ทหารไทยปะทะกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 พบทหารกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ตามแนวชายแดน พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา ตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ อยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้ สถานการณ์โดยรวมมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ และอยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด กองกำลังทั้ง 2 ฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ กรณีที่มีรายงานข่าวว่ากองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวผิดปกติ

กรณีข้อกล่าวหาฝ่ายกัมพูชาต่อการใช้สารพิษของฝ่ายไทย ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อออนไลน์ของกัมพูชา มีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาสวมใส่หน้ากากป้องกันสารพิษ พร้อมกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยอาจมีการใช้อาวุธเคมีและสารพิษในการปฏิบัติการทางทหารนั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยไม่เคยมีนโยบาย และไม่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธเคมีหรือแก๊สพิษในการปฏิบัติการทางทหารแต่อย่างใด การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนภายในประเทศกัมพูชาเอง

ประเทศไทยยึดมั่นอย่างเคร่งครัดต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC) และไม่เคยมีการพัฒนา ผลิต ครอบครอง หรือใช้อาวุธเคมีในทุกกรณี อีกทั้งยังให้ความสำคัญต่อหลักมนุษยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนทุกฝ่ายมั่นใจว่า ประเทศไทยดำเนินการด้วยความโปร่งใส ยึดหลักสันติวิธี และพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง ความปลอดภัย และสันติภาพในภูมิภาค ทั้งนี้ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายกัมพูชานำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น เป็นข่าวเท็จและเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศตนเอง มิได้มีข้อเท็จจริงใด ๆ เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือการปฏิบัติการของฝ่ายไทย

การดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 7 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 3 ศูนย์ 100 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ 4 ศูนย์ 501 คน ปัจจุบันมียอด 601 คน เนื่องจากมีความวิตกกังวล ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านจิตอาสา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายชำนาญ ชื่นตา ผวจ.สุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และกระเช้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพล 4 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ จว.สุรินทร์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ แสดงถึงความห่วงใยของพระองค์ต่อกำลังพล ขณะนี้กำลังพลอยู่ในระหว่างการรักษาตัวได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด จากทีมแพทย์ พยาบาลของโรงพยาบาลปราสาท อ.ปราสาท และโรงพยาบาลสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จว.สุรินทร์

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.25, ศอ.จอส.พระราชทาน จว.สุรินทร์ และศอ.จอส.พระราชทาน จว.อุบลราชธานี จิตอาสา 904 พร้อมด้วยจิตอาสาพระราชทาน เยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราว และได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค อาหาร น้ำดื่ม ให้กับประชาชน, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วย และเด็ก ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จว.สุรินทร์ และ จว.อุบลราชธานี อย่างต่อเนื่อง.

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก 1 ลำ

สถานการณ์ล่าสุด: กองทัพภาคที่ 2 พบอะไรบ้าง?

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจตามแนวชายแดน ซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปรากฏตัวของโดรนเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา และต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมต้องติดตามข่าว กองทัพภาคที่ 2 พบทหารกัมพูชา?

  • เพื่อรับทราบสถานการณ์ชายแดน
  • เพื่อเข้าใจมาตรการรักษาความปลอดภัย
  • เพื่อติดตามข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นจริง

การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างกองทัพภาคที่ 2 จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่

การเฝ้าระวังชายแดนเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง การที่ กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชาและโดรน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาความเข้มงวด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก 1 ลำ

รวบ! แรงงานกัมพูชา 38 ราย **หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย**

กองกำลังบูรพาปิดล้อมจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาถึง 38 ชีวิต กลางไร่อ้อย! สาเหตุที่พวกเขาตัดสินใจ หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย คืออะไร? พวกเขาบอกว่ารัฐบาลไม่เหลียวแล ทำให้ไม่มีงานและขาดรายได้ จนต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อหวังหาเงินมาเลี้ยงชีพ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา สั่งการให้ พ.อ.เมธี คำเต็ม ผบ.ชค.ทพ.12 นำกำลังพล กองร้อยทหารพรานที่ 1204 ร่วมกับกองพันทหารม้าที่ 30 เข้าปิดล้อมจับกุม 38 แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ที่ลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติจากฝั่งกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณไร่อ้อย ท้ายหมู่บ้านโนนขี้เหล็ก ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พบเป็นชาย 20 คน หญิง 17 คน และเด็กหญิง 1 คน ทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตทำงานในประเทศไทย จึงถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนที่กองร้อยทหารพรานที่ 1204

