ตาลีบัน

ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากในเวทีโลก เมื่อล่าสุดได้มีการรายงานว่า ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติและกลุ่มองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน

ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

การพบกันครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 โดยตัวแทนจากรัฐบาลตาลีบันได้หารือร่วมกับคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกเกี่ยวกับแนวทางการจัดการผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่ทำผิดกฎหมายในยุโรป เพื่อหาข้อสรุปในการส่งตัวกลับภูมิลำเนาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ฝ่าย EU ระบุว่าเป็นความจำเป็นที่ต้องมีการสื่อสารกับ “ผู้มีอำนาจปกครองทางพฤตินัย” เพื่อจัดการบุคคลที่เป็นอันตรายหรือกระทำความผิด

วิเคราะห์เบื้องหลังการหารือของผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการหารือในครั้งนี้ มาจากจำนวนชาวอัฟกานิสถานที่อพยพเข้ามาในยุโรปมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปเริ่มกดดันให้มีการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งกลับผู้ที่คำร้องขอลี้ภัยถูกปฏิเสธ โดยมีประเด็นสำคัญที่หารือกัน ได้แก่:

  • การส่งกลับตัวชาวอัฟกันที่ไม่ได้ผ่านเงื่อนไขการลี้ภัยอย่างเป็นธรรม
  • การจัดการผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายภายในประเทศยุโรป
  • การเปิดช่องทางกงสุลเพื่อดูแลพลเมืองชาวอัฟกันในภายภาคหน้า
  • มาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม การเจรจานี้ถูกมองจากหลายฝ่ายว่าอาจเป็นการ “สร้างความชอบธรรม” ให้กับรัฐบาลตาลีบันที่ยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากล นับตั้งแต่พวกเขากลับเข้ามายึดอำนาจเมื่อปี 2564 ซึ่งกลุ่มนักกิจกรรมอย่าง มาลาลา ยูซาฟไซ และองค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ ต่างออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงว่า สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิของสตรีและเด็กหญิง อาจถูกละเลยไปเพียงเพื่อแลกกับการจัดการปัญหาผู้อพยพเท่านั้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เรื่องนี้ถือเป็นดาบสองคมสำหรับสหภาพยุโรป เพราะแม้เป้าหมายจะชัดเจนในเรื่องความมั่นคงและการจัดการผู้อพยพผิดกฎหมาย แต่ภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนก็อาจสั่นคลอนจากการตัดสินใจครั้งนี้ การติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์นี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า ทางการยุโรปจะมีวิธีการรักษาสมดุลระหว่างกฎหมายความมั่นคงและจริยธรรมสิทธิมนุษยชนไปพร้อมกันได้อย่างไร

ที่มา – ผู้แทนตาลีบัน คุยเจ้าหน้าที่ EU ครั้งแรก ประเด็นเนรเทศผู้ลี้ภัย

ปากีสถานเดือด คาร์บอมบ์-ยิงปะทะ ตำรวจดับ 14 นาย

ปากีสถานเดือด คาร์บอมบ์-ยิงปะทะ ตำรวจดับ 14 นาย เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นในเมืองบันนู จังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ใกล้ชายแดนอัฟกานิสถาน สร้างความสะเทือนใจให้กับนานาชาติ

ปากีสถานเดือด คาร์บอมบ์-ยิงปะทะ ตำรวจดับ 14 นาย: รายละเอียดเหตุการณ์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธได้ใช้รถบรรทุกระเบิดหรือคาร์บอมบ์พุ่งชนด่านตรวจของตำรวจในเมืองบันนูอย่างรุนแรง ส่งผลให้อาคารด่านตรวจพังทลาย รถยนต์ถูกไฟไหม้ และเศษเหล็กกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ จากนั้นกลุ่มผู้ก่อการร้ายยังดักซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รีบรุดมาช่วยเหลือ ทำให้มีตำรวจเสียชีวิตอย่างน้อย 14 นาย และบาดเจ็บอีกหลายราย

นายซัจจาด ข่าน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของตำรวจปากีสถาน เปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ได้กู้ร่างตำรวจ 14 รายจากซากปรักหักพัง และช่วยเหลือเจ้าหน้าที่อีก 3 นายที่รอดชีวิต ส่งโรงพยาบาลทันที ตำรวจรายหนึ่งที่ขอ anonymity บอกว่า กลุ่มติดอาวุธบุกเข้าไปกราดยิงภายในด่าน และยังใช้โดรนช่วยในการโจมตี ทำให้การช่วยเหลือหน่วยอื่นๆ ก็ถูกโจมตีเพิ่มเติม

กลุ่มผู้ก่อการร้ายอ้างความรับผิดชอบ

กลุ่มพันธมิตรติดอาวุธที่ชื่อ อิตเตฮัด-อุล-มูจาฮิดีน (Ittehad-ul-Mujahideen) ได้ออกมาอ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีคาร์บอมบ์และการยิงปะทะครั้งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในพื้นที่ชายแดน

