแทรกแซงคดีที่อาจเกิดขึ้น เพื่อรักษาความยุติธรรมและผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม

ด้านนายภัณฑิล น่วมเจิม สส. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้รับมอบหนังสือ ได้กล่าวย้ำว่าทางพรรคนั้นตระหนักถึงความกังวลของสังคมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดี “ฮั้ว สว.” ที่มีชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องในพรรคภูมิใจไทยถึง 91 คน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาอีก 138 คน ที่ได้รับหมายเรียกในคดีดังกล่าว ซึ่งทำให้เกิดการจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

นายภัณฑิลได้ระบุเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนจะนำข้อเรียกร้องนี้ไปใช้ในการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล และหากมีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ ทางพรรคก็พร้อมที่จะพิจารณายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต่อไป เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารประเทศ

พรรคประชาชนสอบรัฐบาล? หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ความกังวลเรื่องการแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ประเด็นสำคัญที่ภาคประชาชนให้ความสนใจคือ การที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจใช้อำนาจแทรกแซงคดีสำคัญ ซึ่งรวมถึงคดีเขากระโดงและการฮั้ว สว. ซึ่งทั้งสองคดีนี้มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง หากมีการแทรกแซงเกิดขึ้นจริง จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและระบบการเมืองโดยรวม

การตรวจสอบโดยพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ

  • คดี “เขากระโดง”: ประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินและการใช้ประโยชน์
  • คดี “ฮั้ว สว.”: ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

การที่พรรคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่ภาคประชาชนและพรรคการเมืองต่าง ๆ จับมือกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจในเรื่องการเมืองการปกครองที่ถูกต้องให้กับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่เหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศได้

พรรคประชาชนสอบรัฐบาล? หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ยื่นพรรคประชาชน สอบรัฐบาลภูมิใจไทย หวั่นแทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว.

ปชน. ผุดโมเดลยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คนละเรื่อง สว.

“พริษฐ์” เผย พรรคประชาชนผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. ที่เลือกกันเอง ลั่น ถ้าทุกพรรคมีความตั้งใจก็ไม่เป็นปัญหา

วันที่ 17 กันยายน 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงข้อเสนอของพรรคประชาชน (ปชน.) เกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะผ่านกลไกเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ด้วยโมเดล 2 คณะ คือ คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และคณะผู้แทนประชาชน ว่า มีความใกล้เคียงกับโมเดลที่เราเคยเสนอไปแล้ว ใน ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือก 2 ใบนั้น ไม่ได้ต่างกับการเลือก สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ คิดว่าไม่ได้ซับซ้อนเกินไป แต่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม คณะผู้แทนประชาชน คล้ายกับสภาที่ปรึกษา หรือสภากำกับดูแล จะเป็นคนที่มีตัวแทนทุกจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง มีหน้าที่รวบรวมความเห็นจากประชาชน และเมื่อมีความคืบหน้าของร่าง ก็นำไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้นำมายกร่าง หรือเขียนข้อความ เรากังวลถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุ รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เราจึงวางเป็น 2 คณะแบบนี้

เมื่อถามต่อ มั่นใจว่าปิดช่องไว้ครบหมดแล้วใช่หรือไม่ ว่าจะไม่มีคนไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง นายพริษฐ์ ย้ำว่า ในมุมของพรรคประชาชนเรายกร่างโดยพยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด และไม่ได้ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าพรรคอื่นก็คำนึงถึงตรงนี้ แต่หากพูดระหว่างทางไม่ใช่ว่าใครจะเป็นคนร้องได้ เพราะเป็นมติของรัฐสภา หากเราเห็นตรงกันก็ไม่มีใครไปร้องได้ ถ้าทุกพรรคมีความตั้งใจก็ไม่เป็นปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีกลไกป้องกันไม่ให้อิทธิพลการเมืองเข้ามาครอบงำผู้สมัคร เช่น กรณีฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมาหรือไม่ นายพริษฐ์ ตอบว่า ไม่เหมือนการเลือก สว. อยู่แล้ว ไม่ใช่ให้ผู้สมัครคัดเลือกกันเอง ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับการเลือก สว.เลย ส่วนเรื่องอิทธิพลทางการเมือง ถ้าเรายึดมั่นในหลักการของระบอบประชาธิปไตย เราให้ความสำคัญกับกระบวนการเลือกตั้งที่ประชาชนมีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงตัดสินใจในแต่ละเรื่อง หากเรากังวลใจว่าคณะไหนจะถูกอิทธิพลกลุ่มการเมืองมาผูกขาดหรือไม่ วิธีการที่ดีที่สุดคือการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะจะทำให้ไม่สามารถมีกลุ่มทางการเมืองกลุ่มใดผูกขาดการกำกับคณะดังกล่าวได้ เพราะประชาชนโดยธรรมชาติย่อมมีความเห็นที่หลากหลาย.

ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว.

พรรคประชาชน (ปชน.) ได้นำเสนอโมเดลใหม่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยแบ่งเป็น 2 คณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจากการคัดเลือก สว. ในปัจจุบัน ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการเมือง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ปชน. มองการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่างจากการเลือก สว.

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้เน้นย้ำว่า กระบวนการปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ ในขณะที่การเลือก สว. มีข้อจำกัดและอาจถูกครอบงำได้ง่ายกว่า โมเดลของ ปชน. จึงมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงในการกำหนดอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

ข้อเสนอของ ปชน. มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ: มีหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  • คณะผู้แทนประชาชน: ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำเสนอต่อคณะผู้ร่าง

การแบ่งเป็น 2 คณะนี้ มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

การที่ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูประบบการเมืองไทยให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

โมเดลนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกังวลที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีเกี่ยวกับการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

การที่ทุกพรรคการเมืองให้ความร่วมมือและมีความตั้งใจจริง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว. ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ จะช่วยสร้างความชอบธรรมและความยั่งยืนให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

การติดตามความคืบหน้าของโมเดลนี้ และการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวม

ที่มา – ปชน. ผุดโมเดล 2 คณะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้ คนละเรื่องกับการเฟ้น สว.

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มระบายน้ำ! เตรียมรับมือ

เขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำ คาดท้ายเขื่อนน้ำสูงขึ้นอีก 30 ซม.

กรมชลประทานเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นอีก คาดการณ์ว่าระดับน้ำท้ายเขื่อนจะสูงขึ้นอีกประมาณ 30 เซนติเมตร ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับสถานการณ์

เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องปรับแผนการระบายน้ำ เพื่อรักษาสมดุลของปริมาณน้ำในเขื่อนและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อน

รายละเอียดการปรับเพิ่มการระบายน้ำ

  • กรมชลประทานจะทยอยเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาจากอัตรา 2,100 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,200 ลบ.ม./วินาที
  • การปรับเพิ่มจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 17 กันยายน 2568 และจะแล้วเสร็จภายในเวลา 04.00 น. ของวันที่ 18 กันยายน 2568
  • หลังจากนั้น จะคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาทีอย่างต่อเนื่อง
  • คาดการณ์ว่าการปรับเพิ่มการระบายน้ำนี้จะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 30 เซนติเมตร

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำบริเวณต่อไปนี้ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมยกของขึ้นที่สูง:

  • คลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง
  • คลองบางบาล ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พื้นที่ติดกับแม่น้ำน้อย)
  • วัดสิงห์ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  • อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  • อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  • วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง
  • และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาทั้งหมด

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำจากกรมชลประทานและหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมยกของขึ้นที่สูงหากระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง
  • หากพบเห็นสถานการณ์ผิดปกติ แจ้งหน่วยงานราชการในพื้นที่ทันที

สถานการณ์น้ำเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การเตรียมพร้อมรับมือและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของท่านเองและครอบครัว

การที่เขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำ คาดท้ายเขื่อนน้ำสูงขึ้นอีก 30 ซม. เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ การเตรียมตัวและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – เขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายน้ำ คาดท้ายเขื่อนน้ำสูงขึ้นอีก 30 ซม.

