ตํารวจสอบสวนกลาง

ผบช.ก.ตั้ง รองสุวัฒน์ คุมคดีมาดามเก่ง แจ้งจับเซียนพระ

กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการพระเครื่องที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่ มาดามเก่ง ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มเซียนพระชื่อดัง จนกระทั่งล่าสุดทางผู้บังคับบัญชาต้องลงมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ผบช.ก.ตั้ง รองสุวัฒน์ คุมคดีมาดามเก่ง แจ้งจับบรรดาเซียนพระ

เมื่อไม่นานมานี้เองครับ ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้มีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดย ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ อย่างเป็นทางการ เนื่องจากคดีนี้มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนเกินกว่าจะมีหน่วยงานเดียวทำหน้าที่ ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการทำงานเพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย

รายละเอียดการแต่งตั้งและแนวทางการทำคดี

พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ทางผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เล็งเห็นถึงความซับซ้อนของคดีที่ ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ จึงสั่งรวมสำนวนคดีจากเดิมที่แยกกันทำ ให้มาอยู่ในคณะทำงานชุดเดียวกันเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • มีการสั่งรวมคดีที่เกี่ยวข้องกับเซียนพระเข้าเป็นคณะทำงานชุดใหญ่
  • เหตุผลหลักที่ ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ เพราะต้องการความเป็นระเบียบและลดความสับสนในการสรุปสำนวน
  • ในขณะนี้ผู้เสียหายหลักที่แจ้งความยังคงมีเพียงรายเดียวคือมาดามเก่ง

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกมากนัก เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนที่สำคัญ ทางทีมตำรวจเกรงว่าการให้ข่าวในช่วงนี้อาจทำให้เกิดความสับสนหรือส่งผลกระทบต่อรูปคดีได้ ทั้งนี้เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะจบลงอย่างไร และแวดวงพระเครื่องจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างจากการตรวจสอบครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

ในมุมมองของผม คดีนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้วงการพระเครื่องต้องตื่นตัวเรื่องมาตรฐานความโปร่งใส เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร หากมีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย ย่อมถูกตรวจสอบจากกระบวนการยุติธรรมได้เสมอครับ

ที่มา – ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า ยันโดนข่มขู่

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือกรณีโทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า โดยนายโทนทอง สุขแก่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โทน บางแค” ได้เดินทางเข้าแจ้งความและมอบหลักฐานเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจพหลโยธิน เพื่อยืนยันตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ รวมถึงภาพถ่ายและเอกสารสำคัญทั้งหมด หลังจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. มาดามเก่ง และพวกรวม 5 คน

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า

หลังสอบปากคำนาน 1 ชั่วโมง โทน บางแค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าได้มีการผ่อนชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยบิดเบี้ยวหรือหนีหนี้แม้แต่น้อย ทรัพย์สินที่เขามีส่วนใหญ่มาจากการทำธุรกิจสะสมมานานกว่า 10 ปี และบางส่วนก็มีมาก่อนที่จะรู้จักกับมาดามเก่งด้วยซ้ำ สำหรับพระเครื่อง 152 องค์ที่นำมาค้ำประกันวงเงินกู้ 180 ล้านบาท มีมูลค่าประเมินสูงถึง 400-500 ล้านบาท โดยผู้ประเมินคือ “นาย ต.เต่า” หรือ “บิ๊กเต่า” ซึ่งเป็นคนสนิทของมาดามเก่ง และโทนเองก็เคยซื้อพระบางองค์จากบุคคลคนนี้มาก่อน

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า: ชี้แจงข้อสงสัยเรื่องการประเมินราคา

หลายคนตั้งคำถามว่าโทนกับนาย ต. รู้เห็นกันหรือเปล่า? โทนยอมรับว่าการประเมินราคา 400-500 ล้านครอบคลุมทรัพย์ที่นำมาวาง แต่ตัวเขาไม่ได้เป็นคนกำหนดราคา เพียงทราบว่ามูลค่ามากกว่าวงเงินกู้ แต่พอประเมินรอบที่ 2 โดยคนเดียวกัน ราคากลับเหลือแค่ 35-40 ล้านบาท ซึ่งโทนเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้มาดามเก่งไม่พอใจหรือไม่

ส่วนทำไมไม่ขายพระเครื่องไปใช้หนี้? โทนชี้แจงว่าทรัพย์สินของเขาไม่ได้มีแค่เงินสด แต่มีหลายรายการที่ทยอยชำระหนี้ไปหมดแล้ว โดยมีการรับสภาพหนี้ทั้ง 2 สัญญาและเสียดอกเบี้ยตามปกติ หากอยากรู้ข้อเท็จจริง ลองไปถาม “อั๋น โกกิ” เซียนพระชื่อดังที่เคยเสียดอกเบี้ยให้มาดามเก่งถึง 200 ล้านบาท จากการกู้ 800 ล้านบาท ถ้าโทนไม่น่าเชื่อถือ มาดามเก่งจะกล้าลงทุนกับเขาหรือ?