  • เหตุระเบิดคาร์บอมบ์ทำลายด่านตรวจทั้งหลัง
  • การซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ สร้างความสูญเสียเพิ่ม
  • การใช้โดรนในการตรวจสอบและโจมตี
  • ตำรวจดับ 14 นาย บาดเจ็บจำนวนมาก

บริบทความตึงเครียดชายแดนปากีสถาน-อัฟกานิสถาน

พื้นที่บันนูและบริเวณใกล้ชายแดนอัฟกานิสถานยังคงเป็นจุด nóng สำหรับการก่อการร้าย หลังจากเกิดการสู้รบรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปากีสถานกล่าวหาอัฟกานิสถานว่าให้ที่พักพิงกลุ่มติดอาวุธที่ใช้ดินแดนนั้นวางแผนโจมตี ขณะที่ตาลีบันปฏิเสธและบอกว่าเป็นปัญหาภายในของปากีสถาน แม้การปะทะจะผ่อนคลายลงบ้าง แต่ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์ ปากีสถานเดือด คาร์บอมบ์-ยิงปะทะ ตำรวจดับ 14 นาย นี้ สะท้อนถึงความเปราะบางของความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้ ที่กลุ่มก่อการร้ายยังคงใช้กลยุทธ์ก่อวินาศกรรมเพื่อสร้างความหวาดกลัว รัฐบาลปากีสถานต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่อ่อนไหว

นอกจากนี้ การโจมตีครั้งนี้ยังกระทบต่อประชาชนในท้องถิ่น ทำให้เกิดความหวาด恐惧 และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากกองทัพปากีสถานในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ว่า ปัญหานี้เชื่อมโยงกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถานหลังตาลีบันยึดอำนาจ ซึ่งทำให้กลุ่มหัวรุนแรงไหลทะลักข้ามพรมแดน

เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย รัฐบาลปากีสถานควรลงทุนในเทคโนโลยีตรวจจับโดรนและระเบิด รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศกับอัฟกานิสถานและนานาชาติ หากไม่แก้ไขที่ต้นตอ ความไม่สงบจะยืดเยื้อต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศและเหตุการณ์สำคัญทั่วโลกได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดต คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ปากีสถานเดือด คาร์บอมบ์-ยิงปะทะ ตำรวจดับ 14 นาย

อัฟกานิสถานกล่าวหาปากีสถาน โจมตีมหาวิทยาลัยดับ 7 ศพเจ็บอื้อ

อัฟกานิสถานกล่าวหาปากีสถาน โจมตีมหาวิทยาลัยดับ 7 ศพเจ็บอื้อ เป็นข่าวร้ายที่สร้างความตึงเครียดตามแนวชายแดนอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุโจมตีในจังหวัดคูนาร์ ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บกว่า 75 คน รวมถึงนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยคูนาร์

อัฟกานิสถานกล่าวหาปากีสถาน โจมตีมหาวิทยาลัยดับ 7 ศพเจ็บอื้อ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ตามรายงานของ BBC จากแหล่งข่าวหลายราย รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานระบุว่ามีการยิงปืนใหญ่และจรวดเข้าใส่พื้นที่ โดยบางแหล่งข่าวยืนยันว่ามีการใช้เครื่องบินเจ็ทและโดรนโจมตีด้วย ในจำนวนผู้บาดเจ็บมีนักศึกษาถึง 30 ราย ซึ่งตาลีบันกล่าวหาปากีสถานชัดเจนว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

รายละเอียดการโจมตีและผลกระทบ

การโจมตีมุ่งเป้าไปที่มหาวิทยาลัยคูนาร์และย่านที่อยู่อาศัยใกล้เคียง ส่งผลให้อาคารต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเสียหายหนัก กระทรวงการอุดมศึกษาของอัฟกานิสถานยืนยันความเสียหายรุนแรง นายมาติอุลเลาะห์ ชาฮับ นักข่าวอิสระที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 1 กิโลเมตร เล่าว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นเมื่อเวลาประมาณ 14:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

  • ผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 7 ราย
  • ผู้บาดเจ็บ: 75 ราย รวมนักศึกษาและศาสตราจารย์
  • อาวุธที่ใช้: ปืนใหญ่ จรวด เครื่องบินเจ็ท และโดรน
  • เป้าหมาย: มหาวิทยาลัยคูนาร์และย่านที่พักอาศัย

ปากีสถานปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยกระทรวงสารสนเทศระบุว่าเป็น “ข่าวปลอม” แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์หลังปากีสถานโจมตีศูนย์บำบัดยาเสพติดในคาบูล ซึ่งสหประชาชาติรายงานผู้เสียชีวิต 269 ราย

ความตึงเครียดชายแดนอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการสู้รบชายแดนหลายร้อยคน แม้จีนจะช่วยไกล่เกลี่ยนำไปสู่การเจรจาที่อุรุมชี แต่บรรยากาศยังตึงเครียด ตาลีบันเคยเงียบเพื่อรักษาการหยุดยิง แต่คราวนี้รองโฆษก ฮัมดุลเลาะห์ ฟิตรัต ประกาศว่าเป็น “อาชญากรรมสงครามที่ร้ายแรง กระทำโหดเหี้ยมและยั่วยุ”

พื้นหลังความสัมพันธ์: ปากีสถานเคยสนับสนุนตาลีบัน แต่ตอนนี้กล่าวหาว่าตาลีบันให้ที่พักพิงกลุ่ม Tehrik-i-Taliban Pakistan (TTP) ที่ก่อความไม่สงบในปากีสถาน สถานการณ์นี้เสี่ยงจุดชนวนความขัดแย้งใหญ่

เหตุการณ์อัฟกานิสถานกล่าวหาปากีสถาน โจมตีมหาวิทยาลัยดับ 7 ศพเจ็บอื้อ แสดงให้เห็นว่าความไม่ไว้วางใจยังคงอยู่ แม้จะมีการเจรจา ผู้คนในพื้นที่ต้องเผชิญความสูญเสียไม่หยุดหย่อน

ในมุมมองของเรา ความตึงเครียดชายแดนนี้ไม่เพียงกระทบประชาชน แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพภูมิภาคเอเชียใต้ การแทรกแซงจากนานาชาติอย่างจีนอาจช่วยได้ แต่ทั้งสองฝ่ายต้องลดการกล่าวหาและหาทางออกสันติภาพ ชวนติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – อัฟกานิสถานกล่าวหาปากีสถาน โจมตีมหาวิทยาลัยดับ 7 ศพเจ็บอื้อ

ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี

ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี เป็นข่าวดีที่สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ เมื่อรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานตัดสินใจปล่อยตัวนายเดนนิส วอลเตอร์ คอยล์ ชาวอเมริกันวัย 64 ปี ซึ่งถูกคุมขังมานานกว่าหนึ่งปีเต็ม ท่ามกลางแรงกดดันหนักหน่วงจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 (ค.ศ. 2026) ซึ่งตรงกับช่วงสิ้นสุดเทศกาลรอมฎอน โดยกระทรวงการต่างประเทศอัฟกานิสถานโพสต์แถลงการณ์บนแพลตฟอร์ม X ว่าศาลฎีกาได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัว และเห็นว่าการจำคุกของนายคอยล์นั้น “เพียงพอ” แล้ว จึงมอบอภัยโทษเป็นของขวัญเนื่องในวันอีฎิ้ลฟิตริ (Eid al-Fitr) วันหยุดสำคัญของชาวมุสลิม

นายเดนนิส คอยล์ ย้ายมาอาศัยในอัฟกานิสถานตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เพื่อศึกษาภาษาศาสตร์ท้องถิ่นและช่วยเหลือชุมชนในการพัฒนาทรัพยากรภาษา เขาเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟกันที่ทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่ถูกจับกุมตัวในเดือนมกราคมปีก่อน โดยไม่มีข้อหาชัดเจน ญาติของเขายืนยันว่าเขาไม่เคยกระทำผิดกฎหมายใดๆ ทางการอัฟกานิสถานเคยกล่าวหาว่าเขาละเมิดกฎหมายบางประการ แต่ไม่เคยเปิดเผยรายละเอียด

แรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์และการปล่อยตัว

รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งประกาศให้อัฟกานิสถานเป็น “รัฐสนับสนุนการกักขังโดยมิชอบ” เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ส่งสัญญาณกดดันหนัก นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี เดนนิส คอยล์ กำลังเดินทางกลับบ้าน” และย้ำว่าประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งมั่นยุติการกักขังชาวอเมริกันในต่างแดน นับเป็นรายล่าสุดจากกว่า 100 คนที่ได้รับการปล่อยตัวใน 15 เดือนที่ผ่านมา

บทบาทสำคัญของ UAE ในการเจรจา

การปล่อยตัวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยนายซาอิฟ อัล เกตบี ทูตพิเศษประจำอัฟกานิสถาน เดินทางไปสนามบินคาบูลเพื่อร่วมพิธี และให้สัมภาษณ์ BBC ว่าผลจากการเจรจาระหว่างวอชิงตันและคาบูล สหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้ปล่อยพลเมืองอเมริกันอื่นๆ ที่ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม

หลังได้รับอิสระ นายคอยล์ให้สัมภาษณ์สั้นๆ กับ BBC ว่าเขารู้สึก “สบายดี” ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มแข็งของเขา แม้จะผ่านความยากลำบากมานาน