สืบพระราชวังรวบโจรปากคลองตลาด-บ้านหม้อ

“สืบพระราชวัง” รวบตัวหนุ่มที่ก่อเหตุลักทรัพย์ในรถบรรทุกสินค้าบริเวณปากคลองตลาด, บ้านหม้อ, ท่าดินแดง, ตลาดพลู, สำเพ็ง, และพาหุรัด ผู้ต้องหารับสารภาพว่าก่อเหตุเกือบทุกวัน วันละ 1 ครั้ง และมีประวัติอาชญากรรมมากมาย เพิ่งพ้นโทษในคดีลักทรัพย์มา

เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 17 กันยายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และทีมงาน ได้ทำการจับกุมนายสาคร วอนศิริ อายุ 42 ปี ชาว อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุลักทรัพย์คนขับรถขนส่งสินค้าตามตลาดต่างๆ ในเขตเมืองเก่า โดยอาศัยจังหวะที่คนขับรถรีบลงไปขนถ่ายสินค้าโดยไม่ได้ล็อกรถ

การจับกุมเกิดขึ้นหลังจากมีผู้เสียหายวัย 27 ปี เข้าแจ้งความต่อ สน.พระราชวัง ว่าเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะจอดรถกระบะตู้ทึบบริเวณหน้าร้านนวดแห่งหนึ่งบนถนนเฟื่องนคร เพื่อส่งสินค้า โดยติดเครื่องยนต์และปิดประตูรถไว้ แต่ไม่ได้ล็อกประตู หลังจากส่งสินค้าเสร็จ ผู้เสียหายได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีชายเสื้อดำเปิดประตูรถและขโมยทรัพย์สินไป ทรัพย์สินที่หายไปประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือราคาประมาณ 27,000 บาท เงินสด 130 บาท กระเป๋าสตางค์สีดำ ราคาประมาณ 1,000 บาท ใบขับขี่ และบัตรประชาชน

ชุดจับกุมได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและพบว่าคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 40-45 ปี สูงประมาณ 170-175 ซม. สวมหมวกแก๊ปสีเทาดำ เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีดำ กางเกงยีนส์สีน้ำเงินฟอก ใส่รองเท้าผ้าใบสีดำขอบขาว ใส่นาฬิกาที่ข้อมือข้างซ้าย แขวนกระเป๋าหนังคาดอกสีน้ำตาล เดินเข้าไปที่ประตูด้านคนขับ ใช้มือเปิดประตูรถ หยิบกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือ แล้ววิ่งหลบหนีไป

ต่อมาในวันที่ 16 ก.ย. ชุดจับกุมสืบทราบว่าคนร้ายพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนลาดหญ้า จึงเข้าตรวจสอบและพบนายสาคร วอนศิริ ที่มีลักษณะตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิด นายสาครยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง และจากการตรวจค้นห้องพักพบเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ ทรัพย์สินที่ได้จากการก่อเหตุ บัตรประชาชนของผู้เสียหายกว่า 19 ราย และของกลางอื่นๆ อีกมากมาย

สืบพระราชวังรวบโจรปากคลองตลาด-บ้านหม้อ

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า เลือกเหยื่อที่ขับรถยนต์มาส่งสินค้าตามตลาดหรือร้านค้าที่มีรถส่งสินค้าจำนวนมาก โดยอาศัยความเร่งรีบของผู้เสียหายที่ไม่ล็อกรถขณะลงไปส่งสินค้า แล้วจะเปิดประตูรถลักทรัพย์สินแล้วหลบหนี ทรัพย์สินที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือ โดยจะเอาเฉพาะเงินในกระเป๋า ส่วนกระเป๋าและเอกสารจะเก็บสะสมไว้ โทรศัพท์มือถือสภาพดีจะนำไปขายต่อ ส่วนสภาพไม่ดีก็จะเก็บไว้เช่นกัน

ทำไมคนร้ายถึงเลือกลงมือก่อเหตุแถวปากคลองตลาด-บ้านหม้อ

คนร้ายให้การว่าที่เลือกก่อเหตุกับคนขับรถขนส่ง เพราะทราบดีว่าคนขับรถขนส่งสินค้ามักจะมีเงินติดตัวและเร่งรีบจนลืมล็อกรถยนต์ สถานที่ก่อเหตุจะเลือกแถวย่านตลาดที่มีการส่งสินค้า เช่น ปากคลองตลาด, บ้านหม้อ, ท่าดินแดง, ตลาดพลู, สำเพ็ง, พาหุรัด โดยจะก่อเหตุเกือบทุกวัน วันละ 1 ครั้ง แล้วกลับไปพักที่ห้องพักทันที

จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า นายสาครเป็นคนร้ายคนเดียวกันกับที่ก่อเหตุลักทรัพย์ในพื้นที่ สน.พระราชวัง เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยพบหลักฐานเป็นกระเป๋าสะพายสีครีมและบัตรประชาชนของผู้เสียหายในคดีนั้น

สำหรับประวัติอาชญากรรมของนาย สืบพระราชวังรวบโจรปากคลองตลาด-บ้านหม้อ พบว่ามีประวัติก่ออาชญากรรมมากถึง 6 ครั้ง ในปี 2561 และ 2564-2567 ในคดีลักทรัพย์ในพื้นที่ต่างๆ

ล่าสุด ผู้ต้องหารายนี้เพิ่งพ้นโทษในคดีลักทรัพย์จากเรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาลักทรัพย์ และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พระราชวัง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนทรัพย์สินที่พบจากการก่อเหตุ ตำรวจจะสืบสวนสอบสวนหาผู้เสียหายมารับทรัพย์สินคืนและแจ้งข้อหาเพิ่มเติม สืบพระราชวังรวบโจรปากคลองตลาด-บ้านหม้อ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ขับขี่รถยนต์ โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถส่งสินค้า ต้องระมัดระวังทรัพย์สินของตนเอง และอย่าประมาทในการล็อกรถ แม้จะลงจากรถเพียงชั่วครู่ก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ดังนั้นการป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรล็อกรถทุกครั้งแม้จะจอดเพียงครู่เดียว และเก็บทรัพย์สินมีค่าให้มิดชิดเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกขโมย

สืบพระราชวังรวบโจรปากคลองตลาด-บ้านหม้อได้แล้ว แต่เราก็ต้องระวังตัวเองด้วยนะครับ!

ที่มา – สืบพระราชวัง รวบแล้วโจรอาละวาดย่านปากคลองตลาด-บ้านหม้อ สารภาพก่อเหตุเกือบทุกวัน

“ชนินทร์” กังขา พรรคประชาชนเงียบผิดปกติจริงหรือ?

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ถาม ดีลพิสดารแลกประเทศ ชี้ชัดผิด MOA แล้ว ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ไม่กดดัน สว.น้ำเงิน แก้ รธน. หวั่น “มวยล้มต้มคนดู”

วันที่ 17 ก.ย. 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาชนว่า พรรคประชาชนอย่าเงียบต่อกรณีการรวมพลเข้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังมีการเปิดตัวเครือข่าย สส.ทั้งเก่าและใหม่ ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกภูมิใจไทยกันอย่างคึกคัก ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งส่อเจตนาขัดต่อ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ในข้อ 4 อย่างชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก หรือพรรคประชาชนจะแกล้งหลับหูหลับตา รอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงเกินครึ่งเด็ดขาดก่อน จึงจะออกมาวิจารณ์เรื่องนี้เมื่อสาย

นายชนินทร์กล่าวว่า นอกจากนั้น ในส่วนของการแก้รัฐธรรมนูญเอง ที่พรรคประชาชนรู้ดีว่าที่ผ่านมาติดขัดจากความร่วมมือของพรรคภูมิใจไทยและ สว.ที่พรรคประชาชนก็กล่าวขานว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน แต่การขับเคลื่อนในรอบนี้กลับไม่มีการเรียกร้องหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้ส่งสัญญาณชี้ทาง สว. เหมือนแต่ก่อน แต่ปล่อยให้ สว. จำนวนหนึ่งออกมาชี้ช่องเปิดทางคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ทางพรรคการเมืองกำลังจะเสนอ จนต้องตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย มีความจริงใจร่วมกันต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แค่ไหน หรือนี่ก็จะเป็นมวยล้มต้มคนดู โยนบาปให้ สว. แล้วลอยตัวไม่รับผิดชอบต่อข้อตกลงที่ทำร่วมกันเองเหมือนเดิม

