ชายแดนไทย กัมพูชา

ฮุน เซน กร้าว! ไม่ขอให้ไทยเปิดด่าน

ฮุน เซน กร้าว! ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย ประธานวุฒิสภากัมพูชาโพสต์เฟซบุ๊ก ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยร้องขอให้ไทยเปิดด่านพรมแดน พร้อมย้ำว่าหากไทยปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็จะไม่ตาย

ฮุน เซน กร้าว! ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน

สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญเกี่ยวกับการปิดด่านพรมแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง

ในโพสต์ดังกล่าว ฮุน เซน ยืนยันว่ากัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดด่านพรมแดน โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ปิดด่านก่อน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของไทยที่จะต้องเปิดด่านเอง กัมพูชาจะไม่ลดตัวลงไปขอร้อง และแม้ว่าไทยจะปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็จะไม่เดือดร้อน เพราะจะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ชาวกัมพูหันมาบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ฮุน เซน ยังกล่าวอีกว่า เขาไม่อยากจะออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งกำลังได้รับการแก้ไขภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตของทหารและพลเรือน และเพื่อรับประกันว่าทรัพย์สินของรัฐและเอกชนจะไม่ถูกทำลาย

จุดยืนที่ชัดเจนของกัมพูชา

ฮุน เซน กล่าวถึงเรื่องการเปิดด่านข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยอีกครั้ง ว่าในช่วงที่ผ่านมา มีการหารือกันมากมายในสังคม โดยเฉพาะจากผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ชาวกัมพูชา ในขณะที่บุคคลทางการเมือง, ผู้นำกองทัพ และเจ้าหน้าที่รัฐเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอด

“แต่ดูที่ฝั่งไทย เราได้ยินเสียงมากมายจากคนทุกระดับในสังคม ตั้งแต่บนสุดยันล่างสุด พูดออกมาซ้ำๆ ว่าให้ปิดด่านต่อไป นับตั้งแต่กองทัพไทยปิดชายแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว เราเพียงแจ้งไปยังฝั่งไทยว่า ในเมื่อไทยเป็นฝ่ายปิดด่าน พวกเขาก็ควรเป็นฝ่ายที่เปิดมัน ไม่มีความจำเป็นต้องเจรจากับกัมพูชา และเมื่อไทยเปิดด่านฝั่งพวกเขาแล้ว กัมพูชาจะเปิดด่านฝั่งตัวเองภายใน 5 ชั่วโมงต่อมา” ฮุน เซน กล่าว

ฮุน เซน ย้ำว่านี่คือจุดยืนที่กัมพูชายึดมั่นและจะไม่เปลี่ยนแปลง กัมพูชาจะไม่ลดตัวไปขอร้องให้ไทยเปิดด่านอีกครั้ง และต่อให้ไทยตัดสินใจที่จะปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย

นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังกล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ปิดด่าน เพราะเป็นการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าไทย ซึ่งส่งผลให้สินค้าภายในประเทศของกัมพูชามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ชาวกัมพูชาผู้รักชาติร่วมใจกันสนับสนุนและบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

ตลอด 3 เดือนที่ไม่มีสินค้านำเข้าจากไทย ตลาดของกัมพูชาก็ยังคงมีเสถียรภาพ มีสินค้าเพียงพอและอัตราเงินเฟ้อต่ำ และในแง่ของเศรษฐศาสตร์มหภาค การบริหารจัดการเศรษฐกิจก็ถือว่ามีประสิทธิภาพ

สำหรับเรื่องคำขอของญี่ปุ่น ซึ่งมีการลงทุนทั้งในไทยและกัมพูชา ที่ต้องการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยนั้น ญี่ปุ่นควรติดต่อกับฝ่ายไทย เพราะกัมพูชาได้ให้การอนุมัติเรียบร้อยแล้ว

ฮุน เซน ยังได้เรียกร้องให้ชาวกัมพูชาอดทน และปล่อยให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ด้วยสันติวิธีต่อไป โดยย้ำว่าไม่สามารถยุติสงครามด้วยสงครามได้

