ชายแดนไทย กัมพูชา

กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร จริงหรือ?

มีรายงานจากกัมพูชาอ้างว่า ประเทศไทยเตรียมที่จะปล่อยตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย หลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ ข่าวดังกล่าวสร้างความฮือฮาและความหวังให้กับหลายฝ่ายที่ต้องการเห็นความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นายปรัก สุคนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของข้อตกลงสันติภาพที่จะมีการลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะถึงนี้ โดยใจความสำคัญของข้อตกลงนั้นรวมถึงการปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายที่ถูกทางการไทยจับกุม

นายสุคนธ์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TVK ที่สนามบินนานาชาติเตโช หลังจากเดินทางกลับจากการเจรจาสันติภาพในประเทศมาเลเซีย โดยกล่าวว่าการพูดคุยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสี่ฝ่าย ซึ่งมีตัวแทนจากกัมพูชา ไทย สหรัฐฯ และมาเลเซีย เข้าร่วมในการเจรจาครั้งนี้

นายสุคนธ์กล่าวถึงข้อตกลงสันติภาพนี้ว่าจะนำไปสู่การปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกจับกุม “ประเทศไทยจะปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย ที่ถูกจับกุมในวันที่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้” นอกจากนั้น เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนผ่าน “กลไกสันติวิธี” และการเคารพหลักการในการยุติข้อพิพาทโดย “ไม่ใช้กำลัง” อีกด้วย

การประชุมสุดยอดผู้นำประเทศอาเซียนมีกำหนดจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ โดยมีผู้นำระดับโลกอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เข้าร่วมการประชุมด้วย คาดการณ์กันว่าผู้นำทั้งสองจะมีการพบปะพูดคุยกันในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคและโลก

กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากข่าวเรื่อง กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร เป็นความจริง จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง? ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีตที่ผ่านมานั้นมีทั้งช่วงที่ราบรื่นและช่วงที่ตึงเครียด การปล่อยตัวทหารกัมพูชาในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนยิ่งขึ้น

ความเป็นไปได้ที่ ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา

ความเป็นไปได้ที่ ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร นั้นมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนและความร่วมมือในด้านต่างๆ การปล่อยตัวทหารกัมพูชาอาจเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งรวมถึงการแก้ไขปัญหาเขตแดน การค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ การปล่อยตัวทหารกัมพูชายังเป็นการแสดงออกถึงความเมตตาและความปรารถนาดีของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศในสายตาของนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา

สถานการณ์ กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้กำลังและความขัดแย้งไม่เคยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว การเจรจา การประนีประนอม และการเคารพซึ่งกันและกันเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืน

ที่มา – กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ

ทบ.ย้ำจุดยืน! ปล่อยตัวเชลยศึก: กัมพูชาต้องจริงจัง

พลตรี วินธัย จี้ กัมพูชาทำตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ชี้ หากยื้อเวลายิ่งเสียเปรียบ เหตุจะถูกนานาชาติกดดันต่อเนื่องในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

วันที่ 18 ต.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการส่งหนังสือถึงภูมิภาคทหารที่ 4 และ 5 เพื่อเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา ดำเนินการตามข้อตกลงสำคัญทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน

โดย พลตรี วินธัย ระบุว่า การส่งหนังสือแจ้งไปยังกัมพูชาเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งรัดให้ฝ่ายกัมพูชา พิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง ตามแนวทางข้อตกลงที่ได้เห็นชอบร่วมกันแล้วเมื่อครั้งการประชุม GBC ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยได้พยายามเดินหน้าขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การสกัดกั้นและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดน

พลตรี วินธัย ย้ำว่า หากฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยหรือไม่จริงจังต่อการแก้ไขปัญหาตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อ จะไม่เป็นผลดีต่อการดำรงความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และจะส่งผลกระทบให้เกิดแรงกดดันจากนานาชาติในประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติที่กัมพูชากำลังเผชิญอยู่

