ชายแดนไทยกัมพูชา

กัมพูชารื้อรั้ว! ทหารไทยเจรจาบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทำให้เกิดความกังวล แต่สุดท้ายการเจรจาอย่างสันติวิธีช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีรายงานว่าชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งได้ทำการรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว รั้วดังกล่าวเป็นรั้วที่ฝ่ายไทยได้ติดตั้งไว้เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออกบริเวณชายแดน สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

จากการตรวจสอบพบว่า นอกจากจะมีการรื้อรั้วแล้ว ยังมีการขโมยลวดหนามกลับไปยังฝั่งกัมพูชาอีกด้วย คาดว่ามีจุดประสงค์เพื่อนำไปขายหรือใช้ประโยชน์ส่วนตัว การกระทำนี้เป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับเจ้าหน้าที่ไทย เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาใช้ชาวบ้านเป็นโล่มนุษย์ในการกดดันแนวชายแดน

บรรยากาศตึงเครียดดำเนินไปจนถึงเวลา 22.40 น. พันเอก ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการกองกำลังเฉพาะกิจที่ 12 ได้เดินทางมายังพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ และเริ่มการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา โดยมีล่ามแปลภาษาเพื่อการสื่อสารที่เข้าใจตรงกัน

กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

พันเอก ชัยณรงค์ ยืนยันกับฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจนว่า รั้วลวดหนามที่ถูกรื้อเป็นรั้วเดิมที่ไทยสร้างไว้ก่อนหน้านี้ ไม่มีการรุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชาแต่อย่างใด ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถแสดงหลักฐานยืนยันว่าไทยรุกล้ำได้ เมื่อไม่มีข้อพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรม และการเจรจาเป็นไปอย่างมีเหตุผล ทหารกัมพูชาและชาวบ้านจึงยอมถอนกำลังกลับไป สถานการณ์จึงคลี่คลายโดยไม่มีความรุนแรง

ทางด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากเป็นการยั่วยุโดยใช้ประชาชน และทหารกัมพูชาไม่ได้ห้ามปราม อีกทั้งยังมีการบิดเบือนข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ ทั้งที่จริงแล้วอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย

กองทัพบกชี้แจงเหตุการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า บริเวณแนวรั้วลวดหนามอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ฝ่ายไทยจะรวบรวมหลักฐานเพื่อประท้วงผ่านกลไกสากล

เหตุการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพชายแดน การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจ และการยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สถานการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการจัดการความขัดแย้งชายแดน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาและคลี่คลายสถานการณ์ได้โดยไม่เกิดความรุนแรงถือเป็นสัญญาณที่ดี

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทั้งสองประเทศ

ที่มา – ตึงเครียดกลางดึก กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารเจรจาคลี่คลาย

กัมพูชาป่วนอีก! บุกรื้อแนวลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

เกิดเหตุการณ์วุ่นวายที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวกัมพูชารวมตัวประท้วง บุกรื้อแนวลวดหนามในพื้นที่ชายแดน “บ้านหนองหญ้าแก้ว” จังหวัดสระแก้ว พร้อมด่าทอทหารไทย ล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายแล้วหลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้เกิดเหตุชาวกัมพูชาประมาณ 50–70 คน รวมตัวกันบุกเข้ามาที่แนวชายแดน รื้อถอนแนวลวดหนามที่เจ้าหน้าที่ไทยใช้กั้นเขตแดน พร้อมตะโกนด่าทอทหารไทย โดยมีบางคนสามารถพูดภาษาไทยได้และโต้เถียงอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา

มีรายงานเบื้องต้นระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะเจ้าหน้าที่ไทยกำลังติดตั้งเสาไฟฟ้าใกล้แนวรั้ว ห่างจากกองร้อยทหารพรานที่ 1301 ราว 600 เมตร ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาเข้าใจผิดว่าเป็นการรุกล้ำพื้นที่ ก่อนรวมตัวก่อเหตุประท้วงดังกล่าว เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาและหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ จึงรีบเสริมกำลังเข้าพื้นที่ ควบคุมสถานการณ์ด้วยการเจรจาอย่างอดทน โดยไม่ใช้ความรุนแรง จนกลุ่มชาวบ้านทยอยสลายตัวกลับเข้าหมู่บ้านฝั่งกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้สถานการณ์กลับเข้าสู่ความสงบ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดเพื่อป้องกันการลุกฮือซ้ำ ด้านหน่วยงานความมั่นคงได้รายงานไปยังกองทัพบก เพื่อพิจารณามาตรการในระยะต่อไป

