ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ด่วน! ทหารไทย ยิง SR-4 ตอบโต้กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด! มีรายงานว่า ทหารไทย ยิงจรวดหลายลำกล้อง SR-4 122 mm. เปิดฉากตอบโต้กลับ ทหารกัมพูชา อย่างดุเดือด

จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ล่าสุดมีรายงานความคืบหน้าสำคัญออกมา

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 แฟนเพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้โพสต์ข้อความด่วนเมื่อเวลา 17.50 น. แจ้งว่า ทหารไทย ได้ทำการตอบโต้ด้วยการระดมยิงจรวดหลายลำกล้องแบบ SR-4 122 mm. เข้าใส่เป้าหมายทางทหารของกัมพูชาอย่างหนักหน่วง

ทหารไทย ยิงจรวดหลายลำกล้อง SR-4 122 mm. เปิดฉากตอบโต้กลับ ทหารกัมพูชา

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงน่าติดตาม และยังไม่มีรายงานความเสียหายที่แน่ชัดในขณะนี้ การตอบโต้ด้วยอาวุธหนักเช่นจรวดหลายลำกล้อง แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุผลที่ต้องตอบโต้กลับด้วยจรวด SR-4

การตัดสินใจใช้จรวดหลายลำกล้อง SR-4 ในการตอบโต้ สะท้อนให้เห็นถึงการประเมินสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างมากของฝ่ายทหารไทย จรวด SR-4 เป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และมักถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการตอบโต้การโจมตีด้วยความรวดเร็วและรุนแรง เพื่อลดความสูญเสียของฝ่ายตนเอง และสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การเลือกใช้อาวุธชนิดนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การใช้จรวดหลายลำกล้อง SR-4 ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายมากยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจใช้จรวด SR-4 จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบคอบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมายาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่าย การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม การเจรจาและหาทางออกทางการทูตเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น

การตอบโต้ของทหารไทยในครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว

สถานการณ์ล่าสุดนี้ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็นและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

การรายงานข่าวนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนเท่านั้น และไม่มีเจตนาที่จะยุยงให้เกิดความขัดแย้งหรือความแตกแยกใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด

การตอบโต้ด้วยอาวุธหนักอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่มา – “ทหารไทย” ยิงจรวดหลายลำกล้อง SR-4 122 mm. เปิดฉากตอบโต้กลับ “ทหารกัมพูชา”

แจ้งเลี่ยง! ถนนโนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

ขอแจ้งให้ทราบและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หากคุณมีแผนจะเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติ

จากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แขวงทางหลวงบุรีรัมย์ได้แจ้งให้ประชาชนเลี่ยงการเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โดยตลอดทั้งวันยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้อพยพไปยังบ้านญาติและศูนย์อพยพแล้วกว่า 80% ส่วนที่เหลือยังคงเป็นห่วงทรัพย์สินและมีผู้นำชุมชนพร้อมชุด ชรบ. คอยดูแลความปลอดภัย

นายประเสริฐ แต่งพลกรัง ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่าได้จัดเวรยามเฝ้าระวังในแต่ละหมู่บ้าน โดยมีผู้นำชุมชนและชุด ชรบ. คอยดูแลเพื่อให้ลูกบ้านที่อพยพไปแล้วรู้สึกอุ่นใจว่าทรัพย์สินจะไม่สูญหาย และยังดูแลสัตว์เลี้ยงโดยการจัดหาอาหารให้

สำหรับชาวบ้านที่ยังไม่ได้อพยพ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยของหมู่บ้าน จากการตรวจสอบพบว่ามีไม่เกิน 10 หลังคาเรือนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ ผู้นำชุมชนเข้าใจถึงเหตุผลของแต่ละครอบครัวที่ไม่สามารถอพยพได้ จึงให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกทั้งกลางวันและกลางคืน

นายอิ๊ว จันทร์ประโคน อายุ 62 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัย เล่าว่าเขาพักอาศัยอยู่ที่หลุมหลบภัยเป็นคืนที่สองแล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านและเป็นพื้นที่ปลอดภัย สามารถเดินทางไปกลับได้สะดวก เขาและชาวบ้านประมาณ 20 คนจะมาหลบภัยที่นี่ในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่สถานการณ์รุนแรง

เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังตั้งแต่เที่ยงคืน และดังอีกครั้งในช่วงตีสี่ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืนใหญ่ ผู้ที่อยู่ในหลุมหลบภัยจะต้องตื่นขึ้นมาเพื่อตรวจสอบชนิดของปืน แต่โดยส่วนตัวเขามองว่าสถานการณ์เริ่มคุ้นชินแล้วและไม่ค่อยตื่นตระหนก

เส้นทางเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยัง สระแก้ว, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด สามารถใช้เส้นทางเลี่ยงดังนี้:

  • ใช้ทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม)
  • ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 (ปักธงชัย-กบินทร์บุรี)

ทางเลือกนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยและเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โปรดติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์และเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง

โปรดตรวจสอบสภาพรถและเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกล หากจำเป็นต้องใช้เส้นทางเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

การหลีกเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) ในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้ร่วมเดินทาง ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จากเหตุปะทะแนวชายแดน

ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งสำคัญ โดยการส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย ซึ่งเป็นเป้าหมายทางทหารของกองทัพกัมพูชา

ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพการปฏิบัติการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องบินรบ F-16 ที่ทำการทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ แบบ GBU-12 Paveway II เข้าใส่คลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนักของกองทัพกัมพูชาในกรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย

ผลจากการโจมตี ส่งผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเป้าหมายทางทหารของกัมพูชา การปฏิบัติการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมรบของกองทัพอากาศไทยในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

รายละเอียดปฏิบัติการ ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

  • เครื่องบินรบ: F-16
  • อาวุธ: ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II
  • เป้าหมาย: คลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนัก
  • สถานที่: กรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา
  • วันที่: 9 ธันวาคม 2568

การใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในการโจมตี ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อพลเรือนและทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะมีความตึงเครียด แต่กองทัพอากาศไทยได้ปฏิบัติการด้วยความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่ไม่จำเป็น

เหตุการณ์ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และพร้อมที่จะตอบสนองต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบ การปฏิบัติการนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้ตระหนักถึงขีดความสามารถทางทหารของไทย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ

การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอากาศอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงในอนาคต การลงทุนในเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการปฏิบัติการครั้งนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย!

ที่มา – ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ทำลายคลังเก็บจรวด BM-21 จ.อุดรมีชัย

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อม 

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยได้กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหลายพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้แถลงให้ประชาชนได้ทราบว่า ที่ประชุม สมช. มีมติยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. โดยจะปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นตามความจำเป็น พร้อมมอบหมาย

1. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ โดยทราบว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

2. ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมการเรื่องงบประมาณ

ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้มีความพร้อมและสามารถโอนเงินให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา

3. ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กำชับเร่งแก้ปัญหา โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมโดยเร็ว

นายสิริพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า เรื่องการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หลังจากที่ได้มีการปรับลดขั้นตอน ปรับลดเอกสาร และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทางออนไลน์ไปแล้ว การจ่ายเงินให้ถึงมือประชาชนก็ควรจะรวดเร็วขึ้น แต่ทราบว่าตอนนี้ ระบบยังมีปัญหาอยู่ ทำให้การจ่ายเงินยังล่าช้า ขอให้ทาง ปภ. และจังหวัด เร่งแก้ปัญหา และโอนเงินให้กับประชาชนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลของผู้ที่สมควรได้รับสิทธิให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการบัตรสวัสดิการประชารัฐ กำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ก่อนที่จะนำมาเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการบัตรสวัสดิการฯ ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มุ่งเป้าการช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง กำหนดเกณฑ์การคัดกรองที่ดูทั้งมิติรายได้และทรัพย์สินที่รัดกุมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งปรับเกณฑ์รายได้ลงอย่างเดียว เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ในช่วงท้ายของการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากรัฐมนตรีท่านใดว่างเว้นจากภารกิจปกติ อยากให้ช่วยกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงไปให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตามศูนย์พักพิงต่างๆ ในแต่ละจังหวัด

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด

ความสำคัญของการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างดีที่สุด แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การดูแลอย่างเต็มที่ครอบคลุมทั้งด้านความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม และการบริการทางการแพทย์ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อมยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการจ่ายเงินเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขและจ่ายเงินให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

สำหรับการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รัฐบาลมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง โดยกำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองที่รัดกุมมากขึ้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

โดยรวมแล้ว การดำเนินการของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา และการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามศูนย์พักพิงต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบาก รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี การดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด

การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทักษะของประชาชน เพื่อให้พวกเขาสามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน

การสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาค เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปรองดองและความสามัคคีในชาติ

การดำเนินงานของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพต่อไป

ที่มา – นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบเยียวยาให้พร้อม

กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้ปฏิบัติการเชิงรุกตอบโต้การคุกคาม โดยการใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งป้อมปืนกลและสะสมอาวุธที่ใช้โจมตีฝ่ายไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา จังหวัดสระแก้ว

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานสำคัญจาก กกล.บูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ถึงปฏิบัติการดังกล่าว การตัดสินใจใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนนี้ มีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานในการยิงอาวุธวิถีโค้งและเป็นแหล่งสะสมอาวุธที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทย

กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา

การปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกล.บูรพา ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน การตอบโต้ด้วยความเด็ดขาดเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ากองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นที่ก่อเหตุร้าย หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

รายละเอียดปฏิบัติการ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน

จากรายงานของหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 พบว่า บ่อนกาสิโนดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับแนวชายแดน และมีการใช้เป็นที่กำบังในการยิงโจมตีข้ามแดนเข้ามายังฝั่งไทย ทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวตกอยู่ในความเสี่ยง การทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มผู้ไม่หวังดีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ผลจากการยิงทำลายด้วยปืนใหญ่รถถัง ทำให้บ่อนกาสิโนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ป้อมปืนกลและแหล่งสะสมอาวุธถูกทำลาย ซึ่งเป็นการลดขีดความสามารถในการโจมตีของกลุ่มผู้ไม่หวังดีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมที่จะตอบโต้หากมีการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงเกิดขึ้นอีก

ปฏิบัติการ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนและชื่นชมจากประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดและจริงจังของกองทัพในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบบริเวณชายแดน หลายคนเชื่อว่าการตอบโต้ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนได้

ถึงแม้ว่าปฏิบัติการทางทหารอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบางสถานการณ์ แต่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการสร้างความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดที่ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายหันมาทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนและการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความร่วมมือและการเจรจาอย่างเปิดอก อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในอนาคต

การที่ กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้พื้นที่ดังกล่าวในการกระทำผิดกฎหมายหรือกิจกรรมที่ผิดกฎหมายต่างๆ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสงบและความมั่นคงในระยะยาว

ที่มา – กกล.บูรพา ถล่มบ่อนกาสิโนฝั่งกัมพูชา ที่ตั้งป้อมปืนกลและสะสมอาวุธใช้โจมตีฝ่ายไทย

สุดอาลัย! ส่ง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กลับร้อยเอ็ด

สุดอาลัย…ส่งร่าง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ทหารกล้าพลีชีพจากเหตุปะทะที่ช่องบก กลับบ้านเกิดร้อยเอ็ดแล้ว ครอบครัวรอรับศพเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลให้กับ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องยิงลูกระเบิดที่ทหารฝ่ายกัมพูชายิงถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีเพื่อนทหารได้รับบาดเจ็บอีก 3 นายจากเหตุการณ์เดียวกัน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ร่างของ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ได้ถูกส่งกลับไปยังบ้านเกิดที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้ญาติพี่น้องได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

มีรายงานว่า ในเวลา 14.00 น. นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้เป็นประธานในพิธีอัญเชิญน้ำหลวงอาบศพพระราชทาน และวางพวงมาลาพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้นได้มีการสวดพระอภิธรรมศพเป็นคืนแรก ซึ่งสร้างความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต

พิธีพระราชทานเพลิงศพของ จ.ส.อ.ศตวรรษ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ ฌาปนสถานวัดป่าพรหมพิทักษ์วนาราม การเสียสละชีพเพื่อชาติในครั้งนี้ จะได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ 7 ชั้นยศ พร้อมทั้งสวัสดิการต่างๆ และการบรรจุทายาทเข้ารับราชการทดแทน