  • ประวัติผู้ถูกจับ: ชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟกัน วัย 64 ปี ศึกษาภาษาศาสตร์
  • ระยะเวลาคุมขัง: นานกว่า 1 ปี โดยไม่มีข้อหาชัดเจน
  • ปัจจัยปล่อยตัว: แรงกดดันสหรัฐฯ + UAE + วันหยุดอีฎิ้ลฟิตริ
  • ผลกระทบ: สหรัฐฯ ยินดี แต่ยังเรียกร้องเพิ่ม

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นชัยชนะทางการทูต แต่ยังสะท้อนถึงสถานการณ์ในอัฟกานิสถานภายใต้ตาลีบันที่ยังคงตึงเครียดกับชาติตะวันตก การปล่อยตัว ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี อาจเป็นสัญญาณบวกสำหรับการเจรจาในอนาคต

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่แสดงให้เห็นว่าการทูตแบบกดดันผสมเจรจาสามารถประสบผลสำเร็จได้ แม้ในพื้นที่ขัดแย้ง หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศแบบนี้ ติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตล่าสุด และแบ่งปันข่าวนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้!

ที่มา – ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี

UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ดับ 400 ศพ

UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ในอัฟกานิสถานดับ 400 ศพ เป็นข่าวร้ายที่สะเทือนใจทั่วโลก เมื่อสหประชาชาติออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเหตุการณ์โจมตีทางอากาศอย่างเร่งด่วน รัฐบาลอัฟกานิสถานกล่าวหาปากีสถานส่งเครื่องบินรบโจมตีศูนย์บำบัดยาเสพติดในกรุงคาบูล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 400 ราย บาดเจ็บอีกร้อยละมาก

UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ในอัฟกานิสถานดับ 400 ศพ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. 2569 โดยวันอังคารถัดมา องค์การสหประชาชาติได้ออกแถลงการณ์ทันที ธามีน อัล-คีทาน โฆษกสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า “เหตุระเบิดที่น่าสลดใจ ณ ศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล จะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว เป็นอิสระ และโปร่งใส” เขายังเรียกร้องให้ผู้กระทำผิดถูกนำตัวมาลงโทษตามมาตรฐานสากล และผลสอบสวนต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมถึงให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับการชดเชย

รายละเอียดเหตุ UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา

ศูนย์บำบัดดังกล่าวเป็นสถานที่รักษาผู้ติดยาเสพติดจากทั่วอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะกัญชา ยาบ้า (แอมเฟตามีน) และยาพวกโอปิออยด์ แรงระเบิดทำให้อาคารพังทลาย ผู้บาดเจ็บนับร้อยถูกนำส่งโรงพยาบาล สำนักข่าว AFP รายงานว่าพบศพอย่างน้อย 30 รายคืนแรก และอีก 65 รายในวันถัดไป แม้ยังไม่มีตัวเลขยืนยันจากหน่วยงานอิสระ แต่หากยืนยัน 400 ศพจริง จะเป็นโจมตีรุนแรงที่สุดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

  • รัฐบาลตาลีบันกล่าวหาปากีสถานจงใจโจมตีพลเรือน
  • นายอัตตาอุลเลาะห์ ทาราร์ รัฐมนตรีปากีสถานปฏิเสธว่า “ไม่มีมูลความจริง”
  • UN เรียกร้องสืบสวนอิสระเพื่อความโปร่งใส
  • ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยบำบัดยาเสพติด
  • บาดเจ็บอีกหลายร้อย ต้องอพยพด่วน

บริบทความขัดแย้งอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน

ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศปะทุขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว นับแต่แล้วมีพลเรือนอัฟกานิสถาน 289 รายเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ รวมเด็ก 104 ราย และผู้หญิง 59 ราย ผู้คนนับหมื่นกลายเป็นผู้ลี้ภัย ปัญหายาเสพติดในอัฟกานิสถานรุนแรงมาก โดยเป็นแหล่งผลิตฝิ่นและเฮโรอีนรายใหญ่ที่สุดในโลก ศูนย์บำบัดเหล่านี้จึงสำคัญต่อสังคม

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ แต่ยังกระทบโครงการบำบัดยาเสพติดทั่วประเทศ หากไม่สืบสวนให้กระจ่าง อาจนำไปสู่สงครามใหญ่ในภูมิภาคเอเชียใต้

ผลกระทบและบทเรียนที่ได้

การโจมตีศูนย์บำบัดยาเสพติดแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของพลเรือนในพื้นที่ขัดแย้ง สหประชาชาติย้ำว่าต้องปกป้องเป้าหมายพลเรือนตามกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหายาเสพติดที่ลุกลามข้ามพรมแดนระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถาน

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ เหตุการณ์ UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ในอัฟกานิสถานดับ 400 ศพ นี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าประเทศเพื่อนบ้านต้องเจรจาสันติภาพด่วนที่สุด เพื่อป้องกันการสูญเสียเพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดเพื่อไม่พลาดอัปเดต หากคุณสนใจปัญหายาเสพติดหรือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ในอัฟกานิสถานดับ 400 ศพ

ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ เปิดทางทำร้ายภรรยา

ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมโลก เมื่ออนุญาตให้สามีทำร้ายภรรยาได้ หากไม่รุนแรงถึงขั้นกระดูกหักหรือแผลเปิด นโยบายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เพราะเท่ากับทำให้ความรุนแรงในครอบครัวถูกกฎหมาย

ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ เปิดทางทำร้ายภรรยาได้ หากไม่ถึงขั้น “กระดูกหัก-แผลเปิด”

ตามรายงานจาก CNN เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 รัฐบาลตาลีบันที่ปกครองอัฟกานิสถานได้ออกกฤษฎีกาฉบับใหม่ ซึ่งระบุชัดเจนว่าสามีสามารถลงโทษทางกายภาพต่อภรรยาได้ ตราบใดที่ไม่ก่อให้เกิดบาดเจ็บรุนแรง เช่น กระดูกหัก บาดแผลเปิด หรือรอยช้ำที่ชัดเจน เอกสารนี้รั่วไหลโดยกลุ่มสิทธิชาวอัฟกัน “ราวาดารี” และถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยเครือข่ายวิเคราะห์อัฟกานิสถาน

แม้ว่าการลงโทษแบบนี้จะเคยปฏิบัติกันมานาน แต่ครั้งนี้ถือเป็นการบัญญัติเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่นั้นตาลีบันกลับสู่อำนาจในปี 2564 หลังสหรัฐฯ และพันธมิตรถอนกำลังออกไป สิ่งนี้สะท้อนถึงการตีความศาสนาอิสลามแบบเคร่งครัดของกลุ่มตาลีบัน ที่ให้ผู้ชายมีอำนาจสมบูรณ์เหนือผู้หญิง

รายละเอียดบทลงโทษตามตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่

  • ทำร้ายภรรยาไม่รุนแรง: ไม่มีบทลงโทษ สามารถทำได้ตามดุลยพินิจของสามี
  • ทำร้ายจนกระดูกหัก แผลเปิด หรือรอยช้ำชัด: จำคุกสูงสุด 15 วัน หากภรรยาร้องเรียนต่อศาล
  • บิดาลงโทษบุตร: ได้ หากบุตรไม่ปฏิบัติตามหลักศาสนา เช่น ไม่ละหมาด
  • ครูทำร้ายนักเรียนจนกระดูกหัก: ถูกปลดจากตำแหน่ง
  • บังคับสัตว์ต่อสู้ เช่น สุนัขหรือไก่ชน: จำคุก 5 เดือน (โทษหนักกว่าทำร้ายภรรยา!)
  • วิจารณ์ผู้นำตาลีบัน: เฆี่ยน 39 ครั้ง + จำคุก 1 ปี
  • ทำให้เจ้าหน้าที่อาวุโสเสื่อมเสีย: เฆี่ยน 20 ครั้ง + จำคุก 6 เดือน

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่บิดเบี้ยวในระบบกฎหมายของตาลีบัน โดยความรุนแรงต่อสัตว์ยังถูกลงโทษหนักกว่าต่อภรรยา Mahbouba Seraj นักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีชาวอัฟกัน กล่าวว่า “ผู้ชายมีสิทธิ์ปกครองผู้หญิงโดยสมบูรณ์ คำพูดของเขาคือกฎหมาย”

ผลกระทบต่อสิทธิสตรีและสังคมอัฟกานิสถาน

ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ นี้ไม่เพียงย้อนหลังเข้าสู่ยุคมืดเท่านั้น แต่ยังคุกคามสิทธิพื้นฐานของผู้หญิงทั่วอัฟกานิสถาน ตั้งแต่ตาลีบันยึดอำนาจ ผู้หญิงถูกห้ามเรียนหนังสือเหนือมัธยม ห้ามทำงานหลายอาชีพ และต้องสวมบูร์ก้าตลอดเวลา ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยไม่มีกลไกคุ้มครองที่แท้จริง

นักสิทธิมนุษยชนจากองค์กรอย่าง Amnesty International และ Human Rights Watch ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรง ว่ากฎนี้ละเมิดอนุสัญญาต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง (CEDAW) และสิทธิมนุษยชนสากล โลกตะวันตกที่เคยช่วยเหลืออัฟกานิสถาน ตอนนี้ถูกเรียกร้องให้กดดันตาลีบันผ่านการคว่ำบาตรและตัดความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งนี้เป็นสัญญาณอันตรายของการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือกดขี่ การที่ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่แบบนี้ แสดงถึงการไม่ยอมรับค่านิยมสากล และอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้ หากปล่อยไว้โดยไม่ติดตาม สิทธิสตรีอาจสูญสิ้นไปอย่างสิ้นเชิง