จากการสอบสวนเบื้องต้น พวกเขาให้การว่าเดินทางมาจากประเทศกัมพูชา และ หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย เพราะที่บ้านเกิดประสบปัญหาอย่างหนัก ไม่มีงานทำ และขาดรายได้ ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อเข้ามาหางานทำในประเทศไทย

หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย: วิกฤตที่ต้องจับตา

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมกล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงในกัมพูชา และเป็นเรื่องที่รัฐบาลกัมพูชาต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน เพราะประชาชนกำลัง หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้อีกต่อไป

ทำไมแรงงานกัมพูชาถึง หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย

  • ปัญหาการว่างงานในกัมพูชา
  • ความยากจนและขาดแคลนอาหาร
  • การขาดการสนับสนุนจากรัฐบาล
  • ความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศไทย

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชาวกัมพูชาทั้ง 38 คน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงในประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา

ที่มา – ปิดล้อมจับกลางไร่อ้อย แรงงานชาวกัมพูชา 38 ราย หนีความอดอยาก ลักลอบเข้าไทย

กพท. อนุญาต “บินโดรน” ทั่วไทย ยกเว้น 5 จังหวัด

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการ “บินโดรน” ทั่วประเทศแล้ว แต่ยังมีข้อยกเว้นสำหรับบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ความมั่นคง รายละเอียดเป็นอย่างไร มาดูกัน

กพท. ออกประกาศฉบับใหม่ อนุญาตให้ “บินโดรน” ทั่วประเทศ ภายใต้เงื่อนไขด้านความปลอดภัยที่กำหนด ยกเว้น 5 จังหวัดชายแดน และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งยังคงมีข้อห้ามในการบินโดรนอยู่ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1-15 กันยายน 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพบว่าสถานการณ์โดยรวมเริ่มคลี่คลาย กพท. จึงผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถทำการ “บินโดรน” ทั่วประเทศ ได้ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ แต่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

กพท. อนุญาต “บินโดรน” ทั่วประเทศ ยกเว้น 5 จังหวัดชายแดน และพื้นที่ความมั่นคง

พื้นที่ใดบ้างที่ยังห้ามบินโดรน?

ถึงแม้ว่าจะมีการผ่อนคลายมาตรการ แต่ยังมีพื้นที่บางแห่งที่ยังคงห้ามบินโดรนโดยเด็ดขาด ได้แก่:

  • 5 จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีการวางกำลังภาคพื้น ได้แก่ สระแก้ว บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี (มีการปรับลดพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด)
  • พื้นที่อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง, อำเภอพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และอำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี
  • พื้นที่ในรัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบิน (มีการเพิ่มพื้นที่สนามบินโคกกระเทียม จ.ลพบุรี และสนามบินประจวบคีรีขันธ์)
  • พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติม

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องทราบก่อน “บินโดรน”

หากต้องการบินโดรนในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญดังต่อไปนี้:

  • ต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและทะเบียนอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ต้องยื่นคำขออนุญาตและแจ้งพื้นที่ วันเวลา และวัตถุประสงค์การบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบ UAS Portal (uasportal.caat.or.th) และแจ้งการปฏิบัติการต่อศูนย์ต่อต้านอากาศซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศบตอ.น.) อีเมล: [email protected]
  • หากทำการบินนอกเหนือเวลา 06.00 น.- 18.00 น. จะต้องขออนุญาตจาก CAAT และห้ามทำการบินในช่วงเวลา 00.01 น.- 04.00 น. ทุกกรณี
  • การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่กำหนดในข้อ 17 ของประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องหลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก พ.ศ. 2558 หรือข้อ 21 ของประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม พ.ศ. 2567 แล้วแต่กรณี ให้ขอยื่นขออนุญาตเพิ่มเติมผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th

สำหรับโดรนของหน่วยงานราชการ เช่น ทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ และสำนักข่าวกรองฯ สามารถปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่สำหรับโดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ หากมีการบินในพื้นที่ห้ามบิน จะต้องแจ้งข้อมูลล่วงหน้าผ่าน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และ ศบตอ.น. [email protected] รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่ผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง และฝ่าฝืนประกาศนี้ สามารถแจ้งข้อมูลได้ทันที โดยให้ข้อมูลรายละเอียด เช่น วัน เวลา สถานที่ที่พบเห็น ลักษณะของโดรน และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี) ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบผ่านช่องทางต่างๆ ที่ระบุไว้ในประกาศของ กพท.

