ชายแดนไทยกัมพูชา

ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา รุกพื้นที่บ้านหนองจาน

โฆษกกองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ขู่ดำเนินคดีตามกฎหมายกับชาวกัมพูชา หากรุกล้ำและทำลายป้ายแจ้งเตือนในพื้นที่บ้านหนองจาน พร้อมทั้งประสานไปยังทหารกัมพูชาให้ดูแลคนของตนเอง

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ในฐานะโฆษกกองทัพภาคที่ 1 ได้กล่าวถึงกรณีที่ชาวกัมพูชารวมตัวกันกดดันทหารไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว สืบเนื่องจากกรณีที่นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนให้ 170 ครัวเรือนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่ของประเทศไทยทำการย้ายออก หากเพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการตาม จะถูกดำเนินคดีและต้องรับโทษตามกฎหมายไทยดังนี้:

  1. พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, มาตรา 62 และมาตรา 81 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  2. พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกระทำในพื้นที่เกินกว่า 25 ไร่ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท

พลตรีสุรวิชญ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องการชี้แจงให้ประชาชนทราบว่าสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้สามารถควบคุมได้และไม่มีปัญหาใด ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วสั่งให้ติดป้ายเตือน ปรากฏว่ามีมวลชนชาวกัมพูชา ทั้งเด็ก ผู้หญิง และคนชรา เข้ามากดดันทหารไทยเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยให้กระทำการดังกล่าว แต่ยืนยันว่าการติดป้ายเตือนนั้นอยู่ในพื้นที่ของประเทศไทย หากมีการฝ่าฝืน รุกล้ำ หรือทำลายป้าย เหมือนกับการรื้อรั้วลวดหนามที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน

พลตรีสุรวิชญ์ กล่าวยืนยันหนักแน่นว่าทหารไทยไม่อยากแจ้งข้อกล่าวหากับประชาชนชาวกัมพูชา ดังนั้นจึงได้ประสานงานไปยังฝ่ายกัมพูชาให้เข้ามาจัดระเบียบคนของตนเอง ไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยหรือทำลายป้าย แต่หากยังมีการฝ่าฝืน ก็จะดำเนินการตามกฎหมายไทยอย่างถึงที่สุด

เมื่อถูกถามว่า หลังจากติดป้ายเตือนแล้ว จะต้องใช้เวลากี่เดือนก่อนที่ฝ่ายไทยจะบังคับใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน พลตรีสุรวิชญ์ ตอบว่า การจัดระเบียบชายแดนอยู่ในระหว่างการหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาในครั้งต่อไป เพื่อกำหนดกติกาและกรอบการปฏิบัติที่ชัดเจน

ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา รุกพื้นที่บ้านหนองจาน

การออกมาขู่ดำเนินคดีกับชาวกัมพูชาที่รุกพื้นที่บ้านหนองจานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของกองทัพภาคที่ 1 ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาพูดคุยกันระหว่างทั้งสองฝ่าย เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ชาวกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในฝั่งกัมพูชา การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนกว่าในการรักษาความสงบสุขตามแนวชายแดน

การบังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น แต่การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ความสมดุลระหว่างทั้งสองสิ่งนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา เป็นเพียงมาตรการหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ในขณะที่การดำเนินการทางกฎหมายอาจดูเหมือนเป็นการแก้ไขปัญหาที่รวดเร็ว แต่ในระยะยาวอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งและความไม่พอใจ การเจรจา การสร้างความเข้าใจ และการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ จะเป็นหนทางที่นำไปสู่ความสงบสุขและสันติภาพที่แท้จริงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา หากรุกพื้นที่ พังป้ายบ้านหนองจาน

พบ**ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด**ในบ้านเหยื่อ!

