ชายแดนไทยกัมพูชา

“แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุระเบิดที่ตาควาย

“แม่ทัพภาคที่ 2” ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์เสียงระเบิดที่ปราสาทตาควาย โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทย และยังคงยืนยันว่าไม่เคยไว้ใจประเทศกัมพูชาในทุกสถานการณ์

“แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุระเบิดที่ปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ สโมสรร่วมเริงไชย กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางมารับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจำนวนมาก ซึ่งเป็นน้ำใจจากประชาชนชาวไทยที่มอบให้กับทหารชายแดน

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงระเบิดดังขึ้นที่ปราสาทตาควายว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในฝั่งกัมพูชา และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกำลังทหารของประเทศไทย โดยรายงานเบื้องต้นระบุว่าเป็นกับระเบิดสังหารบุคคลที่ทางฝั่งกัมพูชาวางไว้ และอาจเกิดจากการที่ทหารกัมพูชาเผลอเหยียบกับระเบิดของตนเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีผลกระทบต่อทหารไทยและไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน

ประเด็นสำคัญที่แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำ

  • เรื่องการรื้อถอนบริเวณช่องอานม้า: ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไม่มีการรื้อถอนใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าฝ่ายกัมพูชาจะขอให้รื้อออก แต่ทางเราไม่ยินยอม เนื่องจากถือว่าเป็นอธิปไตยของไทยในการป้องกันการรุกล้ำซ้ำเดิม และจะยังคงตรึงกำลังไว้เช่นเดิม
  • การสร้างแนวป้องกันเพิ่มเติม: จะต้องมีการพูดคุยกับทางกัมพูชาเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน โดยแนวรั้วมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการรุกล้ำของกองกำลังทางทหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าแนวรั้วจะเป็นเส้นเขตแดน ทั้งนี้ การสร้างรั้วจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน
  • การประชุมพูดคุยกับแม่ทัพกัมพูชา: ทางกัมพูชาได้ตอบรับการประชุม แต่ขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม ที่ช่องสนั่ม เพื่อหารือถึงข้อตกลงต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำกัมพูชา การพูดคุยในระดับแม่ทัพอาจจะยังไม่มีผลเท่าที่ควร แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการหารือเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด

สำหรับเรื่องของ MOU นั้น เป็นเรื่องของรัฐบาล หรือกลุ่มพลังมวลชนที่จะพิจารณาข้อดีข้อเสีย ส่วนทางทหารจะยึดถือแผนที่ 1 ต่อ 50,000 และยึดถือเส้นเขตแดนเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ความน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการปะทะตามแนวชายแดนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในกัมพูชาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการยั่วยุต่างๆ หากมีการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ทางเราก็มีสิทธิ์ที่จะตอบโต้ไปตามสมควร

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม หากมีการเพิ่มเติมทดแทนกำลังที่สูญเสียไป หรือมีการถอนกำลังออกไป ถือเป็นเรื่องปกติ ขอย้ำว่ายังคงไม่สามารถไว้ใจได้ และยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ยืนยันว่าไม่เคยไว้วางใจ และไม่มีความหนักใจหรือกดดันใดๆ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และทำงานตามหน้าที่ด้วยความสุข

หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ก็พร้อมที่จะรับใช้ประเทศชาติในส่วนที่สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงว่าจะมอบหมายให้ช่วยเหลือในด้านใดบ้าง จะเป็นพลเมืองดี และพร้อมที่จะทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศชาติในส่วนที่ทำได้ต่อไป

ทหารไทยทุกคนมีขวัญและกำลังใจที่ดี ได้รับแรงหนุนจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน และขอให้ไว้วางใจในการป้องกันอธิปไตยของกองทัพทั้ง 4 เหล่าทัพ ในส่วนของแนวชายแดนที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ทางเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ขอบคุณสำหรับกำลังใจและสิ่งของที่ทุกท่านส่งมาด้วยน้ำใจ จะน้อมรับและนำไปมอบให้กับน้องๆ ทหารตามแนวชายแดนต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมและความไม่ประมาท ถึงแม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะดูสงบ แต่การรักษาความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุเสียงระเบิดที่ประสาทตาควาย ยืนยันไม่เคยไว้ใจกัมพูชา

