ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ทบ. เชื่อกัมพูชาจงใจวางทุ่นระเบิด: ไทยเจ็บอีก!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่ากังวล เมื่อทางกองทัพบก (ทบ.) ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่า ฝ่ายกัมพูชาจงใจวาง ทุ่นระเบิด ในพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขาด นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทบ. เชื่อกัมพูชาจงใจวางทุ่นระเบิด

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ว่า พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 ได้เหยียบ ทุ่นระเบิด สังหารบุคคลที่ถูกลอบวางไว้ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตแดนไทย เหตุการณ์นี้ส่งผลให้พลทหารอดิศรได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาท่อนล่างขาด

เหตุการณ์ดังกล่าว นับเป็นครั้งที่ 6 แล้ว และเป็นครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ตกลงหยุดยิงร่วมกัน ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้ ทุ่นระเบิด สังหารบุคคลทุกชนิด การกระทำเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการลอบโจมตีและมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ต่อกำลังพลของฝ่ายไทย

ทำไม ทบ. ถึงเชื่อว่ากัมพูชาจงใจวางทุ่นระเบิด?

กองทัพบกมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามและละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย การกระทำนี้สวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา และเป็นเครื่องยืนยันว่ายังมีความพยายามในการใช้อาวุธจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ทางกองทัพบกยังเชื่อว่าการวาง ทุ่นระเบิด เป็นการวางแผนที่เป็นระบบตลอดแนวชายแดน โดยมีเจตนาที่จะนำมาใช้คุกคามและทำร้ายฝ่ายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการฝั่งไทย

พฤติกรรมและการกระทำดังกล่าวนับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ผ่านกลไกทวิภาคีในช่วงเวลานี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล และจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจังเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเคารพข้อตกลงและพันธสัญญาระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – ทบ. เชื่อกัมพูชาจงใจวางทุ่นระเบิด ลอบทำร้ายทหารไทยขาขาดเพิ่มอีก 1 ราย

ทบ. ซัดกัมพูชาลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

โฆษกกองทัพบก ซัดกัมพูชาพฤติกรรมสวนทางข้อตกลงหยุดยิง จงใจลอบวางระเบิด ละเมิดข้อตกลงและอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บอีกครั้งบริเวณปราสาทตาควาย สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าสวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงและจงใจลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวถึงกรณีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งถูกลอบวางโดยฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาท่อนล่างขาด การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้ว และเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่ไทยและกัมพูชาได้ทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด การกระทำดังกล่าวเป็นการลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทยอย่างจงใจ และมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์

โฆษกกองทัพบกยังระบุอีกว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย และละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย ซึ่งสวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา นับเป็นการยืนยันว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีความพยายามอยู่ตลอด แม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

ทบ. ซัดกัมพูชาลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

กองทัพบกเชื่อว่า การวางทุ่นระเบิดเป็นไปอย่างมีระบบและมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อใช้ในการคุกคามและทำร้ายฝ่ายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย พฤติกรรมและการกระทำเช่นนี้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ ผ่านกลไกทวิภาคี

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์ทบ. ซัดกัมพูชาลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกันลดลง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ เป็นไปได้ยากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องเข้ามามีบทบาทในการเจรจาและทำความเข้าใจกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา

กองทัพบกจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังในพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการลาดตระเวนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่อาจหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขสถานการณ์

  • รัฐบาลไทยและกัมพูชาควรเปิดโต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • ควรมีการจัดตั้งกลไกตรวจสอบร่วมกัน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย
  • ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างรอบด้าน การใช้ความอดทนอดกลั้นและการเจรจาเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

ที่มา – ทบ. ซัดกัมพูชาพฤติกรรมสวนทางข้อตกลงหยุดยิง จงใจลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

เปิดรายชื่อ กำลังพล 3 นาย เหยียบกับระเบิด

กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยรายชื่อ กำลังพล ทั้ง 3 นายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียใจให้กับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เมื่อเวลา 15.45 น. ได้เกิดเหตุกำลังพลเหยียบกับระเบิด PMN-2 ในระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ปฏิบัติการ ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 นาย