กองทัพบกและนิติวิทยาศาสตร์พบหลักฐานสำคัญ! นั่นคือ ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด หรือ “Ball Bearing” จำนวนมากในบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กระสุนปืนใหญ่ตกในหมู่บ้านโจรก จังหวัดสุรินทร์ หลักฐานชี้ชัดว่าเป็นระเบิดชนิดที่ออกแบบมาเพื่อสังหารบุคคลเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายและอันตรายอย่างร้ายแรง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 มีรายงานว่ากองทัพบกร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าตรวจสอบความเสียหายจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านโจรก ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ภายหลังจากเกิดเหตุกระสุนจากอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาตกลงมาในหมู่บ้าน ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบหลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.30 เมตร บริเวณหน้าบ้านที่ได้รับความเสียหาย จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำและดินจากบริเวณหลุมเพื่อนำไปตรวจสอบองค์ประกอบของสารระเบิดในห้องปฏิบัติการต่อไป

สิ่งที่น่าตกใจคือการค้นพบหลักฐานสำคัญอย่าง ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด จำนวนมหาศาลปะปนอยู่ในบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่า ลูกเหล็กเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ในวัตถุระเบิดเพื่อเพิ่มอานุภาพในการสังหารบุคคลให้เป็นวงกว้าง สร้างความรุนแรงยิ่งกว่าสะเก็ดระเบิดทั่วไปที่เกิดจากการแตกตัวของโลหะ

พบลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด “Ball Bearing” ในบ้าน ปชช. เหยื่อจรวด BM-21

การใช้กระสุนที่มี ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด ในพื้นที่ชุมชนพลเรือนถือเป็นการกระทำที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะมันส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างกว้างขวาง หากการยิงเกิดขึ้นโดยเจตนา หรือโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อพลเรือน นั่นอาจถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลและเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ

อันตรายจากลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด

ลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด เหล่านี้มีขนาดเล็กแต่มีอานุภาพร้ายแรง สามารถทะลุทะลวงร่างกายและสร้างความเสียหายต่ออวัยวะภายในได้อย่างรุนแรง การกระจายตัวของลูกเหล็กในวงกว้างทำให้ยากต่อการหลบเลี่ยง และเพิ่มโอกาสในการได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

  • ความรุนแรง: ลูกเหล็กสามารถเจาะทะลุสิ่งกีดขวางและทำลายเนื้อเยื่อ
  • รัศมีทำลาย: การกระจายตัวในวงกว้างเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
  • ผลกระทบทางจิตใจ: เหตุการณ์ความรุนแรงส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ที่รอดชีวิตและครอบครัว

รายงานผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์จะถูกส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการดำเนินการประท้วงและเรียกร้องด้านมนุษยธรรมในเวทีระหว่างประเทศต่อไป การกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนควรได้รับการประณามและตรวจสอบอย่างละเอียด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การใช้ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และทุกฝ่ายควรหันมาเจรจาหาทางออกโดยสันติวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต การตรวจสอบและเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ที่มา – หลักฐานสำคัญ พบลูกเหล็กสะเก็ดระเบิด “Ball Bearing” ในบ้าน ปชช. เหยื่อจรวด BM-21

เตือน! รุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกปรับ

เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนชาวกัมพูชารุกล้ำที่ดินบริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีโทษทั้งจำและปรับสูงสุด หากฝ่าฝืนกฎหมายไทย

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้สระแก้ว ร่วมกับทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดน ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศบังคับใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จุดที่ติดตั้งป้ายคือบริเวณแนวลวดหนามและสแลนสีดำ เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังฝั่งกัมพูชาอย่างชัดเจน

เนื้อหาในป้ายประกาศ ระบุถึงบทลงโทษอย่างชัดเจน โดยเป็นป้าย 3 ภาษา เพื่อให้ชาวกัมพูชาที่กระทำการรุกล้ำทราบว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา และมีโทษทั้งจำและปรับ หากไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินออกจากที่ดิน และยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ จะถูกดำเนินคดีและต้องรับโทษตามกฎหมายไทย

ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การกระทำรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

เตือน! รุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกปรับ

การดำเนินการครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ไทยในการปกป้องอธิปไตยและรักษาทรัพยากรของชาติ โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำการรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ทำไมการรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้วถึงเป็นเรื่องใหญ่?