กลาโหมมอบ “เหรียญบางระจัน” ให้พลทหารตะวัน

กระทรวงกลาโหมเชิดชูทหารกล้า มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” ผู้เสียสละจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพลทหารตะวัน สิงห์เรือง ได้เสียสละดวงตาข้างซ้ายเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา พลทหารตะวัน สิงห์เรือง อายุ 21 ปี สังกัด ร.4 พัน 1 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ถูกลูกระเบิดจนสูญเสียดวงตาข้างซ้ายที่ภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก

หลังจากพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน พลทหารตะวันยังมีอาการผวาและสะดุ้งตื่นจากเหตุการณ์สู้รบอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนฝูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้พลทหารตะวันมีกำลังใจในการต่อสู้และฟื้นฟูร่างกายต่อไป

ล่าสุด พันโท เพทาย สมฤทธิ์ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายจิระประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยแพทย์ทหาร และส่วนราชการ ได้เดินทางไปให้กำลังใจพลทหารตะวัน พร้อมทั้งมอบประกาศนียบัตรและ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและความเสียสละ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” และขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือและดูแลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ พลทหารตะวันยังมีความหวังที่จะกลับไปรับราชการต่อ โดยมีความใฝ่ฝันที่จะเป็น “นักรบชุดดำ”

มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน”

ความกล้าหาญและความเสียสละของพลทหารตะวัน สิงห์เรือง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนไทยทั้งประเทศ การได้รับ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” ถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของชีวิตทหาร และเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

ความหวังของพลทหารตะวัน

ถึงแม้จะสูญเสียดวงตาข้างซ้าย แต่พลทหารตะวันยังคงมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะรับราชการต่อไป ความฝันที่จะเป็น “นักรบชุดดำ” สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งและความรักชาติอย่างเปี่ยมล้น

  • การดูแลรักษา: พลทหารตะวันได้รับการส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
  • กำลังใจจากทุกภาคส่วน: ได้รับความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี
  • ความกังวลเรื่องอนาคต: ยังมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน

“ตอนแรกเหมือนเรารู้สึกโดนทิ้ง แค่แบบรอ… แต่พอเวลาพี่นักข่าวมาช่วย ก็กลายเป็นว่า เขาก็หันมาสนใจเรามากขึ้น หันมาแบบว่ามาบอกเราดูแลเรา” พลทหารตะวันกล่าว

เรื่องราวของพลทหารตะวันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของทหารกล้าที่พร้อมจะเสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” เจ้าตัวหวังอยากรับราชการต่อ เป็น “นักรบชุดดำ”

“แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว รายงานตัววันแรก!

ตม.สระแก้วเปิดลงทะเบียนผ่อนผันให้ “แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้วที่ถือบอเดอร์พาส เพื่อลงทะเบียนผ่อนผันการทำงานและอยู่ในไทยต่อ วันแรกมีผู้ทยอยมารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่กำชับดูแลความสะดวก

“แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว แห่รายงานตัววันแรก

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 ส.ค. 2568 ที่จุดคัดกรองแรงงานต่างด้าว หน้าอาคารผู้โดยสารขาเข้า ด่าน ตม.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ได้นำเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว มาตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ที่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศในช่วงเหตุการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และยังคงทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทย หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาที่ยังทำงานอยู่ในประเทศไทย สามารถอยู่ทำงานในไทยได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา 64 ลงวันที่ 8 ส.ค. 2568 ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2568 – 9 ก.พ. 2569 หรือจนกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ

วันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.จว.สระแก้ว ได้เปิดรับลงทะเบียนผ่อนผันทำงานให้แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ที่ถือบอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น) และทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้ว มาลงทะเบียน ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตั้งแต่เวลา 08.30 น.- 16.30 น. แรงงานกัมพูชายังคงทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้ว โดยเฉพาะเป็นแรงงานภาคการเกษตร เดินทางมาลงทะเบียนผ่อนผันกว่า 100 คน

โดยมีเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว มาคอยอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งแนะนำการนำเอกสารมาลงทะเบียน สร้างความประทับใจให้กับ“แรงงานกัมพูชา” ที่ยังทำงานอยู่ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งบางคนถึงกับพูดว่า “ดีใจที่ตัดสินใจถูกไม่เชื่อผู้นำตนเองเดินทางกลับกัมพูชา ทำให้สามารถทำงานอยู่ต่อในประเทศไทยต่อได้อีก เพราะเพื่อนที่เดินทางกลับกัมพูชาตอนนี้อยากกลับมาไทยเป็นจำนวนมาก เพราะอยู่ในกัมพูชาไม่มีงานทำและอยู่กันอย่างอดอยาก รัฐบาลเขมรก็ไม่ดูแล”

พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สุภาพร ผกก.ตม.จว.สระแก้วเผยว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.จว.สระแก้ว เปิดให้รายงานและลงทะเบียนแรงงานสัญชาติกัมพูชา ที่ได้รับการผ่อนผัน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 8 ส.ค. 2568 ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2568 – 9 ก.พ. 2569 หรือจนกว่ามาตรการควบคุมการผ่านแดน จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

โดยวันนี้เป็นวันแรกที่ ตม.สระแก้ว เปิดรายงานตัวมาแรงงานชาวกัมพูชาเดินทางมารายงานตัว และลงทะเบียนวันแรก ขณะนี้ประมาณ 100 คนเศษ และสามารถมารายงานตัวล่วงหน้าได้ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งการรับรายงานตัวนี้ ให้เฉพาะแรงงานกัมพูชาที่ถือบอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น) ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.สระแก้วเท่านั้น โดยจะต้องมีเอกสารบุคคลและหนังสือรับรองจากนายจ้างมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ และต้องมารายงานตัวทุก 30 วัน เป็นเวลา 6 เดือน

สิ่งที่แรงงานกัมพูชาต้องเตรียมตัวเมื่อไปรายงานตัว

  • บัตรประจำตัว
  • บอเดอร์พาส (หนังสือเดินทางท้องถิ่น)
  • หนังสือรับรองจากนายจ้าง

จากการตรวจสอบในฐานข้อมูลของ สตม. พบว่ายังมีแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ถือบอเดอร์พาส และทำงานอยู่ในจังหวัดสระแก้ว ประมาณ 10,000 คนเศษ คาดว่าจะมีชาวกัมพูชาทยอยเดินทางมารายงานตัว และลงทะเบียนกันทั้งวัน ได้กำชับ จนท.ตม.จว.สระแก้วให้อำนวยความสะดวก และดูแล“แรงงานกัมพูชา”เหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะแรงงานเหล่านี้เขาไม่ทิ้งงานฝั่งไทยหนีกลับประเทศ แต่เขายังคงมั่นใจประเทศไทยและทำงานอยู่ในประเทศไทยโดยไม่กลัวใดๆ

การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเลือกที่จะอยู่ในประเทศไทยต่อ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าที่พวกเขาได้รับในประเทศบ้านเกิด การสนับสนุนและดูแลแรงงานเหล่านี้อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานและสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่

ที่มา – “แรงงานกัมพูชา” ในสระแก้ว แห่รายงานตัววันแรก ลงทะเบียนผ่อนผันอยู่ไทย-ทำงานต่อ

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์”

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” หลังสละชีพขณะปกป้องอธิปไตยที่ปราสาทตาควาย ด้านพ่อแม่ซึ้งใจขอบคุณกองทัพที่ให้เกียรติลูกชายและครอบครัว

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก กองกำลังนเรศวร ได้โพสต์ข้อความสดุดีวีรกรรมสหาย UAS#4 ที่ได้สละชีวิตอย่างกล้าหาญ ณ ปราสาทตาควาย เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมกับเผยภาพโดรนที่มีการสลักชื่อของกำลังพลทั้ง 3 นาย ได้แก่ สิบเอก จิรายุ สิงห์อั้น สิบเอก นพดล บุญเลิศ และ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