สุดอาลัย! ส่ง จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กลับร้อยเอ็ด

ประวัติ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต โดยสังเขป

จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต หรือจ่าเพรียว เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2537 ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 11 ชุมชนตลาดหนองพอก ตำบลหนองพอก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรของนายสมัย สุจริต อายุ 60 ปี และนางอรพันธ์ สุจริต อายุ 53 ปี สมรสกับนางอันธิกา สุจริต อายุ 30 ปี มีบุตรสาว 2 คน คือ เด็กหญิงกุลระพี สุจริต อายุ 6 ปี และเด็กหญิงกัญญาภัค สุจริต อายุ 4 ปี

จ่าเพรียวจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย จากนั้นได้สอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายสิบทหารบก และเข้ารับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ในตำแหน่งพลขับรถถัง สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 ค่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าฟ้าจุฬาโลกมหาราช จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการเลื่อนยศเป็นจ่าสิบเอก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 รวมระยะเวลารับราชการ 10 ปี 7 เดือน อัตราเงินเดือน 20,640 บาท

การจากไปของ จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต ถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของกองทัพไทย และเป็นความสูญเสียของครอบครัวสุจริต ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

ที่มา – สุดอาลัย ส่ง “จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต” ทหารกล้าพลีชีพที่ช่องบก กลับบ้านเกิดร้อยเอ็ด

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

กองทัพบก เปิดสาเหตุ ยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ ปราสาทคนา ได้เบ็ดเสร็จ ส่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว อยู่ระหว่างกวาดล้าง ขณะที่วันนี้เน้นลุยพื้นที่ที่ยังกวาดล้างไม่สำเร็จ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา การปะทะขยายวง ครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว ซึ่งกัมพูชาใช้อาวุธทุกประเภทเข้าโจมตี ฝ่ายเรา ทั้งอาวุธกล อาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่จรวดหลายลำกล้อง โดรนทิ้งระเบิด กองทัพบกใช้แผนเผชิญเหตุ โดยมีความมุ่งหมายป้องกันตัวเอง ควบคู่การผลักดันพื้นที่ที่เราถูกรุกล้ำอธิปไตย และที่สำคัญเราต้องทำลายศักยภาพการโจมตีของทหารกัมพูชา เพื่อไม่ให้สามารถกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยได้อีก

ผลการปฏิบัติที่สำคัญที่ผ่านมา ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 วันนี้ได้ทำลายตึกกาสิโนร้าง ซึ่งเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่เราพบว่าใช้เป็นที่ตั้งทางทหาร จุดปล่อยโดรน รวมถึงอาวุธสนับสนุนต่างๆ ในพื้นที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงเราได้ตัดกำลังทำลายสัญญาณแอนตี้โดรนในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ส่วนพื้นที่กวาดล้าง ที่ถูกรุกล้ำ ช่องระยี ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อยู่ระหว่างปฏิบัติการ

รวมถึงเราได้ผลักดันทหารกัมพูชา ที่ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้สนามทุ่นระเบิดจำนวนมาก ในบริเวณดังกล่าว ปัจจุบันยังอยู่ในความพยายาม

ส่วนพื้นที่ปราสาทตาควาย วันนี้เราได้ทำลายกระเช้าที่ใช้ในการส่งเสบียง บริเวณ เนิน 350 เป็นที่สำเร็จ ซึ่งขณะนี้ยังมีความพยายามเข้ากระทำต่อพื้นที่ต่อไป

ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 วานนี้ เราได้เปิดปฏิบัติการผลักดัน เพื่อควบคุมแนวเส้นปฏิบัติการใน 3 พื้นที่ ทั้งบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง และบ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว โดยสามารถทำลายที่มั่นดัดแปลง ของฝ่ายกัมพูชา ได้บางส่วน และที่น่ายินดีคือเมื่อ 17:00 น. วานนี้ สามารถยึดและควบคุมพื้นที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในห้วงของการกวาดล้าง ล่าสุดมีรายงานแล้วว่าช่วงการกวาดล้างเจอทุ่นสังหารบุคคล

ทั้งนี้ในวันนี้สำหรับพื้นที่ที่ยังปฏิบัติการไม่สำเร็จก็ยังมีความพยายามอยู่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ขอรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา มีกำลังพลของกองทัพบก เสียชีวิตในการรบ 1 นาย บาดเจ็บ 29 นาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยเฉพาะประเด็นที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณนั้น ทำให้การเข้าควบคุมเป็นไปอย่างยากลำบาก และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

ทำไมถึงยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ?