ปัญหาการรุกล้ำที่ดินบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้มีผู้พยายามแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย

ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั้งสองฝั่ง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดแรงจูงใจในการรุกล้ำที่ดินและสร้างความมั่นคงในระยะยาว

เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายและอธิปไตยของชาติ โดยขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันสอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแส หากพบเห็นการกระทำใดๆ ที่เป็นการรุกล้ำที่ดินหรือกระทำผิดกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

การลักลอบข้ามแดนและรุกที่ดินหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ไม่ได้สร้างผลดีต่อฝ่ายใดเลย นอกจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอีกด้วย

ดังนั้น, การเคารพกฎหมายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ที่มา – ติดป้ายเตือนชาวกัมพูชา รุกที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว มีโทษทั้งคุกและปรับ

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม.

ศบ.ทก. เห็นชอบแผนสร้างรั้วชายแดนยาว 16 กม. บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว เผยผลการสำรวจสิทธิและการแจ้งความดำเนินคดีกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีการชี้แจงถึงการลงพื้นที่สังเกตการณ์ของ IOT ในจังหวัดตราด ซึ่งมีหน้าที่เพียงเก็บข้อมูล ไม่ได้มีอำนาจตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เผยว่าประเทศไทยยังคงเดินหน้าในการนำเสนอข้อมูลการละเมิดข้อตกลงของกัมพูชาต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุมเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปตามแนวชายแดนยังคงอยู่ในภาวะสงบ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเวลาที่ผ่านมา คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์ เก็บข้อมูล และรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวถึงแผนการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/2568 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2568 ในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา รูปแบบการประชุมจะคล้ายกับการประชุมครั้งที่ 1 โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วมในช่วงวันที่ 7-9 กันยายน และการประชุม GBC หลักในวันที่ 10 กันยายน จะมีการแถลงข่าวหลังจากการประชุมในจังหวัดตราด ในส่วนของความมั่นคงนั้น จะมีการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

ในวันเดียวกันนี้ ที่ประชุม ศบ.ทก. จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนการจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 ซึ่งเป็นหลักเขตแดนที่ได้สำรวจและมีข้อยุติเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ จะมีการสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด และดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ รวมถึงแจ้งความดำเนินคดีกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ที่ประชุม ศบ.ทก. เห็นชอบในหลักการที่จังหวัดสระแก้วเสนอมา และจะนำข้อมูลต่างๆ นำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อขออนุมัติในลำดับต่อไป

น.ส.มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคมที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกของเลขาธิการสหประชาชาติ เรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้ง เพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติมต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง และติดตามการขอรับคำชี้แจงจากฝ่ายกัมพูชาต่อกรณีดังกล่าว เพื่อนำกัมพูชากลับเข้าสู่การปฏิบัติตามพันธกรณีโดยสมบูรณ์และยุติการใช้ทุ่นระเบิดโดยทันที ไทยต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับกัมพูชาภายใต้กลไกทวิภาคีและตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

นางมาระตี กล่าวถึงเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฏในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทมส์ อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่า จากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนเป็นหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตีในครั้งนี้

รัฐบาลไทยแสดงความห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย OHCHR มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลขอรายงานสถานการณ์ ผลกระทบและการเยียวยาจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 2 กันยายน เกิดเหตุปะทะแล้ว 45 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 22 ราย บาดเจ็บ 40 ราย รวมทั้งหมด 62 ราย บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 885 หลังคาเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 556 ไร่ ปศุสัตว์ตายและสูญหายรวม 782 ตัว โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ 29 แห่ง สถานที่ทางศาสนา 2 แห่ง และสถานพยาบาล 1 แห่ง

สำหรับการเยียวยา รัฐบาลได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วรวม 34,346,022.57 บาท โดยแบ่งเป็นเงินช่วยครอบครัวผู้เสียชีวิต 32,108,658.57 บาท และการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 2,237,364 บาท นอกจากนี้ยังมีการใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 201,371,391 บาท ให้กับ 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี สระแก้ว และตราด

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีมติเห็นชอบการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ซึ่งครอบคลุมกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 17 ราย เป็นเงิน 136 ล้านบาท และกรณีผู้บาดเจ็บสาหัส 37 ราย เป็นเงิน 29.6 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 165.6 ล้านบาท

รัฐบาลยืนยันว่าทุกหน่วยงานได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องอธิปไตยของประเทศและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน รัฐบาลยังใส่ใจดูแลความเป็นอยู่ของทุกครอบครัวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และรัฐบาลจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกก้าวของการก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม.