โดยระบุข้อความว่า ชื่อของทั้งสามท่านจะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป และจะสืบสานเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่านักรบทุกคนเดินหน้าขับไล่ศัตรู และปกป้องประเทศชาติจนกว่าลมหายใจสุดท้าย ในนามแห่งเกียรติภูมิ ได้มีการนำนามของวีรบุรุษทั้งสามมาเป็นชื่อโดรนฟีนิกซ์ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ และตอกย้ำว่า “แม้ร่างกายจากไป แต่เกียรติศักดิ์จะคงอยู่เหนือกาลเวลา”

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

“นกฟีนิกซ์” คือ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับเทพแห่งไฟ เพราะขนของฟีนิกซ์นั้นจะออกเป็นประกายเหลืองทองคล้ายเปลวไฟ บ้างก็ว่าปกคลุมด้วยเปลวไฟทั้งตัว มีเสียงร้องที่ไพเราะดังเสียงดนตรี รูปร่างสวยสง่างาม เปี่ยมด้วยความเป็นมิตร ตามความเชื่อ เชื่อว่านกฟีนิกซ์สามารถชุบชีวิตผู้ตายได้ และสามารถฟื้นพลังทั้งหมดให้กลับสู่ปกติได้ เพลงของฟีนิกซ์มีเวทมนตร์สามารถกระตุ้นความกล้าหาญแห่งจิตใจบริสุทธิ์ และทำให้เกิดความกลัวในจิตใจที่คิดชั่วร้าย

“ฟีนิกซ์” จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ มีชีวิตยั่งยืนนิรันดร์ เพราะสามารถฟื้นคืนชีพได้ด้วยตัวเอง เมื่อร่างกายสิ้นอายุขัย (500 ปี หรือ 1,461 ปี) ตัวจะลุกเป็นไฟ จากนั้นฟีนิกซ์ก็จะฟื้นจากกองขี้เถ้ามาเป็นนกตัวใหม่

ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร
ภาพจากเพจ : กองกำลังนเรศวร

ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังพื้นที่ ต.ลือ อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นบ้านของ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร หนึ่งในทหารที่มีชื่อสลักอยู่บนโดรน พบกับนายเสกสรรค์ น้อยโคตร อายุ 55 ปี และนางกฤษณา น้อยโคตร อายุ 53 ปี พ่อแม่ของ สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร

โดยนายเสกสรรค์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่ทราบข่าวว่าทางกองทัพได้นำชื่อของลูกชายมาตั้งเป็นชื่อโดรนฟีนิกซ์ ก็รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของครอบครัวน้อยโคตร และขอขอบคุณทางกองทัพที่ยังไม่ลืมทหารตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ขอขอบคุณจากหัวใจ

ต่อมาทางแม่ของสิบเอก กฤษฎา ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูของใช้ส่วนตัวของลูกชาย ซึ่งได้จัดใส่ไว้ในตู้กระจกอย่างสวยงาม มีธงชาติ เครื่องแบบ เกียรติบัตร กรอบรูป เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันที่เสียชีวิต รองเท้าคอมแบท ที่เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกถึงลูกชาย ถึงแม้จะเสียใจกับการจากไปของลูกแต่ก็ภาคภูมิใจในตัวเขา เพราะอาชีพทหารเป็นความใฝ่ฝันของเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในวันนี้เขาก็ได้ทำเต็มที่แล้ว ขอบคุณกองทัพที่ให้เกียรติลูกชายและครอบครัว

สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์”

การสดุดีวีรกรรมของทหารกล้าทั้ง 3 นายด้วยการจารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติแก่ผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยและความเสียสละเพื่อส่วนรวม

โดรนฟีนิกซ์ สัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ

การตั้งชื่อโดรนว่า “ฟีนิกซ์” เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นอมตะและการฟื้นคืนชีพ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า แม้ร่างกายของทหารกล้าทั้ง 3 จะจากไป แต่เกียรติประวัติและความกล้าหาญของพวกเขายังคงอยู่ตลอดไป การสดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” จึงเป็นการเชิดชูเกียรติอย่างสูงสุด

เราขอสดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย

ที่มา – สดุดีวีรกรรม 3 ทหารกล้า จารึกชื่อบน “โดรนฟีนิกซ์” สละชีพเหตุปะทะที่ปราสาทตาควาย