การผ่อนคลายมาตรการ “บินโดรน” ทั่วประเทศ นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ใช้งานโดรนในด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามกฎระเบียบและเงื่อนไขที่กำหนดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยและป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – กพท. อนุญาต “บินโดรน” ทั่วประเทศ ยกเว้น 5 จังหวัดชายแดน และพื้นที่ความมั่นคง

จับตา! สินค้าลักลอบชายแดน สะท้อนวิกฤติความอดอยากกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนน่าจับตา! พบการลักลอบนำเข้าสินค้าอุปโภค-บริโภคจำนวนมาก สะท้อนวิกฤติความอดอยากในกัมพูชาที่กำลังพุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ พบลักษณะการลำเลียงเป็นไปในเชิงพาณิชย์ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ, ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 และกองพันทหารม้าที่ 30 ได้ร่วมมือกันออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จนกระทั่งตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยใกล้กับแนวเขตแดน บริเวณบ้านหนองปรือ ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมหาศาลถูกลักลอบกองทิ้งไว้บริเวณริมคลองที่กั้นเขตแดน พร้อมด้วยรถเข็นที่ใช้ในการลำเลียง คาดการณ์ว่ากำลังรอเวลาเพื่อลำเลียงข้ามแดนไปยังกัมพูชาโดยหลีกเลี่ยงพิธีการทางศุลกากร ซึ่งของกลางที่พบมีปริมาณมากและครอบคลุมอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

รายการสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ตรวจยึดได้นั้น ประกอบไปด้วยอาหารและวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น นมข้นจืด และกะทิสำเร็จรูป ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการปรุงอาหาร พริกแห้ง, ซีอิ๊ว, ซอสปรุงรส, ผงปรุงรส ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบหลักที่จำเป็นในครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีวุ้นเส้น และลูกชิ้นหมู ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย

จากปริมาณของสินค้าอุปโภคบริโภคที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีการเตรียมการลักลอบส่งออกในระดับที่ใหญ่ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น แต่มีลักษณะของการลำเลียงเชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ “การขาดแคลนอาหาร” ที่เกิดขึ้นในฝั่งประเทศกัมพูชา

แหล่งข่าวจากทางด้านความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ว่า ความอดอยากในประเทศกัมพูชากำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ตามแนวชายแดนที่ประชาชนกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคจากฝั่งประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายหลักในการลักลอบนำเข้าไปเพื่อจำหน่ายและนำมาใช้ในการดำรงชีพ

การตรวจยึดในครั้งนี้ถือเป็น “สัญญาณเตือน” ที่มีความชัดเจนว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตทางด้านปากท้อง จนต้องอาศัยการลักลอบนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเพื่อความอยู่รอด

จับตา สินค้าอุปโภค-บริโภคลักลอบชายแดน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการนำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้กับด่านศุลกากรอรัญประเทศ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมทั้งเร่งสืบสวนเพื่อหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบดังกล่าว กองกำลังบูรพายืนยันว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและสกัดกั้นการลักลอบทุกประเภทตามแนวชายแดน เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบจากวิกฤติความอดอยากกัมพูชาต่อสินค้าอุปโภคบริโภค

วิกฤติความอดอยากในกัมพูชาส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศไทย ทำให้เกิดการลักลอบข้ามแดนเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจชายแดนได้

  • ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น
  • การลักลอบข้ามแดนเพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดน

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความอดอยากในกัมพูชาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – จับตา สินค้าอุปโภค-บริโภคลักลอบชายแดน สะท้อนวิกฤติความอดอยากกัมพูชาพุ่งถึงขีดสุด

กองทัพบกยัน! กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด พร้อมป้องกัน

“โฆษกกองทัพบก” ยืนยันมีหมัดเด็ด “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิด พร้อมย้ำเคารพข้อตกลงหยุดยิง แต่พร้อมป้องกันตัว