ความเห็นจากประชาคมโลก

นอกจากนี้ กฎใหม่ยังรวมบทลงโทษรุนแรงต่อผู้วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออก สหประชาชาติเรียกร้องให้ตาลีบันยกเลิกทันที และเปิดทางให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในสังคมมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตมนุษยธรรมที่รุนแรงยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับ ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ นี้? มันเป็นการตีความศาสนาที่ถูกต้องหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และช่วยแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักให้กับสังคมไทยและโลก อย่าให้ความรุนแรงแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติ!

ที่มา – ตาลีบันออกกฤษฎีกาใหม่ เปิดทางทำร้ายภรรยาได้ หากไม่ถึงขั้น “กระดูกหัก-แผลเปิด”

อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้

อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้ สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียใต้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบระหว่างสองชาติเพื่อนบ้าน

อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้

ทางการอัฟกานิสถานประกาศในวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. 2569 ว่ากองทัพของตนสามารถยิงเครื่องบินขับไล่ของปากีสถานตกได้สำเร็จ พร้อมจับกุมนักบินเอาไว้ ขณะที่ฝ่ายปากีสถานรีบปฏิเสธทันที โดยอ้างว่าเรื่องนี้เป็นข่าวเท็จทั้งสิ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ลุกลามตั้งแต่วันศุกร์ โดยทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินเข้าใส่กันอย่างดุเดือด

กองทัพอัฟกานิสถานระบุว่าเครื่องบินรบลำดังกล่าวถูกยิงตกในเขตเมืองจาลาลาบัด ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่敏感มาก ผู้สื่อข่าว AFP ยืนยันได้ยินเสียงเครื่องบินเจ็ตบินวนเหนือเมือง ตามด้วยเสียงระเบิดสองครั้งใกล้สนามบิน ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่าเห็นบุคคลหนึ่งโดดร่มลงมา ก่อนถูกกำลังทหารอัฟกานิสถานควบคุมตัว

อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้: พยานหลักฐานจากพื้นที่

กระทรวงการต่างประเทศไทยปากีสถานแจ้ง AFP ว่าไม่มีเครื่องบินใดสูญหาย แต่ภาพและเสียงจากพื้นที่ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ซับซ้อน ปากีสถานเริ่มโจมตีทางอากาศเมื่อวันศุกร์ เป้าหมายหลายเมืองอย่างคาบูลและกันดาฮาร์ ซึ่งเป็นฐานของผู้นำตาลีบัน ไฮบาตุลเลาะห์ อาคุนด์ซาดา สหรัฐฯ แสดงจุดยืนสนับสนุนปากีสถานผ่านช่องทางการทูต โดยยืนยันว่าปากีสถานมีสิทธิป้องกันตัวจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอัฟกานิสถาน

สถานการณ์ชายแดนยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ

รัฐบาลตาลีบันปฏิเสธข้อหาให้ที่พักพิงกลุ่มก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเรียกร้องการเจรจา แต่รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถานประกาศว่าเป็น “สงครามเปิดเผย” แล้ว อัฟกานิสถานตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินโจมตีดินแดนปากีสถาน และรุกคืบตามแนวชายแดนตั้งแต่วันพฤหัสบดี รัฐมนตรีสารสนเทศปากีสถานแถลงโจมตี 37 จุดในอัฟกานิสถาน

  • อัฟกานิสถานอ้างสังหารทหารปากีสถาน 55 นาย จับกุมหลายนาย เสียชีวิตฝ่ายตน 13 นาย
  • ปากีสถานอ้างสังหารนักรบตาลีบันและกลุ่มอื่น 297 นาย เสียชีวิตฝ่ายตน 12 นาย

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากปัญหาชายแดนดิยาร์มันด์ไลน์ที่ไม่เคยแก้ไข และกลุ่มเท็ค (TTP) ที่ปากีสถานกล่าวหาว่าอัฟกานิสถานให้ที่พักพิง สถานการณ์ลุกลามอาจกระทบความมั่นคงภูมิภาค สหรัฐฯ และชาติอื่นๆ กังวลว่าจะลามสู่สงครามใหญ่

ผลกระทบและมุมมองอนาคต

เหตุการณ์ อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้ เน้นย้ำความเปราะบางของความสัมพันธ์สองชาติ หากไม่มีการเจรจา อาจนำไปสู่วิกฤตมนุษยธรรมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอัฟกานิสถานที่กำลังฟื้นตัวจากสงครามยาวนาน

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้คล้ายความขัดแย้งในอดีตที่นำไปสู่การแทรกแซงนานาชาติ คุณควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและความมั่นคงโลก คิดเห็นของคุณคืออะไร? แชร์ในคอมเมนต์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวต่างประเทศล่าสุด

ที่มา – อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ สถานการณ์ชายแดนร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกองกำลังตาลีบันเปิดปฏิบัติการใหญ่โต้กลับปากีสถานแบบไม่ยั้ง!