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เข้าใจเรื่อง ICC

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจเรื่อง ICC

“ภูมิธรรม” สอนมวย “โรม” มาคุยกันตรงๆ อย่าถามออกสื่อ ชี้ กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ติงควรเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร ระบุ รัฐบาลยั้งมือไม่ฟ้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพราะเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของ 2 ตระกูลของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ว่า ต้องถามนายรังสิมันต์ ว่าพูดในฐานะประธาน กมธ. หรือพูดในฐานะนายรังสิมันต์ เพราะถ้าพูดในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ก็น่าจะเข้าใจ เพราะหลายเรื่องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่มานั่งตั้งคำถามแบบนี้ เพราะเรื่องนี้ข้อเท็จจริงก็ว่าไปอย่างหนึ่ง แต่อีกหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่หยิบประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาตัดสินใจได้ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของประเทศ และเกี่ยวพันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกี่ยวพันกับอะไรหลายอย่าง ควรจะเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ

“ถ้าคุณรังสิมันต์ โรม ไม่มั่นใจ หรือสงสัย อย่าถามออกอากาศ มาถามผมได้ มาพบได้ บอกได้เลย ชี้แจงให้เข้าใจว่าเรื่องไหนสำคัญไม่สำคัญ แล้วทำไมการพูดจึงไม่ควรพูดออกอากาศ ในเรื่องที่เป็นคดีความระหว่างประเทศ และเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าเป็นนักการเมืองที่เข้าใจควรเข้าใจสิ่งนี้”

ทำไมภูมิธรรมถึงแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เรื่อง ICC?

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมหยิบยกขึ้นมาคือ การที่นายรังสิมันต์ โรม ตั้งคำถามเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลต่อการฟ้องร้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นายภูมิธรรมมองว่าการตั้งคำถามดังกล่าวออกสื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ นายรังสิมันต์ โรม ควรจะมีความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน การตั้งคำถามโดยขาดความเข้าใจ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผลสรุปของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จะมีผลสรุปออกมาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ให้เขาทำก่อน ถ้าพบหลักฐานหรืออะไรที่สำคัญ ตนคิดว่าเขาคงไม่เที่ยวมาออกข่าว เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยวันที่ 10 กันยายน 2568 ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ติดขัดตรงไหนไปพูดกันตรงนั้น และชัดเจนเมื่อไหร่ ได้ข้อสรุปอย่างไรก็จะออกมา การทำงานของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เอาข่าวลือ หรือพูดไปโดยยังไม่ยืนยัน หรือมีมติ เพราะทุกอย่างต้องพูดด้วยความระมัดระวัง เราไม่ได้ปรารถนาจะไปใส่ร้ายป้ายสีใคร ต้องการเอาข้อเท็จจริงและความจริงออกมา และ GBC จะเป็นเรื่องระดับทวิภาคีคุยกัน ซึ่งมีการพูดคุยระดับรัฐมนตรี และมีผู้สังเกตการณ์ร่วมด้วยอยู่แล้ว ถือเป็นเวทีที่ดีที่สุด เขาไม่พูดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านสื่อ.

การที่นายภูมิธรรมออกมา แนะ “โรม” มาคุยกันได้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลกับการรักษาผลประโยชน์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็น ICC เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การหารือและทำความเข้าใจในรายละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรม แนะ “โรม” มาคุยกันได้ ในประเด็นที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ICC จึงเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในฐานะประชาชน การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และสนับสนุนนโยบายที่เหมาะสมต่อประเทศชาติ

ที่มา – แนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ชี้เป็น ปธ.กมธ.มั่นคงฯ น่าจะเข้าใจ

กฟภ. แจงแล้ว! ปมบิลค่าไฟ หลังเยียวยา

เกิดอะไรขึ้น ทำไมชาวบ้านที่อพยพถึงยังได้ บิลค่าไฟ ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศเยียวยา? มาไขข้อสงสัยกับประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในขณะนี้กันค่ะ

กฟภ. ชี้แจงปมชาวบ้านได้ “บิลค่าไฟ” หลังเยียวยา

จากกรณีที่มีข่าวว่าชาวบ้านที่อพยพจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกลับถึงบ้านกลับต้องตกใจ เพราะเจอบิลค่าไฟพุ่งสูงถึง 2,000 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำค่าไฟเป็นเวลา 2 เดือน ทำเอาหลายคนเกิดความสงสัยและตั้งคำถามถึงความชัดเจนของมาตรการดังกล่าว

ล่าสุด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวของชาวบ้านในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้า ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือนนั้น กฟภ. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และขอชี้แจงให้ทราบดังนี้

ทำไมถึงยังได้รับบิลค่าไฟ?