ทำไมถึงต้องสร้างรั้ว

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ระยะทาง 16 กิโลเมตร เป็นมาตรการสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและปกป้องอธิปไตยของชาติ

ประเทศไทยกำลังดำเนินการอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมุ่งเน้นการเจรจาและการทูตเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน การสร้างรั้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่ครอบคลุม ซึ่งรวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การพัฒนาพื้นที่ชายแดน และการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในระยะยาว

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม. จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

ที่มา – ไฟเขียว แผนสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว 16 กิโลเมตร

แม่ทัพภาค 2 หนุนสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโทบุญสิน แม่ทัพภาคที่ 2 เห็นด้วยกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อลดปัญหารุกล้ำอธิปไตยในอนาคต แต่ย้ำว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองประเทศและครม. ก่อน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ณ โดมอเนกประสงค์ โรงเรียนปทุมวิไล จ.ปทุมธานี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางไปเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “รักชาติ แผ่นดินไทย จิตวิญญาณ และหน้าที่พลเมือง” โดยมีคณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ผู้อำนวยการโรงเรียน คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนจากโรงเรียนปทุมวิไลและโรงเรียนใกล้เคียงเข้าร่วมรับฟังกว่า 4,000 คน

การบรรยายในครั้งนี้จัดขึ้นโดยศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ กลุ่มงานต่างๆ ของโรงเรียนปทุมวิไล และชมรมทูบีนัมเบอร์วันโรงเรียนปทุมวิไล มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ เสริมสร้างความตระหนักถึงความเป็นไทย และส่งเสริมหน้าที่พลเมือง นอกจากนี้ ยังมีการแสดงความเคารพและปฏิญาณตนของนักศึกษาวิชาทหารของโรงเรียนปทุมวิไล เพื่อแสดงความพร้อมในการเป็นกำลังสำรองของชาติหากประเทศชาติต้องการ

ในระหว่างการบรรยาย แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบัน และยังได้ตอบคำถามนักเรียนเกี่ยวกับการก่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่า กองทัพมีแผนที่จะสร้างกำแพงจริง ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะจากผู้ใหญ่หลายท่าน โดยต้องมีความเห็นพ้องต้องกันของทั้งสองประเทศก่อน การสร้างกำแพงนี้จะเป็นการแสดงอาณาเขตให้ชัดเจน และช่วยลดปัญหาข้อขัดแย้งและการรุกล้ำอธิปไตยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับมติของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างประเทศ แต่ในส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาค 2 เห็นด้วยสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

การสร้างกำแพงชายแดนเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน เช่น การลักลอบเข้าเมือง การค้ายาเสพติด และการรุกล้ำพื้นที่

ประโยชน์ของการสร้างกำแพงกั้นชายแดน

  • ลดปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย: กำแพงที่ชัดเจนจะช่วยกำหนดเขตแดนที่แน่นอน ป้องกันการเข้าใจผิดและการรุกล้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ควบคุมการเข้าออก: ช่วยให้การตรวจสอบและควบคุมบุคคลที่เดินทางข้ามพรมแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ: ลดโอกาสในการลักลอบขนยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์

ข้อควรพิจารณาในการสร้างกำแพง

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การสร้างกำแพงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นจึงต้องมีการเจรจาและทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การก่อสร้างอาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศบริเวณชายแดน ควรมีการศึกษาและวางแผนเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
  • งบประมาณ: การสร้างและบำรุงรักษากำแพงมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องพิจารณาความคุ้มค่าและความจำเป็นอย่างรอบคอบ

การสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ว่าผลการตัดสินใจจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย

สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้จากแหล่งข่าวต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นนี้อย่างถ่องแท้

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เห็นด้วยสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา ลดปัญหาล้ำเขตแดนในอนาคต

7 คนไทยแอบกลับจากกัมพูชา อ้างถูกหลอก!