ดังนั้น การเปิดใจยอมรับและปฏิบัติตามข้อตกลง GBC อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่อาจเห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

ทบ. ย้ำจุดยืนการปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ส่วนกรณีที่สื่อกัมพูชาเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ นายปรัก โซะคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เมื่อ 18 ต.ค. 68 โดยระบุว่า “เอกสารว่าด้วยความตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชา–ไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ตกลงที่จะปล่อยตัวเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ทันทีหลังลงนาม โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นพยานในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนนี้”

พลตรี วินธัย ได้กล่าวต่อประเด็นดังกล่าวว่า สำหรับการส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย อาจเป็นข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชาในเวทีการประชุมระดับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องพิจารณาจากท่าทีความจริงใจ และสัญญาณความร่วมมือที่ดีในการแก้ปัญหาของกัมพูชา รวมถึงการตอบรับข้อเสนอในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ของฝ่ายไทย ในลักษณะที่มีแผนและรายละเอียดสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น เรื่องการถอนอาวุธหนักออกจากบริเวณพื้นที่แนวชายแดน และเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันที่มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จนถึงระดับที่จะไม่ส่งผลคุกคามฝ่ายไทยด้วยกำลังทางทหาร ในเรื่องนี้จึงไม่อยากรีบด่วนสรุปไป ณ เวลานี้

ทั้งนี้ การควบคุมตัวเชลยศึกดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เข้าเยี่ยมเชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ในหลายโอกาสแล้ว จึงไม่น่ามีความกังวลใด ๆ สำหรับการปฏิบัติต่อเชลยศึกฯ ของฝ่ายไทย

ทำไมการปล่อยตัวเชลยศึกจึงสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การที่กองทัพบกไทยย้ำจุดยืนเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง การดำเนินการตามข้อตกลง GBC 4 ข้อ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน แต่ยังส่งผลดีต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ อีกด้วย การที่กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการตอบรับข้อเสนอของไทยอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องเชลยศึกมักเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศ การที่ไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังกัมพูชาว่า ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวเชลยศึกไม่ใช่เพียงแค่การส่งตัวบุคคลกลับประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเปิดใจพูดคุยและหาทางออกร่วมกันในทุกประเด็น จะเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต ดังนั้น การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ อย่างเคร่งครัด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพบกไทยออกมาเน้นย้ำจุดยืนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

ที่มา – ทบ. ย้ำจุดยืนปล่อยตัวเชลยศึก กัมพูชาต้องจริงจัง จี้เร่งทำตามข้อตกลงวง GBC 4 ข้อ

เท้งถาม ปล่อยเปิดซาวด์ผี เสียเปรียบโลก?

“เท้ง” ถามปล่อยให้เปิดซาวด์ผี ในพื้นที่อัยการศึก แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่ ห่วงรัฐบาลปล่อยผ่านอาจถูกมองให้การสนับสนุน

เมื่อเวลา 8.30 น. วันที่ 14 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกัน จอมพลัง นำเครื่องขยายเสียงไปเปิดซาวด์ผี รวมถึงฉายหนังกลางแปลง ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ตนเชื่อว่าประชาชนทุกคนที่เป็นคนไทยอยากจะช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนเรื่องเสียงสะท้อนที่ออกมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือนายกัน จอมพลัง ก็ตาม ที่อยากจะช่วยเหลือคนไทย ให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากประเทศกัมพูชา หรือช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ เป็นหน้าที่ของนายกฯ และรัฐบาล ในการบริหารจัดการให้ทุกความช่วยเหลือ ทำให้ทุกการช่วยเหลือมีแต่การยกระดับทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบในเวทีโลก

เท้งถาม ปล่อยให้เปิดซาวด์ผี แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึง การปล่อยคลิปเสียงผี จะปลุกกระแสชาตินิยม จนทำให้ควบคุมไม่ได้มากขึ้นหรือไม่ นั้น ว่า ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึก การที่มีภาคประชาชนเข้าไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งก็มีบางส่วนมีข้อห่วงใยว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อพลเรือนฝั่งตรงข้ามโดยตรง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาลจะต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ควบคุม

