ตํารวจสอบสวนกลาง

ผบช.ก.เรียก กกต. สอบเพิ่ม ปมถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการข่าวการเมืองและกฎหมายกันครับ กรณีผบช.ก.เรียก กกต. สอบเพิ่ม ปมที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความประชาชนและสื่อมวลชนที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งเขตคันนายาว หลังจากมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งในคูหา ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่และละเมิดความลับของการลงคะแนน นี่เป็นเรื่องที่หลายคนจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการเลือกตั้งของไทย

ผบช.ก.เรียก กกต. สอบเพิ่ม: ความคืบหน้าล่าสุด

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 มีนาคม ที่ห้องแถลงข่าวกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้ออกมาให้ข้อมูลความคืบหน้า โดยระบุว่า คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐาน เบื้องต้นได้นัดหมายให้เจ้าหน้าที่ กกต. เข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 5 มีนาคมนี้ พร้อมนำหลักฐานเพิ่มเติมมาด้วย

ขั้นตอนการสอบสวนที่โปร่งใส

ผบช.ก. ย้ำชัดเจนว่าการดำเนินการทั้งหมดจะยึดตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยจะสอบปากคำทุกฝ่ายทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ก่อนพิจารณาว่าข้อหาที่ กกต. แจ้งความไว้เข้าข่ายความผิดฐานใดหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นเจตนาของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจว่าจะดำเนินคดี สั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้อง

  • นัด กกต. ให้ปากคำเพิ่ม: วันที่ 5 มีนาคม พร้อมหลักฐานใหม่
  • รวบรวมพยานหลักฐาน: จากภาพข่าวและคำให้การทั้งสองฝ่าย
  • พิจารณาเจตนา: ไม่สนใจตัวบุคคล เอาข้อเท็จจริงเป็นหลัก
  • ไม่ถูกกดดัน: ตำรวจยืนยัน independence ในการทำงาน

เมื่อสื่อถามถึงหลักฐานที่ กกต. นำมา ผบช.ก. ระบุว่าส่วนใหญ่เป็นภาพถ่ายในคูหาเลือกตั้งที่ปรากฏในข่าว แต่รายละเอียดอยู่ในสำนวนคำร้อง นอกจากนี้ หากพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน ก็มีสิทธิ์สั่งไม่ฟ้องได้ตามขั้นตอนกฎหมาย

บริบทของคดี: ทำไมการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งถึงเป็นปัญหา?

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หลังประชาชนและสื่อไปสังเกตการณ์การลงคะแนนที่เขตคันนายาว กกต. มองว่าการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทำให้ไม่เป็นความลับ ซึ่งอาจขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 81 ที่ห้ามการกระทำใดๆ ที่อาจบังคับหรือจูงใจการลงคะแนน และรักษาความลับของผู้ลงคะแนน ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายกันหลายครั้ง โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียที่ประชาชนอยากพิสูจน์การลงคะแนนเพื่อต่อต้านข่าวลือการโกงเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ผบช.ก.เรียก กกต. สอบเพิ่ม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจสอบสวนกลางในการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ไม่ยอมให้แรงกดดันจากภายนอกมาสั่นคลอน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยังยืนยันว่า “ไม่มีใครกดดันตำรวจได้” และจะรวบรวมหลักฐานเต็มที่ แม้บางคดีศาลจะยกฟ้อง แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์

มุมมองและผลกระทบต่อสังคม

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องแจ้งความธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งของไทย ประชาชนจำนวนมากถ่ายภาพเพื่อยืนยันสิทธิ์ แต่ กกต. ต้องรักษากฎเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง หากพิจารณาเจตนา ผู้ถูกกล่าวหาอาจแค่ต้องการความโปร่งใส ไม่ได้มีเจตนาบิดเบือน นี่คือจุดที่ตำรวจต้องชั่งน้ำหนักให้ดี

จากประสบการณ์ในคดีใหญ่ๆ ที่ผ่านมา ตำรวจสอบสวนกลางมักทำงานได้อย่างมืออาชีพ ทำให้ประชาชนวางใจได้มากขึ้น คาดว่าหลังสอบเพิ่ม คดีนี้น่าจะมีความชัดเจนในไม่ช้า

สุดท้าย ขอให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการยุติธรรม เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย คุณคิดว่าควรดำเนินคดีกับผู้ถ่ายภาพหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญนะครับ!