วันที่ 29 ส.ค. 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ยังต้องเฝ้าระวัง และกำลังพลยังคงมีความพร้อมรักษาอธิปไตย โดยยังมีการลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิง ยังคงมีการใช้อาวุธทำร้ายฝ่ายไทยจำนวน 3 ครั้ง

ทั้งนี้การลาดตระเวน แม้จะเป็นพื้นที่ที่เราควบคุมได้ แต่ยังต้องระมัดระวัง เพราะงานด้านการข่าวพบว่าฝ่ายกัมพูชายังลอบเข้าพื้นที่ เพื่อมาทำร้ายฝ่ายไทยด้วยการลอบวางทุ่นระเบิด นอกจากนี้การคุกคามด้วยการใช้โดรนก็ยังคงมีอยู่ แต่มีความหนาแน่นน้อยลง กองทัพบกยังคงเน้นการสื่อสารเรื่องการใช้ทุ่นระเบิด เรามีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นการวางใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลในหลักฐานในโทรศัพท์ของทหารกัมพูชาประมาณกว่า 20 เครื่อง มีทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว การสอนการใช้ทุ่นระเบิด ผู้ที่สืบค้นข้อมูลเชิงลึกให้กับกองทัพคือสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม สามารถนำไปยืนยันกับองค์กรต่างประเทศได้

กองทัพบก ยัน กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด จริง

เมื่อถามว่า คำสั่งอนุมัติให้ยิงตอบโต้ทันที หากพบทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาวางระเบิด จะสามารถป้องปรามได้หรือไม่ และเป็นไปได้หรือไม่จะเกิดการยิงสวนกลับมา ทำให้สถานการณ์บานปลาย พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ถือว่าอยู่ในเรื่องของกฎการใช้กำลังหรือกฎการปะทะ เนื่องจากมีความชัดเจนว่าทหารกัมพูชาเข้ามาเพื่อคุกคามชีวิต ทำอันตรายต่อทหารไทย

ฉะนั้นแนวทางในการป้องกันตัวสามารถทำได้อยู่แล้ว และยอมรับว่าหากฝ่ายไทยยิงตอบโต้ ก็มีโอกาสที่ฝ่ายกัมพูชาจะยิงสวนกลับมา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะ แต่หากมีการรุกล้ำ สิ่งบ่งชี้ทุกอย่างค่อนข้างชัดเจน เข้ามาเพื่อทำอันตรายกับทหารไทย เพราะฉะนั้นหลักของการป้องกันตัว เมื่อภัยคุกคามนั้นมาถึงที่กระทบต่อชีวิต หลักทั่วไปของสากลก็สามารถทำได้

เมื่อถามว่า จะถูกมองว่าฝ่ายไทยละเมิดการหยุดยิงหรือไม่นั้น พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เราเคารพในข้อตกลงอยู่แล้วอย่างเคร่งครัด และให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นการดำเนินการจากรัฐบาลสองประเทศ แต่ไม่ปิดโอกาสในการป้องกันตัวเอง ต้องแยกกัน

ส่วนประเด็นการประกาศกฎอัยการศึกที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ยังไม่ได้รับรายงานสิ่งผิดปกติ การประกาศกฎอัยการศึกเป็นมาตรการควบคุมพื้นที่และรักษาความปลอดภัย เนื่องจากในพื้นที่มีแนวโน้มการเกิดเหตุจลาจล อาจจะมีความไม่เรียบร้อย ถือเป็นมาตรการดูแลการเข้าออกในพื้นที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกัมพูชาหรือฝ่ายไทย

อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเผชิญหน้าของประชาชนสองประเทศ ซึ่งอาจจะพัฒนาไปยังจุดอื่น จึงค่อนข้างมีความน่ากังวล ในขณะเดียวกันยืนยันว่ามวลชนฝ่ายไทย เช่น อินฟลูฯ ขอความร่วมมือได้ ปัจจุบันน่าจะมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว ซึ่งฝั่งไทยไม่ได้มีความน่ากังวลอะไร ทุกคนอยู่ในกรอบ และยังสามารถเข้าออกในพื้นที่ได้ เพียงแต่ให้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอ้าง ยังไม่มีข้อมูลเรื่องสร้างรั้วชายแดนสระแก้ว