  • ยืนยันผ่อนชำระหนี้ครบถ้วน ไม่มีเบี้ยว
  • ทรัพย์สินจากธุรกิจ 10 ปี ไม่ใช่แค่พระเครื่อง
  • พระ 152 องค์ มูลค่าเกิน 400 ล้าน จากการประเมินบิ๊กเต่า
  • รอบ 2 ราคาตกฮวบ เหตุผลยังคลุมเครือ
  • เสียดอกเบี้ยสูง ไม่ใช่ขบวนการหนีหนี้

โทนยังยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุควนการอื่นๆ ขอโฟกัสที่ตัวเองกับมาดามเก่งเท่านั้น แม้บางคนในรายชื่อจะยังเป็นลูกหนี้ของเขา แต่หลังจากร้องเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีคนถูกดึงเข้ามาเกี่ยวพัน โทนรู้สึกร้อนใจเพราะคดีนี้ประชาชนสนใจมาก ถ้ามีหมายเรียกหรือหมายจับ เขาพร้อมไปพบตลอด ไม่หนีแน่นอน แต่สิ่งที่เจ็บปวดคือถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนหนีหนี้ ถ้าไม่จริง เขาจะกล้าดำเนินคดีกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้ยังไง? ทุกอย่างมีการตอบแทนด้วยดอกเบี้ย และขอให้ย้อนดูภูมิหลังนายทุนว่ามีจุดประสงค์อะไร

คดีนี้ยังคงเป็นปริศนาที่น่าติดตาม เราเห็นแล้วว่าโทน บางแค พยายามชี้แจงทุกประเด็นอย่างละเอียด หากคุณเป็นเซียนพระหรือสนใจเรื่องหนี้สิน คดีนี้สะท้อนปัญหาการประเมินทรัพย์และความไว้วางใจในวงการได้ดี คุณคิดว่าฝ่ายไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลายยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา – “โทน บางแค” แจ้งความ “บิ๊กเต่า” ยันโดนข่มขู่ โอดถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนหนีหนี้

“บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

วันนี้เราจะมาพูดถึงดราม่าร้อนแรงในวงการพระเครื่องที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ “‘บิ๊กเต่า’ ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ” หลังจากที่ “โทน บางแค” ออกมาแฉหนักเรื่องการเจรจาที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” รอง ผบช.ก. ก็ไม่ยอม ออกมาโต้กลับแบบจัดเต็ม ชี้แจงทุกประเด็นให้ฟังกันชัดๆ ว่าไม่ใช่การทวงหนี้ แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาแบบคนรู้จักกัน

“บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่ บช.ก. “บิ๊กเต่า” ยืนยันว่าตนแจ้งผู้บังคับบัญชาไปหมดแล้ว และเรื่องที่เกิดไม่ใช่การทวงหนี้ แต่เป็นการคุยกันสุจริตใจ ไทม์ไลน์ชัดเจน ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน โทนกับทนายมาพบที่ชั้น 27 ห้องมีแค่ 3 คน บิ๊กเต่ายอมรับว่าตอนนั้นรู้ข้อเท็จจริงไม่หมด แต่เสนอให้เคลียร์กับ “มาดามเก่ง” แบบตรงไปตรงมา โทนเองก็ยินยอมเพราะเป็นคนรู้จัก และคดีฉ้อโกงบางส่วนยอมความได้

บรรยากาศเจรจาเริ่มต้นราบรื่น มี 7 คนในห้อง ใช้เวลาชั่วโมงกว่า แสดงทรัพย์สินชดใช้กว่า 50 ล้าน ไม่มีคำหยาบหรือรุนแรง แต่สุดท้ายพลิกผันเพราะตัวเลขไม่ตรงกัน โดยเฉพาะสัญญา 360 ล้าน ที่แบ่งเป็น 120 ล้าน (ตึกค้ำ) จบแล้ว, แต่ 180 ล้าน + 66 ล้าน ยังค้าง

ประเด็นสัญญาไม่เป็นธรรมในคดีพระเครื่อง

ปัญหาหลักอยู่ที่พระเครื่องที่อ้างมูลค่า 400-500 ล้าน แต่จริงๆ แค่ 40 ล้าน! มาดามเก่งเสนอให้โทนขายเอง ถ้าได้เกิน 180 ล้าน โทนเอากำไรไปเลย แต่ไม่เวิร์ค สุดท้ายเสนอขายทรัพย์โทนชดใช้ยอดขาดร้อยกว่าล้าน

  • โทนเป็นฝ่ายอยากพบเอง ผ่านป๋อง สุพรรณ ที่รู้จักทั้งคู่
  • ตั้งแต่ปลายปี 2568 โทนพยายามชี้แจงหลายครั้ง
  • ป๋องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

บิ๊กเต่าย้ำว่า ตำรวจเป็นแค่คนกลาง ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้เสียหายมีพยานหลักฐานเพียบ แต่ยังไม่ถึงเวลานำใช้ “ทางฝ่ายผู้เสียหายมีพยานหลักฐาน แต่มันจะถึงเวลาที่จะเอามาใช้หรือไม่แค่นั้น”

โทนเข้ามาเพราะคดีคืบหน้า มีหมายเรียก แจ้งข้อหา ร้อนตัวเลยประสานป๋อง ขอบคุณทางไลน์ด้วยซ้ำ กลัวหมายจับเสียชื่อเสียงในวงเซียนพระ

ซัดโทนรู้แก่ใจ อย่าเหลี่ยม!