ความรับผิดชอบของรัฐบาลกรณีปล่อยให้เปิดซาวด์ผี

เมื่อถามว่าจะทำให้การต่างประเทศของไทยเดินหน้ายากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องถามไปยังนายกฯ หรือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อัยการศึก การที่รัฐบาลปล่อยให้มีการดำเนินการแบบนี้ ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการที่มีเจตนาดี จะถือว่าหน่วยงานภาครัฐประเทศไทยให้การสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวที่อาจจะละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ แล้วจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีการต่างประเทศ หรือไม่ ซึ่งคำถามนี้เชื่อว่าเป็นคำถามที่นายกฯ และรมว.ต่างประเทศต้องตอบให้ชัด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การที่นายกัน จอมพลัง เข้าไปดำเนินการโดยการเปิดซาวด์ผี แม้จะมีเจตนาดีในการช่วยเหลือและสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศไทย แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกได้

สิ่งที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ตั้งคำถาม เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจน การปล่อยให้มีการดำเนินการเช่นนี้โดยไม่เข้าไปควบคุมดูแล อาจถูกมองว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรดำเนินการอย่างมีเหตุผลและรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก การเปิดซาวด์ผี อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด และอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในระยะยาวได้

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยให้มีการเปิดซาวด์ผี และหาแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และไม่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก การดำเนินการใดๆ ควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และคำนึงถึงหลักการของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การดำเนินการของกัน จอมพลัง อาจมีเจตนาดี แต่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อประเทศหรือไม่ และควรเข้ามาดูแลจัดการให้การช่วยเหลือต่างๆ เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และไม่สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ว่าการปล่อยให้เปิดซาวด์ผี จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่ นั้น เป็นคำถามที่สำคัญและสมควรได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากรัฐบาล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรเป็นการเจรจาทางการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ใช่การใช้มาตรการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ การเปิดซาวด์ผี อาจสร้างความฮึกเหิมในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจนำมาซึ่งผลเสียที่ร้ายแรงกว่า

รัฐบาลควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก

คำถามคือ รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร จะมีการทบทวนแนวทางการจัดการปัญหาชายแดนหรือไม่ และจะสร้างความมั่นใจให้กับนานาชาติได้อย่างไรว่าประเทศไทยจะไม่สนับสนุนการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มา – เท้ง” ถามปล่อยให้เปิดซาวด์ผี แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่

“อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์

“อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ลุยพื้นที่ช่วยประชาชนน้ำท่วม-สั่งการแก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ สั่งการแก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ “สีหศักดิ์” เผย บินมาเลเซียถก 4 ฝ่าย แก้ปมปัญหาไทย-กัมพูชา ผลเป็นไปด้วยดี ย้ำข้อเสนอ 4 ประเด็น รอจับตาดูผลปฏิบัติ

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 3/2568 โดยเป็นอีกครั้งที่นายกรัฐมนตรีนำ ครม. มาประชุมที่อาคารรัฐสภา เนื่องจากมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอขอบพระคุณคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ซึ่งตนติดตามจากข่าวสารเห็นว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเหตุการณ์อุทกภัยและมีเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนมากมาย ได้เห็นรัฐมนตรีแทบจะทุกท่านลงพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยมีการสั่งการและหาวิธีเยียวยาให้กับประชาชน ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายและเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะได้เชื่อมั่นในการดูแลเอาใจใส่ของรัฐบาลเมื่อประชาชนมีความเดือดร้อน