บทสรุปและข้อคิด

จากท่าทีที่แข็งกร้าวของฮุน เซน ทำให้เห็นได้ถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาที่จะพึ่งพาตนเอง และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การปิดด่านพรมแดนอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจเป็นโอกาสให้กัมพูชาพัฒนาศักยภาพในการผลิตสินค้าภายในประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของตนเองได้ในที่สุด สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีดังกล่าวจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองอย่างไร และจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ ฮุน เซน กร้าว! ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย ข้อความนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำประกาศ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศกัมพูชา

ที่มา – ฮุน เซน กร้าว ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย

ทร.ลั่น! กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต

โฆษกกองทัพเรือ ลั่น กัมพูชาสร้างกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ก็ต้องเป็นฝ่ายรื้อถอน ปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพเดิม เผย ตอบรับขั้นต้นแล้ว

วันที่ 23 กันยายน 2568 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ ให้สัมภาษณ์ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ถึงประเด็นบ่อนกาสิโนรุกล้ำพื้นที่ดินแดนไทย ว่า กาสิโนที่เป็นประเด็นอยู่ เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างบริเวณด่านท่าเส้น อ.เมือง จ.ตราด ก่อนหน้านี้ผู้บัญชาการทหารเรือได้ให้ข้อมูลไปแล้วว่าจะต้องดำเนินการตามกติกากฎหมายระหว่างประเทศ คือมีการประท้วงไปตั้งแต่ตรวจพบว่ากัมพูชาสร้างอาคารอยู่ในพื้นที่ที่เราอ้างสิทธิทับซ้อน 

จากการตรวจสอบอาคารที่สร้างปัจจุบันยังไม่มีการใช้งานและไม่มีผู้อยู่อาศัย ซึ่งเจตนารมณ์ของฝ่ายไทยคือการผลักดันให้ฝ่ายตรงข้ามที่รุกล้ำเข้ามายังเขตแดนอธิปไตยของไทยในพื้นที่อ้างสิทธิให้ออกไปจากพื้นที่ทั้งหมด โดยขณะนี้ทั้ง 17 จุด และกาสิโน ไม่ปรากฏว่ามีการเข้าใช้ประโยชน์ ทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน 

ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน เราจะดำเนินการจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากการเจรจารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใช่แค่กาสิโน แต่รวมไปถึงคูเลตและฐานปฏิบัติการของฝั่งตรงข้ามทั้งหมด จะต้องปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพเดิม จากการพูดคุยท่าทีของฝั่งกัมพูชาก็มีการตอบรับในขั้นต้น ซึ่งก็เข้าใจว่าตามระบบของกัมพูชาจะต้องดำเนินการตั้งแต่ทหารระดับพื้นที่รายงานไปตามชั้นภูมิภาค ก่อนจะรายงานกลับไปที่พนมเปญ

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวอีกว่า ในวันนี้ทางกองทัพเรือ และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีตราด (กปช.จต.) ก็ได้ติดตามทวงถามอย่างใกล้ชิดว่าฝั่งกัมพูชาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรบ้าง แต่ยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีกำหนดระยะเวลาว่าจะต้องทำการรื้อถอนและผลักดันให้กลับไปสู่สภาพเดิมเมื่อไหร่ ทางฝั่งไทยไม่อยากพูดคำว่ากดดัน แต่จะใช้ช่องทางเจรจาดำเนินการให้เป็นไปตามกติกา 

เมื่อถามว่าฝั่งไทยมีโอกาสจะทุบสิ่งปลูกสร้างที่กัมพูชารุกล้ำได้หรือไม่ พล.ร.ต.ปารัช เผยว่า ฝั่งกัมพูชาเป็นผู้ดำเนินการสร้าง ก็ต้องเป็นฝ่ายรื้อถอนและปรับให้อยู่ในสภาพเดิม เนื่องจากพื้นที่นั้นเป็นอธิปไตยของไทย แต่ถ้ายังดื้อดึงไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามที่พูดคุยตกลงกันไว้ไทยก็อาจจะมีการยกระดับต่อไป