เปิดรายชื่อ “กำลังพล” 3 นาย เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะออกไปเดินลาดตระเวน

รายชื่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีดังนี้

  1. พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง สังกัด ร.23 พัน.1 ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวาท่อนล่างขาด ซึ่งเป็นอาการที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
  2. จ่าสิบเอก ณัฐพงศ์ สีชิน สังกัด ร้อย.อวบ.ที่ 2 สนาม ร้อย.ร.221 มว.3 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าบริเวณหลัง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
  3. พลทหาร ธรรณ์ณธร เทากระโทก ร้อย.อวบ.ที่ 1 สนาม ร้อย.ร.221 มว.3 ได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือซ้าย

ทางหน่วยงานต้นสังกัดได้เร่งให้การช่วยเหลือและนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งขณะนี้อาการของผู้บาดเจ็บอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

ต่อมาในเวลา 18.20 น. ได้มีรายงานเพิ่มเติมว่า หน่วยทหารจาก พัน.ร.22 ได้จัดกำลังพลออกลาดตระเวนระหว่างฐานปฏิบัติการ บริเวณหน้าบังเกอร์ 11–12 ด้านทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้เหยียบเข้ากับกับระเบิดแสวงเครื่องชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นระเบิดร้ายแรงที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย

PMN-2 คืออะไร ทำไมถึงอันตราย

PMN-2 เป็นกับระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เป้าหมายได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยมักจะถูกฝังไว้ใต้ดินและยากต่อการตรวจจับ ทำให้เป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เหตุการณ์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงและความท้าทายในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากกับระเบิดและวัตถุระเบิดต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการฝึกฝนและเตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อตรวจจับและทำลายวัตถุระเบิด

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ให้คำมั่นว่าจะให้การช่วยเหลือและดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย และเพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวม เพื่อวางแผนการปฏิบัติงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ และเป็นกำลังใจให้พวกเขามีความเข้มแข็งและปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจต่อไป

ขอส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ

ที่มา – เปิดรายชื่อ “กำลังพล” 3 นาย เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะออกไปเดินลาดตระเวน

กองทัพภาค 2 สรุปผลประชุม RBC: ไม่ยั่วยุ-หยุดข่าวปลอม

กองทัพภาค 2 แถลงหลังการประชุม RBC สรุป 11 ข้อ หวังให้กัมพูชาร่วมมือในการ “เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์” ย้ำว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องไม่มีการยั่วยุ ไม่ว่าจะเป็นทางทหารหรือพลเรือน ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดตามแนวชายแดน รวมถึงหยุดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างประเทศ

กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม

ความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่คำแถลงข่าวร่วมเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) สมัยวิสามัญ ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ราชอาณาจักรไทย และภูมิภาคทหารที่ 4 ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษ ราชอาณาจักรไทย

การประชุม RBC สมัยวิสามัญนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และพลโท โปว เธง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วม การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการพูดคุยและสร้างความเชื่อมั่น เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดน โดยใช้ทุกกลไกที่จำเป็นเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ และหลีกเลี่ยงการปะทะบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความสามัคคี

ด้วยความตั้งใจดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงใน 11 ข้อสรุปสำคัญ ดังนี้:

  1. ทั้งสองฝ่ายย้ำความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงจากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568
  2. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำรงการสื่อสารตามปกติระหว่างกองทัพภาค ภูมิภาคทหาร และหน่วยต่างๆ ตามแนวชายแดน และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขทุกปัญหาด้วยสันติวิธี หลีกเลี่ยงการปะทะ และเพิ่มการสื่อสารในทุกระดับเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี
  3. ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นที่จะงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม (fake news) เพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และมุ่งแสวงหามาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ
  4. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ขยายขอบเขตและระดับของความขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงกิจกรรมที่เป็นการยั่วยุ ไม่ว่าจะโดยฝ่ายทหารหรือพลเรือน อันอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น
  5. การดำเนินการใดๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย อาจกระทำได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขของการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด
  6. ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงพัฒนาการเชิงบวกและความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในการเสริมสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วน
  7. ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และเห็นชอบให้เสนอเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้
  8. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการที่จะจัดตั้งชุดประสานงาน (Coordinating Group : CG) เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารในทุกระดับ
  9. ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกันในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งดำเนินการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  10. ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อการประท้วงเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล
  11. ให้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ครั้งต่อไปภายในหนึ่งเดือนหลังจากการประชุมครั้งนี้