นายอนุทิน เผยต่อไปว่า ในช่วงเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้บินไปประเทศมาเลเซียเพื่อเจรจาเรื่องการแสวงหาสันติภาพของทั้งสองประเทศ ซึ่งการเจรจามีความคืบหน้า ไปในทิศทางที่ดีมาก และเป็นสิ่งที่ประเทศไทยได้รับการตอบสนองต่อเงื่อนไขต่างๆ เพื่อจะนำไปสู่การดำเนินการขั้นต่อไป แต่ก็ยังไม่จบ เพราะเราเริ่มมาเป็นรอบๆ และภายในสัปดาห์นี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ต้องเดินทางไปหารืออีกครั้งหนึ่ง เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก

ขณะที่เวลา 09.05 น. นายสีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนมาเลเซียและร่วมประชุม 4 ฝ่าย ระหว่างมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ไทย และกัมพูชา เพื่อหารือแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า การหารือเป็นไปด้วยดี และแต่ละฝ่ายจะกลับมาปรึกษารัฐบาล รวมถึงวันนี้ตนจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ซึ่งจากการไปประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความคืบหน้า แต่เมื่อคืบหน้าประเด็นคือต้องมาดูจะปฏิบัติอย่างไร โดยจะมีการประชุมที่เกี่ยวข้องต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าสิ่งที่พูดคุยกันจะปรากฏผล

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะยังคงยืนยันข้อเสนอ 4 ประเด็นในการพูดคุยวงประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ต่อหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ตอบว่า เหมือนเดิม แล้วเราก็คุยตามนั้น และต้องนำไปหารือในที่ประชุม JBC ด้วย เมื่อถามถึงกรณีอินฟลูเอนเซอร์ไปเปิดซาวน์เสียงผีบริเวณชายแดนจะส่งผลกระทบหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ตนขอเน้นเรื่องการเจรจาก่อน ทางด้านคำถามถึงกรณีที่มีคนไทยถูกจับในกัมพูชา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน ถ้าเราคุยกันคืบหน้า.

จากรายงานข่าวนี้ เราได้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุทกภัยหรือปัญหาชายแดน การลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรีและการเจรจาในระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบรรเทาผลกระทบและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

“อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์

การทำงานอย่างหนักของรัฐบาลเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง การแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ความคืบหน้าล่าสุดในการแก้ปัญหา

ถึงแม้ว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะยังไม่สิ้นสุด แต่ความคืบหน้าในการเจรจาและการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนเป็นสัญญาณที่ดี การติดตามและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

การที่นายอนุทินออกมา “อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับทีมงานทุกคนในการทำงานเพื่อชาติและประชาชนต่อไป นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปเจรจาในต่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดน ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่น่าชื่นชม

การ “อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ช่วยประชาชน แก้ปัญหาตลอดสัปดาห์ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเป็นทีมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุทกภัย หรือปัญหาความขัดแย้งชายแดน

ที่มา – “อนุทิน” ขอบคุณ ครม. ลงพื้นที่ช่วยประชาชน สั่งการแก้ปัญหาตลอดสัปดาห์

“นพดล” เผย กมธ.เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

“สว.นพดล” เผย กมธ.วุฒิสภา เก็บข้อมูลชายแดน จ.ตราด มองแม้ไร้ MOU 43-44 ยังมี คกก. GBC, RBC และ JBC เผย “อภิสิทธิ์” ตอบรับ 28 ต.ค. แจงชงยกเลิก MOU 44 สวน “พิธา” ยัน สว.เป็นกลาง ยึดประโยชน์ชาติ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมา กมธ. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No Man’s Land โดยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่จังหวัดจันทบุรีและตราดหลายครั้ง ฝ่ายไทยประท้วงไปหลายครั้ง

อีกทั้งยังได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของไทย และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย ยังไม่รวมกรณีหลักหมุดที่ 72 ที่สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราว และได้เห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอนยื่นออกไปในทะเลตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ส่งผลให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ตนจึงขอให้ทางกองทัพเรือลองนำแผนที่ดาวเทียมแล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไหร่ ซึ่งถ้า กมธ. ไม่ได้ลงพื้นที่เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดอาณาเขตเรากี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตนจะนำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการละเมิดเขตแดนไทยเข้าสู่ที่ประชุม