เรื่องราวสุดระทึก! เจ้าหน้าที่รวบตัว 7 คนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชา อ้างว่าถูกชักชวนไปทำงานเว็บพนันออนไลน์ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้งานและเงินอย่างที่คุยกันไว้ ทำให้พวกเขาตัดสินใจลักลอบข้ามแดนกลับประเทศไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 2 กันยายน 2568 กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ได้ออกลาดตระเวนในพื้นที่แนวชายแดน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จนกระทั่งพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวน 7 คน (ชาย 4 คน หญิง 3 คน) กำลังแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าริมถนน ห่างจากชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร บริเวณบ้านเนินสมบูรณ์ หมู่ 12 ตำบลคลองน้ำใส

คนไทยแอบกลับจากกัมพูชา

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก็พบว่าทั้งหมดเป็นคนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชาจริง โดยให้การเบื้องต้นว่า พวกเขาเดินทางไปกัมพูชาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีคนชักชวนว่าจะหางานให้ทำ ทั้งตำแหน่งแม่บ้านและแอดมินเว็บพนันออนไลน์ แต่เมื่อเดินทางไปถึง กลับไม่เป็นอย่างที่คุยกันไว้ แถมยังไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ พวกเขาจึงตัดสินใจลอบข้ามแดนกลับมายังฝั่งไทย

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวคนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชาทั้ง 7 คน ไปยังกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ก่อนจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

7 คนไทยแอบกลับมาจากกัมพูชา

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้หลายๆ คนที่กำลังมองหางานในต่างแดน ควรตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน และระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวมาหลอกลวง นอกจากนี้ การเดินทางข้ามแดนโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ถือเป็นความผิดและอาจนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ ตามมาได้

บทเรียนจากกรณีคนไทยแอบกลับจากกัมพูชา

  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัทและตำแหน่งงานให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ
  • อย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่ฟังดูดีเกินจริง
  • เดินทางไปต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย
  • แจ้งสถานทูตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากพบสิ่งผิดปกติ

ปัจจุบัน มีข่าวการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมักจะมีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง และสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น การมีสติและตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

การที่คนไทยจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินทางกลับประเทศด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังและความเดือดร้อนที่พวกเขาเผชิญอยู่ในต่างแดน การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขาให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างราบรื่น จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ซ่อนตัวอยู่ในป่า 7 คนไทย แอบกลับมาจากกัมพูชา อ้างถูกหลอกไปทำงานเว็บพนัน

เศรษฐาบอกเดี๋ยวส่งไป! ทหารแนวหน้าต้องการเตาแก๊ส

จากกรณีที่ทหารแนวหน้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาต้องการสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพอย่างเตาแก๊สและเครื่องซักผ้า ล่าสุด นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบรับถึงความต้องการดังกล่าวผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “เดี๋ยวส่งไป” สร้างความดีใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนเป็นอย่างมาก

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ประสบปัญหาฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้เสื้อผ้าและเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ทหารที่ซักตากไว้ไม่สามารถแห้งได้ทัน ส่งผลให้เกิดกลิ่นอับและสร้างความลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ บางส่วนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ

เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ทราบถึงความเดือดร้อนของทหาร จึงได้ร่วมกันช่วยเหลือด้วยการซื้อเครื่องซักผ้าแบบ 2 ถัง มอบให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ในการซักและปั่นแห้งเครื่องแบบให้แห้งได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นางศรีแพร ตาบุดดา ผู้จัดการร้านจันจิรา กล่าวว่า ยอดขายเครื่องซักผ้ายังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อเพื่อนำไปมอบให้กับทหาร