“พรรคประชาชนสร้างวาทกรรม “ดีลแลกประเทศ” มาแปะป้ายพรรคการเมืองอื่น ในระหว่างที่พรรคตนทำข้อตกลงเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยที่ชาวบ้านก็ยังกังขา ยิ่งประกาศยังคงเป็นฝ่ายค้าน ไม่ร่วมรัฐบาล แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยทำ ยิ่งทำให้ประชาชนคลางแคลงใจว่ามีดีลพิสดารอะไรซ่อนไว้อีกหรือไม่”นายชนินทร์กล่าว

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ

จากกรณีที่นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีที่เงียบผิดปกติของพรรคประชาชนต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากพรรคอื่น ๆ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับบทบาทของพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน

ทำไม “ชนินทร์” ถึงกังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ?

ความกังวลหลักของนายชนินทร์อยู่ที่การที่พรรคประชาชนดูเหมือนจะไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงท่าทีใด ๆ ต่อการที่ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมไทยสร้างชาติจำนวนมาก ย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งขัดต่อบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยได้ทำร่วมกันไว้ โดยเฉพาะข้อที่ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้ตนเองกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก นายชนินทร์ตั้งคำถามว่า “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกตินี้ เป็นการแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อรอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงข้างมากเกินครึ่งสภาก่อน แล้วค่อยออกมาวิจารณ์อย่างนั้นหรือ?

นอกจากนี้ นายชนินทร์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะไม่มีการเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยส่งสัญญาณไปยังสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ถูกมองว่าเป็น ส.ว. “สีน้ำเงิน” ให้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เหมือนที่เคยทำในอดีต ทำให้เกิดความสงสัยว่าพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด หรือทั้งหมดนี้เป็นเพียง “มวยล้มต้มคนดู” ที่จะโยนความผิดให้ ส.ว. แล้วลอยตัวหนีปัญหา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามว่าพรรคประชาชนกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ การที่พรรคประชาชนไม่แสดงท่าทีใด ๆ ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังขยายฐานเสียง อาจทำให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจว่ามี “ดีลพิสดาร” อะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และการที่พรรคประชาชนยังคงยืนยันว่าเป็นฝ่ายค้าน แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยวิจารณ์ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายชนินทร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการตั้งคำถามที่สำคัญต่อพรรคประชาชนว่ากำลังทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแท้จริงหรือไม่ และมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใดในการดำเนินงานทางการเมือง หากพรรคประชาชนยังคงเงียบต่อไป อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในพรรคและระบบการเมืองโดยรวมได้

ดังนั้น พรรคประชาชนจึงควรออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อประเด็นที่เกิดขึ้น และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลในการดำเนินงานของพรรค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศรัทธาของประชาชนต่อไป อย่าให้ปรากฏภาพ “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ จนทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยต่อไปอีกเลย

หากพรรคประชาชนยังคงนิ่งเฉยต่อสถานการณ์นี้ต่อไป อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชน และอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบการเมืองโดยรวมได้

ที่มา – “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ผิด MOA

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตร

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.อนุทิน 1” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้านตึกบัญชาการ 1 ส่งทีมงานดูห้องช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

วันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)

พร้อมกันนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 อีกด้วย

สำหรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
  • นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 คน ได้แก่

  • นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล
  • นายนภินธร ศรีสรรพางค์
  • นายสันติ ปิยะทัต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมแล้วมีถึง 11 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา จึงต้องดูว่าจะมีการจัดสรรห้องทำงานกันอย่างไร.

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน การจัดเตรียมสถานที่ รวมถึงการปรับปรุงห้องทำงานต่างๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล

ความสำคัญของการถ่ายรูปติดบัตร

ขั้นตอนการถ่ายรูปติดบัตรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ การมีรูปถ่ายที่ชัดเจนและเป็นทางการจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน

การเตรียมการของทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดเตรียมสถานที่ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และเป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีจำนวนมากถึง 11 ตำแหน่งนั้น น่าติดตามว่าจะมีการแบ่งงานและมอบหมายความรับผิดชอบกันอย่างไร เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์