ชายแดนไทย กัมพูชา

สหรัฐฯ เปิดตัว โดรนสอยโดรน! สกัดภัยทางอากาศ

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว "สกายเรเดอร์" โดรนสอยโดรน สุดล้ำ! สามารถทำลายโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้ด้วยระบบบังคับทางไกล พร้อมติดระเบิดเคลย์มอร์ ยิงสกัดเป้าหมายกลางอากาศได้สำเร็จ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งานจริง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองทัพสหรัฐฯ ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทดสอบการใช้งาน "สกายเรเดอร์" (SkyRaider) โดรนสอยโดรนกลางอากาศ (air-to-air drone) เป็นครั้งแรก! โดรนสุดไฮเทคนี้สามารถยิงสกัดโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้อย่างแม่นยำ โดยใช้ระบบบังคับแบบ "มุมมองบุคคล" (first-person view ) พร้อมติดอาวุธร้ายอย่าง “ระเบิดเคลย์มอร์” เพื่อยิงทำลายเป้าหมายกลางอากาศอย่างเด็ดขาด

ทางกองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า การทดสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการรบแบบไร้คนขับ โดยใช้โดรนรุ่น “สกายเรเดอร์” ที่ติดตั้งระเบิดเคลย์มอร์ บินไล่สกัดและทำลายโดรนเป้าหมายในการจำลองสถานการณ์เหนือน่านฟ้าแทเบอร์นาเคิล ฟิลด์ ภายในฐานทัพฟอร์ต รักเกอร์ รัฐแอละแบมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ เนต เชีย รับหน้าที่ควบคุมการบิน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ แอนดรูว์ โทพิตส์ ทำหน้าที่ควบคุมโดรนเป้าหมาย

การทดสอบครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการรบอัตโนมัติและการควบคุมจากระยะไกล และจัดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดระบบอากาศยานไร้คนขับของกองทัพบกสหรัฐฯ เพื่อแสดงศักยภาพและแนวทางการพัฒนาในอนาคต

โดรนสอยโดรน: อาวุธใหม่แห่งอนาคต

การพัฒนาโดรนสอยโดรนนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวงการเทคโนโลยีทางการทหาร เนื่องจากเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศ และลดความเสี่ยงต่อชีวิตของทหารลงได้อย่างมาก ระบบการควบคุมจากระยะไกลยังช่วยให้สามารถปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายหรือเข้าถึงยากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมโดรนสอยโดรนถึงสำคัญ?

  • ป้องกันภัยทางอากาศ: สามารถสกัดและทำลายโดรนของศัตรูได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • ลดความเสี่ยง: ลดความจำเป็นในการส่งทหารเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง
  • ปฏิบัติการหลากหลาย: สามารถใช้งานในภารกิจลาดตระเวน สอดแนม และโจมตี
  • ประสิทธิภาพสูง: ระบบอัตโนมัติและควบคุมจากระยะไกลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ

สกายเรเดอร์: โดรนสอยโดรนรุ่นบุกเบิก

สกายเรเดอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโดรนสอยโดรนในอนาคต คาดการณ์ว่าในอนาคตเราจะได้เห็นโดรนที่มีความสามารถในการสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศได้หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโดรนขนาดเล็ก หรือแม้แต่ขีปนาวุธ

การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ยังส่งผลกระทบต่อกระบวนการคิดเชิงยุทธศาสตร์และการวางแผนทางการทหารในอนาคต กองทัพต่างๆ จะต้องปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโดรนสอยโดรนก็มาพร้อมกับข้อกังวลเกี่ยวกับจริยธรรมและความรับผิดชอบในการใช้งาน การตัดสินใจว่าจะใช้โดรนสังหารเป้าหมายใดนั้น ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์หรือไม่? และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาดหรือผลกระทบที่ไม่คาดฝัน?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมและผู้กำหนดนโยบายจะต้องขบคิดและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้เทคโนโลยีโดรนถูกนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง โดรนสอยโดรนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือทางการทหาร แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความท้าทายและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว “โดรนสอยโดรน” ระเบิดโดรนศัตรูร่วงกลางอากาศ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งาน