กฟภ. อธิบายว่า ค่าไฟฟ้าที่ปรากฏในบิลนั้น เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการจดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ดังนั้น จึงอาจเกิดความสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาที่รัฐบาลประกาศออกมา ทั้งนี้ ทาง กฟภ. ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยอย่างเคร่งครัด

ตามนโยบายดังกล่าว กฟภ. จะให้ความช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศให้อพยพไปยังศูนย์พักพิง

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน กฟภ. จึงขอย้ำว่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จะไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 หากท่านได้ชำระเงินไปแล้ว ทาง กฟภ. จะดำเนินการคืนเงินให้โดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

สรุปง่ายๆ คือ บิลค่าไฟที่ได้รับนั้นเป็นของเดือนก่อนหน้าที่จะมีมาตรการเยียวยา แต่ไม่ต้องกังวล เพราะ กฟภ. จะดูแลค่าไฟในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมให้ฟรีตามเงื่อนไขที่กำหนด

ข่าวนี้สอนให้เรารู้ว่า การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นได้

กฟภ. ชี้แจงปมชาวบ้านได้ “บิลค่าไฟ” หลังเยียวยา ก็เพื่อให้ทุกคนคลายความกังวลใจ และเข้าใจถึงขั้นตอนการดำเนินการของมาตรการเยียวยาอย่างถูกต้องนั่นเอง

ที่มา – กฟภ. ชี้แจงปม ชาวบ้านอพยพได้ “บิลค่าไฟ” หลังรัฐบาลประกาศเยียวยาไม่เก็บ 2 เดือน

ชัยวุฒิชี้ชัด! กัมพูชาวางทุ่นระเบิด หนุนฟ้อง

“ชัยวุฒิ” ชี้หลักฐานชัดกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจริง! พร้อมหนุนฟ้องผู้นำกัมพูชา และเสนอสร้างรั้วชายแดนแก้ปัญหา

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงภาพทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน โดยระบุว่าไม่รู้สึกแปลกใจที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว เนื่องจากมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่พบในโทรศัพท์มือถือบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจริง และนานาชาติจะได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้น

ชัยวุฒิชี้ชัด! กัมพูชาวางทุ่นระเบิด หนุนฟ้อง

นายชัยวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่กัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และเป็นการฉวยโอกาสจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ประเทศไทยเคยให้ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนชาวไทยเสียสิทธิในที่ดินทำกินมานานกว่า 40 ปี การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกัมพูชา

พรรคพลังประชารัฐสนับสนุนมาตรการป้องกันการรุกล้ำและการวางทุ่นระเบิด โดยเสนอให้มีการติดตั้งรั้วลวดหนามในเขตแดนไทย เพื่อป้องกันการบุกรุกและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน

เดินหน้าฟ้องผู้นำกัมพูชา

ในส่วนของการดำเนินคดี นายชัยวุฒิสนับสนุนให้รัฐบาลไทยยื่นฟ้องสมเด็จฮุน เซน และนายฮุน มาเนต ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาต่างๆ เช่น การโจมตีพลเรือน การวางทุ่นระเบิด และอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมทั้งจะผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่เวทีโลก เพื่อดำเนินการเอาผิดในฐานะอาชญากรสงคราม พรรคพลังประชารัฐยืนยันว่าจะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนและกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความรอบคอบและยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ การใช้สันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

การที่นายชัยวุฒิออกมาแสดงความเห็นอย่างแข็งกร้าวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทุกด้าน