บิ๊กเต่าซัดแรง “เขาดิ้นเข้ามา เขารู้ เขาทำอะไรไว้ ต้องรู้อยู่แก่ใจตัวเอง ไม่ต้องไปเหลี่ยม หรือไปชั้นเชิงกับผู้เสียหายหรอก” ชี้ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นพี่น้องกัน มาดามเก่งให้เครดิต 10 เดือน โทนมีทรัพย์โพสต์โซเชียล นาฬิกาหรู รถหรู ใช้อยู่ ทำไมไม่ชดใช้? เช็คจากวิทยาศาสตร์ใครครอบครอง

คดีนี้กลุ่มแรก 7 คน กลุ่มสอง 2 คน โทนอยู่ในกลุ่มสอง มีเซียนพระอีกคนทางเหนือล่าง ปั่นป่วนหนี้ 2-3 พันล้าน! เซียนพระหลายคนมีแผนหลอกลวง ยอดเสียหายรวม 2 พันล้านกับมาดามเก่ง และ 5 พันล้านกับคนอื่น ถ้ามีคนกลางเชื่อม จะดำเนินคดี

ผู้บช.ก.เรียกชี้แจงหมดแล้ว ตนยืนยันไม่ใช่ทวงหนี้ แต่ช่วยประชาชน สนช.มีแนวทางสอบถ้าถูกร้อง แต่อย่างโทน ใช้ข้อความเท็จ หมิ่นประมาท แต่ยังไม่ฟ้องเพราะ “แค่โจรกระจอก”

บิ๊กเต่าไม่กลัว เจอเรื่องแบบนี้บ่อย เป็นตำรวจต้องช่วยประชาชน โดยเฉพาะปฏิรูปวงการพระเครื่องที่ถูกเอาเปรียบ มีร้องเรียนฉ้อโกงทั่วประเทศ เซียนพระมีอิทธิพลเพราะเงิน ผู้บังคับบัญชาเข้าใจแน่

สรุปแล้ว “‘บิ๊กเต่า’ ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ” เป็นบทเรียนสำคัญให้วงการพระเครื่องต้องโปร่งใสมากขึ้น คุณคิดยังไงกับคดีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” แจงปมพระเครื่อง

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเซียนพระและธุรกิจสินทรัพย์มูลค่าสูง ล่าสุดนายโทนทอง สุขแก่น หรือที่รู้จักกันในนาม โทน บางแค เซียนพระชื่อดัง ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากมีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกง

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่พร้อมทนายความ นายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ เพื่อรับทราบรายละเอียดคดี โดยยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี และพร้อมสู้ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง เรื่องนี้เริ่มจากปัญหาหนี้สินกับ “มาดามเก่ง” หรือ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ซึ่งโทนยอมรับว่ามียอดหนี้จริงเริ่มต้นสูงถึง 800 ล้านบาท แต่ได้ทยอยชำระมาอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 300 ล้านบาทเศษ ในปัจจุบัน

“ผมปฏิบัติตามสัญญาทุกประการ ไม่มีเจตนาเบี้ยวหนี้เลย บางครั้งอาจล่าช้า 3-5 วันซึ่งเป็นเรื่องปกติในธุรกิจ” โทน บางแค กล่าว นอกจากนี้ยังชำระล่วงหน้าไปจนถึงปี 2570 ทั้งที่สัญญาจบปี 2573 สำหรับรถหรูและสินค้าแบรนด์เนมที่ถูกกล่าวถึง ยืนยันว่าเป็นการซื้อผ่อนชำระครบ ไม่ใช่หนี้ค้างหรือของกำนัล

ปมพระเครื่องค้ำประกันมูลค่ากว่า 400-500 ล้าน

ประเด็นสำคัญคือพระเครื่องที่นำไปค้ำประกันมูลค่ากว่า 400-500 ล้านบาท ซึ่งคู่กรณีอ้างว่าราคาไม่ตรงตามตกลง โทน บางแค ชี้แจงว่าราคาพระเครื่องผันผวนตามตลาดเหมือนหุ้น และในวันส่งมอบ เซียนพระสนิทของฝั่งเจ้าหนี้ เป็นผู้ประเมินเอง หากไม่ครอบคลุมหนี้ ทำไมถึงรับมอบตั้งแต่แรก? นี่เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับนักสะสมพระเครื่องทุกคน

นอกจากนี้ โทนยังเล่าถึงการเข้าพบ “บิ๊กเต่า” หรือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ์ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เมื่อ 17 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งประสานผ่านคนใกล้ชิดเพื่ออธิบายปัญหา แต่กลับถูกดึงไปไกล่เกลี่ยหนี้ แทนที่จะเป็นการสอบถามตามเจตนา สุดท้ายโทนจึงแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ์ และพวกรวม 5 คน เพื่อปกป้องสิทธิ์ โดยย้ำว่าการไกล่เกลี่ยหนี้ควรอยู่ในชั้นศาลแพ่ง ไม่ใช่ห้องตำรวจ