ที่มา – ผบช.ก.เรียก กกต. สอบเพิ่ม ปมแจ้งความประชาชน ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ยันไม่ได้ถูกใครกดดัน

บุกค้นวัดป่าชนะใจ พบแผ้วถางป่า สปก.2,000ไร่

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วประเทศกันเลย นั่นคือ บุกค้น 4 จุด “วัดป่าชนะใจ” พบแผ้วถางป่า สปก.กว่า 2,000 ไร่ ทำบ้านขาย หลังละ 5 แสน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดสระบุรี ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะจะจบลงได้เมื่อไหร่ มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ

บุกค้น 4 จุด “วัดป่าชนะใจ” พบแผ้วถางป่า สปก.กว่า 2,000 ไร่ ทำบ้านขาย หลังละ 5 แสน

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามข่าว) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รองเต่า” นำทีมจากตำรวจสอบสวนกลาง, กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.), บก.ปปป., ป.ป.ท., กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันบุกค้น 4 จุดในพื้นที่ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ด้วยหมายค้นจากศาลจังหวัดสระบุรี

สาเหตุมาจากการร้องเรียนของสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี (สปก.) ว่ามีกลุ่มพระสงฆ์บุกรุกที่ดิน สปก. ซึ่งเป็นที่ดินทำกินของเกษตรกร และกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านรวมกว่า 2,000 ไร่ เพื่อมาปรับพื้นที่สร้างบ้านขายในนามปฏิบัติธรรม ราคาหลัก 5 แสนบาทต่อหลัง!

บุกค้น 4 จุด “วัดป่าชนะใจ” พบแผ้วถางป่า สปก.กว่า 2,000 ไร่

จุดที่ 1: วัดป่าชนะใจ – บุกรุก สปก. 13 ไร่ สร้างอาคาร 10 หลัง

จุดแรกคือวัดป่าชนะใจ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ดิน สปก. เนื้อที่ 13 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่ทำกินของผู้ครอบครอง แต่ถูกทิ้งร้าง วัดเข้ามาถือครองและก่อสร้างอาคารนับ 10 หลัง เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ เข้า檢查ใบสุทธิพระสงฆ์และบัตรพระทั้งหมด พร้อมเชิญเจ้าคณะตำบลมาทราบพฤติการณ์การบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต

บุกค้นวัดป่าชนะใจ พบแผ้วถางป่า สปก.

จุดที่ 2: หมู่บ้านอาริยะ – แบ่งล็อกขายบ้านน็อกดาวน์ 5 แสนบาท

จุดนี้เจอของหนัก! พบการแผ้วถางป่า ปรับพื้นที่ แบ่งล็อกที่ดิน วางฐานรอติดตั้งบ้านน็อกดาวน์ มีเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคครบ เตรียมขายให้พุทธศาสนิกชนที่อยากมาปฏิบัติธรรมในราคา 500,000 บาทต่อหลัง โอ้โห ธุรกิจปฏิบัติธรรมรึเปล่านะ?

หมู่บ้านอาริยะ วัดป่าชนะใจ

จุดที่ 3: พุทธสถานรักษาใจนานาชาติ – ใช้เครื่องจักรหนักปรับพื้นที่

พบรถแบ็กโฮ รถสิบล้อ กำลังขุดถมดิน ตัดต้นไม้ เตรียมสร้างสถานปฏิบัติธรรมเพิ่ม ชัดเจนเลยว่ากำลังขยายตัวใหญ่

จุดที่ 4: ผาชนะใจ – เตรียมสร้างพระใหญ่บนเนินเขา

มีการปรับหน้าดิน ปลูกต้นไทร ปักธงวัด และติดป้าย “ห้ามบุกรุกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน” แสดงเจตนาเป็นเจ้าของชัดเจน