ทร. ลั่น กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการ ปรับพื้นที่เป็นสภาพเดิม

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนในพื้นที่บางส่วน ซึ่งล่าสุดกองทัพเรือไทยได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนว่า กัมพูชาจะต้องดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นกาสิโน คูเลต หรือฐานปฏิบัติการต่างๆ เพื่อให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนที่จะมีการก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น

ความคืบหน้าล่าสุดในการเจรจา

ถึงแม้ว่าทางกัมพูชาจะตอบรับในหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการรื้อถอน แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อใด ทางกองทัพเรือไทยยืนยันว่าจะใช้ช่องทางการเจรจาเป็นหลักในการผลักดันให้กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง โดยจะติดตามสถานการณ์และทวงถามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

การเจรจาเป็นแนวทางที่ต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการเผชิญหน้า แต่หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และกัมพูชายังคงดื้อดึงไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ฝ่ายไทยก็อาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการที่เข้มข้นขึ้นเพื่อรักษาสิทธิอธิปไตยของประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ประเด็นการรุกล้ำพื้นที่อธิปไตยและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม การดำเนินการตามกฎหมายและหลักสากลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

การเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตยและเขตแดนเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ หากทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยความเข้าใจและเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและความร่วมมือในภูมิภาคในระยะยาว

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การเจรจาและการทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ในฐานะประชาชนคนไทย พวกเราควรติดตามข่าวสารและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและกองทัพเรือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน

ทร. ลั่น กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการ ปรับพื้นที่เป็นสภาพเดิม เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การดำเนินการของทั้งสองฝ่ายจะส่งผลต่อความสัมพันธ์และเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

ที่มา – ทร. ลั่น กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการ ปรับพื้นที่เป็นสภาพเดิม

นายกฯ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด “นายกฯ อนุทิน” ให้อำนาจทหารเต็มที่ในการปกป้องชายแดน พร้อมแสดงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 และกำชับ สส.ศรีสะเกษ ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ภูผี ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ทหารกัมพูชายิงปืนเล็กเข้ามาในพื้นที่ โดยนายกฯ กล่าวว่าได้มอบแนวทางให้กองทัพดำเนินการจัดการสถานการณ์ชายแดนได้อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากยังไม่ได้แถลงนโยบายจึงยังไม่สามารถสั่งการอะไรเพิ่มเติมได้ในขณะนี้

นายกฯ อนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้เป็นได้เพียงความคิดและการประสานงานเท่านั้น” และขอให้รอจนกว่ารัฐบาลจะเข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มตัวก่อน

นายกฯ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

เมื่อถูกถามถึงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 นายอนุทินย้ำว่ามีความกังวลอยู่ตลอดเวลา และได้สั่งการให้เตรียมพร้อมรับมือกับการปะทะ รวมถึงเตรียมที่หลบภัยให้กับประชาชน

ในส่วนของการสนับสนุนทหาร นายอนุทิน เผยว่าได้พูดคุยแล้วว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เมื่อรัฐบาลเข้าไปบริหารประเทศอย่างเต็มตัวแล้ว หากทหารต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม รัฐบาลพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงกรณีที่ทหารประเมินว่ามีการรุกล้ำอธิปไตยและสามารถดำเนินการตอบโต้ได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าขอให้รอถามในภายหลัง

สำหรับประชาชนในพื้นที่ที่วิตกกังวล นายอนุทินกล่าวว่าได้กำชับให้ สส. ในเขตที่มีปัญหา โดยเฉพาะ สส.พรรคภูมิใจไทย ให้เร่งประสานงานและเตรียมความพร้อมในกรณีที่เกิดความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากที่สุด

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดน และความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่นายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่มีต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

การเตรียมความพร้อมที่สำคัญประกอบด้วย:

  • การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและกองทัพ
  • การเตรียมที่หลบภัยที่ปลอดภัยและเพียงพอสำหรับประชาชน
  • การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แก่ประชาชน
  • การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์

นอกจากนี้ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีควรเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาชายแดน

รัฐบาลต้องแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

ถึงเเม้สถานการณ์ชายเเดนไทย-กัมพูชา ดูเหมือนจะมีความตึงเครียด เเต่การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์อยู่เสมอ และการมีสติในการเเก้ปัญหา จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้

ที่มา – นายกฯ รับ กังวลใจตลอดเวลา หากมีปะทะรอบ 2 กำชับ สส.ศรีสะเกษ ดูแลเต็มที่

ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ เผยทหารกัมพูชาเคลื่อนไหว

“บิ๊กปู” ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ-หน่วยขึ้นตรง ร่วมปฏิบัติภารกิจขับเคลื่อนกองทัพบก ด้านหน่วยกำลังรบ รายงานตลอด ก.ย. พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา 87 ครั้ง ทั้งบินโดรน ละเมิดหยุดยิง เติมกำลัง

วันที่ 23 กันยายน 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ 12/2568 โดยมี พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานในพิธี ก่อนการประชุม ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่บุพการีของกำลังพลในสังกัดกองทัพบกที่พิการทุพพลภาพ และมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้บังคับหน่วยระดับกรมและกองพันที่มีผลการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย 100%

ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 1-4 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก ได้รายงานผลการปฏิบัติงานที่สำคัญในห้วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงในสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งฝ่ายยุทธการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก รายงานผลการตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาในห้วงเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา จำนวน 87 ครั้ง

โดยพื้นที่กองกำลังบูรพา พบการปรับปรุงที่มั่น 7 ครั้ง และในพื้นที่กองกำลังสุรนารี พบการใช้โดรน 36 ครั้ง, การปรับปรุงที่มั่น 14 ครั้ง, การละเมิดมาตรการหยุดยิง 4 ครั้ง, การเพิ่มเติมกำลัง 25 ครั้ง และการลักลอบวางทุ่นระเบิด จำนวน 1 ครั้ง ที่แสดงถึงการละเมิดมาตรการหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง และหน่วยในพื้นที่ยังคงเฝ้าเตรียมการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปกป้องอธิปไตย รักษาความสงบและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน

ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารบก ยังได้กล่าวขอบคุณหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจขับเคลื่อนกองทัพตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถรับมือต่อทุกสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี มีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องซึ่งจากนี้ขอให้ทุกส่วนนำข้อชี้แจงของกรมฝ่ายเสนาธิการไปขยายผลและปรับใช้ยังหน่วยปฏิบัติของตนอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ ยังขอเป็นตัวแทนกำลังพลกองทัพบก กล่าวขอบคุณผู้บังคับบัญชาชั้นสูง รวมทั้งกำลังพลเกษียณอายุราชการที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เสียสละ ด้วยการใช้ประสบการณ์ความรู้ความสามารถ นำมาซึ่งการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของกองทัพบกอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งคุณูปการเหล่านี้จะคงอยู่กับกองทัพบกตลอดไป.

ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ-หน่วยขึ้นตรง เผย ก.ย. ทหารกัมพูชาเคลื่อนไหว 87 ครั้ง

สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชายังคงต้องจับตา แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะยังคงควบคุมได้ แต่รายงานความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาที่เพิ่มขึ้นถึง 87 ครั้งในเดือนกันยายนที่ผ่านมา บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กองทัพบกไทยภายใต้การนำของ ผบ.ทบ. ได้แสดงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างเต็มที่

รายละเอียดการเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาที่น่าสนใจ

  • การใช้โดรนในพื้นที่กองกำลังสุรนารี: การใช้โดรนถึง 36 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของการลาดตระเวนทางอากาศ
  • การละเมิดมาตรการหยุดยิง: การละเมิดมาตรการหยุดยิง 4 ครั้ง เป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
  • การลักลอบวางทุ่นระเบิด: การลักลอบวางทุ่นระเบิด 1 ครั้ง เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ และหน่วยขึ้นตรงที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น การสนับสนุนและความเสียสละของกำลังพลทุกนายเป็นสิ่งที่กองทัพบกตระหนักและให้ความสำคัญเสมอมา

