ทหารไทยปะทะกัมพูชา

อาเซียนหวัง ไทย-กัมพูชา หยุดยิง รักษาเอกภาพ

ประธานอาเซียน หวัง “ไทย-กัมพูชา” หยุดยิง และงดเว้นจากการปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม ยึดหลักการทูต-สันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน

เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 22 ธ.ค. 68 นายโมฮามัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เปิดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กล่าวในบางช่วงของการเปิดประชุมว่า ในฐานะประธานที่ประชุม เสียใจอย่างยิ่งต่อการสูญเสียพลเรือนและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและก่อให้เกิดการพลัดถิ่นภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

นับตั้งแต่เริ่มการสู้รบในเดือนกรกฎาคม นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ได้ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ผ่านการติดต่อประสานงานอย่างต่อเนื่องกับนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทย ส่งผลให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา และข้อตกลงอื่นๆ ที่ตามมาระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทย และมีนายกรัฐมนตรีอันวาร์ และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นพยาน

ประธานอาเซียน เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการตามข้อตกลงและข้อตกลงสันติภาพเหล่านี้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ตลอดกระบวนการติดต่อประสานงาน นายกรัฐมนตรีอันวาร์ ยังได้สื่อสารอย่างแข็งขันกับผู้นำอาเซียนอื่นๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์

และเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ประธานอาเซียนได้ถ่ายทอดความกังวลของมาเลเซีย และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความยับยั้งชั่งใจ ยุติการสู้รบทั้งหมด และงดเว้นจากการปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม รวมถึงการใช้กำลังหรือการเคลื่อนที่ของหน่วยติดอาวุธ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2025 เวลา 22:00 น. (UTC+7) เป็นต้นไป

นายโมฮามัด ฮาซัน กล่าวด้วยว่า เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาและไทย เพื่อหารือถึงแนวทางที่ดีที่สุดในการลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างสองประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญที่กัมพูชาและไทยจะต้องยึดมั่นในจิตวิญญาณของการเจรจา สติปัญญา และความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อยุติความตึงเครียดและรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของมาเลเซีย ผ่านกลไกทีมสังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ยังได้ประสานงานอย่างแข็งขันกับคู่เจรจาจากกัมพูชาและไทย เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ ในประเด็นนี้ ซึ่งจะได้รับฟังการบรรยายสรุปจาก AOT ในระหว่างการประชุมลับนี้

นายโมฮามัด ฮาซัน หวังว่าการประชุมพิเศษครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นความพยายามของอาเซียนเพื่อให้เกิดเสถียรภาพขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยอาเซียนต้องทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดความตึงเครียด แต่ต้องเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้งกัน และเปิดโอกาสสำหรับการเจรจา แม้จะมีความแตกต่างกันอยู่

หากยังไม่มีคำตอบทั้งหมดสำหรับความขัดแย้ง ก็มีบางสิ่งที่มีพลังไม่แพ้กัน นั่นคือบทเรียนจากอดีต การหวนมองย้อนกลับไปถึงภูมิปัญญา ความสามัคคี และความไว้วางใจที่นำพาผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย จะช่วยให้อาเซียนค้นพบเข็มทิศนำทางสู่อนาคตได้ และตระหนักว่าความแข็งแกร่งร่วมกันคือทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาเซียน

ผู้ก่อตั้งอาเซียนได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์นั้นในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในปี 1976 ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ยังคงเตือนใจถึงหลักการพื้นฐาน 3 ประการที่ยั่งยืน

ประการแรก ความสำคัญของการทูต “วิถีอาเซียน” ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของอาเซียน ซึ่งมีรากฐานมาจากการเจรจา การปรึกษาหารือ และฉันทามติ

ประการที่สอง พลังแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ครั้งแล้วครั้งเล่า ความเป็นเอกภาพของอาเซียน ช่วยปกป้องอาเซียนจากแรงกดดันภายนอกและนำพาผ่านพ้นวิกฤต

ประการที่สาม รากฐานแห่งความไว้วางใจ ความยืดหยุ่น สร้างขึ้นบนความไว้วางใจ ไม่เพียงแต่ในสถาบันของอาเซียนเท่านั้น แต่ในกันและกันในฐานะครอบครัวของประชาชาติ