สาเหตุหลักที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จคือการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การดำเนินการจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ การเจรจาและการประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา การพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้

สถานการณ์เช่นนี้ต้องการความอดทนและความเข้าใจจากทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาปราสาทคนา ไม่ได้เบ็ดเสร็จต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

การให้กำลังใจทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านี้เสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประชาชน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่เสียสละปก้องชาติเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง การช่วยกันทำให้พวกเขามีกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การแก้ไขอย่างสันติวิธี คือสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

การวางแผนการช่วยเหลือและเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

การปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เเค่ทหารเเละเจ้าหน้าที่เท่านั้น

สุดท้ายนี้ หวังว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้ทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ที่มา – ทบ. เผยเหตุผล ที่ยังคุมปราสาทคนา ยังไม่ได้เบ็ดเสร็จ

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน ย้ำไทยต้องจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ควบคู่ยุทธศาสตร์การรบ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา ซึ่งกำลังทวีความตึงเครียดขึ้นจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากมหาอำนาจที่กำลังจับตาพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา โดย พล.ท. ภราดร ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดเป็นมากกว่าการยิงตอบโต้ระหว่างทหารสองประเทศ แต่มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามข่าวสารเข้ามาพัวพันอย่างซับซ้อน

พล.ท. ภราดร ชี้ให้เห็นว่า ต้นตอความตึงเครียดรอบใหม่ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติซึ่งโยงใยเชิงผลประโยชน์กับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การที่ไทยเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายและอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้นำกัมพูชาจนมีความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนต่างกังวลต่อบทบาทของเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับภูมิภาค จึงผลักดันให้กัมพูชาเร่งสะสางปัญหา ยิ่งทำให้แรงกดดันทางการเมืองภายในทวีคูณจนสะท้อนออกมาในพื้นที่ชายแดน

พล.ท. ภราดร ยังกล่าวถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่มีการใช้สงครามข่าวสารอย่างเข้มข้น ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานยิงหรือจุดตั้งอาวุธหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนและละเมิดหลักปฏิบัติสากล ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติการทุกอย่างเป็นการป้องกันตนเอง และมีการเก็บหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อเสนอต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปะทะตามหลายจุดสำคัญริมชายแดนที่กัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

พล.ท. ภราดร ระบุว่า รัฐบาลและกองทัพไทยต้องเป็นเอกภาพร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติภัยคุกคามให้เร็วที่สุด ทั้งการตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร การทำลายเส้นทางลำเลียงกำลังและคลังอาวุธ รวมถึงการเตรียมพร้อมป้องกันล่วงหน้าไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม พร้อมย้ำว่ากองทัพจะไม่ประมาทแม้กัมพูชาจะมีข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์ ในขณะที่ฝ่ายปกครองก็เร่งเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและแผนช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่เสี่ยง

พล.ท. ภราดร ย้ำว่าหากไทยต้องการให้วิกฤตครั้งนี้ยุติลงอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความโปร่งใส ความสะอาดบริสุทธิ์ในระบบเศรษฐกิจและการเมือง ควบคู่กับการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่เด็ดขาดให้สถานการณ์ชายแดนจบลงอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่าการมีการเมืองที่สุจริตและไม่ปล่อยให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติฝังตัวอยู่ในภูมิภาค จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงซ้ำซาก และช่วยสร้างเสถียรภาพระยะยาวทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคต่อไป

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังตึงเครียดขึ้น ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลและเสนอแนะแนวทางแก้ไข หนึ่งในนั้นคือ พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ “เสธ.แมว” ที่ออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของวิกฤตและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขอย่างตรงจุด

ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

ตามที่ “เสธ.แมว” ได้กล่าวไว้ ปัจจัยที่ทำให้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนนำไปสู่วิกฤตชายแดนมีหลายประการ ได้แก่

  • ความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา
  • ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
  • แรงกดดันจากมหาอำนาจที่ต้องการให้กัมพูชาจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชา และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนโดยการสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ “เสธ.แมว” ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาหลายอย่าง และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจและการเมืองของทั้งสองประเทศ

การแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่ “เสธ.แมว” ออกมาให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการหาทางออกให้กับวิกฤตชายแดนในครั้งนี้ และเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ห่วงใยและต้องการเห็นสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “เสธ.แมว” ชี้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน แนะฟันเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก

กองทัพเรือขับไล่ทหารกัมพูชา ต.ชำราก จ.ตราด

กองทัพเรือใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่ทหารกัมพูชาออกจากดินแดนอธิปไตยของไทย ที่ ต.ชำราก จ.ตราด ตามหลักการป้องกันตนเองสากล หลังกัมพูชาเข้ามาขุดคูเลต ติดตั้งอาวุธหนัก และใช้โดรนลาดตระเวนแสดงท่าทีคุกคาม

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงสถานการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด บริเวณบ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด ว่ามีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในเขตอธิปไตยของไทยอีกครั้ง ภายหลังจากที่บ้าน 3 หลังซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างถาวรและฐานที่มั่นของฝ่ายทหารกัมพูชาได้ถูกรื้อทำลาย รวมทั้งทหารกัมพูชาได้ถอนกำลังไปแล้ว แต่ทว่า กองกำลังทหารกัมพูชาได้ย้อนกลับมารุกล้ำอธิปไตยอีก รวมทั้งมีการเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก ทั้งการประสานแจ้งเตือน และการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาในทุกระดับ เพื่อให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ของฝ่ายไทยโดยเร็ว

แม้ฝ่ายไทยจะใช้ความอดกลั้นและดำเนินการเจรจามาอย่างต่อเนื่อง แต่กำลังทหารกัมพูชาไม่ถอนกำลังออกจากดินแดนของไทย แถมยังมีการเสริมกำลังเพิ่มเติม เช่น ชุดรบพิเศษ พลซุ่มยิง จรวดหลายลำกล้อง รวมถึงปรับปรุงฐานที่มั่นสิ่งอำนวยความสะดวกทางยุทธวิธีในลักษณะที่กระทบต่ออธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน เช่น การขุดคูเลต การติดตั้งอาวุธหนัก และการใช้อากาศยานไร้คนขับเข้ามาลาดตระเวนในพื้นที่และที่ตั้งทางทหารของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ทางกองทัพเรือพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นท่าทีที่แสดงถึงการคุกคามต่ออธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

กองทัพเรือ ใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด

ดังนั้น เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ กองทัพเรือและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่กำลังทหารกัมพูชาออกจากดินแดนอธิปไตยของไทย ตามหลักการป้องกันตนเองสากล (Right of Self-Defence) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยังคงยึดมั่นในหลักการใช้กำลังตามความจำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในวงจำกัดและหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่อาจจะลุกลาม

ทำไมกองทัพเรือต้องขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด?

เหตุผลหลักคือการรักษาสูงสุดซึ่งอธิปไตยและความมั่นคงของชาติไทย การกระทำของทหารกัมพูชาถือเป็นการรุกล้ำและคุกคามอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน กองทัพเรือจึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

กองทัพเรือขอยืนยันว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของศูนย์บัญชาการทางทหาร โดยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ พร้อมทั้งยืนยันว่าไทยจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยหรือการกระทำใด ๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างเด็ดขาด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ซึ่งต้องการการจัดการอย่างระมัดระวังและรอบคอบ การใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปกป้องอธิปไตย และส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้เคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความมั่นคงในภูมิภาค

การตัดสินในการขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด โดยกองทัพเรือเป็นการกระทำที่เด็ดขาด แต่มีความจำเป็นในการรักษาสิทธิ์และอธิปไตยของชาติ การใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากที่วิธีทางการทูตไม่ประสบผลสำเร็จ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – กองทัพเรือ ใช้ปฏิบัติการทางทหารขับไล่ทหารกัมพูชาพ้น ต.ชำราก จ.ตราด

Scroll to top