การที่ ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ ยังเป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ที่เคยสร้างคุณูปการให้กับกองทัพบก การนำประสบการณ์และความรู้ความสามารถของผู้ที่เกษียณอายุราชการไปใช้ประโยชน์ จะเป็นแนวทางในการพัฒนากองทัพบกให้มีความเข้มแข็งและทันสมัยต่อไป

ในขณะที่สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมและความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ เพื่อให้สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผบ.ทบ. ขอบคุณกำลังพลเกษียณ-หน่วยขึ้นตรง เผย ก.ย. ทหารกัมพูชาเคลื่อนไหว 87 ครั้ง

อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน

“อนุทิน” ไม่ไป UNGA หวั่นกลับไม่ทันแถลงนโยบายรัฐบาล อยู่ระหว่างประสานวัน 29-30 ก.ย. เชื่อไทยไม่เสียโอกาสเวทีโลก ไม่คุยดราม่าให้อำนาจทหารแก้ชายแดนมากไป เมิน “สันธนะ” แฉ 4 นักการเมืองภูมิใจไทย

วันที่ 23 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) หลังฝ่ายกฎหมายระบุว่าสามารถเดินทางไปได้หากเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน ว่า หากพิจารณาจากเวลาแล้วคงไม่ทันวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเบื้องต้นจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของช่วงเวลาและเรื่องของอำนาจที่มีอยู่ด้วย บางคนบอกไปได้ บางคนก็บอกว่าไปไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามย้ำ คณะกรรมการกฤษฎีการะบุแล้วว่าสามารถไปได้ นายอนุทิน ตอบว่า เรามีแนวทางของเรา ทั้งนี้ เราไม่ได้ไปเพื่อลงนามข้อตกลงอะไร หากรัฐบาลของตนเข้ามาบริหารประเทศเรียบร้อยแล้ว เรามีความชัดเจนในการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของไทย-กัมพูชาอย่างไร

ส่วนคำถามว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไปด้วยตัวเองจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการเรียกความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชานั้น นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องความเชื่อมั่นอยู่ที่การจัดการของรัฐบาล และการสนับสนุนจากประชาชนและกองทัพ ไม่ได้อยู่ที่เวทีไหน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประชาชนให้ความสนับสนุนแนวทางต่างๆ ของรัฐบาล นี่คือความเชื่อมั่น

ทางด้านกรณีคณะกรรมการกฤษฎีการะบุหากมีความจำเป็น เช่น เรื่องสถานการณ์ชายแดนสามารถที่จะเดินทางไปได้นั้น นายอนุทิน ถามย้อนว่าความจำเป็นคืออะไร หรือต้องชี้แจงอะไรกับใคร ประชาคมโลกรับทราบสถานการณ์ตลอดเวลาอยู่แล้ว ขณะที่คำถามว่าหากไม่ได้ไปเข้าร่วมประชุม UNGA จะทำให้ไทยเสียโอกาสอะไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับแนวทางของรัฐบาลนั้นเรามีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประชาคมโลกหรือใครก็ตาม รับทราบข่าวสารและแนวทางนโยบายที่กำลังจะเข้ามา ขณะนี้เราต้องการความสมบูรณ์แบบทุกรูปแบบ ดังนั้นเราต้องแถลงนโยบายให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อถามอีกว่าประเทศไทยต้องทำเอกสารชี้แจงหรือไม่ จากกรณีที่กัมพูชาก็ร้องเรียนในเวที UN เช่นกัน นายอนุทิน ตอบว่า กัมพูชาก็กล่าวหาเราว่าละเมิดนั่นละเมิดนี่ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถแถลงจากประเทศไทยก็ได้ ในคำถามว่าต้องมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ก็ต้องมีการหารือว่าจะให้ไปหรือไม่ เมื่อเช้านี้มีการประชุมหลายหน่วยงาน เห็นสมควรว่าไม่ควรที่จะไปร่วมประชุม ซึ่งมีการตีความต่างๆ มากมาย หากไปเข้าร่วมแล้วไม่สามารถพูดได้เต็มที่ ไปพบคู่เจรจา หากถูกถามว่ามีอำนาจเต็มหรือไม่ แล้วจะพูดว่าน่าจะเต็ม ก็ทำให้เราเสียโอกาสแล้ว เราจะคุยกับใครก็รอให้เรียบร้อยก่อน การจะคุยกับใครก็ตามไม่จำเป็นต้องคุยที่ UN คู่กรณีมีเพียงไม่กี่ราย