เมื่อถามถึงการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 44 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ.1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่มีไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักหมุดไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่า ไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้

“หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ”

นายนพดล เผยต่อไปว่า ตนได้ประสาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เพราะขณะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 44 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้รับปากตกลง และตนก็พร้อมพอดี

ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภาฯ ในการยกเลิก MOU 2543-2544 ทำไมถึงใช้การทำประชามติ นายนพดล ตอบว่า ขณะนี้อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ. ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้วว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ.

กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

ความคืบหน้าการศึกษาการยกเลิก MOU 44

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กำลังศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 44 โดยลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน

การพิจารณาว่าจะยกเลิก MOU 44 หรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับ MOU 43 และ MOU 44 จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติในระยะยาว ดังนั้นการพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ที่มา – “นพดล” เผย กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด “อภิสิทธิ์” จ่อแจงเคยชงยกเลิก MOU 44

นายกฯ ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดนบ้านหนองจาน

“นายกฯ อนุทิน” ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดน เชื่อ คนไทยไม่ชอบให้ใครมารุกราน ชี้ ความช่วยเหลือแรกต้องมาจากรัฐบาล บอก See you soon ไปบ้านหนองจานแน่นอน ยันไม่เปลี่ยนตัวประธาน JBC ฝ่ายไทย

เวลา 15.10 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์จำหน่ายและแสดงสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP เทศบาลเมืองบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง นำเครื่องเสียงไปเปิดซาวด์หลอนให้ชาวกัมพูชาฟังในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งชาวกัมพูชาได้มีการร้องเรียนไปยัง UN ว่า ทุกคนที่เป็นคนไทยไม่มีใครชอบที่มีคนรุกรานอธิปไตยของเรา แต่เราจะไปตำหนิเขา เขาก็แสดงออกในสิ่งที่คิดว่าทำแล้วทำให้คนทั่วไปรู้ว่านี่คือดินแดนประเทศไทย ซึ่งตนจะพยายามทำให้เป็นสากลมากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า นายกัน จอมพลัง เวลาที่เขาช่วยเหลือประชาชนก็ต้องยอมใจเขา ตอนที่ตนเป็นฝ่ายค้านแล้วมีเหตุต้องอพยพชาวบ้าน 3-4 จังหวัด ตนไปดูแลประชาชนก็เจอแต่รถกัน จอมพลัง จนตกใจว่าทำไมคนๆ เดียวถึงสามารถระดมความช่วยเหลือได้มากกว่ารัฐ และวันนี้เมื่อเราเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วก็ไม่ใช่ว่าไปแข่งกับ กัน จอมพลัง แต่ความช่วยเหลือแรกต้องมาจากรัฐบาลก่อน ส่วนคนดีๆ อย่างกัน จอมพลัง ก็มาเสริม ซึ่งประชาชนได้ประโยชน์ รัฐบาลต้องไม่ผลักภาระนี้ให้ประชาชนดูแลกันเอง รัฐบาลต้องดูแลเป็นพื้นฐาน ส่วนที่นายวีระ สมความคิด ออกมาโต้นายกรัฐมนตรีว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่โกงชาตินั้น นายอนุทิน ระบุว่า “บอกอนุทินไม่โกงชาติ เขาพูดถูก ซึ่งถ้าเขาไม่โกงชาติก็ดีแล้ว เพราะผมก็ไม่โกงชาติ ผมก็รักชาติ”

นายกฯ ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดนบ้านหนองจาน

เมื่อถามถึงกระแสเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่บ้านหนองจาน นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่าไปแน่นอน ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่นั้น See you soon และถ้าเราไปก็จะไม่เป็นอุปสรรคการทำงานของเจ้าหน้าที่ เราต้องไปเพื่อสนับสนุนการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย เราอยู่ข้างหลังเราสนับสนุนได้ แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องไป ไม่ต้องห่วงตนไปอยู่แล้ว

ทางด้านคำถามถึงกรณีตำแหน่งประธาน JBC ยังเป็นคนเดิมหรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีบอกว่ามีคนในใจแล้ว นายอนุทิน ตอบว่า ยังเป็นนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ฝ่ายไทย ขออย่าถามว่าเปลี่ยนม้ากลางศึกหรือไม่ แต่ขอเอาคนทำงานได้ มีความสามารถ.