รัฐบาลโต้ “เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย เร่งเปิดประชุมด่วน

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อมีการกล่าวอ้างเรื่องการวางทุ่นระเบิด ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาตอบโต้ นายเพ็ญ โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชา อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่า “เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย ปฏิเสธเรื่องการวางทุ่นระเบิดใหม่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาเปิดประชุมด่วนเพื่อพิจารณาปัญหาการละเมิดข้อตกลงและตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ซื้อขายทุ่นระเบิด

นายจิรายุกล่าวว่า การที่รัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธเช่นนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจและเป็นการโกหกซ้ำซาก หากกัมพูชาไม่ได้วางทุ่นระเบิดจริง เหตุใดจึงปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงที่เสนอโดยประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีข้อเสนอสำคัญสองประการ ได้แก่ การจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ค้ามนุษย์ และการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ข้อเสนอนี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาพูด เพราะหากไม่ได้เป็นผู้วางทุ่นระเบิด เหตุใดจึงไม่ยอมรับข้อตกลงนี้

รัฐบาลโต้ “เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย เร่งเปิดประชุมด่วน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง

รัฐบาลไทยเรียกร้องอะไร?

นายจิรายุได้เรียกร้องให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาเปิดประชุมด่วนเพื่อพิจารณากรณีกัมพูชาละเมิดข้อตกลงสนธิสัญญาเรื่องกับระเบิดบุคคล เพื่อป้องกันการสูญเสียเพิ่มเติมและสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนหลังข้อตกลงหยุดยิง 7 สิงหาคม 2568 ซึ่งยังคงพบการวางกับระเบิดจำนวนมากในเขตอธิปไตยของประเทศไทย การดำเนินการอย่างเร่งด่วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ นายจิรายุยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนเพื่อเปิดเผยแหล่งที่มาของผู้ผลิตและเส้นทางการเงินของการซื้อขายทุ่นระเบิดดังกล่าว การตรวจสอบเส้นทางการเงินจะช่วยให้สามารถระบุตัวผู้สั่งซื้อกับระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากที่นำมาใช้ในภูมิภาคนี้ได้ ซึ่งจะนำไปสู่การป้องกันและปราบปรามการใช้ทุ่นระเบิดในอนาคต

“เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย เป็นคำกล่าวหาที่รุนแรง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การเจรจาและการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ความเข้าใจและความร่วมมือที่แท้จริง

สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของอนุสัญญาออตตาวาในการห้ามใช้ ผลิต สะสม และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกประเทศ เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและผลกระทบระยะยาวต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการวางทุ่นระเบิด ควรมีบทบาทนำในการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการอย่างโปร่งใส ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลโต้ “เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความจริงจะปรากฏ และความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการสอบสวนอย่างละเอียดและเปิดเผยเท่านั้น

ที่มา – รัฐบาลโต้ “เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย เรียกร้องรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาเร่งเปิดประชุมด่วน

ชายแดนไทย-กัมพูชา ไร้ปะทะ ประชาชนกลับแล้ว

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดเป็นอย่างไร? หลายคนคงกังวลใจเกี่ยวกับข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดมาฝากกัน เพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ นี่เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพในพื้นที่

ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

ข่าวดีอีกเรื่องคือ ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเดินหน้าต่อไปได้

แต่ก็มีข่าวร้ายล่าสุดคือ กองทัพบกได้รับรายงานว่า หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ซึ่งขณะนี้ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์โดยรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แม้จะยังมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยงานต่างๆ ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากพบสิ่งผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่สงบลงนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ และนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ดังนั้นการตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ หลังครบกำหนด 14 วันตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมขอบคุณนานาชาติที่ให้ความช่วยเหลือในการกดดันประเทศไทย และย้ำว่ากัมพูชาจะไม่ทอดทิ้งกำลังพล

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย โดยระบุว่าบัดนี้เป็นเวลา 14 วันแล้วนับตั้งแต่กองกำลังของประเทศไทยได้ควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ภายหลังจากการประกาศใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ และทำการส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายกลับประเทศโดยเร็ว เพื่อให้พวกเขาได้กลับไปพบกับครอบครัวที่กำลังรอคอยการกลับมาของพวกเขาด้วยความหวังและความคิดถึง