  • ยอดหนี้เริ่มต้น: 800 ล้านบาท
  • ยอดหนี้ปัจจุบัน: 300 ล้านบาทเศษ
  • ชำระล่วงหน้า: ถึงปี 2570
  • พระเครื่องค้ำ: 400-500 ล้าน ราคาผันผวนตามตลาด
  • การแจ้งความ: ปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย

กรณี “โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน นี้ สะท้อนปัญหาในวงการพระเครื่องที่มูลค่าขึ้นลงรวดเร็ว ผู้เล่นต้องระวังเรื่องการประเมินราคาและสัญญาชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความผิด

โทน บางแค ยังย้ำทิ้งท้ายว่ายังมุ่งทำมาหากินและชำระหนี้ครบตามกำหนด การเข้าพบตำรวจครั้งนี้เพื่อแสดงความโปร่งใส ไม่ใช่หลบหนีตามข่าวลือ ในมุมมองของผู้เขียน เรื่องนี้ควรให้ศาลตัดสินเพื่อความยุติธรรม และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักธุรกิจที่เผชิญข้อพิพาท หากคุณสนใจข่าวพระเครื่องหรือคดีดัง ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตล่าสุด และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมองกรณีนี้อย่างไร?

ที่มา – “โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน

“มาดามเก่ง” แจงยิบวันเจรจา ไม่ข่มขู่

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียล “มาดามเก่ง” หรือ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ออกมาแถลงชี้แจงแบบยิบย่อย เกี่ยวกับวันเจรจาที่ถูกกล่าวหาว่ามีการข่มขู่ โดยยืนยันชัดเจนว่ามาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ แน่นอน พร้อมทั้งขอโทษ “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ที่ทำให้เดือดร้อนจากเรื่องนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากความขัดแย้งเรื่องหนี้สินกับ “โทน บางแค” หรือ นายโทนทอง สุขแก่น ที่มาดามเก่งอ้างว่าถูกโกงเงินไปกว่า 300 ล้านบาท

มาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่

ที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2569 มาดามเก่งเดินทางมาพร้อมทนายโต หรือ นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ และนายอุ๊ กรุงสยาม เพื่อนสนิท เพื่อชี้แจงกรณีที่โทน บางแค แจ้งความที่ สน.พหลโยธิน กล่าวหาว่ามีการข่มขู่ในวันที่ 17 เมษายน 2569 มาดามเก่งเริ่มด้วยการขอโทษบิ๊กเต่าทันที “กราบขอโทษ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ที่ทำให้เดือดร้อน รู้สึกเสียใจมาก ไม่ยุติธรรมเลย” และสาบานต่อหน้าฝนตกพรำว่า “บิ๊กเต่าไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว” พร้อมฝากถึงโทนว่าอยากให้เคลียร์กันได้ เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

มาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ พร้อมขอโทษบิ๊กเต่า

ไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง

มาดามเก่งเล่าไทม์ไลน์ยาวเหยียดตั้งแต่ปี 2565 เริ่มจากขายรถเบนซ์ Bentley ราคา 18 ล้านบาท ผ่านคนกลางเซียนพระชื่อนายอรรณพ ที่แนะนำโทน บางแค ซึ่งอ้างเป็นเซียนรถหรู จ่ายเช็ค 10 ใบ เงื่อนไขจ่ายทีหลัง 10 เดือน แต่เช็คเด้งบางใบ ตามด้วยซื้อขายแบรนด์เนมต่อเนื่อง

  • ยืมเงิน 100 ล้าน: โทนขอยืมทำธุรกิจกล้องส่องพระ 1,000 ตัว ต้นทุน 2,600 บาท ขาย 17,000 บาท ค้ำประกันตึกมูลค่า 100 ล้าน แต่จริงๆ 60 ล้าน สัญญาจดจำนองชัดเจน สุดท้ายแบ่งกล้อง 300 ตัวในราคาถูกลง
  • เงินก้อนใหญ่: รวม 120 ล้าน และ 180 ล้าน มีเช็คผ่อน แต่เด้งหมด พระเครื่อง 152 องค์ที่โทนให้ค้ำ อ้าง 400-500 ล้าน แต่ตีราคาได้แค่ 35-40 ล้าน
  • ผลกระทบ: มาดามเก่งเครียดจนป่วยซึมเศร้า มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 600 ล้าน ชดใช้บางส่วนเหลือ 300 ล้าน
ไทม์ไลน์มาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ถูกโกงร้อยล้าน

วันที่ 14 ม.ค. 2569 ทีมทนายแจ้งความที่ บก.ป. แต่คดีไม่คืบ โทนพยายามนัดเจรจาผ่านเซียนพระหลายครั้ง จนถึงวันที่ 17 เม.ย. 2569 ที่อาคารพิทักษ์รักษ์สันติ

