ซาอุดีอาระเบีย

อิหร่านโจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซียต่อเนื่อง พุ่งเป้าสนามบินคูเวต–น่านฟ้าซาอุฯ

อิหร่านโจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซียต่อเนื่อง พุ่งเป้าสนามบินคูเวต–น่านฟ้าซาอุฯ สงครามในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นทุกวัน ล่าสุดอิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลกระทบหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและเศรษฐกิจน้ำมันของภูมิภาค

อิหร่านโจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซียต่อเนื่อง พุ่งเป้าสนามบินคูเวต–น่านฟ้าซาอุฯ

สถานการณ์ตึงเครียดเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว โดยอิหร่านมุ่งเป้าไปที่คูเวต ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) อย่างต่อเนื่อง ทางการคูเวตรายงานว่า สนามบินนานาชาติคูเวตถูกฝูงโดรนโจมตีโดยตรง ทำให้ต้องส่งเครื่องสกัดกั้นและเกิดความเสียหายจากเศษซาก แรงระเบิดกระทบถังเก็บเชื้อเพลิง ส่งผลให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติสั่งลดกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อความปลอดภัย

รายละเอียดการโจมตีที่คูเวตและซาอุฯ

กองทัพคูเวตเปิดเผยว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มี.ค. มีโดรนศัตรูบุกน่านฟ้า เป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสนามบิน ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย กระทรวงกลาโหมรายงานสกัดกั้นโดรน 15 ลำที่มุ่งย่านสถานทูตในริยาด ขีปนาวุธ 3 ลูกไปฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน ซึ่งมีกองกำลังสหรัฐประจำการ และโดรนอีก 17 ลำเหนือแหล่งน้ำมันเชย์บาห์

กาตาร์ก็ไม่รอด เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มี.ค. ถูกขีปนาวุธนำวิถี 10 ลูกและครูซ 2 ลูกจากอิหร่าน แต่สกัดกั้นได้เกือบทั้งหมดไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนท่าอากาศยานนานาชาติดูไบในยูเออี ต้องหยุดบริการชั่วคราวหลังสกัดวัตถุปริศนา มีรายงานเสียงระเบิดและควันหนา ชาวปากีสถานเสียชีวิต 1 รายจากเศษซาก

  • ยูเออีถูกโจมตีหนักสุด: ขีปนาวุธนำวิถี 221 ลูก โดรนกว่า 1,300 ลำ ตั้งแต่ 28 ก.พ.
  • เป้าหมายหลัก: สนามบินอาบูดาบี, ปาล์ม จูไมราห์, เบิร์จ อัล อาหรับ, สถานกงสุลสหรัฐฯ ในดูไบ
  • บาห์เรน: สกัดขีปนาวุธ 92 ลูก โดรน 151 ลำ

แม้อิหร่านจะขอโทษก่อนหน้า แต่หัวหน้าตุลาการประกาศกร้าวว่าจะโจมตีต่อไปในประเทศที่ยอมให้สหรัฐใช้พื้นที่ ประธานาธิบดียูเออี โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อัล นาห์ยาน แถลงว่าประเทศอยู่ในสภาวะสงคราม แต่จะก้าวผ่านไปอย่างแข็งแกร่ง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

อิหร่านโจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซียต่อเนื่อง สร้างความเสียหายมหาศาลต่ออุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภูมิภาค ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง สนามบินปิดชั่วคราวกระทบการท่องเที่ยวและการค้า กลุ่มประเทศอ่าวต้องเพิ่มมาตรการป้องกัน สหรัฐและพันธมิตรสนับสนุนด้านอาวุธ แต่สถานการณ์ยังยืดเยื้อ

นอกจากนี้ การโจมตีเหล่านี้ยังจุดชนวนความขัดแย้งกว้างขึ้น อาจลุกลามไปยังอิสราเอลหรือยุโรป หากไม่มีการเจรจาสันติภาพด่วน ประชาชนในภูมิภาคต้องเผชิญความเสี่ยงสูง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สงครามครั้งนี้สะท้อน proxy war ระหว่างอิหร่าน-สหรัฐผ่านกลุ่มฮูธีและพันธมิตร กลุ่มประเทศอ่าวควรรวมพลัง外交และทหารเพื่อหยุดยั้ง หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ติดตามอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – อิหร่านโจมตีประเทศอ่าวเปอร์เซียต่อเนื่อง พุ่งเป้าสนามบินคูเวต–น่านฟ้าซาอุฯ