พล.ต.วินธัย ยังกล่าวถึงกรณีการสร้างรั้วชายแดน จ.สระแก้ว ว่าโดยหลักแล้ว หากเป็นพื้นที่ที่มีความเรียบร้อยแล้วสามารถสร้างรั้วได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ว่าหน่วยไหนจะเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ในพื้นที่ที่เป็นประเด็นส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจน ไม่มีการยอมรับเส้นปฏิบัติการของทั้งสองประเทศ

ส่วนเรื่องการสร้างรั้วจะเป็นหน้าที่ของกองทัพบกหรือกองทัพไทยนั้น ตรงนี้ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียด ซึ่งการสร้างรั้วน่าจะมีประโยชน์โดยเฉพาะการเข้าออกในพื้นที่ที่มีความชัดเจน แต่เท่าที่มีติดตามข่าวสารกับกองทัพไทย จะพูดถึงบริเวณพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว ก็จะได้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ รวมถึงการกระทำผิดกฎหมายที่ใช้ช่องทางธรรมชาติ ก็พยายามไม่ทำให้มากที่สุด

เมื่อถามว่าในพื้นที่บ้านหนองจาน กรณีที่การประชุมทวิภาคีในระดับต่างๆ ไม่เป็นผล จะสามารถใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ได้หรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เป็นไปได้หมด ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นมีความข้องเกี่ยวกับประชาชนต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพราะในภาพรวม กัมพูชาพยายามใช้เวทีต่างประเทศเป็นเครื่องมือกดดันฝ่ายไทย แต่ยังไม่สามารถทำได้

ซึ่งฝ่ายไทยก็มีความพร้อมในทุกเรื่อง และเราก็ชี้แจงในทุกเรื่องได้ ว่าสิ่งที่ได้กระทำไปอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรม ยอมรับว่าฝ่ายทหารเองก็กังวล อยากให้การทำงานมีความสมบูรณ์มากที่สุด ไม่ถูกหยิบยกไปเป็นเงื่อนไขอื่น ที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคต เพราะจะทำให้บริหารจัดการปัญหาต่างๆ ได้ยากขึ้น

เมื่อถามว่าได้ประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ตอนนี้ตอบยาก ยอมรับว่าสถานการณ์มีความไม่แน่นอน เพราะจากช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดมา จะเห็นหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้น่ากังวล เพราะกองทัพบกถือว่ามีความพร้อม รวมถึงกองทัพภาคที่ 1-2 ก็มีความพร้อมที่จะเผชิญสถานการณ์ทุกรูปแบบอยู่แล้ว.

กองทัพบก พร้อมรับมือสถานการณ์ กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพบก ยืนยันความพร้อมในการป้องกันประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ การที่ กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด เป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ และ กองทัพบก จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น แต่กองทัพบกยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยันมีหมัดเด็ด “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิด ย้ำพร้อมป้องกันตัว

กองทัพภาค 1 แจง กฎอัยการศึกบ้านหนองจาน

กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงถึงการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ “บ้านหนองจาน” จังหวัดสระแก้ว โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยในบริเวณดังกล่าว และยังเป็นการยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนต่อประเทศกัมพูชาว่าดินแดนไทยนั้นมีอธิปไตยและไม่สามารถถูกรุกล้ำได้

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 ได้อธิบายถึงเหตุผลเบื้องหลังการประกาศพื้นที่ควบคุมในเขตบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่มีบุคคลจากฝั่งกัมพูชาแอบลักลอบเข้ามาสร้างความวุ่นวายในเขตแดนไทย ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน เพื่อเป็นการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องชาวไทย รวมถึงการรักษาอธิปไตยของชาติ กองทัพจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการดังกล่าว

กองกำลังบูรพาได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ในการกำหนดมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยการประกาศพื้นที่ควบคุมในเขตบ้านหนองจาน มาตรการเหล่านี้มุ่งเน้นให้พี่น้องประชาชนชาวไทยในพื้นที่มีความปลอดภัยสูงสุด และเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ต่อฝ่ายกัมพูชาว่าดินแดนไทยเป็นพื้นที่อธิปไตยที่ไม่สามารถถูกล่วงละเมิดได้

กองทัพภาค 1 แจงประกาศกฎอัยการศึก “บ้านหนองจาน” เพื่อความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่