บรรยากาศวันเจรจา: ไม่มีข่มขู่จริงๆ

มาดามเก่งยืนยัน โทนเป็นฝ่ายขอนัดผ่านเซียนพระ มี 8 คนในห้อง: มาดามเก่ง, บิ๊กเต่า, โทน, ทนายทั้งสองฝั่ง, เลขา, อัยการ บรรยากาศสงบ บิ๊กเต่าพูดว่า “โทน พี่งานยุ่งมาก พี่ป๋องฝากมา อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์ จะได้ไม่ต้องแจ้งความ” โทนบอกจะรวบรวมทรัพย์นัดรอบ 2 วันที่ 24 เม.ย. แต่ส่งทนายมาแทน สุดท้ายโทนไปแจ้งความ 5 คนรวมมาดามเก่งและบิ๊กเต่า ที่ สน.พหลโยธิน, สตช., อัยการสูงสุด

วันเจรจา มาดามเก่ง แจงยิบ ไม่มีการข่มขู่

ทนายโตเผยขบวนการ 7 คน กำลังสืบเส้นเงิน อัยการที่ถูกแจ้งเป็นญาติ work from home ให้คำปรึกษากฎหมายเท่านั้น นายอุ๊ เซียนพระยืนยันเห็นทุกขั้นตอน ยกเว้นวันเจรจา บางคนเคลียร์หนี้แล้ว

ทนายโตและมาดามเก่ง ชี้แจงกรณีโทนบางแค

สุดท้าย มาดามเก่งน้ำตาคลอ “โดนโกงร้อยล้าน แจ้งความกลับ จะไม่ร้องไห้ก็เก่งแล้ว” เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการทำธุรกิจต้องระวังคนใกล้ตัว คิดเป็นบทเรียนราคาแพง

คุณคิดอย่างไรกับดราม่านี้? ใครผิดใครถูก คอมเมนต์บอกกันได้เลย หรือแชร์ประสบการณ์โดนโกงมาคุยกัน ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา!

ที่มา – “มาดามเก่ง” แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ พร้อมขอโทษทำ “บิ๊กเต่า” เดือดร้อน

บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค หนังคนละม้วน

วันนี้เรามาพูดถึงดราม่าร้อนแรงในวงการพระเครื่องกันครับ บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค หลังจากที่เซียนพระดังอย่างโทนบางแค ออกมาโจมตี เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะประเด็นค่าคอมมิชชั่น 30% และขบวนการเวียนพระเครื่องที่สร้างความเสียหายมหาศาลกว่า 5,000 ล้านบาท!

บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค ยันหนังคนละม้วน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือที่รู้จักกันในชื่อ บิ๊กเต่า รอง ผบช.ก. ได้ออกมาแถลงชี้แจงอย่างหนักแน่น เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยยืนยันชัดเจนว่าเรื่องที่โทนบางแคกล่าวหาว่าได้รับค่าคอมมิชชั่น 30% จากการทวงหนี้ ไม่เป็นความจริงเลยสักนิด “เป็นหนังคนละม้วน” บิ๊กเต่าย้ำหนัก และยังแฉขบวนการโกงพระเครื่องที่ซับซ้อนของกลุ่มเซียนพระ 9 คนรวมถึงโทนบางแค

บิ๊กเต่าบอกว่าตนเองถูกโทนทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ้างว่าถูกข่มขู่กดดันให้ชำระหนี้ แต่จริงๆ แล้ว บิ๊กเต่าเป็นแค่คนกลางไกล่เกลี่ยตามคำขอของโทนเอง ไม่ได้เรียกตัวมา และไม่เคยขู่บังคับแต่อย่างใด คำพูดที่ว่า “ถ้าไม่พร้อมคุยก็กลับได้เลย” ก็เพื่อให้การเจรจาเป็นไปด้วยความสมัครใจเท่านั้น

ขบวนการเวียนพระเครื่องของโทนบางแคและพรรคพวก

ที่มาของเรื่องทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2568 เมื่อ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือไฮโซเก่ง ผู้เสียหายหลัก ได้มาร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ถูกกลุ่มเซียนพระ 9 คน รวมนายโทน บางแค ฉ้อโกงหลอกขายพระเครื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาทจากเคสนี้ และรวมทุกเคสเกิน 5,000 ล้านบาท!

วิธีการโกงสุดแย่แบบนี้คือ:

  • กลุ่มแรกทำทีมาขอเช่าพระเครื่องราคา 10 ล้านบาท จ่ายเช็คค้ำประกัน แล้วเอาเครื่องไป
  • จากนั้นกลุ่มที่สอง (พรรคพวกกันเอง) มาขอเช่าราคาสูงกว่า จ่ายเช็คใหม่
  • แกล้งทะเลาะกันต่อหน้าผู้เสียหาย แล้วบอกว่าพระถูกจำนำไป 20 ล้าน ให้ผู้เสียหายไปไถ่คืนด่วน มิฉะนั้นจะถูกยึด
  • สุดท้ายเช็คเด้ง พระหาย ผู้เสียหายขาดทุนยับ

พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ได้แจ้งข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง ไปแล้ว 3 คน รวมโทนบางแค และจับตาคนอื่นๆ อีก ส่วนวันพรุ่งนี้ (6 พ.ค.) ผู้เสียหายจะตั้งโต๊ะแถลงเอง คาดว่าจะมีหลักฐานเพียบ!