สถานทูตสหรัฐฯ เตือน จ่อเกิดการโจมตีด้วยโดรน-มิสไซล์ที่เมืองในซาอุฯ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก เมื่อสถานทูตสหรัฐฯ เตือน จ่อเกิดการโจมตีด้วยโดรน-มิสไซล์ที่เมืองในซาอุฯ โดยเฉพาะเมืองดาห์รานทางตะวันออก สถานทูตสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนภัยด่วนผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 (ค.ศ. 2026) แจ้งว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการโจมตีด้วยมิสไซล์และโดรนได้ทุกเมื่อ พลเมืองสหรัฐฯ ต้องหลบภัยในอาคารทันทีและห้ามเดินทางไปสถานกงสุล

สถานทูตสหรัฐฯ เตือน จ่อเกิดการโจมตีด้วยโดรน-มิสไซล์ที่เมืองในซาอุฯ

คำเตือนนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะเพิ่งเกิดเหตุโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาดด้วยโดรนที่เชื่อว่ามาจากอิหร่านถึง 2 ลำ และมีโดรนอีก 2 ลำตกใกล้เคียง จนต้องสั่งปิดสถานทูตชั่วคราว สถานกงสุลในดาห์รานจึงเรียกร้องให้ชาวอเมริกัน “ห้ามออกนอกเคหสถาน” และทบทวนแผนความปลอดภัย เจ้าหน้าที่กงสุลเองก็กำลังหลบภัยเช่นกัน

ไม่ใช่แค่ซาอุฯ ที่เดือดร้อน สถานทูตสหรัฐฯ ในคูเวตประกาศปิดทำการทันที หลังถูกอิหร่านโจมตีหนัก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ภารกิจฉุกเฉินออกจากประเทศ ขณะที่สถานทูตในโอมานออกเตือนภัยด้านความมั่นคง แนะนำให้หลบภัย จัดเตรียมอาหาร น้ำ ยา และติดตามข่าวสารจากสื่อท้องถิ่น

ผลกระทบจากการโจมตีโดรนและมิสไซล์ในภูมิภาค

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ได้ เมืองดาห์รานซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมน้ำมันสำคัญ กลายเป็นเป้าหมายหลักเพราะตั้งใกล้ชายแดนอิหร่าน ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอเมริกัน ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ

  • หลบภัยในอาคารที่แข็งแรงทันทีเมื่อมีเตือนภัย
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่สาธารณะและสถานทูต
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น: อาหาร น้ำดื่ม ยา และเอกสารสำคัญ
  • ติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สถานทูตหรือสื่อหลัก
  • แจ้งญาติและเพื่อนทราบตำแหน่งที่อยู่

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแนะนำให้มีแผนอพยพสำรอง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างตะวันออกกลางที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การโจมตีด้วยโดรนสมัยใหม่ทำให้ยากต่อการตรวจจับและป้องกัน เพราะบินต่ำและราคาถูก

จากข้อมูลล่าสุด ความตึงเครียดนี้เชื่อมโยงกับประเด็นนิวเคลียร์อิหร่านและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ สหรัฐฯ จึงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วทั้งภูมิภาค ชาวไทยที่อาศัยหรือเดินทางไปซาอุฯ คูเวต หรือโอมาน ควรตรวจสอบประกาศจากสถานทูตไทยด้วย เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

เหตุการณ์สถานทูตสหรัฐฯ เตือน จ่อเกิดการโจมตีด้วยโดรน-มิสไซล์ที่เมืองในซาอุฯนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศสามารถกระทบพลเรือนได้ทุกเมื่อ ในยุคที่เทคโนโลยีโดรนกลายเป็นอาวุธหลัก การเฝ้าระวังจึงสำคัญยิ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และเตรียมตัวให้พร้อมหากคุณมีแผนเดินทางไปยังภูมิภาคนี้ คำแนะนำคือเลื่อนทริปออกไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ที่มา – สถานทูตสหรัฐฯ เตือน จ่อเกิดการโจมตีด้วยโดรน-มิสไซล์ที่เมืองในซาอุฯ

ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตี

ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้ เป็นข่าวร้อนที่สะเทือนวงการพลังงานโลก สร้างความกังวลให้กับตลาดน้ำมันทั่วโลกท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น

บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบียอย่างอารัมโก (Aramco) ได้สั่งปิดโรงกลั่นน้ำมันราส ทานูรา (Ras Tanura) ชั่วคราว หลังจากถูกโจมตีด้วยโดรนจากอิหร่านจนเกิดเพลิงไหม้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 ตามรายงานจากเว็บไซต์ Times of Israel โดยอ้างแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้

ก่อนหน้านี้ โฆษกกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า มีโดรน 2 ลำมุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่นราส ทานูรา ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบียและติดอันดับต้น ๆ ของโลก แม้ระบบป้องกันจะสกัดกั้นได้ แต่ซากโดรนที่ตกลงมาก็ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในวงจำกัด โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

วิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงภาพเปลวไฟและควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นฟ้า สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเน็ตทั่วโลก ขณะที่แหล่งข่าวจาก AFP ระบุว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และโรงกลั่นถูกปิดเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย

รายละเอียดโรงกลั่นราส ทานูรา

โรงกลั่นราส ทานูรา ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย มีกำลังการผลิตสูงถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย การปิดชั่วคราวครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก

  • กำลังการผลิต: 550,000 บาร์เรล/วัน
  • ตำแหน่ง: ชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย
  • บทบาท: สถานีส่งออกน้ำมันหลัก
  • เหตุการณ์: โดรนอิหร่าน 2 ลำ ถูกสกัดแต่ซากตกก่อเพลิงไหม้

ผลกระทบจากเหตุการณ์ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามตัวแทนระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันเบรนท์อาจปรับตัวเพิ่มอีก 5-7% หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีวิดีโอและภาพถ่ายจากเหตุการณ์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ถึงความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาค การโจมตีด้วยโดรนกลายเป็นอาวุธใหม่ที่ยากต่อการป้องกัน สร้างความท้าทายให้กับระบบรักษาความปลอดภัย

สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ตึงเครียด

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบียยืดเยื้อมานาน โดยมีประเด็นฮูตีในเยเมนและกลุ่มตัวแทนอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การป้องกันโรงกลั่นน้ำมันต้องเสริมด้วยเทคโนโลยี AI และโดรนตรวจจับ เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้ ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก แนะนำให้นักลงทุนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาหนักโซนพลังงานทางเลือก หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองคลิกติดตามที่นี่ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – ซาอุฯ ปิดโรงกลั่น “ราส ทานูรา” หลังโดรนอิหร่านโจมตีไฟไหม้

ซาอุดีอาระเบียยืนยัน อิหร่านโจมตีเข้าใส่กรุงริยาด ลั่นมีสิทธิ์ตอบโต้

ซาอุดีอาระเบียยืนยัน อิหร่านโจมตีเข้าใส่กรุงริยาด ลั่นมีสิทธิ์ตอบโต้ เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างมาก ล่าสุดทางการซาอุดีอาระเบียประกาศยืนยันการโจมตีจากอิหร่านที่มุ่งเป้าไปยังเมืองหลวงและพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคยิ่งรุนแรงขึ้น

ซาอุดีอาระเบียยืนยัน อิหร่านโจมตีเข้าใส่กรุงริยาด ลั่นมีสิทธิ์ตอบโต้

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่า อิหร่านได้发动การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่กรุงริยาด ซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักร และจังหวัดทางตะวันออกของประเทศ ทว่าโชคดีที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดกั้นการโจมตีทั้งหมดได้สำเร็จ ไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ

ในแถลงการณ์ดังกล่าว ซาอุดีอาระเบียประณามการกระทำของอิหร่านอย่างรุนแรงว่าเป็น “การรุกรานที่ปราศจากความชอบธรรมและโจ่งแจ้ง” พร้อมย้ำสิทธิ์ในการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการตอบโต้ด้วยมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องความมั่นคง ดินแดน พลเมือง และผู้อยู่อาศัยในประเทศ

บริบทของความขัดแย้ง: สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านก่อนหน้า

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงในตะวันออกกลาง หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่านในวันเดียวกัน โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้นำระดับสูงของรัฐบาลเตหะราน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่าการโจมตีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติภัยคุกคามด้านความมั่นคงต่ออเมริกา และเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวอิหร่านลุกขึ้นโค่นล้มระบอบผู้ปกครอง