นอกจากนี้ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อประเทศคู่มิตรและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาโดยเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจจากนานาชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของกัมพูชาว่า รัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งหรือละเลยกำลังพลของตนเองแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือและปกป้องกำลังพลถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่ง

กัมพูชาต้องการให้ไทย ปล่อยทหาร 18 นาย กลับประเทศ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งมีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งปะปนกันไป การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศทั้งสอง และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยปล่อยทหาร 18 นาย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและดูแลสวัสดิภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการปล่อยตัวทหารทั้ง 18 นาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะมีการตอบสนองจากรัฐบาลไทยอย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอนาคตอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดอกและสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้ากันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

หวังว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไว้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในระยะยาวได้ การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาอย่างเปิดอกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

กัมพูชาโต้! ปม ผบ.ทภ.2 ยึดปราสาทตาควาย

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการยึดปราสาทตาควาย

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือ ปราสาทตาควาย ที่เป็นข้อพิพาทสำคัญ

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันเดียวกัน พล.ท.บุญสิน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน ประกาศแผน 2 ข้อ คือ 1) ยึดปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองโดยชอบธรรมของกัมพูชา และ 2) ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

กัมพูชาชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อ 2 ว่าจะไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือออกลาดตระเวนเกินตำแหน่งปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำจุดยืนแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าไทยจะปฏิบัติด้วยความจริงใจเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กัมพูชาเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้กดดันไทยเคารพข้อตกลง ไม่เพียงในวาจาแต่ในทางปฏิบัติ รวมถึงยุติการละเมิดและยั่วยุทุกรูปแบบ และรื้อถอนลวดหนามที่วางในดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบทันที

ทั้งนี้ยังระบุว่า สถานการณ์โดยรวมตามแนวชายแดนยังคงสงบ และทั้งสองฝ่ายควรรักษาเสถียรภาพนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดี การออกมาแถลงการณ์โต้ตอบเรื่อง ปราสาทตาควาย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทำไมประเด็นปราสาทตาควายถึงสำคัญ?

ประเด็น ปราสาทตาควาย มีความสำคัญเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการครอบครอง การที่ผู้บัญชาการระดับสูงของไทยออกมากล่าวอ้างว่าจะยึดปราสาทดังกล่าว จึงถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่

  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์: ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
  • ประเด็นด้านอธิปไตย: การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทตาควายเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านอธิปไตยและเส้นแบ่งเขตแดน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทตาควายส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

สถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

การที่กัมพูชาออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน และความต้องการที่จะรักษาอธิปไตยของตนเอง การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี ปราสาทตาควาย ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา: สถานการณ์สงบ

สถานการณ์ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงสงบ ประชาชนเริ่มทยอยกลับบ้านหลังจากหลายพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว หน่วยงานต่างๆ เร่งดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 10 สิงหาคม 2568 จนถึงช่วงเช้าของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ไม่มีเหตุการณ์ปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) หลายพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางพื้นที่ที่พบวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัยตกค้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบและเก็บกู้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน หากประชาชนพบเห็นพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัย หรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอความร่วมมือแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการโดยเร็ว

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบและการฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัยจากวัตถุระเบิดตกค้าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับบ้านและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบและรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสงบ

การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเก็บกู้วัตถุระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมา การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมให้ประชาชนกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ ล้วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ความสำคัญของการแจ้งเบาะแสใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

การแจ้งเบาะแสเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะนอกจากจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการเก็บกู้ได้อย่างทันท่วงที ยังเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกด้วย ดังนั้น หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ยังช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสงบและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทุกวิถีทาง เพื่อให้ประชาชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด ความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

สถานการณ์ที่สงบลงนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ การทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ และความเสียสละของทุกภาคส่วน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การกลับคืนสู่สภาวะปกติของพื้นที่ชายแดน ไม่ได้หมายถึงแค่การไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กลับคืนมาดังเดิม รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชายแดน และส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสงบ เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้าง

Scroll to top