ขณะที่แหล่งข่าวท้องถิ่นเผยว่า สาเหตุอาจมาจากกระแสข้อมูลที่เผยแพร่ในกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ชายแดน ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน และก่อเหตุดังกล่าว โดยบ้านหนองหญ้าแก้วยังถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา หากควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่นั้นสงบแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยังได้มีการลงพื้นที่และตรึงกำลังอยู่โดยรอบ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางชาวบ้านก็ยังเรียกร้องสิทธิทำกินของตนเองอยู่ แต่หวั่นจะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้น จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป

กัมพูชาป่วนอีก บุกรื้อแนวลวดหนาม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ล่าสุดสลายตัวแล้ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และการเคารพซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ

ความสำคัญของบ้านหนองหญ้าแก้วต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ การจัดการปัญหาในพื้นที่นี้จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การรายงานสถานการณ์อย่างถูกต้องและรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความเข้าใจผิด และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสงบสุขในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ควรเน้นการเจรจาและการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน การใช้ความรุนแรงไม่ควรเป็นทางเลือกแรก การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย และการหาทางออกที่ยุติธรรมจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา

การที่ชาวบ้านออกมาเรียกร้องสิทธิทำกินของตนเองเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่การกระทำใดๆ ก็ตามควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย การเคารพสิทธิของผู้อื่น และการไม่ใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดนและความสำคัญของการจัดการปัญหาอย่างสันติวิธี เราหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – กัมพูชาป่วนอีก บุกรื้อแนวลวดหนาม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ล่าสุดสลายตัวแล้ว

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรน แนวชายแดน 60 ลำ

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานการตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตรวจพบโดรนในบริเวณนี้ แต่จำนวนที่ตรวจพบในครั้งนี้ถือว่าค่อนข้างมาก และส่งผลให้เกิดคำถามตามมาถึงวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรน แนวชายแดน 60 ลำ

ตามรายงานสรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 16 กันยายน 2568 ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พบว่ามีการตรวจพบโดรนในพื้นที่ตอนใน 1 ครั้ง จำนวน 2 ลำ และในพื้นที่แนวชายแดนถึง 35 ครั้ง จำนวน 60 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้ มี 1 ลำที่สามารถตัดการควบคุมสัญญาณได้สำเร็จ ส่วนที่เหลือตรวจพบในระยะไกลที่อยู่นอกเขตพื้นที่ควบคุมการตัดสัญญาณ

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมพร้อมในการตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การดำเนินงานด้านจิตอาสา

นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านจิตอาสา โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้รับมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคจากสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน (ประเทศไทย) เพื่อนำไปมอบให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าในการซ่อมแซมสถานศึกษา โดยร่วมกับกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน ชุดช่างจิตอาสา จากบริษัท ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน) และประชาชนจิตอาสา ในการปรับปรุงโรงเรียนบ้านโคกกรม อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

ความคืบหน้าในการซ่อมแซมโรงเรียนอยู่ที่ร้อยละ 65 โดยมีการติดตั้งฝ้าเพดาน ทาสีผนังห้อง และติดตั้งประตู การดำเนินงานด้านจิตอาสาเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการช่วยเหลือและพัฒนาชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบ

กองทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การตรวจพบโดรนในพื้นที่แนวชายแดนถึง 60 ลำ เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการที่เหมาะสม

การปรากฏตัวของโดรนจำนวนมากเช่นนี้ ใกล้แนวชายแดน เป็นสิ่งที่น่ากังวล และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การตรวจสอบหาที่มาและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการบินโดรนเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก และสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบ “โดรน” พื้นที่แนวชายแดน 60 ลำ ตัดการควบคุมสัญญาณได้ 1 ลำ

หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ยึดที่ดินคืนบางส่วนแล้ว

สถานการณ์ที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้วกลับสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่สามารถยึดที่ดินคืนได้แล้วบางส่วน และกำลังเร่งดำเนินการในส่วนที่เหลือ พร้อมทั้งเสริมสร้างบังเกอร์และติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ยึดที่ดินคืนได้แล้วบางส่วน

พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ ฉก.12 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนบ้านหนองจานในช่วงหลายวันที่ผ่านมาว่า สถานการณ์โดยทั่วไปยังคงสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น กำลังพลยังคงปฏิบัติภารกิจในการเฝ้าระวัง ป้องกันชายแดน และรักษาอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ พันเอกชัยณรงค์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณของการปลุกระดมหรือความเคลื่อนไหวที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ ทุกหน่วยงานยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าการดูแลพื้นที่และการประสานงานระหว่างฝ่ายความมั่นคงยังคงดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

มาตรการด้านความมั่นคงได้รับการเสริมสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสร้างบังเกอร์และติดตั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อเฝ้าระวังและเก็บหลักฐานภาพเคลื่อนไหว การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เข้าดำเนินการเดินสายไฟฟ้า ทำให้สามารถจ่ายกระแสไฟเข้าพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น หน่วยความมั่นคงเน้นย้ำว่า หากประชาชนต้องการเข้าไปทำกินหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ ต้องแจ้งให้ทหารทราบทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการถูกสร้างสถานการณ์โดยผู้ไม่หวังดี

ในส่วนของแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 12 จะเข้ามาดำเนินการปรับปรุงถนนในพื้นที่ โดยจะทำถนนลูกรังกว้าง 5 เมตร ระยะทางประมาณ 500 เมตร ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว และอีกเส้นทางยาวประมาณ 700 เมตร ที่บ้านหนองจาน เพื่อให้การสัญจรและการขนส่งมีความสะดวกและได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น การพัฒนาดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการคืนพื้นที่ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาว

ความคืบหน้าการยึดคืนพื้นที่ หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

พันเอกชัยณรงค์ยังเปิดเผยตัวเลขพื้นที่ที่สามารถยึดคืนได้แล้วดังนี้

  • บ้านหนองจาน: ยึดคืนได้แล้วประมาณ 60 ไร่ เหลืออีก 64 ไร่ที่ยังมีผู้อพยพชาวกัมพูชาพักอาศัยอยู่
  • บ้านหนองหญ้าแก้ว: ยึดคืนได้เกือบ 100 ไร่ แต่ยังมีผู้อพยพชาวกัมพูชารุกล้ำอยู่ราว 20 ไร่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้ได้คืนพื้นที่ทั้งหมดกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของประเทศไทย พร้อมย้ำว่าประชาชนไทยที่มีสิทธิในที่ดินสามารถเข้าทำกินได้ โดยทหารจะจัดกำลังดูแลความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าพื้นที่ที่ได้รับการยึดคืนแล้วมีความปลอดภัย โดยจะมีทหารควบคุมและอำนวยความสะดวกทุกครั้งที่ประชาชนเข้าพื้นที่ จึงไม่จำเป็นต้องกังวล

การแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และส่งเสริมความมั่นคงในระยะยาว การที่เจ้าหน้าที่สามารถยึดที่ดินคืนมาได้บางส่วนถือเป็นก้าวสำคัญ และหวังว่าจะสามารถดำเนินการในส่วนที่เหลือได้อย่างราบรื่น เพื่อคืนที่ดินทำกินให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

ที่มา – หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ยึดที่ดินคืนได้แล้วบางส่วน เร่งสร้างบังเกอร์ ติดวงจรปิด

กัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น! เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน

กองทัพภาค 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวฝั่งกัมพูชา และการปรับปรุงฐานที่มั่นในบางพื้นที่ พบกัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน ไทยจัดกำลังพลประจำจุด ติดตามความเคลื่อนไหว

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 ก.ย. 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุว่า ตรวจพบความเคลื่อนไหวและการปรับปรุงฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ ตรวจพบโดรนในพื้นที่แนวชายแดน 32 ครั้ง 57 ลำ ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดอำนาจเจริญ พลโท สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่าง พร้อมด้วย ดร. เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับ จิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน, หัวหน้าส่วนราชการ, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น, ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธีมอบบ้านถวายเป็นพระราชกุศล และมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่ครอบครัว อาสาสมัครทหารพราน ประวิทย์ งามแสน ณ ต.ชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25, กำลังพลจิตอาสาพระราชทาน, ชุดช่างจิตอาสา จากบริษัท ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน) และประชาชนจิตอาสา ติดตามความคืบหน้าการซ่อมแซมสถานศึกษา การติดตั้งฝ้าเพดานในอาคารเรียน, ทาสีผนังห้อง และติดตั้งประตู ความคืบหน้าการซ่อมแซมร้อยละ 60 ณ โรงเรียนบ้านโคกกรม อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้รับข้อมูลข่าวสารด้วยวิจารณญาณ และติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน จากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

กัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังจากมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวและการปรับปรุงฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ รวมถึงการพบโดรนจำนวนมากบินในพื้นที่ชายแดน กองทัพไทยได้มีการจัดกำลังพลประจำจุดเพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความเป็นไปได้

รายละเอียดการพบ กัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน

  • มีการตรวจพบการปรับปรุงฐานที่มั่นของกัมพูชาในบางพื้นที่
  • ตรวจพบโดรนบินในพื้นที่ชายแดนจำนวน 57 ลำ
  • กองทัพไทยจัดกำลังพลประจำจุดเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์

การที่กัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน ทำให้เกิดความจำเป็นที่ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนได้

นอกเหนือจากเรื่องความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังคงมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการจิตอาสาต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วภาคอีสาน

การรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนก

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและไม่ตื่นตระหนกกับข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ทางกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงและปกป้องอธิปไตยของชาติ

การที่กัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเสมอไป การเตรียมพร้อมและการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เรารับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – พบกัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน

เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิด

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) รายงานความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” หลังจากการประกาศหยุดยิง โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากถึง 349 ทุ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง

พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการสำรวจ เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก เพื่อสร้างความปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนของหน่วยงานต่างๆ

การปฏิบัติงานในระยะแรก (เฟส 1) ระหว่างวันที่ 10-23 สิงหาคม 2568 ได้จัดชุดปฏิบัติการจำนวน 9 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ 122 ทุ่น ทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ 4 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) 50 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 1,575 รายการ

ต่อมาในระยะที่สอง (เฟส 2) ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 21 กันยายน 2568 ได้เพิ่มชุดปฏิบัติการเป็น 10 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้อีก 227 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด 25 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 467 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2568) โดยปฏิบัติการในพื้นที่เดิม

เคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

นอกเหนือจากการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ปะทะแล้ว ศทช. ยังให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนและให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ทราบถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และสรรพาวุธระเบิดที่อาจตกค้างอยู่ในพื้นที่พักอาศัยและพื้นที่ทำกิน

ความสำคัญของการเคลียร์พื้นที่จากทุ่นระเบิด

การเคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" จากทุ่นระเบิดเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติสุข

การดำเนินการอย่างต่อเนื่องของ ศทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและวิธีการหลีกเลี่ยง

สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิด รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด

ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในอันตรายของทุ่นระเบิดในหมู่ประชาชน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

โซเชียลอาลัย นักธุรกิจจิตอาสา วูบล้มเสียชีวิต

เป็นข่าวเศร้าที่สร้างความอาลัย เมื่อ นักธุรกิจจิตอาสา นายเจษฎาพรรณ ต้นทอง เจ้าของกิจการโรงเชือดหมู ได้วูบล้มเสียชีวิตขณะกำลังเตรียมอาหารเพื่อส่งให้ทหารที่แนวชายแดนปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลายเพจในจังหวัดสุรินทร์ได้โพสต์แสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายเจษฎาพรรณ ต้นทอง ผู้ที่คอยสนับสนุนอาหารและสิ่งของจำเป็นแก่ทหารแนวหน้ามาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่มีการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ในขณะที่นายเจษฎาพรรณกำลังเตรียมอาหารเพื่อส่งให้ทหารแนวหน้าเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 นั้น เขาได้เกิดอาการวูบล้มลง ทหารและทีมงานจึงรีบเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลพนมดงรัก แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ทำให้เกิดความเสียใจอย่างมากในหมู่ผู้ที่รู้จักและเคยได้รับการช่วยเหลือจากเขา