ทางด้านอิหร่านตอบโต้ทันที โดยเรียกการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า “ผิดกฎหมายและปราศจากการยั่วยุ” พร้อมยิงขีปนาวุธเข้าใส่ฐานทัพของอเมริกาในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียหลายแห่ง รวมถึงอิสราเอล ทำให้ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐฯ กลายเป็นเป้าหมายถัดไป

  • การโจมตีของอิหร่าน: มุ่งเป้ากรุงริยาดและจังหวัดตะวันออก
  • ผลลัพธ์: สกัดกั้นได้ทั้งหมด ไม่มีเสียหาย
  • การตอบสนองของซาอุฯ: สำรองสิทธิ์ตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง
  • บริบทกว้าง: สงครามตัวแทนระหว่างอิหร่าน-ซาอุฯ ทวีความรุนแรง

ความขัดแย้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามตัวแทนที่ยืดเยื้อมายาวนานระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน โดยทั้งสองฝ่ายสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามในเยเมน ซีเรีย และเลบานอน ซาอุดีอาระเบียมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามหลักต่อความมั่นคงในภูมิภาค ขณะที่อิหร่านกล่าวหาซาอุฯ ว่าสนับสนุนอิสราเอลและสหรัฐฯ ในการกดดันเตหะราน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หากซาอุดีอาระเบียตัดสินใจตอบโต้ สถานการณ์อาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากซาอุฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ อาจดึงประเทศอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สหรัฐฯ อิสราเอล และตุรกี ทำให้ตะวันออกกลางกลายเป็นบ่วงไฟยิ่งกว่าเดิม

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเตือนว่า การตอบโต้ของซาอุฯ อาจรวมถึงการโจมตีฐานทัพของกลุ่มฮูธีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน หรือแม้กระทั่งเป้าหมายในดินแดนอิหร่านโดยตรง ชาวเน็ตทั่วโลกกำลังจับตาดูการเคลื่อนไหวถัดไปของทั้งสองฝ่าย

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสันติภาพในตะวันออกกลาง การเจรจาทางการทูตเป็นหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งสงครามใหญ่ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – ซาอุดีอาระเบียยืนยัน อิหร่านโจมตีเข้าใส่กรุงริยาด ลั่นมีสิทธิ์ตอบโต้

UAE ถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ


สถานการณ์ในเยเมนยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามองล่าสุด UAE ถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค

UAE ถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ: เกิดอะไรขึ้น?

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประกาศการตัดสินใจถอนทหารทั้งหมดออกจากเยเมน หลังจากที่สภาประธานาธิบดียกเลิกข้อตกลงความร่วมมือ การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่าง UAE และซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ซาอุดีอาระเบียได้ทำการโจมตีทางอากาศใส่ท่าเรือแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธที่สนับสนุนโดย UAE

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของความขัดแย้งในเยเมน และบทบาทของประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคนี้

รายละเอียดการถอนทหารของ UAE

การประกาศถอนทหารมีขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดย UAE ระบุว่าการตัดสินใจนี้เป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า การโจมตีท่าเรือโดยซาอุดีอาระเบียเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว

UAE ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าขบวนขนส่งที่ถูกโจมตีนั้นบรรจุอาวุธ และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียได้กล่าวหา UAE ว่าสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเยเมน และแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและ UAE ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งในการต่อสู้กับกลุ่มกบฏฮูตี เริ่มสั่นคลอนจากการสนับสนุนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความขัดแย้งกันเองในเยเมน ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ในขณะที่ UAE ให้การสนับสนุนสภาเปลี่ยนผ่านภาคใต้ (STC) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกเยเมนตอนใต้

สถานการณ์ล่าสุดนี้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับอนาคตของเยเมน และความพยายามในการสร้างสันติภาพในประเทศที่ถูกสงครามทำลาย

นอกจากนี้ ประธานสภาประธานาธิบดีเยเมนยังได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 90 วัน โดยอ้างถึงภัยคุกคามจากกลุ่มฮูตีและความขัดแย้งภายในที่ได้รับการสนับสนุนจาก UAE

UAE ถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในความขัดแย้งที่ซับซ้อนนี้ การถอนทหารของ UAE อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสมดุลอำนาจ และอาจเปิดโอกาสให้มีการเจรจาสันติภาพครั้งใหม่

ผลกระทบในระยะยาวของการตัดสินใจครั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ สถานการณ์ในเยเมนยังคงเปราะบางและต้องการความสนใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