การประกาศใช้กฎอัยการศึกใน บ้านหนองจาน ครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่าทางการกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังทุกฝ่ายว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยอย่างเด็ดขาด การกระทำใดๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ จะถูกจัดการอย่างเฉียบขาดตามกฎหมาย

กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างสะดวก

สถานการณ์ปัจจุบันและความสำคัญของการประกาศกฎอัยการศึก

สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การมีมาตรการที่เข้มงวด เช่น การประกาศกฎอัยการศึกใน บ้านหนองจาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันและระงับเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ การตัดสินใจของกองทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประชาชน

ผลกระทบต่อประชาชนและการดำเนินการของภาครัฐ

แม้ว่าการประกาศกฎอัยการศึกอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนบ้าง แต่มาตรการเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองประชาชนเป็นสำคัญ ภาครัฐได้พยายามอย่างเต็มที่ในการสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความจำเป็นของมาตรการดังกล่าว และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนอีกด้วย

การปฏิบัติตามข้อกำหนดในพื้นที่บ้านหนองจาน

เพื่อให้การบังคับใช้กฎอัยการศึกใน บ้านหนองจาน เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ประชาชนควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด การหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง จะช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว นอกจากนี้ การแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ

  • ตรวจสอบเอกสารประจำตัวให้พร้อมเสมอ
  • ให้ความร่วมมือในการตรวจค้น
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในเวลาที่กำหนด
  • แจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่หากพบสิ่งผิดปกติ

กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันในศักดิ์ศรีการรักษาอธิปไตย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ บ้านหนองจาน เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและมีเหตุผล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชน กองทัพภาคที่ 1 พร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้สถานการณ์ในพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อความสงบสุขของส่วนรวม

ที่มา – กองทัพภาค 1 แจงประกาศกฎอัยการศึก “บ้านหนองจาน” เพื่อความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่

กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ที่บ้านหนองจาน

**ภาพจากแฟ้ม**

มีผลตั้งแต่ 28 ส.ค. นี้ กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จากสถานการณ์ที่ชาวกัมพูชาเข้ามาก่อเหตุจลาจลในราชอาณาจักรไทย

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า พลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ได้ลงนามคำสั่งประกาศกองกำลังบูรพา เรื่อง การกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ระบุว่า ตามที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ซึ่งต่อมาได้มีพระบรมราชโองการเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ และให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 31 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 โดยจังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก จำนวน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ อำเภอคลองหาด อำเภอวัฒนานคร อำเภอวังสมบูรณ์ และอำเภอวังน้ำเย็น นั้น

โดยที่ปรากฏว่าประเทศกัมพูชาได้นำประชาชนเข้ามาก่อเหตุจลาจลในราชอาณาจักรไทย พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคนเพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากภัยคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยและจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 จึงให้กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย แนวรักษาความสงบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย

ข้อ 2 ให้ถนนศรีเพ็ญ ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเป็นแนวรักษาความสงบเรียบร้อย

ข้อ 3 มาตรการในการเข้าไปในพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดังนี้

3.1 ห้ามพกพาอาวุธทุกชนิด หรือสิ่งเทียมอาวุธเข้ามาในพื้นที่

3.2 ห้ามปิดเส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่

3.3 ห้ามถ่ายภาพฐานปฏิบัติการทางทหาร

3.4 ห้ามทะเลาะวิวาท และดื่มของมึนเมา

3.5 ห้ามนำเครื่องขยายเสียงเข้าในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568

กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง ดังนั้นการรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและปฏิบัติตามมาตรการที่เจ้าหน้าที่กำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยของตนเองและส่วนรวม

การประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่บ้านหนองจานนี้ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจากบุคคลภายนอก การดำเนินการของกองกำลังบูรพาจึงมุ่งเน้นไปที่การรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมต้องประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน?