นายเจษฎาพรรณ หรือ เจษ ต้นทอง อายุ 43 ปี เป็นนักธุรกิจโรงเชือดหมูที่ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ที่ผ่านมา เขาได้พาภรรยาและทีมงานจิตอาสา นำอาหารและสิ่งของจำเป็นไปมอบให้แก่ทหารแนวหน้าในช่วงที่มีเหตุการณ์ปะทะกัน นอกจากนี้ยังได้เปิดโรงครัวที่ชายแดนเพื่อทำอาหารส่งสนับสนุนให้ทหารวันละ 5,000 กล่อง และส่งตามศูนย์อพยพต่างๆ โดยใช้เงินทุนส่วนตัวทั้งหมด การกระทำเหล่านี้ทำให้นายเจษฎาพรรณเป็นที่รักใคร่ของทหารและคนในพื้นที่ชายแดน การจากไปอย่างกะทันหันของเขาจึงสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับทุกคน

เมื่อเวลา 15.30 น. ของวันที่ 13 กันยายน 2568 ภรรยา ญาติ และทีมงาน ได้เคลื่อนร่างของนายเจษฎาพรรณออกจากโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อนำไปประกอบพิธีรดน้ำศพและบำเพ็ญกุศลที่วัดหนองบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ โดยมีพระครูพนมศีลาจารย์ (หลวงตาสันต์) เจ้าคณะอำเภอพนมดงรัก ฝ่ายธรรมยุต และเจ้าอาวาสวัดป่าเขาโต๊ะเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายทหารประจำฐานปฏิบัติการปราสาทตาควาย ญาติพี่น้อง ทีมงานที่ร่วมจัดทำโรงครัว และประชาชนที่ทราบข่าว มาร่วมในพิธีท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าโศก

นางอรวรรณ ต้นทอง ภรรยาของนายเจษฎาพรรณ เปิดเผยว่า ในวันที่เกิดเหตุ นายเจษฎาพรรณได้เดินไปหยิบสิ่งของเพื่อเตรียมแจกอาหารให้ทหาร หลังจากทำอาหารเสร็จแล้ว กำลังจะเริ่มแจกข้าว ก็มีคนมาแจ้งว่ามีคนลื่นล้ม ทหารจึงรีบนำตัวนายเจษฎาพรรณออกมา แพทย์ทหารได้เข้าดูแลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล

“ชีวิตเขาชอบทำโรงทาน เขาบอกว่าทหารจะกินแต่ไข่ต้มไม่ได้ ทหารจะต้องกินของดีๆ เขาจะไปทำโรงทานที่เขาโต๊ะเกือบทุกวัน อาสาโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน ไปตั้งแต่แรกที่มีการสู้รบกันเป็นระยะเวลา 3 เดือนแล้ว เราแจกที่โรงงานเราก่อน แล้วก็หยุด ก่อนจะเปลี่ยนมาทำอาหารให้ทหาร แล้วก็ทำต่อมายาวเลย แต่อาทิตย์ที่ผ่านมาเราหยุดหนึ่งอาทิตย์ เพราะจะต้องไปหาลูก แล้วเราก็มาเริ่มต้นทำรอบนี้ แต่เฮียแกก็ไม่อยู่แล้ว เราใช้ทุนของเราทั้งหมดเลย เพราะเฮียแกบอกว่าทหารเหนื่อยกว่าเราเยอะ เราจะต้องเป็นข้างหลังบ้านให้ทหาร เราไปเป็นทีม เป็นพนักงาน แล้วก็เพื่อนๆ ที่ไปช่วยกัน แกทำด้วยจิตอาสาจริงๆ และย้ำเสมอทหารเราต้องอิ่ม นอกจากนี้ยังมีกาแฟสดที่เราเอาไปสนับสนุนด้วย วันละ 5 พันกล่อง ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้น หมอระบุว่าเกี่ยวกับหัวใจ” นางอรวรรณกล่าว

น.ส.ณัฏฐนันท์ ประเสริฐไทย เพื่อนรุ่นน้องในกลุ่มจิตอาสาที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า “วันนั้นตอนเช้าก็คุยกับแกปกติ แกเดินสวนกันทางไปเข้าห้องน้ำ ก็ยิ้มให้ปกติ ตอนแรกว่าจะถามแกอยู่ว่าจะไปไหน ไม่ถึง 5 นาทีเลย มีพี่ตะโกนมาว่ามีคนเป็นลม แล้วพากันวิ่งไปอุ้มแกมาตรงที่เขาทำอาหารกัน แล้วพยายามเรียกแก เหมือนแกก็พยายามลืมตาอยู่ช่วงหนึ่ง ไม่ถึง 5 นาที ก็มีรถมารับตัวไปโรงพยาบาลพนมดงรักที่อยู่ใกล้ๆ”