นอกจากเครื่องซักผ้าแล้ว สิ่งที่ทหารแนวหน้าต้องการไม่แพ้กันคือ แก๊สปิกนิก ซึ่งมีราคาประมาณ 1,000 กว่าบาทต่อชุด ทางร้านค้าในพื้นที่ได้ให้ความร่วมมือด้วยการลดราคา แจก แถม และเติมแก๊สให้โดยไม่คิดกำไร เพื่อเป็นการขอบคุณทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของประเทศ

นางศรีแพร กล่าวเพิ่มเติมว่า รู้สึกดีใจและอุ่นใจที่มีทหารมาอยู่เป็นเพื่อนชาวอำเภอน้ำยืน พร้อมทั้งอวยพรให้ทหารทุกท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ด้านเจ้าหน้าที่ทหารนายหนึ่งเปิดเผยว่า ได้ซื้อแก๊สปิกนิกเพื่อนำไปประกอบอาหารบนฐานปฏิบัติการ เนื่องจากช่วงนี้ฝนตกหนักไม่สามารถก่อไฟได้ และเพื่อความปลอดภัยจากการถูกตรวจพบ

นายทหารรายนี้กล่าวอีกว่า ทางหน่วยงานมีครัวกลางอยู่แล้ว แต่แก๊สปิกนิกที่ซื้อเพิ่มเป็นสำหรับทำอาหารเล็กๆ น้อยๆ เช่น ต้มมาม่า พร้อมทั้งขอบคุณร้านค้าและพี่น้องชาวอำเภอน้ำยืนที่ดูแลทหารเป็นอย่างดี

เศรษฐาบอกเดี๋ยวส่งไป! ทหารแนวหน้าต้องการเตาแก๊ส

ล่าสุด นายเศรษฐา ทวีสิน ได้แชร์ภาพข่าวเกี่ยวกับความต้องการของทหาร พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “ได้ครับ เดี๋ยวผมส่งไป” สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้เห็นเป็นอย่างมาก

ทำไมทหารแนวหน้าถึงต้องการเตาแก๊สและเครื่องซักผ้า?

ความต้องการเตาแก๊สและเครื่องซักผ้าของทหารแนวหน้าสะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนที่ห่างไกลและมีข้อจำกัดด้านสิ่งอำนวยความสะดวก เตาแก๊สมีความจำเป็นสำหรับการประกอบอาหารในสภาวะที่การก่อไฟเป็นไปได้ยากหรือไม่ปลอดภัย ในขณะที่เครื่องซักผ้าช่วยอำนวยความสะดวกในการทำความสะอาดเสื้อผ้าและเครื่องแบบ ลดปัญหาความอับชื้นและสุขอนามัย

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่พร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวม การตอบรับของนายเศรษฐา ทวีสิน ก็เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

การสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพวกเขากำลังปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ การช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ อย่างการบริจาคสิ่งของจำเป็น หรือการส่งกำลังใจ ก็สามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมาก

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ายังมีผู้ที่เสียสละตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอยู่เสมอ และเราควรให้ความสำคัญและสนับสนุนพวกเขาให้มากที่สุด

มาร่วมกันส่งกำลังใจให้ทหารกล้าของเรา และสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทางที่เราสามารถทำได้ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติของเราต่อไป

ความต้องการเตาแก๊สและเครื่องซักผ้าของทหารแนวหน้าเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ

ที่มา – “เศรษฐา” บอกเดี๋ยวส่งไป หลังทหารแนวหน้าต้องการเตาแก๊ส-เครื่องซักผ้า

มทภ.2 ยัน ทหารไม่ปฏิวัติ: ปล่อยกลไกการเมือง!