คุณเคยสงสัยไหมว่าความขัดแย้งชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถานจะจบลงเมื่อไหร่? ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัฟกานิสถานภายใต้การนำของตาลีบันได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่บริเวณชายแดน เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศจากปากีสถานที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เหตุการณ์นี้ทำให้ อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด หัวหน้าโฆษกตาลีบัน โพสต์ผ่านแอป X อย่างเป็นทางการ ระบุว่า “เพื่อตอบโต้การละเมิดชายแดนและการก่อเหตุไม่สงบซ้ำซากโดยทหารปากีสถาน เราจึงเปิดปฏิบัติการชิงจังหวะก่อนขนาดใหญ่ โจมตีฐานบัญชาการและที่ตั้งทหารของปากีสถาน” เขายังอ้างว่าทหารปากีสถานเสียชีวิตจำนวนมาก บางส่วนถูกจับกุม และกองกำลังตาลีบันยึดฐานทัพได้ถึง 15 แห่ง ปฏิบัติการเริ่มต้นราว 20.00 น. วันพฤหัสบดี

ปากีสถานโต้กลับอย่างไร?

ฝั่งปากีสถานไม่ยอม รัฐบาลออกแถลงการณ์ผ่านกระทรวงสารสนเทศว่า ตาลีบันคำนวณผิดพลาด เปิดฉากยิงโดยไม่ยั่วยุในหลายจุดตามแนวชายแดนจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา รายงานเบื้องต้นชี้ว่าฝั่งอัฟกานิสถานสูญเสียหนัก ฐานทัพและยุทโธปกรณ์ถูกทำลาย ปากีสถานยืนยันจะใช้ทุกมาตรการรักษาบูรณภาพดินแดนและความมั่นคงของประชาชน

เหตุการณ์นี้เกิดหลังปากีสถานส่งเครื่องบินรบโจมตีอัฟกานิสถานต้นสัปดาห์ ทำให้ตาลีบันอ้างมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย แม้ทั้งสองฝ่ายเคยทำข้อตกลงหยุดยิงเดือนตุลาคมปีก่อน แต่การปะทะชายแดนยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

พื้นหลังความขัดแย้งอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน

  • ประวัติศาสตร์: ปากีสถานเคยสนับสนุนตาลีบันตั้งแต่ถูกสหรัฐขับไล่ปี 2544 จนตาลีบันกลับสู่อำนาจปี 2564
  • จุดแตกหัก: ปากีสถานกล่าวหาตาลีบันให้ที่พักพิงกลุ่ม TTP (ตาลีบันปากีสถาน) ที่ก่อกบฏต่อรัฐบาล
  • ผลกระทบ: ชายแดนยาว 2,600 กม. กลายเป็นจุด nóngเสมอ ส่งผลต่อความมั่นคงภูมิภาค

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ความขัดแย้งนี้อาจลุกลามหากไม่มีการเจรจา เพราะทั้งสองฝ่ายมีประวัติยาวนานและผลประโยชน์ทับซ้อน นอกจากนี้ ยังกระทบต่อเสถียรภาพเอเชียใต้ โดยเฉพาะเรื่องผู้ลี้ภัยและการก่อการร้าย

เราสามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมได้จากปัจจัยเหล่านี้:

  • การแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาคระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน-จีน
  • ปัญหาชายแดน Durand Line ที่ไม่เคยได้รับการยอมรับเต็มที่
  • การถอนทหารสหรัฐฯ ที่เปิดช่องให้ตาลีบันแข็งแกร่งขึ้น

สถานการณ์ อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ นี้ชี้ให้เห็นว่าความเปราะบางยังคงอยู่ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามต่อเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ!

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่ หากชาติมหาอำนาจเข้ามาไกล่เกลี่ย มิฉะนั้นอาจกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ

ที่มา – อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ: ทำงาน CIA


กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า ชายผู้ก่อเหตุ มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เคยทำงานร่วมกับ CIA ในอัฟกานิสถานมาก่อน เรื่องราวนี้สร้างความตกตะลึงและความกังวลให้กับหลายฝ่าย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า นาย เราะห์มานอุลเลาะห์ ลากันวัล ชายชาวอัฟกานิสถานผู้ต้องสงสัยในคดีมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ได้เคยทำงานให้กับสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ในอัฟกานิสถาน ก่อนที่จะเดินทางมายังสหรัฐฯ เมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้

ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกกล่าวหาว่า ยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย 2 นาย ได้แก่ ซาราห์ เบคสตรอม วัย 20 ปี และ แอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ในจุดที่ห่างจากทำเนียบขาวเพียงไม่กี่ช่วงตึก ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในพื้นที่

“เราภาวนาขอให้พวกเขารอดชีวิต และภาวนาว่าข้อหาสูงสุดในคดีนี้จะไม่ใช่การฆาตกรรมโดยเจตนา” นางสาวจีนิน ปีร์โร อัยการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นาย แคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐฯ ยืนยันในการแถลงข่าวเดียวกันว่า ผู้ต้องสงสัยมีความสัมพันธ์กับกองกำลังพันธมิตรในอัฟกานิสถาน ก่อนจะย้ายมาอยู่สหรัฐฯ ทำให้ประเด็นความเชื่อมโยงกับต่างประเทศมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

นายลากันวัลเดินทางมายังสหรัฐฯ ในปี 2564 ภายใต้โครงการของรัฐบาล ที่ให้การคุ้มครองพิเศษด้านการตรวจคนเข้าเมืองแก่ชาวอัฟกานิสถาน หลังจากการถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน

อดีตผู้บัญชาการทหารที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับนายลากันวัลบอกกับสำนักข่าว BBC ภาษาอัฟกันว่า นายลากันวัลช่วยอารักขากองกำลังสหรัฐฯ ที่สนามบินคาบูล ในช่วงที่ประชาชนหลายพันคนพยายามหนีออกจากอัฟกานิสถานก่อนที่กลุ่มตาลิบานจะเข้ายึดอำนาจ

นายลากันวัลถูกเกณฑ์เข้าร่วมหน่วย 03 ของกองกำลังจู่โจมของเมืองกันดาฮาร์เมื่อ 9 ปีก่อน โดยหน่วยของเขาเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นว่า “กองกำลังแมงป่อง” ซึ่งทำงานภายใต้ CIA ก่อนที่จะไปอยู่ใต้สังกัดสำนักงานข่าวกรองอัฟกานิสถานชื่อ กองอำนวยการความมั่นคงแห่งชาติ (NDS)

อดีตผู้บัญชาการบอกกับ BBC ว่า นายลากันวัลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ GPS และมีนิสัยร่าเริงและรักกีฬา

หน่วยของนายลากันวัลถูกย้ายจากเมืองกันดาฮาร์ไปยังกรุงคาบูล 5 วันก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะบุกเข้าสู่เมืองหลวง และพวกเขาปกป้องสนามบินต่อหลังจากนั้นอีก 6 วัน ก่อนที่จะต้องนั่งเครื่องบินไปยังสหรัฐฯ เช่นเดียวกับผู้อพยพคนอื่นๆ

การถอนตัวของกองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564 ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เริ่มโครงการ “ปฏิบัติการต้อนรับพันธมิตร” ซึ่งอนุญาตให้ชาวอัฟกันกว่า 77,000 คน เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ภายใต้ความคุ้มครองพิเศษ

นายลากันวัลเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว และยื่นข้อลี้ภัยในสหรัฐฯ เมื่อปี 2567 ก่อนที่คำร้องของเขาจะได้รับการอนุมัติเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ระบุว่า “รัฐบาลไบเดนให้ความชอบธรรมในการนำผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้ เข้ามาในสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน 2564 เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึง CIA ในฐานะสมาชิกของกองกำลังพันธมิตรในกันดาฮาร์”

นางสาวปีร์โรกล่าวว่า การยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเป็นการยิงโดย “เจาะจงเป้าหมาย” และนายลากันวัลขับรถข้ามประเทศจากเมืองเบลลิงแฮม รัฐวอชิงตัน มายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อก่อเหตุ

เธอกล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังทบทวนประวัติการเข้าเมืองของเขา และวิธีการตรวจสอบประวัติก่อนที่เขาจะเดินทางมายังสหรัฐฯ

ผลจากการก่อเหตุของนายลากันวัล ทำให้สหรัฐฯ ระงับการพิจารณาคำข้อลี้ภัยทั้งหมดของชาวอัฟกานิสถาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องตรวจสอบคนต่างด้าวทุกคนที่เข้าสู่ประเทศในยุครัฐบาลไบเดนใหม่ทั้งหมด

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ อดีตเคยทำงาน CIA

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยและการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ

ความเชื่อมโยงของมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิกับ CIA

ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้เคยทำงานให้กับ CIA ในอดีต ซึ่งทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการให้บุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับหน่วยงานข่าวกรองเข้ามาอยู่ในประเทศ

เรื่องราวของมือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรายนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในการพิจารณานโยบายการเข้าเมืองและการรักษาความปลอดภัยของประเทศ การตรวจสอบประวัติและความเชื่อมโยงของผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่ในประเทศอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เคยทำงานให้ CIA ในอัฟกานิสถาน

Scroll to top