ผาชนะใจ วัดป่าชนะใจ

ระหว่างตรวจค้น ไม่เจอตัวครูบาชัยวัฒน์ เจ้าสำนัก ทนายและแม่ชีมารอแทน โดยอ้างว่าครูบาไปรับกิจนิมนต์ที่อุบลราชธานี วัดนี้ก่อตั้งปี 2566 ยื่นขอเป็นสำนักสงฆ์แต่ไม่ผ่าน เพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน และใช้เอกสารประชาคมหมู่บ้านซึ่งไม่ถูกต้อง

การตรวจสอบวัดป่าชนะใจ

พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. เผยว่าที่ดินทั้งหมดเป็น สปก. 13 แปลง กว่า 2,000 ไร่ วัดไม่มีสิทธิ์ครอบครอง กำลังตรวจเส้นทางเงินที่ใช้ปรับพื้นที่ สร้างบ้าน ติดตั้งไฟฟ้า น้ำประปา พบบริษัทรับเหมากำลังทำงานด้วย

  • พระ 13 รูป มีต้นสังกัดเลย-อุบลราชธานี จะเรียกตัวกลับ
  • แม่ชี 23 รูป และฆราวาสมาบวชหลายสิบคน
  • ครูบาชัยวัฒน์ บวชแค่ 2 พรรษา แต่เลื่อนสมณศักดิ์เร็ว
  • วัดยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักพุทธฯ
ครูบาชัยวัฒน์ วัดป่าชนะใจ

พบความผิดชัดเจนเรื่องบุกรุก แผ้วถางป่า หากผิดเพิ่ม จะแจ้งความและอาจออกหมายจับครูบา สปก. คือที่ดินรัฐแจกให้เกษตรกรยากจนทำกิน การบุกรุกแบบนี้กระทบสิทธิประชาชนจริงๆ

มุมมองส่วนตัวนะครับ กรณี บุกค้น 4 จุด “วัดป่าชนะใจ” พบแผ้วถางป่า สปก.กว่า 2,000 ไร่ ทำบ้านขาย หลังละ 5 แสน เป็นเครื่องเตือนใจว่าต้องรักษาที่ดินสาธารณะให้ดี อย่าให้ใครมาแสวงหาผลประโยชน์เกินเลย ถ้าคุณเป็นเกษตรกรหรือรู้จักพื้นที่แบบนี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแส รัฐบาลต้องเข้มงวดกว่านี้!

ติดตามข่าวอัปเดตได้ที่นี่ และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ ว่าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?

ที่มา – บุกค้น 4 จุด “วัดป่าชนะใจ” พบแผ้วถางป่า สปก.กว่า 2,000 ไร่ ทำบ้านขาย หลังละ 5 แสน

รวบ “อาแปะ” ร้านข้าวต้มหัวปลา ลำผักชี หนีคดีฆ่าฮ่องกง

ข่าวใหญ่สุดช็อกวงการอาชญากรรมเมื่อ รวบ “อาแปะ” ร้านข้าวต้มหัวปลา ลำผักชี ได้แล้ว! ชายชาวจีนวัย 62 ปีที่หลบหนีคดีสุดโหดจากฮ่องกงมานานกว่า 32 ปี ถูกกองปราบปรามจับกุมตัวได้ในที่สุด หลังจากกบฏานใช้ชีวิตปกติ เปิดร้านอาหารย่านหนองจอก กรุงเทพฯ จนมีครอบครัวลูก 3 คน เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเจ้าหน้าที่ไทยในการติดตามผู้ร้ายข้ามชาติ

รวบ “อาแปะ” ร้านข้าวต้มหัวปลา ลำผักชี

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) สั่งการให้ พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม นำทีมเข้าจับกุมนายมุย ยิ่ว เกียง หรือ “อาแปะ” อายุ 62 ปี ชาวฮ่องกง ที่บ้านพักในหมู่ 9 แขวงลำผักชี เขตหนองจอก

การจับกุมครั้งนี้มาจากการประสานงานระหว่างทางการไทยและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง หลังจากเจ้าหน้าที่ฮ่องกงแจ้งว่าผู้ต้องหาคนนี้หลบหนีมากบฏานในไทยตั้งแต่ปี 2537 ชายคนนี้ถูกซัดทอดว่าเป็นผู้ลงมือหลักในคดีฆ่าผู้อื่นเมื่อปี 2532 โดยใช้พลั่วตีเหยื่อจนเสียชีวิต ก่อนนำศพไปฝังกลบอำพรางไว้ที่ชายหาดฮ่องกง