“วันนั้นคือเราเตรียมอาหารเสร็จแล้ว กำลังจะไปส่งให้ทหารที่เขาลงมารับ โดยในแต่ละวันผู้เสียชีวิตจะนำวัตถุดิบมาทีละ 500-600 กิโลกรัม เป็นเนื้อหมู แล้วก็หุงข้าวไปด้วย จากนั้นเราก็จะช่วยกันบรรจุเป็นกล่องหรือห่อ”

สำหรับกำหนดการประกอบพิธีสวดอภิธรรมและบำเพ็ญกุศลศพ นายเจษฎาพรรณ ต้นทอง จัดขึ้น ณ วัดหนองบัว ศาลา 1 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 13 และ 14 กันยายน 2568 และกำหนดฌาปนกิจในวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. ณ เมรุวัดหนองบัว

โซเชียลอาลัย นักธุรกิจจิตอาสา วูบล้มเสียชีวิต

เพราะอะไรการจากไปของนักธุรกิจจิตอาสาถึงสร้างความเสียใจ

การจากไปของนายเจษฎาพรรณ ต้นทอง นักธุรกิจจิตอาสา ผู้ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือทหารแนวหน้า สร้างความเสียใจให้กับผู้คนมากมาย เพราะการกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ การช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม การจากไปของเขาจึงเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญที่สร้างคุณงามความดีให้กับสังคมอย่างแท้จริง

นักธุรกิจจิตอาสา อย่างนายเจษฎาพรรณ คือผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้เราหันมาช่วยเหลือสังคม และตระหนักถึงความสำคัญของการทำเพื่อผู้อื่น

ที่มา – โซเชียลอาลัย “นักธุรกิจจิตอาสา” วูบล้มเสียชีวิต ขณะเตรียมอาหารให้ทหารแนวหน้า

บ่าวยักษ์ กลับบ้าน! มอบเงินให้ยาย ขอบคุณที่เลี้ยงดู

เรื่องราวสุดประทับใจของ “บ่าวยักษ์” พลทหารชายแดน ที่ลากลับบ้านเกิดเพื่อนำซองที่ได้รับจาก “แม่ทัพภาค 2” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แม่ทัพกุ้ง” มามอบให้กับคุณยายผู้เป็นที่รัก พร้อมก้มกราบเท้าขอบคุณที่เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก สร้างความซาบซึ้งใจให้กับผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวเป็นอย่างมาก

สืบเนื่องจากกรณีที่ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่กองกำลังสุรนารี ทั้งในจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ พร้อมกันนี้ยังได้แสดงฝีมือในการปรุงอาหารและร่วมรับประทานอาหารกับเหล่าทหาร สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความประทับใจและเสียงชื่นชมจากชาวโซเชียลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคลิปวิดีโอที่แม่ทัพกุ้งนั่งรับประทานอาหารร่วมกับ พลทหารณัฐวุฒิ รัตนคุณากร หรือ โดนัท อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์ผลัดที่ 2/67 สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน.3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จังหวัดนครพนม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ ที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “บ่าวยักษ์” จากเอกลักษณ์รอยสักรูปคิ้วยักษ์บนใบหน้า

ในการสนทนา แม่ทัพกุ้งได้สอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพลทหารหนุ่ม และได้รับทราบว่า บ่าวยักษ์ อาศัยอยู่กับคุณยาย เนื่องจากบิดามารดาแยกทางกัน และในทุกๆ เดือน บ่าวยักษ์ จะส่งเงินให้ทั้งแม่และยาย จากนั้นแม่ทัพกุ้งจึงได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ พร้อมกล่าวให้กำลังใจว่า “ดูแลยายดีๆ เด้อ” ซึ่งสร้างความเอ็นดูให้กับผู้ที่ได้รับชมเป็นอย่างมาก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 พลทหารณัฐวุฒิ รัตนคุณากร หรือ โดนัท หรือ บ่าวยักษ์ ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เพื่อไปหาคุณยายสมบูรณ์ รัตนคุณากร อายุ 63 ปี พร้อมนำความคิดถึงและของฝากสำคัญจากแม่ทัพกุ้ง ซึ่งก็คือซองเงินจำนวนหนึ่ง มอบให้กับคุณยาย พร้อมกล่าวว่าแม่ทัพสั่งให้ดูแลยายให้ดี