ในประเด็นคำถาม มีความเป็นไปได้หรือไม่ ภายหลังจากแถลงนโยบายแล้วจะแถลงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการปกป้องอธิปไตยของไทยกับกัมพูชาอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีความจำเป็นก็ต้องดูว่าที่ UN มีข้อสงสัยอะไร สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบให้ได้ ในสัปดาห์หน้านี้จะมีการนัดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเรื่องนี้สำคัญกว่า หากไปแล้วเกิดเครื่องบินดีเลย์กลับมาแถลงนโยบายไม่ได้จะทำให้เกิดปัญหามากมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับรัฐสภาเรื่องการแถลงนโยบายในวันที่ 29-30 กันยายนนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงดราม่าว่าให้อำนาจทหารในการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชามากเกินไป นายอนุทิน ตอบสั้นๆว่า “ไม่เอา ไม่คุยเรื่องดราม่า” ส่วนกรณีที่ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล ออกมากล่าวหา 4 นักการเมืองพรรคภูมิใจไทยเอี่ยวผลประโยชน์บ่อนกาสิโนชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่ยิ้มตอบเท่านั้น.

ทำไม “อนุทิน” ถึงตัดสินใจไม่ไป UNGA หวั่นกลับมาแถลงนโยบายไม่ทัน?

จากกระแสข่าวที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจไม่เดินทางไปเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเหตุผลหลักที่นายอนุทินให้ไว้คือ เกรงว่าจะเดินทางกลับมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่ทันตามกำหนดการที่วางไว้

ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาล

การแถลงนโยบายรัฐบาลถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนและนานาชาติต่างให้ความสนใจ การที่นายอนุทินตัดสินใจให้ความสำคัญกับการแถลงนโยบายมากกว่าการเดินทางไป UNGA แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเริ่มต้นการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากการเดินทางไป UNGA ทำให้การแถลงนโยบายต้องเลื่อนออกไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน

ถึงแม้ว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไป UNGA อาจทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการแสดงบทบาทในเวทีโลกบ้าง แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันว่าจะใช้ช่องทางอื่นๆ ในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน จึงเป็นการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์และความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินภายในประเทศเป็นสำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายอนุทินครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศมากเกินไป จนละเลยโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและหาแนวทางในการสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองด้านต่อไป

สถานการณ์ที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร การตัดสินใจของผู้นำจึงต้องมีความเฉียบคมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาภายในประเทศเป็นอันดับแรก แม้ว่าอาจมีข้อวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องน้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ไป UNGA หวั่นกลับมาแถลงนโยบายไม่ทัน ปัดตอบให้อำนาจทหารชายแดนมากไป

นายกฯ เร่งเยียวยาคนชายแดน ถก UNGA ก่อนแถลงนโยบาย?