ประธานอาเซียน หวัง “ไทย-กัมพูชา” หยุดยิง เพื่อรักษาเอกภาพของอาเซียน

ทำไมอาเซียนถึงให้ความสำคัญกับการที่ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่อาเซียนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคโดยรวม ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน การที่ประธานอาเซียนออกมาเรียกร้องให้ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง จึงเป็นการแสดงออกถึงความกังวลและความมุ่งมั่นที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ การที่ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง ยังมีความสำคัญต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของอาเซียนในสายตาของประชาคมโลก อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี หากอาเซียนไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาคได้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อบทบาทและอิทธิพลของอาเซียนในเวทีโลก

การที่ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการสร้างความร่วมมือและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

การเจรจาและการทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การที่อาเซียนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการทูต แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ดังนั้น การที่ประธานอาเซียนออกมาเรียกร้องให้ ไทย-กัมพูชา หยุดยิง จึงเป็นความพยายามที่จะรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และเอกภาพของอาเซียน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดขององค์กร

ที่มา – ประธานอาเซียน หวัง “ไทย-กัมพูชา” หยุดยิง เพื่อรักษาเอกภาพของอาเซียน

ด่วน! กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงบ้านเรือนที่สระแก้ว

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วตึงเครียดตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อมีรายงานว่า กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว เหตุการณ์นี้ส่งผลให้บ้านเรือนในชุมชนอำเภอโคกสูงได้รับความเสียหายอย่างหนัก และเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไฟลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วว่า เกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้ามืดระหว่างกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย เสียงอาวุธหนักดังสนั่นเป็นระยะ สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก

ต่อมาในเวลาประมาณ 07.20 น. มีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาได้ กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว โดยกระสุนข้ามแดนมาตกในฝั่งไทย บริเวณชุมชนอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านหนองหญ้าแก้ว การยิงกระสุนเป็นไปอย่างไม่เจาะจงเป้าหมาย ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย และเกิดเพลิงไหม้

ความเสียหายจากเหตุการณ์กัมพูชายิงใส่บ้านเรือนประชาชน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านดอนหลุมได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะบ้านของนายพิสูตรที่ถูกกระสุนปืนตกใส่จนเกิดไฟลุกไหม้ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างหนัก โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ได้อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงไปก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าควบคุมพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งเตือนประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายแดนให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด

ผลกระทบและความช่วยเหลือหลังเหตุการณ์ กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว

สถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ที่ไม่สงบ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ หน่วยงานความมั่นคงยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

เหตุการณ์ กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ชายแดนยังคงเปราะบาง และจำเป็นต้องมีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในอนาคต

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนชาวสระแก้วที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

ที่มา – กัมพูชาใช้อาวุธหนัก ยิงใส่บ้านพลเรือนฝั่งไทยแต่เช้า ไฟไหม้ 1 หลัง ที่สระแก้ว

กัมพูชายังใช้ทุ่นระเบิด! ทหารเรือเจ็บ

กองทัพเรือออกโรงชี้ กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด หลังนาวิกโยธินได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่บ้านหนองรี จังหวัดตราด ตอกย้ำการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ แถลงถึงเหตุการณ์น่าเศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ที่ผ่านมา โดยจ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา สังกัดกองพันทหารช่าง กองพลนาวิกโยธิน ประสบเหตุเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจเคลียร์พื้นที่และเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างในพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้จ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวา กองทัพเรือได้เร่งให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และดำเนินการส่งตัวเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งติดตามอาการของกำลังพลอย่างใกล้ชิด

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพเรือได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่โดยรอบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด

เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่า กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมถึงการกระทำอันขัดต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนผู้บริสุทธิ์

กองทัพเรือเร่งช่วยเหลือนาวิกโยธินที่บาดเจ็บ

นอกเหนือจากการดูแลรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับการเยียวยาจิตใจ และให้กำลังใจแก่ครอบครัวของจ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและป้องกันภัยจากทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความเสี่ยง กองทัพเรือจะยังคงมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต่อไป

การกระทำของกัมพูชาที่ยังคงมีการใช้ทุ่นระเบิดนั้น เป็นสิ่งที่นานาชาติต้องร่วมกันประณามและกดดันให้ยุติการกระทำดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป การใช้ทุ่นระเบิดไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

เราขอเป็นกำลังใจให้จ่าเอก เทอดพงษ์ ผมนะรา หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอขอบคุณกองทัพเรือที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน

การที่กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิดนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

หากท่านพบเห็นวัตถุต้องสงสัยที่อาจเป็นทุ่นระเบิด หรือวัตถุระเบิดอื่นๆ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพราะว่ากัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพเรือ ชี้กัมพูชายังมีเจตนาใช้ทุ่นระเบิด หลังนาวิกโยธินบาดเจ็บที่บ้านหนองรี

จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ถึง รพ.พระปกเกล้าแล้ว

จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา” ทหารกล้าเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดในพื้นที่บ้านสามหลัง ถูกส่งตัวถึงโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรีแล้ว แพทย์เร่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่

จากกรณี จ่าเอก จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา สังกัดหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ประสบอุบัติเหตุเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บ้านสามหลัง บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียขาขวา สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน รวมถึงประชาชนที่ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ จ.อ.เทอดพงษ์ กำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและตรวจสอบพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในบริเวณชายแดน จู่ๆ ได้เกิดระเบิดขึ้น ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แรงระเบิดทำให้ขาขวาของเขาขาดทันที หลังเกิดเหตุ เพื่อนทหารได้รีบให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและประสานงานเพื่อส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ล่าสุด รายงานข่าวแจ้งว่า จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากจังหวัดตราดมายังค่ายตากสิน จังหวัดจันทบุรี ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรีด้วยรถพยาบาลของโรงพยาบาลพระปกเกล้า เพื่อให้ทีมแพทย์ทำการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้ จ.อ.เทอดพงษ์ ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ถึงมือแพทย์แล้ว

เมื่อเวลาประมาณ 10.50 น. จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ได้เดินทางถึงโรงพยาบาลพระปกเกล้า และได้รับการต้อนรับและการดูแลจากทีมแพทย์และพยาบาลอย่างอบอุ่น แพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและประเมินอาการเบื้องต้น พบว่า จ.อ.เทอดพงษ์ ยังคงมีสติสัมปชัญญะดี แต่ยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสูญเสียเลือดไปเป็นจำนวนมาก

ทางโรงพยาบาลพระปกเกล้าได้เตรียมความพร้อมในการให้การรักษาอย่างเต็มที่ โดยได้จัดทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งศัลยแพทย์ ออร์โธปิดิกส์ และทีมพยาบาลที่มีประสบการณ์ เพื่อดูแล จ.อ.เทอดพงษ์ อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลยังได้เตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน

กำลังใจจากทุกภาคส่วนหลั่งไหลสู่ จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา

หลังข่าวการบาดเจ็บของ จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา เผยแพร่ออกไป ได้มีประชาชนจำนวนมาก รวมถึงเพื่อนทหาร และผู้บังคับบัญชา ต่างร่วมส่งกำลังใจให้เขาหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว หลายคนได้โพสต์ข้อความให้กำลังใจผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแสดงความขอบคุณในความเสียสละและความกล้าหาญของเขาที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ

นอกจากนี้ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ยังได้ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จ.อ.เทอดพงษ์ และครอบครัว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้กำลังใจในการต่อสู้กับความยากลำบากที่เกิดขึ้น หลายหน่วยงานได้เสนอให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้ จ.อ.เทอดพงษ์ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขมากที่สุด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสี่ยงและความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ เราขอเป็นกำลังใจให้ จ.อ.เทอดพงษ์ หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอขอบคุณในความกล้าหาญและความเสียสละของเขา

ถึงแม้ว่าการสูญเสียขาจะเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ แต่ด้วยกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนฝูง และประชาชน ผมเชื่อว่า จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา จะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

ที่มา – “จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา” ทหารเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ถึง รพ.พระปกเกล้าแล้ว

ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี

ข่าวด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี จังหวัดตราด ขณะปฏิบัติภารกิจเสริมความมั่นคงในพื้นที่ เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลา 09.14 น. ของวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ได้รับรายงานว่า จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ทหารช่างนาวิกโยธิน ประสบอุบัติเหตุเหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาขาด โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะปฏิบัติภารกิจปรับปรุงแนวตั้งรับให้กับทหารราบ บริเวณบ้าน 3 หลัง ในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ขณะนี้ จ.อ.เทอดพงษ์ ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลปกเกล้าจันทบุรี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว

ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความอันตรายของทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและความปลอดภัยของประชาชนในบริเวณนั้น การเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ จ.อ.เทอดพงษ์ ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องเผชิญกับอันตรายจากทุ่นระเบิดอยู่เสมอ การสนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการฝึกอบรมที่เข้มงวด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี

เหตุการณ์ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี นี้ส่งผลกระทบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • ด้านความปลอดภัย: เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ด้านจิตใจ: สร้างความกังวลและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
  • ด้านการพัฒนา: เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ เนื่องจากความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดจำกัดการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร

การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถกำจัดภัยคุกคามนี้ได้อย่างยั่งยืน และสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับชุมชน

ดังนั้นการสนับสนุนการทำงานของหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของทุ่นระเบิด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด ก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและกระตุ้นเตือนให้เราตระหนักถึงภัยร้ายที่ยังคงมีอยู่รอบตัว เราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทุกคน

ที่มา – ด่วน ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี เร่งนำตัวส่ง รพ.