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาชัยวุฒิชี้หลักฐานชัดกัมพูชาวางทุ่นระเบิด ไม่สามารถทำได้โดยลำพังฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การที่ชัยวุฒิชี้หลักฐานชัดกัมพูชาวางทุ่นระเบิดสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งชายแดนที่ยังคงมีอยู่ การแก้ไขปัญหาในระยะยาวจึงจำเป็นต้องมีการสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ การส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน และลดแรงจูงใจในการก่อเหตุความไม่สงบ

การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับชัยวุฒิชี้หลักฐานชัดกัมพูชาวางทุ่นระเบิด ควรพิจารณาถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยรวม และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น การใช้การทูตและการเจรจาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา จะช่วยให้สามารถหาทางออกที่ยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ที่มา – “ชัยวุฒิ” ชี้หลักฐานชัดกัมพูชาวางทุ่นระเบิด หนุนฟ้องผู้นำกัมพูชา

ชาวบ้านชายแดนจี้ สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดไทย-เขมร

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนยังคงใช้ชีวิตด้วยความกังวลใจ และเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งงดเว้นความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างก็ประสบกับบรรยากาศการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่คึกคักเท่าที่ควร ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิดทำการตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มีการปะทะหรือการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ก็ตาม

ประชาชนยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะสงบลงอย่างแท้จริงหรือไม่ จากการติดตามข่าวสารทั่วไป พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและก่อกวนฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้นำคณะผู้ช่วยทูตจากประเทศอาเซียน 8 ประเทศ มาร่วมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ทหารกัมพูชายังคงเข้ามาแสดงพฤติกรรมยั่วยุและโวยวายต่อหน้าทูตทหาร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ชาวบ้านเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง”

นางทัศนีวรรณ แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง ทำให้การดำรงชีวิตประจำวันและการค้าขายของคนในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก การค้าขายซบเซา และไม่กล้าซื้อสินค้ามาเก็บตุนไว้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากขาดความมั่นใจในสถานการณ์ และไม่รู้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

“อยากให้มีความชัดเจนของสถานการณ์มากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ทุกวันนี้ยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวงและวิตกกังวล” นางทัศนีวรรณกล่าว

สนับสนุนเต็มที่ให้สร้าง “รั้วกำแพง”

แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวรายเดิมยังกล่าวถึงกระแสข่าวการสนับสนุนการสร้างรั้วกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชาว่า พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ “ล้านเปอร์เซ็นต์ให้ทำรั้วกำแพงไปเถอะ เพื่อลูกหลานในอนาคต เพราะเขมรไม่รักษาสัจจะ พูดอะไรออกมาก็ไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยเราพยายามประนีประนอมมาโดยตลอด หากรัฐบาลขาดแคลนงบประมาณ เชื่อว่าประชาชนทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น”

นางจิระภิญญา แม่ค้ากาแฟน้ำชงในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวเสริมว่า อยากให้สร้างเป็นรั้วกำแพงปูนที่มั่นคง เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่านี่คือแนวเขตแดนของประเทศไทย การมีรั้วกั้นเขตแดนที่มั่นคงจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามแนวชายแดนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าคนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย

“อยากให้สร้างรั้วกั้นปิดเขตพรมแดนที่ชัดเจนไปเลย เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปิดกั้นไปเลยไม่ต้องให้คนกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเข้ามาแล้วก็จะสร้างความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อน” นางจิระภิญญากล่าว “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ยังนอนหลับไม่เต็มตื่น ต้องพะวงลุ้นวันต่อวันว่าแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ถ้าสร้างรั้วปิดประเทศได้ก็สร้างไปเลย ประชาชนอย่างพวกตนพร้อมสนับสนุน”

จากความเห็นของชาวบ้าน จะเห็นได้ว่าพวกเขาสนับสนุนให้สร้าง “รั้วกำแพง” เพื่อความสงบสุขในชีวิตของพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน เรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา

ตลาดช่องจอม: พ่อค้าแม่ค้าทยอยเปิดร้าน หวั่นปะทะอีกรอบ

พ่อค้าแม่ค้าตลาดชายแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ ทยอยกลับมาเปิดร้านเพื่อสำรองรายได้ แต่ยังไม่วางใจสถานการณ์ หวั่นเกิดการปะทะรอบ 2 วันที่ 20 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระหว่างที่มีการหยุดยิงจากผลการเจรจาที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประชาชนที่อพยพได้กลับมาบ้านแล้วร่วม 2 สัปดาห์ บางส่วนยังไม่กล้าเปิดร้านค้าขาย เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ บางส่วนเริ่มอพยพผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็ก ๆ ไปอยู่ตามวัดในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