“อนุทิน” เร่งประสานสำนักงบฯ-ปกครอง เยียวยาประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา ลั่น ทหารอดไม่ได้ หน่วยไหนขาดอาหารขอให้บอกมา จ่อคุย ก.ต่างประเทศ บินประชุม UNGA ก่อนแถลงนโยบาย ทำได้หรือไม่

วันที่ 21 กันยายน 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ศรีสะเกษ ถึงเรื่องเงินเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เป็นหน้าที่ของตน ซึ่งที่ค้างมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วยังส่งไปไม่ถึง เมื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตนได้เร่งและสั่งการไปยังว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลสำนักงบประมาณให้เร่งประสานงานกับฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และจังหวัด นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน ให้ครบทั้งหมด รายครัวเรือน รวมถึงปั๊มน้ำมัน และสถานที่อื่นตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ แม้สถานการณ์ชายแดนสงบ แต่ทหารบางที่ต้องออกไปซื้ออาหารด้วยตัวเอง ใช้เงินตัวเองนั้น นายอนุทิน ระบุว่า เราสนับสนุนทุกหนทาง ถ้าเป็นปัญหาเช่นนั้นจริงขอให้บอกมา ทหารอดไม่ได้

ส่วนการเดินทางไปประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ระบุว่า เดี๋ยวจะมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต้องเช็กระเบียบว่าถ้ายังไม่แถลงนโยบายของรัฐบาล เราไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศได้หรือไม่ แต่จริงๆ การไปประชุมสมัชชาใหญ่ที่ UN ในวันที่ 26 กันยายนนี้ ส่วนตัวก็ควรจะไปในฐานะที่เราเป็นประเทศไทย และประเทศกัมพูชาก็ร้องเรียนไว้เยอะ จึงต้องถือโอกาสชี้แจงให้เข้าใจว่าประเทศไทยเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ เมื่อถามย้ำว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่ของประเทศเราในเวทีโลกใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ทำความเข้าใจให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้ไปทำในสิ่งที่ผิดกติกา

สำหรับกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะมีเสียงสะท้อนจากพรรคประชาชนให้ นายอนุทิน ไปคุยกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นายอนุทิน ถึงกับร้องฮึยก่อนกล่าวว่า ประสานงานได้ อยู่ที่ทางพวกเรา ซึ่งเห็น สส. บอกว่าภายในต้นเดือนมีเริ่มดำเนินการแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีหรอก ไม่มีให้ไปคุยกับใคร ถ้ารัฐธรรมนูญร่างที่ยกขึ้นมามีเหตุผล ทุกคนไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีคนเดียวที่จะไปคุยกับใคร ต้องช่วยกัน ขอให้ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน จึงถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชนในพื้นที่

ความสำคัญของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ การที่รัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน

นอกจากเรื่องการเยียวยาแล้ว ประเด็นการเดินทางไปประชุม UNGA ก่อนการแถลงนโยบายก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ การที่นายกฯ จะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการบริหารประเทศ

การที่ประเทศไทยจะใช้เวที UNGA ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน และพิจารณาการเข้าร่วมประชุม UNGA อย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและพัฒนาพื้นที่ชายแดน รวมถึงแนวทางการดำเนินงานในเวทีโลก เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับนานาประเทศ

โดยรวมแล้ว การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในปัญหาของประชาชนและความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลชุดใหม่มีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยต่อไป

ที่มา – นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน จ่อคุย กต. บินประชุม UNGA ก่อนแถลงนโยบายได้หรือไม่

ฮุน มาเนต วอน “อันวาร์” ช่วยลดตึงเครียดชายแดน

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา หลังสถานการณ์บริเวณชายแดนมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ติดต่อไปยังผู้นำมาเลเซียเพื่อขอความช่วยเหลือ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว แจ้งว่าได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปัจจุบัน เกี่ยวกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย

เนื้อหาในโพสต์ระบุว่า ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การปะทะกันระหว่างทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน

“สถานการณ์ในวันนี้ยังคงน่ากังวลอย่างยิ่ง ผมจึงได้ขอให้ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโดยด่วน เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา โดยขอให้รักษาสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายหรือขยายขอบเขตความขัดแย้งออกไป และรอการแก้ไขปัญหาชายแดนจากคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ในอนาคต” ฮุน มาเนต กล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังได้กล่าวถึงการประชุมพิเศษของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกัมพูชาและไทย

ฮุน มาเนต ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยใช้กลไกของอาเซียนเป็นช่องทางหลักในการดำเนินการ

ทำไม ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน ถึงสำคัญ?