เมื่อคุณยายสมบูรณ์ได้ยินเช่นนั้น น้ำตาก็คลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจ ขณะเดียวกัน บ่าวยักษ์ เองก็น้ำตาไหลเช่นกัน พร้อมกล่าวว่ารู้สึกดีใจที่ยังมีโอกาสได้กลับมากราบเท้ายาย ตอบแทนพระคุณที่เลี้ยงดูตนมาจนเติบใหญ่ และได้กลับสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต

ด้าน พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงเรื่องราวของ “บ่าวยักษ์” ในระหว่างการบรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยชื่นชมในความกตัญญูที่ บ่าวยักษ์ มีต่อคุณแม่และคุณยาย ด้วยการส่งเงินให้ทั้งสองท่านทุกเดือน “เขาเป็นทหารที่มีความกตัญญูต่อยาย เมื่อคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่เลี้ยงดูมาแล้ว ต่อไปจะประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน”

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ กับความกตัญญูที่น่าชื่นชม

บ่าวยักษ์: ตัวอย่างของความกตัญญู

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ เป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลาย ๆ คน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความกตัญญู และการตอบแทนผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความรัก ความผูกพันในครอบครัว ที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

การที่ บ่าวยักษ์ ไม่ลืมที่จะตอบแทนพระคุณของคุณยาย แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม และตระหนักถึงความเสียสละของคุณยายที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก การกระทำของเขาเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และควรเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนรุ่นใหม่

เรื่องราวของ บ่าวยักษ์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเมตตาของ “แม่ทัพกุ้ง” ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชา และพร้อมที่จะช่วยเหลือและให้กำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนหันกลับมาดูแลและให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่มีพระคุณต่อเรา เพราะความรักและความผูกพันในครอบครัวคือสิ่งที่มีค่าที่สุด

ที่มา – “บ่าวยักษ์” ลากลับบ้าน มอบซองที่ได้จาก “แม่ทัพภาค 2” ให้ยาย กราบขอบคุณที่เลี้ยงดู

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ย้ำความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความเห็นต่างในโลกโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นอย่างมาก โดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการดำเนินงานด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายแดนและการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวและส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จะมีการหารือกันในเรื่องนโยบายที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดน ซึ่งรวมถึงเรื่องการปิด-เปิดด่านด้วย โดยจะต้องพิจารณาจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ก่อน และดูว่าทางกัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

สิ่งที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องมาเป็นอันดับแรก และจะต้องพิจารณามาตรการอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคง

“เรื่องนี้ต้องคุยกันก่อน และย้ำว่าดูจากผลการประชุม GBC ที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ปฏิบัติหน้าที่รมว.กลาโหม ไปร่วมประชุมมา ต้องดูว่าเขามีการปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ แต่โดยทั่วไปผลการประชุมก็ออกมาดีอยู่ที่การปฏิบัติ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะมีความกังวลและไม่อยากให้มีการเปิดด่าน แต่การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน

“ตนคิดว่าเราต้องมาดูกันก่อนว่าสิ่งที่คุยกัน เขาจะปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีประเด็นที่สร้างสรรค์หลายเรื่อง และสุดท้ายคือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่” นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา มักมีปัญหาว่าทางกัมพูชาไม่ค่อยยอมรับผลการประชุมทวิภาคี ไม่ว่าจะเป็น GBC, JBC หรือ RBC แต่นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด ทุกอย่างดูเป็นไปด้วยดี และหวังว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทางกัมพูชา

“เราก็หวังว่าอย่างนั้น ความจริงใจเป็นเรื่องที่สำคัญ” นายสีหศักดิ์กล่าว

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องจับตาดูต่อไปคือแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์ ว่าจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเปิดประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างไร การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งต้องอาศัยการเจรจา การทำความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังโซเชียลฯ ไม่เห็นด้วย ย้ำยึดความปลอดภัยประชาชน

Scroll to top