เรื่องราวของ นายกฯ ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดนบ้านหนองจาน กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคมออนไลน์และในหมู่ประชาชนทั่วไป การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวชมเชยการทำงานของนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง ในการช่วยเหลือประชาชนตามแนวชายแดนเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

ทำไมนายกฯ ถึงยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดนบ้านหนองจาน?

เหตุผลสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความชื่นชมนั้น มาจากการที่กัน จอมพลัง สามารถระดมความช่วยเหลือไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในบางครั้งอาจจะเร็วกว่ากลไกของรัฐเสียอีก การทำงานของกัน จอมพลัง จึงเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการลงพื้นที่บ้านหนองจานด้วยตนเอง ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และภาคประชาชนที่กำลังช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติ

เรื่องราวของนายกฯ ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดนบ้านหนองจาน ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นว่า การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ และไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้นได้ การที่ภาครัฐและภาคประชาชนร่วมมือกัน จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติ

ที่มา – นายกฯ ยอมใจ “กัน จอมพลัง” ช่วยชายแดน บอก See you soon ลงพื้นที่บ้านหนองจาน

ทูตจีนหนุนไทย-กัมพูชาคุยปัญหา เป็นมิตรทั้งสองฝ่าย

นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาโพสต์ข้อความยืนยัน จีนเป็นมิตรกับทั้งไทยและกัมพูชา และพยายามอย่างแข็งขันในการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ต.ค. 2568 นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศกัมพูชาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ยืนยันว่าจีนเป็นมิตรกับทั้งไทยและกัมพูชา ลั่นยึดหลักเท่าเทียมและเสมอภาค หลังก่อนหน้านี้เขาโพสต์ข้อความระบุว่า “จีนสนับสนุนกัมพูชาอย่างมั่นคง” จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง

“นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งบริเวณพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ในฐานะที่จีนเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองประเทศ จีนยึดมั่นในจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมและเสมอภาค และได้พยายามอย่างแข็งขันในการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพ”

“รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กัมพูชา และไทย ได้บรรลุผลลัพธ์ในการประชุมที่อำเภออันหนิง มณฑลยูนนานของจีน ทั้งสามประเทศได้จัดการหารืออย่างไม่เป็นทางการ และผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจทางการทูตแบบไปกลับเพื่อสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายหลายครั้ง ด้วยความพยายามอย่างแข็งขันของจีน มาเลเซีย และฝ่ายต่าง ๆ กัมพูชาและไทยได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง และทั้งสองฝ่ายกำลังสื่อสารกันผ่านกลไกทวิภาคี ฝ่ายที่เกี่ยวข้องชื่นชมจีนสำหรับบทบาทที่ไม่มีใครแทนได้ในกระบวนการนี้”

“จีนสนับสนุนให้กัมพูชาและไทยแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือ และสนับสนุนมาเลเซียในฐานะประธานเวียนของอาเซียนในการส่งเสริมการแก้ไขปัญหาทางการเมืองผ่านวิถีอาเซียน (ASEAN Way) จีนพร้อมที่จะสานต่อการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพในแบบของตัวเอง ตามความประสงค์ของกัมพูชาและไทย และจะส่งเสริมการพูดคุยเพื่อทำให้ข้อตกลงหยุดยิงมั่นคงและผลักดันการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ”