การที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากประธานอาเซียน แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การแทรกแซงของอาเซียนอาจเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดและนำไปสู่การเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมาอย่างยาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ควรจับตา:

  • ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อข้อเสนอของฮุน มาเนต
  • การดำเนินการของอาเซียนในการแก้ไขปัญหานี้
  • ผลการประชุมของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด ความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องรอดูกันต่อไป

ที่มา – ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน

การเมือง-ชายแดน ฉุดเชื่อมั่นอุตฯ ต่ำสุดรอบ 37 เดือน

สถานการณ์ การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการอย่างมาก ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ประกอบกับความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกมาเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะที่น่าเป็นห่วง โดยดัชนีดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 37 เดือนที่ผ่านมา ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้ากว่าเป้าหมาย และผลกระทบจากมาตรการจัดเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่มีความชัดเจน

นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนอย่างมาก ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนในเดือนสิงหาคมลดลงถึง 14,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานชาวกัมพูชาในภาคการก่อสร้างอีกด้วย

การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน จริงหรือ?

จากสถานการณ์ที่กล่าวมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับภาครัฐ 4 ข้อดังนี้:

  • ขอให้ภาครัฐสรุปเงื่อนไขทางภาษีของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณด้านการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2568 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม
  • ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุเหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้มาใช้ประโยชน์ในการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า

ผลกระทบจาก การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน ต่อธุรกิจ

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ว่า จากการพูดคุยและพิจารณาประวัติการทำงานของแต่ละท่าน ทำให้มั่นใจว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะสามารถทำงานได้ดีและนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือจากการควบคุม เช่น สถานการณ์ การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวน และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนและการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรม หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการได้ ก็จะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน

ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ ว่าที่ รมช.กลาโหม

เปิดประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาค 2 สายบูรพาพยัคฆ์ เตรียมดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ดีกรีไม่ธรรมดา แถมเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ “อนุทิน” ที่ วปอ. อีกด้วย

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 มีกระแสข่าวว่า พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุลย์” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 มีชื่ออยู่ในโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม สำหรับความเป็นมาของ พล.ท.อดุลย์ นั้นเป็นนายทหารหลักในสาย “บูรพาพยัคฆ์” และเป็นผู้ที่คลุกคลีกับการทำงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเด่นในเรื่องยุทธศาสตร์และความมั่นคงชายแดน

ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ด้านการศึกษาและการทำงาน: ท่านเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 27 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 38 นอกจากนี้ยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อีกด้วย ก่อนหน้านี้ พล.ท.อดุลย์ เพิ่งส่งมอบตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ให้กับ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา บทบาทสำคัญที่ผ่านมาคือการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนและการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การมีข่าวว่าท่านจะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลปัญหาความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง

เส้นทางชีวิตของ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

ตลอดระยะเวลาการรับราชการ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนชาวไทย

การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและความทุ่มเทในการทำงานของท่านได้เป็นอย่างดี และเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ท่านมี จะสามารถนำพาประเทศชาติให้ผ่านพ้นความท้าทายต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นที่รู้จักในฐานะนายทหารที่มีความละเอียดรอบคอบ มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน และให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความเข้าใจในสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างดี ทำให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศชาติจะได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนกองทัพไทยให้มีความเข้มแข็งและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

และด้วยความที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้เชื่อได้ว่าการทำงานร่วมกันจะเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะมีความเข้าใจและไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

การตัดสินใจเลือก “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาร่วมงานในรัฐบาลครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารประเทศที่มองเห็นถึงศักยภาพและความสามารถของบุคคลากร และพร้อมที่จะให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการเข้ามาบริหารประเทศ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างสูงสุด

ที่มา – ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ว่าที่ รมช.กลาโหม ในครม.อนุทิน 1

Scroll to top