เป้าหมายหลักของการประชุม RBC

เป้าหมายหลักของการประชุม กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม คือ การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน การงดเว้นการยั่วยุและการเผยแพร่ข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมมือกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ การจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

โดยสรุป การประชุม กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา การปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ การร่วมมือกันแก้ปัญหาต่างๆ จะช่วยให้ประชาชนทั้งสองประเทศมีความปลอดภัยและมั่นคง

ที่มา – กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม

กกล.บูรพา แจงภาพชาวกัมพูชาปักธงชาติ

กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ได้ออกมาชี้แจงกรณีภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติกัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยยืนยันว่าเป็นเพียงการสร้างคอนเทนต์เท่านั้น ซึ่งทางทหารกัมพูชาได้ทำการห้ามปรามและสั่งให้นำธงลงเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.20 น. เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 1” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า กกล.บูรพา ชี้แจงเรื่องการปักธงกัมพูชาที่บ้านหนองจาน เป็นการสร้างคอนเทนต์ และได้สั่งให้เอาธงลงแล้ว

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ขอชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า ประชาชนชาวกัมพูชาได้นำธงชาติกัมพูชามาปักเสาธงบริเวณด้านหน้าแนวลวดหนามในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว

ปัจจุบัน (27 สิงหาคม 2568) จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบว่าประชาชนชาวกัมพูชาได้นำธงชาติผืนดังกล่าวออกไปจากพื้นที่แล้ว และทางทหารกัมพูชาได้ทำการห้ามปรามการกระทำดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดการณ์ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างคอนเทนต์เพื่อเผยแพร่ลงบนสื่อออนไลน์เท่านั้น

กกล.บูรพา แจงภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน

เหตุการณ์ ชาวกัมพูชา ปักธงชาติที่บ้านหนองจานนั้น สร้างความเข้าใจผิดและความกังวลให้กับประชาชนบางส่วน ซึ่งทาง กกล.บูรพา ได้เร่งออกมาชี้แจงเพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน โดยยืนยันว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนยังคงเป็นปกติ และมีการประสานงานกับหน่วยงานของกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือเชื่อต่อ เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคมได้

ทำไมต้องชี้แจงเรื่องชาวกัมพูชาปักธงชาติ?

การชี้แจงเรื่อง ชาวกัมพูชา ปักธงชาติมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงชายแดน และความรู้สึกของประชาชน การปล่อยให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแพร่กระจายออกไป อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง และผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศได้

ดังนั้น การที่ กกล.บูรพา ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วและชัดเจน จึงเป็นการดำเนินการที่เหมาะสมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างระมัดระวัง และการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือน

สำหรับประชาชนที่อาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ ชาวกัมพูชา ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น กองทัพภาคที่ 1 และสื่อมวลชนหลัก เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน การแก้ไขปัญหาและความเข้าใจผิดต่างๆ ควรดำเนินการผ่านช่องทางการทูตและการเจรจา เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน และติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – กกล.บูรพา แจงภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน ยันถูกสั่งให้นำออกแล้ว

จับตา! ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ชาวบ้านชายแดนไม่ไว้ใจ

จับตาการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – กัมพูชา (RBC) สมัยวิสามัญ ระหว่าง ทภ.2 (ไทย) และ ภท.4 (กพช.) ที่ด่านช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านแนวชายแดน ยันไม่ไว้ใจ บอกคุยกันกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม นี่คือเสียงสะท้อนที่ดังมาจากพื้นที่จริง ก่อนการประชุม จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งสำคัญนี้

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย – กัมพูชา (สมัยวิสามัญ) ระหว่าง กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2 ไทย) และ ภูมิภาคทหารที่ 4 (ภท.4 กพช.) โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลเอก โปว เฮง รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วมประชุมในครั้งนี้