การประกาศกฎอัยการศึกนั้นมีเหตุผลสำคัญเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่อาจบานปลายและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย

ข้อกำหนดต่างๆ เช่น ห้ามพกพาอาวุธ ห้ามปิดเส้นทาง และห้ามถ่ายภาพฐานทัพ เป็นต้น มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และความสงบสุขของประชาชน การให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

การประกาศกฎอัยการศึกในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนบ้าง แต่ก็เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของส่วนรวม

กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นจากบุคคลภายนอก การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจที่ได้รับตามกฎหมาย และมุ่งเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และให้ความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

การประกาศกฎอัยการศึกเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชนทุกคน การเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นในการประกาศใช้กฎอัยการศึกจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – กองกำลังบูรพา ประกาศกฎอัยการศึก ในพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

โฆษก กต.กัมพูชา แถลงโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ย้ำชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว แต่กลับตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นาย ชุม สอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา แถลงผลการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา–ไทย โดยกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่อ้างว่ากัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ในพื้นที่ชายแดน

โฆษกกต.กัมพูชาเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เวลาประมาณ 14.20 น. ทหารไทยพยายามรื้อถอนลวดหนามใน หมู่บ้านเสร็งกัง ตำบลโอเบยจอน อำเภอโอจรอว์ (O Chrov district) จังหวัดบันทายมีชัย (Banteay Meanchey) ตรงข้ามกับ บ้านหนองจันทร์ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ของไทย แต่ถูกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่แสร็งกังขัดขวางอย่างหนัก จนฝ่ายไทยต้องเก็บลวดหนามกลับไป

นายชุม กล่าวย้ำว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริง พลเรือนกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน และแท้จริงแล้วคือผู้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย ทั้งการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้มีการส่งหนังสือทูตไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อประท้วงการล่วงล้ำพื้นที่ชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ พร้อมกันนี้ได้ย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นหาทางออกข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ ในมิตรภาพ และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันหลักการว่าเขตแดนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการใช้กำลัง

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

ประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้คือข้อโต้แย้งจากกัมพูชาที่ยืนยันว่าไม่เคยมีการใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ตามที่ไทยกล่าวอ้าง แต่กลับชี้ว่าชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนนั้นอาศัยอยู่มานานแล้วและกลับกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของทหารไทยเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อทหารไทยพยายามที่จะรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่หมู่บ้านเสร็งกัง แต่ได้รับการขัดขวางจากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่ ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธในครั้งนี้

กัมพูชายืนยันจุดยืน: ไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาย้ำว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และชาวกัมพูชาในพื้นที่นั้นเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของทหารไทยเอง โดยเฉพาะการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้ตามปกติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วยความรอบคอบและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจบานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

รัฐบาลกัมพูชาได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี และย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท การเคารพซึ่งกันและกันและความเข้าใจในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

การกล่าวหาว่า กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ นั้นเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา การใช้ความรุนแรงหรือการกล่าวหาซึ่งกันและกัน จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืนและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

การที่ กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ทำให้เห็นว่าการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความเข้าใจผิด และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

“จาตุรนต์” ชี้ เด็กทุกคนในไทย ได้สิทธิศึกษา

“จาตุรนต์ ฉายแสง” ยกเจตนารมณ์มติ ครม. ปี 48 ให้ “เด็กทุกคนในไทย” ไม่ว่าสัญชาติใด มี-ไม่มีเอกสาร ต้องได้รับการคุ้มครอง สิทธิทางการศึกษา หาทางอนุโลมผ่อนผันไม่ควรผลักดันออกนอกประเทศ

วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีต รมว.ศึกษาธิการ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ขวบ ถูกจับในข้อหาเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและอาจจะถูกผลักดันให้ออกจากประเทศไทยไปอยู่ในกัมพูชานั้น เท่าที่ปรากฏเป็นข่าว มีประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

หากกรณีนี้เกิดกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ประเด็นก็จะไม่ซับซ้อน เช่น บุคคลนี้มีสัญชาติอะไร ถ้าเป็นคนกัมพูชา เข้าเมืองมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เข้าข่ายจะต้องส่งกลับไปกัมพูชาหรือไม่ แต่กรณีนี้เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13 ขวบที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนของไทยมาตั้งแต่เด็ก

กรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งผมเคยมีส่วนเกี่ยวข้องและรับผิดชอบอยู่ด้วย จึงคิดว่าอาจจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการมองเรื่องนี้ได้บ้าง

แนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิในเวทีระหว่างประเทศ มีพันธะกรณีในการปฏิบัติตาม ปฏิญญาสากลและอนุสัญญาที่ไทยเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ที่มีแนวคิดเรื่องรัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ (Education for All) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การรับรองไว้ อีกทั้งแนวคิดเดียวกันนี้ยังตรงตามอีกหลายอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AHRD)

ประเทศไทยมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ในสมัยที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันทำให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี 2 ฉบับ ได้แก่ 18 มกราคม 2548 และ 5 กรกฎาคม 2548 เจตนารมณ์ก็คือต้องการคุ้มครองเด็กทุกคนในไทยในประเทศไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด เข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ มีเอกสารหรือไม่ ไม่รู้ว่าเป็นคนของประเทศไหน ไม่มีบัตรอะไรติดตัวเลยก็ตาม “แต่เด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งนั้น โดยเฉพาะคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา” เพื่อยืนยันหลัก Education for All

มติ ครม.นี้เป็นเรื่องต่อเนื่องจากมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่าทั้งหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานทางการศึกษาเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้

ดังนั้น กรณีพบเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเด็กไร้สัญชาติ ฝ่ายจัดการศึกษาจึงมีหน้าที่จัดการให้เด็กคนนั้นได้รับการศึกษา

ส่วนเมื่อพบเด็กที่เรียนหนังสืออยู่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบางเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาทางอนุโลมผ่อนผันให้สามารถเรียนหนังสือต่อไปได้ ไม่พึงพรากเด็กจากการศึกษาและไม่พึงส่งเด็กออกไปจากประเทศโดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกับใครและจะได้รับการศึกษาหรือไม่

หลักการนี้ใช้กับเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไรก็พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน รวมทั้งเด็กไร้สัญชาติไร้เอกสารหลักฐานก็พึงได้รับการคุ้มครองเช่นนี้เหมือนกัน

เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ติดตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติซึ่งอนาคตยิ่งมีเพิ่มขึ้น ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย หากเขาเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีความรู้ คุยกับนายจ้างคนไทยรู้เรื่องก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเรื่องนี้มีตัวอย่างแนวคิดจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่เผชิญปัญหาเดียวกัน เช่น ประเทศใน EU ที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานและมนุษย์ธรรมต้องได้สัดส่วนกัน

การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติไทยเรานั้น ต้องการความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนจากประชาคมโลก เราจึงจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้มีภาพลักษณ์ในทางลบ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

หลักง่าย ๆ ที่ทั่วโลกยึดถือกันคือโลกนี้เขายอมรับว่าต้องให้เด็กได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าเราจะเสียหายอะไร การใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด

เด็กทุกคนในไทย ไม่ว่าสัญชาติไหน ได้สิทธิคุ้มครองทางการศึกษา

ทำไมเด็กทุกคนในไทยจึงมีสิทธิได้รับการศึกษา?

นายจาตุรนต์ ฉายแสง เน้นย้ำว่า เด็กทุกคนในไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติใดก็ตาม สมควรที่จะได้รับสิทธิคุ้มครองทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน นี่เป็นหลักการที่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ สถานการณ์ของเด็กอายุ 13 ปีที่เผชิญข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกผลักดันออกนอกประเทศ กรณีนี้ทำให้เกิดการพิจารณาถึงหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยในการคุ้มครองเด็ก

เพื่อให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ นายจาตุรนต์ได้อ้างอิงถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2548 ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเด็กทุกคนในไทย โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย มติดังกล่าวเน้นย้ำว่าเด็กทุกคนควรได้รับการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่สากลยอมรับ

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งทุกฉบับต่างให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13 ปี จึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณาหาแนวทางที่อนุโลมและผ่อนผันให้เด็กสามารถเรียนหนังสือต่อไปได้ ไม่ควรพรากเด็กจากการศึกษา หรือส่งตัวเด็กออกไปจากประเทศโดยไม่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กจะได้รับการดูแลและการศึกษาที่เหมาะสมหรือไม่

สังคมไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของการให้การศึกษาแก่เด็กทุกคน เพราะการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมในระยะยาว นอกจากนี้ การให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่มาจากหลากหลายพื้นเพ ยังเป็นการสร้างสังคมที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่างอีกด้วย

ที่มา – “จาตุรนต์” ชี้เด็กทุกคนในไทย ไม่ว่าสัญชาติไหน ได้สิทธิคุ้มครองทางการศึกษา

Scroll to top