“จีนดำเนินการเรื่องความร่วมมือทางทหารตามปกติกับทุกประเทศในอาเซียน รวมถึงกัมพูชาและไทย สื่อตะวันตกบางสำนักพยายามใช้ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับประเทศที่เกี่ยวข้อง แต่ความพยายามเช่นนั้นจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ท่าทีของจีนต่อทั้งสองประเทศเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตามอง ล่าสุด ทูตจีนประจำกัมพูชาได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจีนสนับสนุนให้ ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย โดยพร้อมเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อสันติภาพ

จีนกับการสนับสนุนการพูดคุยระหว่างไทยและกัมพูชา

นายหวัง เหวินปิน ย้ำว่าจีนยึดมั่นในหลักการความเท่าเทียมและเสมอภาค และพร้อมที่จะเป็นมิตรกับทั้งสองประเทศ การที่จีนเข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีที่จีนมีต่อทั้งไทยและกัมพูชา

ความพยายามในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศ ถือเป็นบทบาทสำคัญที่จีนแสดงให้เห็นในเวทีระหว่างประเทศ การสนับสนุนให้ ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย เป็นการแสดงออกถึงความปรารถนาดีและความตั้งใจที่จะช่วยให้ภูมิภาคนี้มีความสงบสุขและมั่นคง

การที่รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสามประเทศได้มีการประชุมหารือกันที่มณฑลยูนนาน ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน การที่จีนส่งผู้แทนพิเศษไปปฏิบัติภารกิจทางการทูต ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการช่วยแก้ไขความขัดแย้ง

นอกจากนี้ การสนับสนุนของจีนต่อมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับบทบาทของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาในภูมิภาค การที่จีนพร้อมที่จะสานต่อการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพในแบบของตัวเอง ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความตั้งใจจริงของจีนในการช่วยให้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาได้รับการแก้ไข

การที่สื่อตะวันตกบางสำนักพยายามที่จะสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับประเทศในอาเซียน เป็นสิ่งที่นายหวัง เหวินปิน ได้ออกมาเตือนถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคนี้เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่จีนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องรอดูว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคนี้อย่างไร

จีนแสดงบทบาทชัดเจนในการสนับสนุน ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้

ที่มา – ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชา ปมนักศึกษาถูกฆ่า!

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวลกรณีนักศึกษาเกาหลีใต้ถูกสังหารในกัมพูชา และหลอกลวงที่มุ่งเป้าหมายไปที่ชาวเกาหลีใต้ พร้อมยกระดับเตือนการเดินทาง เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568 กระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อประท้วงกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ในประเทศกัมพูชา และได้ยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เนื่องจากคดีหลอกลวงทางออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้

นาย โช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้แสดงความกังวลต่อ นายควน โพน รัตนาก เอกอัครราชทูตกัมพูชา เรื่องการหลอกลวงเรื่องงานและการควบคุมตัวพลเมืองชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งออกมาตรการที่รวดเร็วและปฏิบัติได้จริงเพื่อกำจัดการหลอกลวงทางออนไลน์

ด้านนายควนกล่าวว่า เขาเข้าใจถึงความกังวลและจุดยืนของรัฐบาลเกาหลีใต้ และจะรายงานเรื่องนี้ให้รัฐบาลของเขาทราบ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของกระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า นักศึกษาหนุ่มชาวเกาหลีใต้วัย 23 ปี เดินทางไปยังกัมพูชาเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม โดยบอกกับครอบครัวในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ว่า จะเดินทางไปร่วมงานนิทรรศการ

แต่ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของนักศึกษาหนุ่มรายนี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากชายปริศนา พูดภาษาเกาหลีสำเนียงจีนอ้างว่า พวกเขาจับตัวนักศึกษารายนี้เอาไว้ พร้อมเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการปล่อยตัว

ครอบครัวของนักศึกษาหนุ่มรีบแจ้งต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจทันที แต่การติดตามคดีเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งในวันที่ 8 ส.ค. มีการพบศพนักศึกษารายนี้ใกล้กับภูเขาบกกอร์ จังหวัดกำปอต เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกับสถานทูตกัมพูชายืนยันว่า เขาเสียชีวิตจากการหัวใจวายเนื่องจากการทรมานและความเจ็บปวดแสนสาหัส