เบื้องหลังคดีฆ่าฝังดินที่ฮ่องกง ก่อนรวบ “อาแปะ” ร้านข้าวต้มหัวปลา ลำผักชี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2532 ตำรวจฮ่องกงรับแจ้งพบศพชายนิรนามถูกฆ่าแล้วฝังดินอำพรางบริเวณชายหาด หลังสอบสวนอย่างละเอียด ได้ออกหมายจับผู้ต้องหา 4 คน จับกุมได้ 3 รายแล้ว เหลือเพียงนายมุย ยิ่ว เกียงที่หนีรอดมาได้นานถึง 32 ปี คดีนี้เป็นตัวอย่างของอาชญากรรมรุนแรงที่เจ้าหน้าที่ไม่เคยละเลย

  • ปี 2532: พบศพฝังดินที่ชายหาดฮ่องกง
  • ผู้ต้องหา 4 ราย: จับได้ 3 คน เหลือ “อาแปะ” หลบหนี
  • บทบาทของผู้ต้องหา: ลงมือตีด้วยพลั่วจนเหยื่อเสียชีวิต
  • การหลบหนี: เข้ามาไทยปี 2537 เริ่มต้นชีวิตใหม่

ชีวิตกบฏานในไทยของ “อาแปะ”

หลังหลบหนีเข้ามาไทย นายมุย ยิ่ว เกียงเริ่มต้นด้วยการเปิดโรงงานเล็กๆ ในจังหวัดสมุทรปราการ จากนั้นแต่งงานกับหญิงไทย มีลูกด้วยกัน 3 คน ล่าสุดย้ายมาทำมาหากินด้วยการเปิดร้านข้าวต้มหัวปลาชื่อ “อาแปะ” ย่านลำผักชี ซึ่งเป็นย่านชุมชนชาวจีนเก่าแก่ในกรุงเทพฯ ร้านนี้กลายเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวบ้าน แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าของร้านคือผู้ต้องหาคดีฆ่าหนักจากฮ่องกง

เจ้าหน้าที่กองปราบแกะรอยจากเบาะแสที่ได้รับการประสาน พบว่าลักษณะตรงกันเป๊ะ จึงขอหมายค้นศาลอาญามีนบุรี เลขที่ ค.40/2567 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เมื่อเข้าตรวจค้น พบว่าไม่สามารถแสดงเอกสารประจำตัวหรือพาสปอร์ตได้ หลังเค้นสอบสวนอย่างหนัก ผู้ต้องหายอมรับตัวตนและประวัติการหลบหนี เบื้องต้นแจ้งข้อหาหลบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ความร่วมมือไทย-ฮ่องกงในการจับผู้ร้ายข้ามชาติ

รายงานข่าวแจ้งว่าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจฮ่องกงจะเดินทางมาไทย เพื่อประชุมหารือที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เรื่องความร่วมมือปราบปรามอาชญากรข้ามชาติ นี่คือตัวอย่างที่ดีของการประสานงานระหว่างประเทศ ที่ทำให้ผู้ร้ายไม่มีที่หลบซ่อน แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

คดีนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของกองปราบปรามเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าความยุติธรรมจะตามทันเสมอ ผู้ที่คิดหนีคดีข้ามชาติอาจสร้างชีวิตใหม่ได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายก็ต้องรับโทษ รวบ “อาแปะ” ร้านข้าวต้มหัวปลา ลำผักชี จึงเป็นชัยชนะของระบบยุติธรรมไทย-ฮ่องกง

หากคุณอยู่ในย่านลำผักชีหรือรู้จักร้านข้าวต้มหัวปลาแห่งนี้ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตอื่นๆ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ หากมีเบาะแสผู้ต้องหา สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

ที่มา – รวบ “อาแปะ” เจ้าของร้านข้าวต้มหัวปลา ย่านลำผักชี หนีคดีฆ่าฝังดินที่ฮ่องกง กบดานในไทย

Scroll to top