โดยบรรยากาศการประชุมไม่ได้ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปถ่ายภาพ หรือร่วมประชุมแต่อย่างใด แต่มีการจัดเตรียมที่ห้องแถลงข่าวไว้ที่สำนักงานด่านศุลกากรช่องสะงำ เพื่อรอแม่ทัพภาคที่ 2 มาแถลงการณ์ผลการประชุมในครั้งนี้

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามพี่น้องประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนก่อนการประชุม พบว่าเสียงส่วนมากยังคงไม่เชื่อใจกัมพูชา แม้จะมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการก็ตาม

โดย นายสมเกียรติ อายุ 46 ปี ชาวบ้านบ้านแซร์ไปร อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งบ้านหมู่บ้านติดชายแดน เปิดเผยว่า ตนเป็นพ่อค้าที่ขายของในหมู่บ้านติดชายแดน ทุกวันนี้พวกตนต้องอยู่แบบหวาดระแวง การใช้ชีวิตค้าขายก็ลำบาก ภาระหนี้สินก็เยอะ ขายของยากไม่กล้าที่จะลงทุนเพราะกลัวไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทะขึ้นเมื่อไหร่ ถึงจะประชุม RBC เสร็จ ตนก็ไม่ไว้ใจกัมพูชา คุยกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม กัมพูชาเที่ยวแต่จะรอบกัด ทำให้ทหารไทยเราต้องมาเสียชีวิต ต้องขาขาดตั้งหลายนาย ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านติดชายแดนไม่เชื่อใจเขมรอีกแล้ว ตนไม่อยากให้เปิดด่าน ปิดไว้อย่างนี้ดีกว่า หรือถ้ารบกันก็อยากให้รบกันให้จบจบไปเลย

“วันนี้หลังจากที่คุย RBC เสร็จ ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ตนและครอบครัวก็เตรียมเก็บเสื้อผ้าข้าวของไว้ตลอดเวลา” นี่คือความรู้สึกที่แฝงไปด้วยความกังวลของประชาชนในพื้นที่

จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงตามแนวชายแดน การหารือและข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

ทำไมชาวบ้านชายแดนถึงไม่ไว้ใจ แม้มีการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา?

คำถามนี้สะท้อนถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในอดีต ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก ถึงแม้จะมีการลงนามในข้อตกลงต่างๆ แต่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความรู้สึกของประชาชนต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง

การประชุม จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงไม่ใช่แค่การหารือในระดับรัฐ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย การเปิดเผยข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การ จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่การติดตามข่าวสาร แต่เป็นการทำความเข้าใจถึงความท้าทายและความหวังของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พวกเขาต้องการความมั่นคง ความปลอดภัย และโอกาสในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความสำเร็จของการประชุมจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนข้อตกลง แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้และความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมวัฒนธรรม และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ จะเป็นหนทางสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ที่มา – จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ “ทภ.2 – ภท.4” ชาวบ้านชายแดน ยันไม่ไว้ใจ

กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” จับตาประชุม RBC วันนี้

“จิรายุ” อัปเดตสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” จ.สระแก้ว เป็นพิเศษ เหตุชาวกัมพูชาพยายามรุกล้ำ วันนี้ถก RBC จ่อแถลงหลังประชุม

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด มีความสงบเรียบร้อยปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยที่เคยให้ที่พักพิงเป็นศูนย์อพยพกับชาวกัมพูชาเมื่อหลาย 10 ปีที่ผ่านมา แต่กลับถูกอ้างสิทธิ์จะรุกล้ำในอธิปไตยของไทย

นายจิรายุ กล่าวต่อไปถึงกรณีชาวกัมพูชาบุกรื้อลวดหนามและทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของไทยที่บ้านหนองจาน นั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้กองทัพภาคที่ 1 แจ้งความเอาผิด พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ย้ำว่าเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย และจะนำประเด็นนี้เข้าสู่การประชุม GBC ในเดือนกันยายน 2568

กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ ย้ำพื้นที่ไทย จับตาวันนี้ประชุม RBC