ในแถลงการณ์อีกฉบับเมื่อวันศุกร์ (10 ต.ค. 2568) กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น.วันเดียวกันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

ทั้งนี้ คำเตือนการเดินทางระดับ “พิเศษ” ของเกาหลีใต้ เทียบเท่ากับระดับ 2.5 จากทั้งหมด 4 ระดับ หมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยจะมีผลบังคับใช้นาน 90 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตระหนักถึงความเสี่ยงในการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้น เราควรติดตามข่าวสารและคำเตือนการเดินทางอย่างใกล้ชิด

ทำไมเกาหลีใต้ถึงเรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า?

การตัดสินใจของเกาหลีใต้ในการเรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง เป็นการแสดงออกถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชา นอกจากนี้ยังเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเตือนใจให้ระมัดระวังในการรับข้อเสนอเกี่ยวกับการทำงานหรือการท่องเที่ยวที่ดูดีเกินจริง และควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปยังต่างประเทศ

เราควรทำอย่างไรเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ:

  • ลงทะเบียนกับสถานทูตหรือสถานกงสุล
  • แจ้งแผนการเดินทางให้ครอบครัวหรือเพื่อนสนิททราบ
  • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะเดินทางไป
  • ระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัว
  • ติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลทันทีหากมีปัญหา

เรื่อง เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ และควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเสมอ

ที่มา – เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

“บิ๊กดุลย์” โยน GBC-RBC ถก หลังกัมพูชาไม่รับ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองล่าสุด รมช.กลาโหม ได้ออกมาเปิดเผยถึงการหารือระหว่างไทยและกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นชายแดนที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดยมีการโยนให้วง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ได้ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อติดตามและเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริเวณชายแดน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล

โครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี” เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อให้กำลังพลมีไฟฟ้าใช้ และมีการสร้างถนนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการขนส่ง รวมถึงการปรับปรุงระบบสัญญาณโทรศัพท์เพื่อให้กำลังพลสามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนร่วมงานได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ที่ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากกัมพูชาไม่ยอมรับเงื่อนไขที่ไทยเสนอ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการแก้ไขปัญหาชายแดน

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า หากกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขของไทย ก็จะต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา และ RBC ที่จะหารือร่วมกัน เพื่อหาทางออกในภาพรวม

“บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย

การที่กัมพูชาไม่ยอมรับเงื่อนไขของไทยในการประชุม RBC ทำให้สถานการณ์ชายแดนมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การเลื่อนการประชุมออกไปอย่างไม่มีกำหนดแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการเจรจาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชายแดน

อนาคตของการเจรจา GBC-RBC

การที่ พล.ท.อดุลย์ โยนประเด็นนี้ให้วง GBC-RBC ถกร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหาทางออกในระดับที่สูงขึ้น โดยหวังว่าการหารือในวงกว้างจะนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่กัมพูชาไม่รับเงื่อนไขของไทยในการประชุม RBC ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชายแดน จำเป็นต้องมีการเจรจาและหารือในระดับที่สูงขึ้นเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถปกป้องอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • การพัฒนาพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ
  • การดูแลคุณภาพชีวิตของกำลังพลเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การที่ “บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย นั้น อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ก็ต้องติดตามต่อไปว่าผลการหารือจะเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างไรบ้าง

การเจรจาและการแก้ไขปัญหาชายแดนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดใจและพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่าย เชื่อว่าเราจะสามารถหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศได้ในที่สุด

การที่ “บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เราหวังว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจและความร่วมมือที่ดียิ่งขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” โยนวง GBC-RBC ถกร่วมกัน หลังกัมพูชาไม่รับเงื่อนไขไทย

Scroll to top