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันหนักแน่น ทหารไม่ปฏิวัติ ปล่อยให้กลไกการเมืองเดินหน้าต่อไป พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ายังมีคนดีที่มีความสามารถพร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ

พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการบรรยายและแสดงวิสัยทัศน์แก่นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยเนื้อหาหลักของการสัมภาษณ์เน้นไปที่สถานการณ์การเมืองปัจจุบันและการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

มทภ.2 ยัน “ทหารไม่ปฏิวัติ”

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และการพูดถึงการเลือกคนดีเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา พลโทบุญสินตอบว่า “ทฤษฎีที่ผมพูดไป เป็นทฤษฎีที่ผมอยากให้เป็น แต่ความจริงของประเทศไทย ก็ต้องว่าเป็นไปตามระบบของประเทศไทยในห้วงเวลานี้ ยืนยันทหารไม่ปฏิวัติอยู่แล้ว เราปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของพี่น้องประชาชน และเราก็ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา คัดกรองว่าอะไรถูกไม่ถูก หรือเราจะเสนอแนะอย่างไร นี่คือสิ่งที่ได้คุยกับน้องๆ ที่เราอยากให้เป็นในอนาคต ถือเป็นทฤษฎี แต่ความจริงจะได้ขนาดไหน คนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกัน”

เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีชื่อปรากฏว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชาได้หรือไม่ พลโทบุญสินกล่าวว่า “คงเป็นเรื่องของการเมือง แม่ทัพฯ ไม่อยากให้ความคิดเห็นสักเท่าไหร่ เป็นเรื่องกลไกของการบริหารประเทศ แต่เดี๋ยวก็พัฒนาไป เชื่อว่าคนไทยดูอยู่ ส่วนแม่ทัพฯ ทำหน้าที่ต่อ แต่ในส่วนการเมือง บางครั้งมันก็มีตัวเลือกที่มีวงจำกัด เราก็ต้องให้เกียรติเขา ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป เราคนไทยเจ้าของประเทศ ต้องช่วยกันดู สนับสนุนให้ความเห็นที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน บางอย่างในห้วงเวลานี้ก็ต้องช่วยกันก่อน เพื่อรอวันข้างหน้าให้มันลงตัว อยู่ที่เราคัดสรร ผมเชื่อว่านักการเมืองมีคนดีอยู่แล้ว เราต้องให้กำลังใจกัน”

พลโทบุญสินยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับผู้บัญชาการทหารบกว่า “ท่านมองว่าน่าจะมีแนวโน้มทิศทางที่ดี กองทัพบกก็พร้อมทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ยุ่งกับกระแสการเมือง /ยืนยัน ผบ.ทบ. เป็นทหารอาชีพ ท่านก็คุยกับผมทุกวัน ในเรื่องของสถานการณ์ชายแดนและให้กำลังใจ พร้อมสนับสนุนทุกอย่างที่เราร้องขอ”

อนาคตกองทัพกับการเมือง: มทภ.2 ยัน “ทหารไม่ปฏิวัติ”

ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ พลโทบุญสินเชื่อว่า “ถ้าถูกคัดเลือกมาแล้ว เชื่อว่าผู้ใหญ่คงเลือกที่เหมาะสม และท่านก็ทำหน้าที่ดีที่สุดอยู่แล้ว พร้อมเป็นกำลังใจให้ ผมและกองทัพพร้อมปฏิบัติ ตามคำสั่งที่ถูกต้อง ตอนนี้ไม่มีคนในใจ”

ส่วนประเด็นที่ว่าเหตุใดจึงไม่ได้อยู่ในแนวหน้ากับลูกน้อง พลโทบุญสินอธิบายว่า “ขอบคุณที่มีแนวคิดอย่างงั้น ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง จริงๆ มันก็จะมีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นอยู่ มีรองแม่ทัพฯ ที่อยู่ที่นั่นประจำ ในห้วงนี้เป็นช่วงเวลาปรับสภาพ เสริมความมั่นคง และห้วงการเจรจา ผมจึงถือโอกาสนี้มาพบปะ พูดคุยกับน้องๆ ลูกหลาน ผมก็ทำหน้าที่เมื่อว่างเว้นจากการที่ไม่ได้รบกัน แต่ถ้ามีการรบ ยืนยันว่าไม่ทิ้งแน่นอน เราก็ทำหน้าที่ให้มันครอบคลุมในหลายๆ มิติ พร้อมกันในหลายส่วนที่เราทำได้”