ด้านพ่อค้าแม่ค้า บางส่วนก็ได้มีการเปิดร้านค้าขายมากขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณตลาดช่องจอม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านค้าอาหารและของสด แม้ลูกค้าจะเข้ามาซื้อน้อย แต่พ่อค้าแม่ค้าต่างจำเป็นต้องเปิดร้านค้าขาย หวังมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และเพื่อหาเงินทุนไปไว้ใช้ในช่วงที่อาจจะมีการปะทะและอพยพรอบที่ 2 ซึ่งต่างคาดว่ามีโอกาสสูงที่ทหารกัมพูชาจะเริ่มเปิดฉากยิงไทยก่อน หลังมีข่าวว่าทหารกัมพูชาพยายามละเมิดข้อตกลงหยุดยิง มีการเคลื่อนกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มาอย่างต่อเนื่องที่บริเวณชายแดน ด้านปราสาทตาควาย-ช่องกร่าง-ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

อีกทั้งระยะนี้ทูตสังเกตการณ์จากหลายประเทศยังคงวนเวียนอยู่ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าเปิดฉากยิง โดยชาวบ้านวิตกกังวลว่าในช่วงวันถัดไป จะมีโอกาสสูงที่กัมพูชาจะเปิดฉากยิงและทำให้เกิดการปะทะกันอีกรอบ

นายสุพรรณ รักษา อายุ 54 ปี พ่อค้าขายหมูสดตลาดช่องจอม กล่าวว่า วันนี้ทูตมา ทุกคนก็เตรียมตัวพร้อม ว่าจะอพยพอีกไหม หลังจากทูตกลับก็ภาวนาว่า อย่ามีการยิงกันอีก หวังทุกอย่างให้เป็นไปด้วยดี แต่ก็ยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดช่องจอมกำลังเริ่มเปิดค้าขายมากขึ้น ดีขึ้นจากอาทิตย์ที่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าดีใจที่ค้าขายได้ แต่ก็ยังวิตกและไม่อยากให้มีการปะทะอีก เพราะจะต้องปิดร้านอพยพ

พ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม ทยอยกลับมาเปิดร้าน แต่ยังหวั่นเกิดการปะทะอีกรอบ

สถานการณ์บริเวณชายแดนช่องจอมยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ความหวาดระแวงและความไม่แน่นอนยังคงปกคลุม พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดช่องจอมต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำมาหากิน พวกเขาต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นในการหารายได้กับความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะรอบใหม่

ความหวังและอุปสรรคของพ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม

การกลับมาเปิดร้านอีกครั้งของพ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงภัย อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และสามารถกลับมาค้าขายได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

  • ความท้าทาย: สถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน, ความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ, ลูกค้าที่ยังไม่กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย
  • ความหวัง: สถานการณ์คลี่คลาย, การค้าขายกลับมาเป็นปกติ, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

พ่อค้าแม่ค้าหลายรายตัดสินใจเปิดร้านเพราะจำเป็นต้องหารายได้มาจุนเจือครอบครัว และเก็บสะสมเงินทุนเผื่อกรณีที่ต้องอพยพอีกครั้ง พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากหลายประการ ทั้งจำนวนลูกค้าที่ลดลง ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และสามารถกลับมาค้าขายได้อย่างปกติสุขในอนาคต

การที่ทูตจากหลายประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าที่จะเปิดฉากยิง แต่ชาวบ้านก็ยังคงวิตกกังวลว่าสถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา พวกเขาจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ในฐานะคนไทย เราขอเป็นกำลังใจให้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนชาวช่องจอมทุกท่าน ขอให้ท่านปลอดภัยและสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ววัน ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกอย่างสันติวิธี เพื่อนำมาซึ่งความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – พ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม ทยอยกลับมาเปิดร้าน แต่ยังหวั่นเกิดการปะทะอีกรอบ

Scroll to top