การเจรจาครั้งที่ 1 และ 2 ล้มเหลว

วันที่ 17 เม.ย. โทนประสานบิ๊กเต่าเองเพื่อเจรจา แต่ไม่จบเพราะโทนอ้างไม่มีทรัพย์สิน สวนกลับว่าตรวจพบทรัพย์โทนกว่า 60 ล้านบาท! ครั้งที่ 2 วันที่ 24 เม.ย. ทนายโทนเอากระเป๋าแบรนด์เนม 5-6 ใบกับทะเบียนรถหรูมา แต่ราคาต่ำกว่าเช็คค้ำประกันมาก การเจรจาจึงล้มอีก

บิ๊กเต่ายังฝากประชาชนว่า ถ้าเจอเซียนพระกลุ่มนี้ “ตีเซียนพระก่อน” เพราะเป็นเซียนกระดาษเปล่า มีหลักฐานไม่ตรงกับที่โทนเล่าเพียบ แต่ยังไม่เปิดเผยทั้งหมดเพื่อความเป็นกลาง รอผู้เสียหายแถลงพรุ่งนี้

กรณี บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค นี้ สะท้อนปัญหาในวงการพระเครื่องที่เต็มไปด้วยมิจฉาชีพ ประชาชนควรตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุน ใช้แอปประเมินพระหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ อย่าให้หลงกลขบวนการเวียนพระแบบนี้นะครับ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ประสบการณ์ถูกโกงพระเครื่องในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวอัปเดตจากผู้เสียหายพรุ่งนี้ได้เลย! การตื่นตัวจะช่วยป้องกันตัวเองและคนอื่นๆ จากมิจฉาชีพได้

ที่มา – บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค หนังคนละม้วน ยันไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น 30% แฉขบวนการเวียนพระ

ตำรวจล่าแก๊งผีพอตเค จับ 7 รายทลายบุหรี่ซอมบี้

เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจบุกใหญ่ด้วยปฏิบัติการสุดเข้มข้นที่ชื่อว่า “ล่าแก๊งผีพอตเค” สร้างความฮือฮาให้สังคมไทย เพราะสามารถทลายเครือข่ายยาเสพติดรูปแบบใหม่ที่ผสมสารอันตรายลงในบุหรี่ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่า “บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้” ได้สำเร็จ จับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 7 รายใน 4 จังหวัดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอุดรธานี ร้อยเอ็ด นครศรีธรรมราช และกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังยึดสารเอโทมิเดต (Etomidate) ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ได้กว่า 28 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ถือเป็นชัยชนะสำคัญในการปราบปรามยาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดในหมู่วัยรุ่นและนักเที่ยว

ตำรวจเปิดปฏิบัติการ “ล่าแก๊งผีพอตเค”

ปฏิบัติการ “Anti Zombies ล่าแก๊งผีพอตเค” นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยมี พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เป็นประธานแถลง พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมศุลกากรและ ป.ป.ส. ร่วมมือกันอย่างลงตัว สืบเนื่องจากได้รับข้อมูลจากต่างประเทศว่ามีขบวนการลักลอบนำเข้าสารเอโทมิเดตจากอินเดีย โดยแจ้งเท็จว่าเป็นสารผสมเครื่องสำอาง เพื่อนำมาผสมในหัวพอตบุหรี่ไฟฟ้า สร้าง “พอตเค” ที่ทำให้ผู้สูบมีอาการเหม่อลอย ทรงตัวไม่อยู่ เหมือนซอมบี้

ผู้ต้องหา 7 รายที่ถูกจับกุม

ผู้ต้องหาที่ตกเป็นเหยื่อปฏิบัติการ ล่าแก๊งผีพอตเค ประกอบด้วย:

  • นายจรัญ แก้วนคร อายุ 27 ปี
  • นายทนงวิทย์ พิมสาร อายุ 26 ปี
  • นายนวพล สมสามาลย์ อายุ 21 ปี
  • นายธีรวิศิษฏ์ สีหาปัญญา อายุ 41 ปี (หัวโจกจัดหาสาร)
  • นายธนพนธ์ บุตรเทพ อายุ 24 ปี
  • นายธนวัต พุมโกมล อายุ 24 ปี (บัญชีม้า)
  • นายวันชัย กีรี อายุ 22 ปี (ประสานชิปปิ้ง)

ทั้งหมดถูกจับจากสถานที่ต่างๆ เช่น ร้านซ่อมจักรยานยนต์ย่านคลองจั่น บางกะปิ กทม. อาคารพาณิชย์และบ้านพักในอุดรธานี แก๊งนี้แบ่งหน้าที่ชัดเจน ตั้งแต่สั่งสารจากอินเดีย ผ่านบัญชีม้า ผลิต และกระจายไปยังลาวและสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ

ของกลางที่ยึดได้จำนวนมหาศาล

ของกลางที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้น่าตกใจมาก ได้แก่:

  • หัวพอตบุหรี่ไฟฟ้าผสมเอโทมิเดต 920 ชิ้น
  • สารเอโทมิเดต 952 กรัม (รวมยึดจากพัสดุ 28 กก.)
  • หัวพอตเปล่า 200 ชิ้น
  • น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาแต่งกลิ่น 17 แกลลอน
  • ยาไอซ์ 1.3 กรัม
  • อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก
  • เครื่องชั่งดิจิทัล 5 เครื่อง
  • สารให้ความหวาน 1,400 กรัม และสารแต่งกลิ่นผลไม้ 58 ชิ้น

มูลค่าของกลางสูงลิ่ว โดยสารเอโทมิเดต 1 กก. ราคา 700,000 บาท พอตเคชิ้นละ 1,500-2,000 บาท ขายดีในวัยรุ่นและนักเที่ยวต่างชาติ

กระบวนการของแก๊งนี้ซับซ้อนมาก สั่งสารจากอินเดียเพราะบางประเทศยังไม่จัดเป็นสารเสพติด ใช้พัสดุเร่งด่วน 8 กล่องแจ้งเท็จ อายัดได้ที่ศุลกากรสุวรรณภูมิ แล้วขยายผลสืบจับ ส่งไปอุดรธานีกระจายลาว และผลิตที่กรุงเทพฯ ขายสถานบันเทิง เจ้าหน้าที่บุกจับพร้อมหมายศาล ข้อหานำเข้าวัตถุออกฤทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า

จากการสอบสวน บางรายรับสารภาพ บางรายปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่จะขยายผลต่อ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ เผยว่าสารนี้ผสมบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ซอมบี้ ราคาขึ้นสูงเมื่อส่งออกต่างประเทศ

ปฏิบัติการ ล่าแก๊งผีพอตเค ครั้งนี้ไม่เพียงตัดวงจรยาเสพติด แต่ยังเตือนใจสังคมให้ระวังบุหรี่ไฟฟ้าปลอมอันตราย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่หลงเชื่อโฆษณา ควรหลีกเลี่ยงและแจ้งเบาะแสให้ตำรวจ หากคุณเจอพฤติกรรมน่าสงสัย รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อปกป้องตัวเองและสังคม

ที่มา – ตำรวจเปิดปฏิบัติการ “ล่าแก๊งผีพอตเค” ทลายเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้ ได้ผู้ต้องหา 7 ราย

หมายเรียกเจ้าของคลังน้ำมันอ่างทอง ปมน้ำมันเถื่อน

วันนี้เราจะมาอัปเดตความคืบหน้าประเด็นร้อน หมายเรียกเจ้าของคลังน้ำมันอ่างทอง ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องปมน้ำมันเถื่อนที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบ ล่าสุดตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้ออกหมายเรียกให้ผู้ประกอบการนำเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันมาแสดง หากไม่มาเจอคดีแน่นอน

หมายเรียกเจ้าของคลังน้ำมันอ่างทอง: ความคืบหน้าจากรอง ผบช.ก.

พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รองผู้บังคับการตำรวจสอบสวนกลาง ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2567 ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่ากรณีที่ บก.ปคบ. ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและพลังงานจังหวัด เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันใน จ.อ่างทอง เบื้องต้นยังไม่พบเอกสารสำคัญอย่างใบกำกับการขนส่ง ผู้ประกอบการอ้างเพียงว่ารับซื้อน้ำมันในราคาหนึ่ง แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ทันที

นี่คือสัญญาณที่เจ้าหน้าต้องเร่งรัด โดยช่วงบ่ายของวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้ออก หมายเรียกเจ้าของคลังน้ำมันอ่างทอง เพื่อให้นำเอกสารมาแสดงและตรวจสอบที่มาของน้ำมัน หากพิสูจน์ไม่ได้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายทันที นอกจากนี้ ยังเก็บตัวอย่างน้ำมันส่งแล็บตรวจสเปก หากไม่ตรงมาตรฐานจะแจ้งข้อหาเพิ่มและขยายผลหาต้นทาง

ตรวจสอบปมน้ำมันเถื่อนและการลักลอบ

สำหรับประเด็นน้ำมันเถื่อนหรือการลักลอบออกจากระบบ ตำรวจนายนี้ยืนยันว่าเบื้องต้นยังไม่พบความผิดปกติ แต่จะตรวจเชิงลึกโดยใช้ฐานข้อมูลจากตำรวจทางหลวงและตำรวจน้ำ รัฐบาลกำชับทุกหน่วยงานเพิ่มการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชนในช่วงราคาน้ำมันผันผวน

  • ออกหมายเรียกให้ชี้แจงใบกำกับการขนส่ง
  • ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันในแล็บ
  • ขยายผลหาที่มาและล็อตน้ำมัน
  • รอข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์และพลังงาน เรื่องกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร
  • หากไม่มาแจ้งคดีตามขั้นตอนกฎหมาย

