ช่องบก

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมชายแดนสระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อมอบขวัญกำลังใจแก่แนวหน้าผู้เสียสละปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตย ดูแลความสงบเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการชายแดน ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีพลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์/ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา และนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยพลตำรวจตรี ถาวร ดุลยวิทย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้พบปะและให้โอวาทแก่กำลังพลและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่มารวมตัวกัน ณ ลานหน้ากองบังคับการ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ประกอบด้วย หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12, กำลังประจำถิ่น (ชค.ทพ.12, ชค.ทพ.13, ชค.ตชด.12), ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว, กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12, กองอาสารักษาดินแดน (อส.), ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว (สสจ.สระแก้ว)

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมทั้งขอบคุณที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการรักษาอธิปไตยของชาติ การดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติงานต่อไป

ความสำคัญของการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแนวหน้า

การที่แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การมอบขวัญกำลังใจและสิ่งของยังช่วยเพิ่มพูนขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและดูแลประชาชนมากยิ่งขึ้น

การปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนนั้นมีความเสี่ยงและความท้าทายมากมาย เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และอาจต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปฏิบัติภารกิจ ดังนั้น การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

พวกเราทุกคนควรตระหนักถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน และให้การสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทาง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และปกป้องประเทศชาติของเราต่อไป แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว จึงไม่ใช่แค่การไปตรวจเยี่ยม แต่เป็นการเติมกำลังใจให้ฮึกเหิมยิ่งขึ้น

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ให้กำลังใจแนวหน้า

กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน! จับตาความเคลื่อนไหว


กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน! จับตาความเคลื่อนไหว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของฝ่ายกัมพูชา โดยมีการตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนถึง 3 จุด พร้อมทั้งปรับปรุงฐานที่มั่นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบรถบัสต้องสงสัยซึ่งคาดว่าจะใช้ในการลำเลียงกำลังพลเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่

กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน: รายงานสถานการณ์ล่าสุด

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนจำนวน 3 จุด บริเวณช่องกร่าง นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบสัญญาณการบินของโดรนจำนวน 2 ครั้ง เหนือเนิน 527 และรถบัสต้องสงสัย 1 คัน ซึ่งคาดว่าเป็นการลำเลียงกำลังพลเข้ามาเสริมกำลัง

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายกัมพูชาในการเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดในพื้นที่แนวชายแดนมากยิ่งขึ้นในอนาคต แม้ว่าปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายจะยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมในการตอบโต้ตามสถานการณ์

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนและการเสริมกำลังทหารในพื้นที่ชายแดน อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาได้ แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่ใกล้ชิด แต่ประเด็นเรื่องพรมแดนและความมั่นคงยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การเสริมสร้างความเข้าใจและการเจรจาอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านจิตอาสา โดย ศอ.จอส.พระราชทาน พล.ร.6 ได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งมอบสิ่งของเครื่องใช้และเงินบำรุงขวัญ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลและครอบครัว

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และขอให้ติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดหรือการคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง การรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายย่อมส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค การเฝ้าระวัง การเจรจา และความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคง

ที่มา – ตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน มีรถบัสต้องสงสัย คาดลำเลียงกำลังพลเติมเข้าพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนบิน 28 ลำ บริเวณชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนล่าสุด พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากฝั่งกัมพูชา โดยมีการตรวจพบ กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ นับเป็นจำนวนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

จากการรายงานเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พบว่ามีการบินของโดรนในบริเวณพื้นที่สำคัญต่างๆ ดังนี้ บริเวณปราสาทพระวิหารและโดนตวล พบ 12 ลำ, บริเวณปราสาทตาควาย 15 ลำ และบริเวณช่องสายตะกู 1 ลำ รวมทั้งสิ้น 28 ลำ

สถานการณ์ปัจจุบัน กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง กองทัพไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ

นอกเหนือจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจากคณะมิตรประชา 01 มีนบุรี เพื่อนำไปช่วยเหลือและสนับสนุนกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 จังหวัดสุรินทร์

ในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดโครงการ “วัฒนธรรม ฟื้นฟูหัวใจ สร้างกำลังใจพี่น้องชายแดนศรีสะเกษ” เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยมีกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจและความสามัคคีในชุมชน

การแจ้งเตือนข่าวสารที่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ ทำให้ต้องมีการแจ้งเตือนและขอความร่วมมือจากประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการจากส่วนราชการเท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา

การตรวจพบโดรนจำนวนมากบริเวณชายแดนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องของกองทัพไทย เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ เป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ

ด่วน! พบทหารกัมพูชา 50 นาย ช่องอานม้า

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยพบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า สร้างความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่

ตามข้อมูลที่กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 พล.ต.จัน โชะเพียะตรา ผู้บัญชาการกองกำลังทหารประจำจังหวัดพระวิหาร นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) เข้าตรวจสอบพื้นที่ช่องอานม้า (อนุสาวรีย์ตาอม) อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที และแจ้งให้ฝ่ายไทยทราบล่วงหน้าเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่ฝ่ายกัมพูชานำกำลังทหารกว่า 50 นาย พร้อมอาวุธปืนพกและอาวุธประจำกายประเภทปืนเล็กยาว เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงฯ อย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดการละเมิดดังนี้:

พบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า ละเมิดข้อตกลง?

การพกพาอาวุธ: การที่ทหารกัมพูชาพกอาวุธประจำกายประเภทปืนเล็กยาว (ปลย.) เข้ามา ถือเป็นการละเมิดข้อ 4 ของข้อตกลงหยุดยิงฯ ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า “ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด งดกิจกรรมทางทหารที่ล่วงล้ำเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน” การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่เคารพในข้อตกลงที่มีร่วมกันและอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่บานปลายได้

การใช้บุคคลที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง: พล.จ.ดาโต๊ะ ปาห์ลาวัลย์ อัสรี บิน ชูคอร์ (Maj.Gen. Dato’ Pahlawan Asri bin Shukor) ผู้อำนวยการกองฝึกอบรม กองทัพบกมาเลเซีย เดินทางมาเป็นหัวหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำกรุงพนมเปญ สิ่งนี้ขัดแย้งกับข้อกำหนดในข้อ 12 ของข้อตกลงหยุดยิงฯ ที่กำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของ IOT เป็นไปโดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียนที่ประจำการ ณ ประเทศไทยและกัมพูชาเท่านั้น การที่บุคคลที่ไม่ได้รับมอบหมายตามข้อตกลงเข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ ถือเป็นการไม่ให้เกียรติและอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการ

พฤติการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกองทัพกัมพูชาในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงฯ ที่ได้ลงนามร่วมกัน ทั้งในกรอบการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดหลักสันติวิธี แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ผลกระทบจากการพบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า

การพบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า ส่งผลกระทบหลายด้าน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การละเมิดข้อตกลงซ้ำๆ ย่อมส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชา
  • ความเชื่อมั่น: การกระทำดังกล่าวบั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการสันติภาพและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
  • ความมั่นคง: การปรากฏตัวของทหารพร้อมอาวุธ สร้างความตึงเครียดและความไม่มั่นคงในพื้นที่ชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยความจริงใจและการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดจากทุกฝ่าย การละเมิดข้อตกลงไม่เพียงแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง แต่ยังบั่นทอนความพยายามในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ทางฝั่งไทยคงต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

ที่มา – พบทหารกัมพูชา 50 นาย พร้อมอาวุธปืน ลงพื้นที่ช่องอานม้า

เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิด

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) รายงานความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” หลังจากการประกาศหยุดยิง โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากถึง 349 ทุ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง

พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการสำรวจ เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก เพื่อสร้างความปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนของหน่วยงานต่างๆ

การปฏิบัติงานในระยะแรก (เฟส 1) ระหว่างวันที่ 10-23 สิงหาคม 2568 ได้จัดชุดปฏิบัติการจำนวน 9 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ 122 ทุ่น ทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ 4 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) 50 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 1,575 รายการ

ต่อมาในระยะที่สอง (เฟส 2) ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 21 กันยายน 2568 ได้เพิ่มชุดปฏิบัติการเป็น 10 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้อีก 227 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด 25 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 467 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2568) โดยปฏิบัติการในพื้นที่เดิม

เคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

นอกเหนือจากการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ปะทะแล้ว ศทช. ยังให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนและให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ทราบถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และสรรพาวุธระเบิดที่อาจตกค้างอยู่ในพื้นที่พักอาศัยและพื้นที่ทำกิน

ความสำคัญของการเคลียร์พื้นที่จากทุ่นระเบิด

การเคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" จากทุ่นระเบิดเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติสุข

การดำเนินการอย่างต่อเนื่องของ ศทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและวิธีการหลีกเลี่ยง

สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิด รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด

ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในอันตรายของทุ่นระเบิดในหมู่ประชาชน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