การที่ UAE ถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเมืองและความมั่นคงในตะวันออกกลางในวงกว้าง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและความแตกแยกสามารถเกิดขึ้นได้แม้แต่ในกลุ่มพันธมิตร และการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องการความเข้าใจ การเจรจา และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – UAE ประกาศ จะถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ น่าตกใจ! ปีเดียว 347 ราย! กลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาประณามซาอุดีอาระเบีย หลังดำเนินการประหารชีวิตนักโทษจำนวนมากจนทำลายสถิติ 2 ปีซ้อน โดยในปีนี้มีผู้ถูกประหารไปแล้วถึง 347 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์กร Reprieve ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนในสหราชอาณาจักร ได้ออกมาประณามซาอุดีอาระเบียสำหรับการประหารชีวิตนักโทษจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง Reprieve ซึ่งติดตามสถานการณ์การประหารชีวิตในซาอุดีอาระเบียมาโดยตลอด เปิดเผยว่าตัวเลขผู้ถูกประหารชีวิตในปีนี้สูงถึง 347 ราย ซึ่งสูงกว่าสถิติปี 2567 ที่มี 345 ราย และถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ

นักโทษที่ถูกประหารชีวิตล่าสุดเป็นชาวปากีสถาน 2 ราย ซึ่งถูกตัดสินว่ากระทำผิดในคดียาเสพติด อย่างไรก็ตาม มีผู้ถูกประหารชีวิตรายอื่นๆ ที่รวมถึงนักข่าว และชายหนุ่ม 2 คนที่ยังเป็นเยาวชนในขณะที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง

ผู้ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่ในคดียาเสพติด

ข้อมูลจาก Reprieve ยังระบุว่า ผู้ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่ หรือประมาณสองในสาม เป็นผู้ที่กระทำผิดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดที่ไม่รุนแรงถึงแก่ชีวิต ตัวอย่างเช่น 96 ราย เกี่ยวข้องกับคดีกัญชาเพียงอย่างเดียว ซึ่งทางสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า การประหารชีวิตในกรณีเหล่านี้ “ขัดต่อบรรทัดฐานและมาตรฐานสากล”

นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ถูกประหารชีวิตเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “สงครามยาเสพติด” ภายในซาอุดีอาระเบีย

น.ส. จีด บาสยูนิ หัวหน้าฝ่ายโทษประหารชีวิตประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของ Reprieve กล่าวว่า “ขณะนี้ซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนินการโดยปราศจากการรับผิดชอบใดๆ มันแทบจะกลายเป็นการเยาะเย้ยระบบสิทธิมนุษยชนไปแล้ว”

เธอกล่าวหาว่า การทรมานและการบังคับให้สารภาพเป็นสิ่งที่ “แพร่ระบาด” ในระบบยุติธรรมของซาอุดีอาระเบีย โดยเธอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการ “กวาดล้างที่โหดร้ายและตามอำเภอใจ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์และผู้ด้อยโอกาสในสังคม

“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สนว่าใครคือผู้ที่ถูกประหารชีวิต ตราบใดที่พวกเขาสามารถส่งสารไปถึงสังคมได้ว่า จะไม่มีการผ่อนปรนโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามที่พวกเขากำลังพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นการประท้วง เสรีภาพในการแสดงออก หรือยาเสพติด” น.ส.บาสยูนิกล่าว กรณีกลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ แสดงให้เห็นถึงความน่ากังวล

การที่ กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและการพิจารณาโทษในคดีต่างๆ อย่างยุติธรรม

สถานการณ์ที่ กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักสากล

ที่มา – กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ปีเดียว 347 ราย

ไทยเป็นประตูการค้าอาหาร สู่ตะวันออกกลาง

กระทรวงพาณิชย์ จับมือ ซาอุดีอาระเบีย เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าให้ไทยเป็น ประตูการค้าอาหาร และบริการสู่ตะวันออกกลาง หวังดันข้าว อาหารฮาลาล และผลไม้ไทยเติบโตต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุน “Vision 2030” ของซาอุดีอาระเบีย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ได้เข้าพบหารือกับ ดร.มาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ และเร่งขยายโอกาสให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดตะวันออกกลาง

นางศุภจี กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่เดินทางมาเยือนหลังรับตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียต่อไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกระชับความร่วมมือในฐานะพันธมิตรระหว่างภูมิภาค วางเป้าหมายให้ซาอุดีอาระเบียเป็นประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและกลุ่ม GCC รัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียให้คำแนะนำเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดซาอุฯ และพร้อมสนับสนุนการนำเข้าสินค้าคุณภาพจากไทย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล วัตถุดิบด้านอาหาร และผลไม้ รวมทั้งพร้อมหารือกับไทยถึงมาตรฐานสินค้า เพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของซาอุฯ และเห็นว่าไทยสามารถเป็น “แหล่งความมั่นคงทางอาหาร” ให้แก่ซาอุฯ ได้ นอกจากนี้ ฝ่ายซาอุฯ ให้ที่ดินติดตั้งบูธ Thai Village เป็นการถาวร เพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการของไทยในตะวันออกกลาง

ไทยเป็นประตูการค้าอาหาร สู่ตะวันออกกลาง

“วันนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำแผนงานความร่วมมือด้านบริการ (hospitality) ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร สปา และบริการด้านสุขภาพ (wellness) รวมทั้งความร่วมมือด้านแรงงานมีฝีมือ อาทิ พ่อครัว พนักงานในสาขาท่องเที่ยว โดยไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตลอดจนสนับสนุนแรงงานมีฝีมือเข้าไปช่วยพัฒนาซาอุดีอาระเบียให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ “วิสัยทัศน์ซาอุฯ ค.ศ. 2030” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประเทศในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ลดการพึ่งพาน้ำมันและให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว” นางศุภจีกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ซาอุดีอาระเบียครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยมูลค่าการค้ารวม 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่งออก 2,856.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ / นำเข้า 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 5,815.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 1,949.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 3,866.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (3) ผลิตภัณฑ์ยาง (4) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) น้ำมันดิบ (2) ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (3) เคมีภัณฑ์ (4) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (5) ก๊าซธรรมชาติ

ส่งเสริมอาหารไทยสู่ตะวันออกกลาง: ไทยเป็นประตูการค้าอาหาร

การจับมือกับซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ประตูการค้าอาหาร ที่สำคัญของภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น ข้าว อาหารฮาลาล และผลไม้ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้แรงงานไทยมีฝีมือเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียอีกด้วย

ความร่วมมือนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของสินค้าและบริการของไทยในระดับนานาชาติ

ด้วยความร่วมมือที่แข็งแกร่งนี้ คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการเป็น ประตูการค้าอาหาร ที่สำคัญของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

การผลักดันให้ไทยเป็น ประตูการค้าอาหาร สู่ตะวันออกกลาง เป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและสร้างการเติบโตทางธุรกิจ อย่ารอช้า! เตรียมพร้อมสินค้าและบริการของคุณให้มีคุณภาพและตรงตามมาตรฐานสากล เพื่อคว้าโอกาสนี้ไว้

ที่มา – พาณิชย์ จับมือ ซาอุฯ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าไทยเป็น “ประตูการค้าอาหาร” สู่ตะวันออกกลาง

มกุฎราชกุมารซาอุฯ เยือนสหรัฐฯ ลงทุน 1 ล้านล้าน

การเสด็จเยือนสหรัฐฯ ของมกุฎราชกุมารซาอุฯ กลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อพระองค์ทรงประกาศแผนการลงทุนในสหรัฐฯ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก

มกุฎราชกุมารซาอุฯ เยือนทำเนียบขาว ประกาศลงทุนในสหรัฐฯ 1 ล้านล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้เสด็จเยือนทำเนียบขาว เพื่อพบปะกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นี่เป็นการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกของพระองค์นับตั้งแต่เหตุการณ์ฆาตกรรม จามาล คาช็อกกี ในปี 2561

ภายในห้องทำงานรูปไข่ มกุฎราชกุมารทรงประกาศแผนการเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ เป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ 6 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อถูกถามถึงความสามารถในการแบกรับภาระนี้ พระองค์ทรงตอบว่า “เราไม่ได้สร้างโอกาสปลอมๆ เพื่อเอาใจอเมริกา หรือเอาใจประธานาธิบดีทรัมป์”