มีรายงานว่าผู้ประกอบการเตรียมเข้าพบพนักงานสอบสวนช่วงบ่าย ก่อนหน้านี้เมื่อ 22 มีนาคม ก็มีหมายเรียกแล้ว คดีนี้ยังอยู่ในขั้นสอบสวน ไม่ใช่แจ้งข้อหา เจ้าหน้าจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย แต่หากไม่มาโดยไม่มีเหตุผล จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2

นอกจากนี้ มีเบาะแสว่าน้ำมันล็อตนี้มีปลายทางกรุงเทพฯ แต่ค้างที่อ่างทอง เจ้าหน้าจะเทียบเอกสารต้นทาง-ปลายทางให้ตรงกัน ใช้เวลารอบคอบเพื่อไม่ให้พลาด

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและมาตรการป้องกัน

ประเด็นนี้กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบน้ำมันของไทย หากเป็นน้ำมันเถื่อนจริง อาจอันตรายต่อเครื่องยนต์และราคาที่ถูกเกินจริงมักมีที่มาไม่โปร่งใส ผู้ประกอบการต้องมีใบอนุญาตชัดเจนตาม พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2523 และระเบียบกรมธุรกิจพลังงาน

ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกสูง ตำรวจทางหลวงและท้องที่กำลังเข้มงวดปั๊มและคลังน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อหยุดยั้งขบวนการเถื่อนที่อาจลักลอบนำเข้าหรือผสมสาร หากประชาชนเจอราคาผิดปกติ สามารถแจ้ง 191 หรือ ปคบ. ได้ทันที

จากข้อมูลนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหาน้ำมันเถื่อน สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบเอกสารและคุณภาพอย่างโปร่งใส คาดว่าผลแล็บจะออกเร็วๆ นี้

สุดท้ายนี้ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อน้ำมันจากปั๊มมาตรฐานเพื่อความปลอดภัย และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หากมีข้อมูลเพิ่มเติม คอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ เราจะอัปเดตให้!

ที่มา – หมายเรียกเจ้าของ “คลังน้ำมันอ่างทอง” ตำรวจยังไม่พบความผิดปกติ ปม “น้ำมันเถื่อน”

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากความวุ่นวายในการเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่ง กกต. ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อกลุ่มบุคคล 6 คน ในข้อหาหนักหลายกระทง

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงดำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.กรุงเทพมหานคร ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมตามที่ กกต. มอบอำนาจ การให้ปากคำครั้งนี้เป็นการเติมเต็มเอกสารที่ยังไม่ครบถ้วนจากการแจ้งความครั้งแรก โดยทั้งสองท่านไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมากนัก นายครรชิตเดินเข้าพบเจ้าหน้าที่ทันที ส่วนว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ บอกสั้นๆ ว่า “มากับทนายครับ”

พื้นหลังของเหตุการณ์แจ้งจับ

เหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว เมื่อ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา กลุ่มบุคคล 6 คนถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อการเลือกตั้ง กกต. จึงแจ้งข้อหาต่างๆ เช่น ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น), มาตรา 209 (อั้งยี่), และมาตรา 322 รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ข้อกล่าวหาเหล่านี้ถือว่าน้ำหนักหนัก สะท้อนถึงความจริงจังของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

ด้าน พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร ยังไม่มีใครถูกแจ้งข้อหา เพราะพนักงานสอบสวนกำลังรอสอบปากคำฝ่ายผู้กล่าวหาและกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ในเขตคันนายาวให้ครบถ้วนก่อน กระบวนการนี้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

การตอบโต้จากฝั่งผู้ถูกกล่าวหา

ไม่นิ่งนอนใจ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 คนที่ถูกระบุชื่อ จะเดินทางไปกองบังคับการปราบปรามในวันที่ 12 มี.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อสอบถามรายละเอียดข้อกล่าวหา ตรวจสอบผู้กล่าวหา และยืนยันข้อเท็จจริง ว่าสอดคล้องกับที่ กกต. ระบุหรือไม่ การเคลื่อนไหวนี้คาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในคดี

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคดีธรรมดา แต่สะท้อนถึงความขัดแย้งในกระบวนการเลือกตั้งไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่การเมืองท้องถิ่นร้อนระอุ การเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาวเกิดจากปัญหาก่อนหน้า ซึ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของหน่วยงานรัฐ กกต. ในฐานะผู้กำกับดูแลการเลือกตั้ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองจากนักกฎหมายและนักการเมืองที่วิเคราะห์ว่า ข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มักถูกใช้ในกรณีการแสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบเสรีภาพการแสดงออก หากคดีนี้เดินหน้า อาจกลายเป็น précédent สำคัญสำหรับคดีการเมืองในอนาคต

  • กกต. กำลังให้ความร่วมมือเต็มที่กับตำรวจ
  • ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมโต้แย้งข้อเท็จจริง
  • ประชาชนรอผลสอบสวนที่โปร่งใส

ในมุมส่วนตัว ผู้เขียนเห็นว่าการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย หน่วยงานรัฐควรหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อไม่ให้ประชาชนหมดศรัทธา

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งไทย

ที่มา – กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

Scroll to top