ขณะที่วันนี้ (27 สิงหาคม) จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ณ จุดผ่านแดนถาวร ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ตรงข้ามช่องจวม จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฝ่ายไทย และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฝ่ายกัมพูชา โดยภายหลังการประชุม เวลาประมาณ 12.15-12.45 น. จะมีการแถลงข่าวร่วม ณ ที่ทำการด่านศุลกากรช่องสะงำ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ “บ้านหนองจาน” จังหวัดสระแก้ว ที่มีความอ่อนไหวเนื่องจากประวัติศาสตร์การเป็นพื้นที่พักพิงผู้ลี้ภัยในอดีต การที่กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในวันนี้ (27 สิงหาคม) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งการให้แจ้งความเอาผิดและประท้วงอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดำเนินการตามกฎหมายและปกป้องสิทธิอธิปไตยของไทย

ทางด้านการแถลงข่าวร่วมหลังการประชุม RBC จะเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารผลการหารือและความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศให้สาธารณชนได้รับทราบ

ทำไมต้องเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม “บ้านหนองจาน” ถึงกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ สาเหตุหลักมาจากประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนในอดีต พื้นที่นี้เคยเป็นศูนย์อพยพสำหรับชาวกัมพูชาในช่วงสงคราม ทำให้เกิดความผูกพันและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

นอกจากนี้ การที่ชาวกัมพูชาบางส่วนพยายามรุกล้ำและทำร้ายเจ้าหน้าที่ของไทย ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการบานปลายของปัญหา

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสหากพบสิ่งผิดปกติ เพื่อช่วยกันปกป้องอธิปไตยของชาติ

การที่กองทัพและรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างจริงจัง เป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน หากเราทุกคนร่วมมือกันและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เราจะสามารถรักษาอธิปไตยของชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ ย้ำพื้นที่ไทย จับตาวันนี้ประชุม RBC

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา เยือนปักกิ่ง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา ให้การต้อนรับและพบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดา ในโอกาสเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งการต้อนรับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ไชน่าเดลีรายงานว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ได้พบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์ นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดาแห่งกัมพูชา ณ กรุงปักกิ่งของจีน การพบปะครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างจีนและกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โดยนายสี จิ้นผิง ได้ต้อนรับทั้งสองพระองค์ในการเดินทางเยือนจีนอีกครั้ง พร้อมเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและให้เกียรติอย่างสูงต่อพระมหากษัตริย์กัมพูชา

ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนกล่าวย้อนถึงการเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ และประชาชนชาวกัมพูชา โดยเขาระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาได้ผ่านบททดสอบของความผันผวนระหว่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายได้สร้างมิตรภาพอันแข็งแกร่งผ่านทุกข์สุขร่วมกัน ซึ่งกลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของประชาชนสองประเทศและควรค่าแก่การทะนุถนอมไว้อย่างยิ่ง

พร้อมกันนี้กล่าวว่า ยามเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวาย จีนและกัมพูชาควรยืนหยัดเคียงข้างกัน สานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือ เร่งสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกันและยั่งยืนในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่ พร้อมนำพาประโยชน์มาสู่ประชาชนสองประเทศมากขึ้น

นายสี จิ้นผิง ยังระบุว่า จีนสนับสนุนประชาชนชาวกัมพูชาในการเดินตามวิถีทางการพัฒนาอันเหมาะสมกับเงื่อนไขของประเทศ ตลอดจนบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาว

ทางด้านกษัตริย์กัมพูชา ระบุว่ารู้สึกยินดีที่ได้เดินทางเยือนจีนอีกครั้งและได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก โดยกัมพูชามองความสัมพันธ์ทวิภาคีจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อยู่เสมอ และยินดีจะสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและร่วมสร้างประชาคมกัมพูชา-จีน ที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

การพบปะและการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนให้ความสัมพันธ์กับกัมพูชา ความสัมพันธ์อันดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอีกด้วย

ทำไมการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาของ สี จิ้นผิง จึงมีความสำคัญ?