ประเด็นสำคัญจากการเสด็จเยือน มกุฎราชกุมารซาอุฯ

ประเด็นที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือเรื่องการฆาตกรรม จามาล คาช็อกกี นักข่าวจากวอชิงตัน โพสต์ ที่ถูกสังหารในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในอิสตันบูลเมื่อ 4 ปีก่อน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความโกรธเคืองของครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 9/11 เนื่องจากผู้ก่อเหตุ 15 จาก 19 คนเป็นชาวซาอุดีอาระเบีย

ทรัมป์ปกป้องมกุฎราชกุมาร โดยกล่าวว่าพระองค์ทรงทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม และไม่ทราบเรื่องการสังหารคาช็อกกี ซึ่งขัดแย้งกับรายงานข่าวกรองสหรัฐฯ ปี 2564 ที่ระบุว่ามกุฎราชกุมารอนุมัติแผนการสังหาร ทรัมป์ยังกล่าวว่าคาช็อกกีเองก็เป็นที่ถกเถียง และมกุฎราชกุมารไม่ทราบเรื่องนี้

มกุฎราชกุมารตรัสว่าพระองค์รู้สึก “เจ็บปวด” ต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตของคาช็อกกี พระองค์เรียกการสังหารดังกล่าวว่า “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” และยืนยันว่ามีการปรับปรุงระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ในด้านความสัมพันธ์กับอิสราเอล มกุฎราชกุมารตรัสว่าซาอุดีอาระเบียต้องการเป็นส่วนหนึ่งของ “ความตกลงอับราฮัม” แต่ต้องการให้มีหนทางที่ชัดเจนสู่การแก้ปัญหาแบบ “2 รัฐ” ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังถูกถามถึงแฟ้มคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยตอบโต้ด้วยการกล่าวหานักข่าวว่าเป็นนักข่าวที่แย่มาก และปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเอปสตีน

การเยือนสหรัฐฯ ของมกุฎราชกุมารซาอุฯ และการประกาศลงทุนในสหรัฐฯ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจโลก การลงทุนครั้งใหญ่นี้ อาจนำมาซึ่งการจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ แต่ก็มาพร้อมกับคำถาม และข้อกังวลต่างๆ ที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ที่มา – มกุฎราชกุมารซาอุฯ เยือนทำเนียบขาว ประกาศลงทุนในสหรัฐฯ 1 ล้านล้านดอลลาร์

สลด! รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ

ข่าวเศร้าสะเทือนใจ! เกิดเหตุรถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ คร่าชีวิตผู้แสวงบุญไปถึง 45 ราย และรอดชีวิตเพียง 1 รายเท่านั้น เหตุการณ์นี้สร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก

รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ดับ 45 ศพ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เกิดอุบัติเหตุรถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ใกล้กับเมืองเมดินา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 45 ราย จากผู้โดยสารทั้งหมด 46 คน รายงานข่าวระบุว่ารถบัสคันดังกล่าวประสบอุบัติเหตุและเกิดไฟลุกไหม้ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียที่เดินทางมาจากเมืองไฮเดอราบัด

นาย วี.ซี. สัจจนาการ ผู้บัญชาการตำรวจเมืองไฮเดอราบัด เปิดเผยว่า ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวถูกนำตัวส่งห้องผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาลท้องถิ่นเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน รายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุยังคงอยู่ในระหว่างการสอบสวน แต่เบื้องต้นมีการระบุว่ามีรถบรรทุกน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้อง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ

ทางการรัฐเตลังกานา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองไฮเดอราบัด ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าผู้แสวงบุญกลุ่มนี้เดินทางไปยังซาอุดีอาระเบียเพื่อประกอบพิธีอุมเราะห์ ซึ่งเป็นพิธีแสวงบุญขนาดย่อส่วนของพิธีฮัจญ์และสามารถกระทำได้ตลอดทั้งปี น่าเศร้าที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างที่รถบัสกำลังเดินทางจากเมืองเมกกะไปยังเมืองเมดินา

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านทางโพสต์บน X (Twitter) พร้อมทั้งยืนยันว่าทางการอินเดียกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ในซาอุดีอาระเบียเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ สถานทูตอินเดียในกรุงริยาดและสถานกงสุลในเมืองเจดดาห์กำลังให้ความช่วยเหลือทุกวิถีทางเท่าที่จะเป็นไปได้

เหตุการณ์รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ครั้งนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัยและการตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเดินทางระยะไกล การพักผ่อนให้เพียงพอและการปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – สลด รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ดับแล้ว 45 ศพ รอด 1

Scroll to top