กองทัพภาคที่ 2 ยัน! ช่องบก อุบลฯ ปกติ

“กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันสถานการณ์ในพื้นที่ “ช่องบก” จังหวัดอุบลราชธานี เป็นปกติ ไม่มีการปะทะ และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ยันสถานการณ์ช่องบก อุบลฯ ปกติ

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการปะทะในพื้นที่ชายแดนบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นปกติ ไม่มีการปะทะใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กแฟนเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง โดยระบุว่า “พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะแต่อย่างใด ขอประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก” ข้อความนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความกังวลของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ที่ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” นี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสงบสุขและความเป็นอยู่ของประชาชน การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันความจริงอย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนได้

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมข่าวสารที่ถูกต้องจึงสำคัญ?

ข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจและการดำเนินชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยง การได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล

  • ป้องกันความเข้าใจผิด: ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความสับสน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและการกระทำ
  • ลดความตื่นตระหนก: การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ช่วยลดความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: ข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ

ดังนั้น การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสาร ก่อนที่จะเชื่อถือและเผยแพร่ต่อ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและมั่นคง

การยืนยันสถานการณ์ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” โดยกองทัพภาคที่ 2 เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม เราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะ

กองทัพไทยย้ำ! ทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 67 กัมพูชายังมี

กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก โดยยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นของใหม่ทั้งหมด และพื้นที่ดังกล่าวเคยได้รับการกวาดล้างไปแล้ว 100%

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ออกมาแถลงถึงกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่กำลังพลไทย 5 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน ผลการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ของใหม่ สภาพสมบูรณ์ พร้อมใช้งาน และมีการอำพรางอย่างมิดชิด ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหาย

ที่สำคัญคือ ทุ่นระเบิดที่พบไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง แต่เป็นทุ่นใหม่ที่มีตัวอักษรคมชัด สปริง เข็มแทงชนวน และชิ้นส่วนภายในอยู่ในสภาพใหม่สมบูรณ์ ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลที่เผยแพร่ออกมา

พื้นที่กวาดล้างแล้ว 100%

พล.ต.วิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ช่องบกและช่องอานม้าซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุนั้น TMAC ได้ทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดไปแล้ว 100% และมีการรายงานต่อที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาทุกปี โดยไม่เคยพบทุ่น PMN-2 ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เคยมีทุ่นชนิดนี้อยู่ในครอบครอง และได้ทำลายทุ่นระเบิดคงคลังทั้งหมดตั้งแต่ปี 2546 โดยไม่มี PMN-2 อยู่ในบัญชีแม้แต่ลูกเดียว

ในทางตรงกันข้าม เอกสารรายงานต่ออนุสัญญาออตตาวา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 ระบุชัดเจนว่า กัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่นๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3 ของอนุสัญญาฯ แต่การลักลอบนำทุ่น PMN-2 มาวางในเขตอธิปไตยของไทย ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาอย่างร้ายแรง และเอาผิดได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ดังนั้น กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก จึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา และความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องตกเป็นเหยื่อของทุ่นระเบิด

กองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอยืนยันว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ตรวจสอบได้ ยืนยันชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่ทำให้กำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ เป็นทุ่นระเบิดใหม่ชนิด PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาลักลอบนำมาวางในพื้นที่ชายแดนไทย ไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาและเป็นการกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว การร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ แฉปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก

กพท. คลายล็อกบินโดรนทั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ได้ประกาศคลายล็อกการบินโดรนทั่วประเทศแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคมนี้ ภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่ห้ามบินที่กำหนดไว้ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ขอความร่วมมือให้งดบินโดรนในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

ประกาศฉบับที่ 4 นี้ อนุญาตให้ทำการบินหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภทได้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน ตั้งแต่วันที่ 16 – 31 สิงหาคม 2568 หลังจากได้ขอความร่วมมืองดบินในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามที่หน่วยงานด้านความมั่นคงขอความร่วมมือเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ต่าง ๆ

กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้

เงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้บินโดรนครั้งนี้:

  • โดรนทุกประเภทสามารถทำการบินได้ ยกเว้นพื้นที่ที่กำหนดตามประกาศ, จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีกองกำลังปฏิบัติการภาคพื้น (สระแก้ว ตราด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จันทบุรี สุรินทร์ และอุบลราชธานี) อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง, รัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบินและจุดขึ้นลงอากาศยานทุกแห่ง และพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเป็นการเฉพาะเพิ่มเติม ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบพื้นที่อนุญาตได้ที่แอปพลิเคชัน UAS Portal
  • โดรนทุกประเภทต้องแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง โดยสามารถแจ้งที่ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และแจ้งต่อศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศบตอ.น.) อีเมล [email protected] 
  • ทำการบินได้เฉพาะเวลา 06.00-18.00 น. เท่านั้น (งดบินในเวลากลางคืนทุกกรณี)
  • ในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่พื้นที่ห้ามบินตามประกาศสามารถขอปฏิบัติแตกต่างจากเงื่อนไขได้ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 และ 2567 โดยจะต้องขออนุญาตจาก CAAT ผ่านช่องทาง UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า สถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มคลี่คลายลงในระดับที่สามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการใช้โดรนของพลเรือนได้บางส่วน โดยยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของการปฏิบัติการด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน และเพื่อให้การดำเนินชีวิตของประชาชนและการประกอบกิจการต่าง ๆ สามารถกลับมาดำเนินได้ใกล้เคียงภาวะปกติ ฝ่ายความมั่นคงจึงประสานให้ปลดล็อกการบินโดรนทุกประเภทภายใต้เงื่อนไข

เตรียมพร้อม! กพท. คลายล็อกบินโดรนแล้ว

CAAT ขอขอบคุณผู้ใช้งานโดรนทุกท่านที่ปฏิบัติตามคำขอความร่วมมือของหน่วยงานความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา และย้ำว่าพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน นำไปพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนและการขออนุญาตบิน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายโดรน โดยเฉพาะโดรนเพื่อการเกษตรในอนาคตมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้ใช้งานโดรนเกษตรทุกรายขึ้นทะเบียนตัวโดรนและผู้บังคับในระบบ UAS Portal ให้เรียบร้อย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านระเบียบกฎหมายในอนาคต

สำหรับโดรนของราชการทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ และสำนักข่าวกรองฯ สามารถปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้เฉพาะโดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ หากมีการบินในพื้นที่ห้ามบิน ขอความร่วมมือแจ้งข้อมูลล่วงหน้าผ่าน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และ ศตอ.น. [email protected] และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เกี่ยวข้อง

หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง ที่ฝ่าฝืนประกาศนี้ ให้แจ้งข้อมูล ได้แก่ วัน เวลา สถานที่ที่พบเห็น ลักษณะของโดรน และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี) ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเร็วผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง

การที่ กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้งานโดรน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคนเเละความมั่นคงของชาติ หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน อย่าลืมตรวจสอบพื้นที่ที่สามารถบินได้ และแจ้งข้อมูลการบินล่วงหน้าตามที่กำหนด เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปอย่างราบรื่นเเละถูกต้องตามกฎหมายนะครับ

ที่มา – กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน

กัมพูชาโต้! ปม ผบ.ทภ.2 ยึดปราสาทตาควาย

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการยึดปราสาทตาควาย

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือ ปราสาทตาควาย ที่เป็นข้อพิพาทสำคัญ

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันเดียวกัน พล.ท.บุญสิน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน ประกาศแผน 2 ข้อ คือ 1) ยึดปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองโดยชอบธรรมของกัมพูชา และ 2) ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

กัมพูชาชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อ 2 ว่าจะไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือออกลาดตระเวนเกินตำแหน่งปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำจุดยืนแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าไทยจะปฏิบัติด้วยความจริงใจเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กัมพูชาเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้กดดันไทยเคารพข้อตกลง ไม่เพียงในวาจาแต่ในทางปฏิบัติ รวมถึงยุติการละเมิดและยั่วยุทุกรูปแบบ และรื้อถอนลวดหนามที่วางในดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบทันที

ทั้งนี้ยังระบุว่า สถานการณ์โดยรวมตามแนวชายแดนยังคงสงบ และทั้งสองฝ่ายควรรักษาเสถียรภาพนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดี การออกมาแถลงการณ์โต้ตอบเรื่อง ปราสาทตาควาย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทำไมประเด็นปราสาทตาควายถึงสำคัญ?

ประเด็น ปราสาทตาควาย มีความสำคัญเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการครอบครอง การที่ผู้บัญชาการระดับสูงของไทยออกมากล่าวอ้างว่าจะยึดปราสาทดังกล่าว จึงถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่

  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์: ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
  • ประเด็นด้านอธิปไตย: การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทตาควายเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านอธิปไตยและเส้นแบ่งเขตแดน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทตาควายส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

สถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

การที่กัมพูชาออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน และความต้องการที่จะรักษาอธิปไตยของตนเอง การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี ปราสาทตาควาย ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

Scroll to top