ท้ายสุด พลโทบุญสินยืนยันหลังเกษียณว่าจะไม่เล่นการเมือง และสิ่งที่อยู่ในใจมากที่สุดคือคำพูดที่ว่า “เวลาคนมาฝากความหวัง ว่าอย่าทิ้งพวกเขา”

โดยสรุปแล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของกองทัพในการสนับสนุนกลไกทางการเมือง และความสำคัญของการมีผู้นำที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และยังคงย้ำชัดว่า ทหารไม่ปฏิวัติ จะปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามกระบวนการ

การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันเรื่อง ทหารไม่ปฏิวัติ นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และยืนยันว่ากองทัพจะยังคงทำหน้าที่ในการปกป้องประเทศและสนับสนุนการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – มทภ.2 ยัน “ทหารไม่ปฏิวัติ” ปล่อยกลไกการเมืองจัดการ เชื่อมีคนดีพร้อมทำงานเพื่อประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ชายแดน มีความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา พบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 4 ครั้ง 8 ลำ พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน 7 ครั้ง 23 ลำ และพื้นที่ช่องสายตะกู 1 ลำ

วันที่ 2 ก.ย. 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สถานการณ์โดยรวม มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาโดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ โดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 4 ครั้ง 8 ลำ พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน 7 ครั้ง 23 ลำ และพื้นที่ช่องสายตะกู 1 ลำ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด

กองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทย จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ ตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว ของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ ตามสถานการณ์

การดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 5 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 1 ศูนย์ 58 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ 4 ศูนย์ 424 คน ปัจจุบันมียอด 482 คน เนื่องจากมีความวิตกกังวล ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือน ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศอ.จอส.พระราชทาน จว.บุรีรัมย์ นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รอง ผวจ.บุรีรัมย์, ผู้นำส่วนราชการ, ผู้นำชุมชนในพื้นที่ และประชาชนจิตอาสา ร่วมงานกิจกรรม โครงการ “ประตูแห่งเกียรติยศ สดุดีทหารกล้า” ซึ่ง บริษัท ศักดิ์สิทธิ์ อัลลอย สเตนเลส อินเตอร์ จำกัด ได้จัดทำประตู และช่องรั้ว พร้อมม้านั่ง จำนวน 5 ตัว ส่งมอบให้กับครอบครัว ร.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ฯ และบริษัทฯ ได้มอบ ม้านั่งอีกจำนวน 5 ตัว ให้แก่ครอบครัวของ ส.อ. ธีรพล เพียขันที ทหารพรานที่บาดเจ็บ ณ อ.ละหานทราย จว.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทหาร และครอบครัว ต่อไป

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.25 พ.อ.ธนาคม เลื่อนทอง หก.กกร.มทบ.25 พร้อมด้วยจิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน และ ชป.กร.มทb.25 เยี่ยมเยียน พบปะพูดคุยให้กำลังใจ สอบถามถึงปัญหาข้อขัดข้อง พร้อมมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 60 หลังคาเรือน ณ อ.ปราสาท และ อ.พนมดงรัก จว.สุรินทร์ ประชาชนรู้สึกดีใจ และขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับการดูแล.

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา

จากรายงานล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งรวมถึงการบินโดรนในบริเวณสำคัญต่างๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 และกำลังถูกติดตามอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาล่าสุด

  • ช่องอานม้า: พบโดรน 4 ครั้ง จำนวน 8 ลำ
  • สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน: พบโดรน 7 ครั้ง จำนวน 23 ลำ
  • ช่องสายตะกู: พบโดรน 1 ลำ

ฝ่ายไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นและเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้หากสถานการณ์จำเป็น นอกจากนี้ ยังมีการดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมีการจัดตั้งศูนย์รวบรวมพลเรือนในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความวิตกกังวลของประชาชน

นอกจากการดำเนินงานด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีกิจกรรมจิตอาสาที่ดำเนินการโดย ศอ.จอส.พระราชทาน ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน รวมถึงการมอบถุงยังชีพและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่าลืมติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา บินโดรนว่อนหลายพื้นที่ชายแดน

Scroll to top