การสี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายมิติ ดังนี้:

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี: การพบปะระดับสูงนี้เป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ
  • ยืนยันมิตรภาพอันยาวนาน: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชามีมายาวนาน และการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้เป็นการยืนยันถึงมิตรภาพที่มั่นคงและยั่งยืน
  • หารือประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและโลก: การพบปะหารือระหว่างผู้นำเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาค
  • ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ: ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุน การค้า และการท่องเที่ยว

การที่สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

โดยรวมแล้ว การเยือนกรุงปักกิ่งของกษัตริย์กัมพูชาและการต้อนรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคในระยะยาว

ที่มา – “สี จิ้นผิง” ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

“ภูมิธรรม” พบหารือทูตสหรัฐฯ ย้ำความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง หวังได้ต้อนรับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เยือนไทยเร็วๆ นี้ ยันไทยยึดมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี-เคารพกติกาสากล

วันที่ 26 ส.ค. 2568 ที่ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พบหารือกับ นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก (The Honorable Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

นายภูมิธรรมกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่า ต่างมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งไทยพร้อมสานต่อการทำงานกับสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สมดุลมากขึ้น พร้อมขอบคุณและฝากความปรารถนาดีไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยินดีที่ได้หารือทางโทรศัพท์ร่วมกันถึงสองครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และหวังว่าจะได้มีโอกาสต้อนรับการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีทรัมป์ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบ 13 ปี พร้อมขอบคุณสหรัฐฯ ที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ถือเป็นพัฒนาการที่ดีและเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคร่วมกัน

ด้านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐฯ ที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเป็นพันธมิตรและความเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญนี้ต่อไปและถือเป็นหัวใจสำคัญของอาเซียนทั้งในมิติความมั่นคงและความมั่งคั่ง อีกทั้งได้แสดงความยินดีที่ฝ่ายไทยได้มีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนขอบคุณรัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสภาคองเกรสที่มาเยือนไทย และยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริงและสาระสำคัญจากการพบปะครั้งนี้ส่งต่อไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ ทันที นอกจากนี้ ยังได้แสดงความเสียใจต่อกรณีพลเรือนไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดน พร้อมย้ำความตั้งใจของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนการหยุดยิงอย่างมีประสิทธิผล

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นความร่วมมือที่สำคัญร่วมกัน เช่น เรื่องความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ไทยและสหรัฐฯ จะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ประจำปี 2568 (Indo-Pacific Chiefs of Defense Conference 2025: CHODs 2025) ระหว่างวันที่ 25–28 สิงหาคม 2568 พร้อมหวังว่าจะได้ต้อนรับการเยือนไทยของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ คาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะมาเยือนประเทศไทยช่วงปลายปี 2568 นี้

ด้านสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รองนายกรัฐมนตรีขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ต่อความพยายามในการคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าว ตลอดจนบทบาทของสหรัฐฯ ในการติดตามและสังเกตการณ์การประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยไทยยืนยันถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และพร้อมแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีด้วยการเจรจาอย่างสุจริตใจ บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมต่อบทบาทของรัฐบาลไทยที่มีความมุ่งมั่นต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ถือเป็นก้าวสำคัญในการธำรงสันติภาพ

รองนายกฯ กล่าวย้ำว่า “ไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเคารพกติกาสากล พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงให้นานาชาติเข้าใจ โดยเชื่อว่าความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร รวมถึงการรักษาอธิปไตยของไทย จะเป็นหลักประกันสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค”

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

การพบปะหารือระหว่างนายภูมิธรรม เวชยชัย และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีความร่วมมือในหลายด้าน รวมถึงความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

ความสำคัญของการหารือ

การหารือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และยังเป็นการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

ความคาดหวังต่อการเยือนไทยของประธานาธิบดีทรัมป์

ความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา การเยือนของประธานาธิบดีทรัมป์ จะเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ การยืนยันถึงการยึดมั่นในสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ

โดยสรุปแล้ว การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก ประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือกันนั้นครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง ตลอดจนความหวังที่จะได้ต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ เยือนไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – “ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์” เยือนไทย

Scroll to top