ชันสูตรร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350 ก่อนส่งกลับ

นำร่าง 2 กำลังพล “วีรบุรุษเนิน 350” ตรวจชันสูตรที่ รพ.สุรินทร์ ก่อนทำพิธีส่งกลับภูมิลำเนาในวันพรุ่งนี้ ด้านครอบครัว “จ่าเริง” รีบเดินทางมารอรับ บอกดีใจมากที่นำร่างสามีออกมาได้

จากกรณีที่ กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์แนวชายแดน พื้นที่ปราสาทตาควาย บริเวณเนิน 350 ซึ่งหน่วยมีการจัดกำลังเข้ากวาดล้าง จำนวน 3 ที่หมาย ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา ผลการปฏิบัติขั้นต้นสามารถควบคุมได้ 2 ที่หมาย คือ ปราสาทตาควาย และที่รวมพลของทหารกัมพูชา และในทันทีที่เข้ากวาดล้างที่หมายสุดท้าย คือ เนิน 350 ได้ถูกฝ่ายกัมพูชา ตอบโต้อย่างรุนแรง จนทำให้ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ซึ่งเป็นกำลังพลจากหน่วย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 เสียชีวิตขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากที่หน่วยได้พยายามใช้ปฏิบัติการทหารเข้าควบคุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2568 หน่วยจึงสามารถควบคุมพื้นที่เนิน 350 ไว้ได้ และได้นำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 2 นาย ออกจากพื้นที่การรบ เมื่อเวลาประมาณ 12.00 นาฬิกา ของวันนี้ นั้น

ต่อมา เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ได้นำร่าง จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา วีรบุรุษเนิน 350 ซึ่งเป็นกำลังพลจากหน่วย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ที่เสียชีวิตขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ มาชันสูตรพร้อมกับตกแต่งบาดแผล ก่อนจะนำกลับไปไว้ที่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน

ขณะเดียวกันครอบครัวของ จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน ก็ได้เดินทางจากจังหวัดบุรีรัมย์ เข้ามาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ โดย ภรรยา จ.ส.อ. สำเริง เผยว่า บนบานไว้ว่าขอให้เจอศพและนำออกมาให้ได้ซึ่งก็สำเร็จ ตนดีใจมากที่ได้ร่างสามีออกมาได้

จากนั้น เวลา 18.30 น. รถโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน มารับร่าง จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ไปเก็บไว้ เพื่อในวันพรุ่งนี้ จะมีพิธีกองทหารเกียรติยศ ส่งร่างผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนา ณ ภูมิลำเนาต่อไป โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี

นำร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350 ตรวจชันสูตร ก่อนส่งกลับ

การเสียสละของ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ในครั้งนี้ ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพไทย และเป็นความสูญเสียของครอบครัวและคนใกล้ชิด การปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญและเสียสละของทั้งสองท่าน จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยตลอดไป

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการชันสูตรร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350

การชันสูตรศพมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และเป็นกระบวนการที่จำเป็นเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว ในกรณีของ วีรบุรุษเนิน 350 การชันสูตรจะช่วยยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด และเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย

นอกจากนี้ การชันสูตรยังอาจนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยและการฝึกอบรมของทหาร เพื่อป้องกันการสูญเสียในอนาคต การเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนากองทัพให้มีความพร้อมและสามารถปกป้องประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พิธีส่งร่าง วีรบุรุษเนิน 350 กลับภูมิลำเนาในวันพรุ่งนี้ จะเป็นพิธีที่สมเกียรติและแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญและความเสียสละของทั้งสองท่าน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

การจากไปของวีรบุรุษทั้งสองท่านเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความสามัคคีและความเสียสละเพื่อส่วนรวม การร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย คือสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดีของวีรชนผู้กล้าหาญเหล่านี้

ที่มา – นำร่าง 2 กำลังพล “วีรบุรุษเนิน 350” ตรวจชันสูตร ก่อนทำพิธีส่งกลับภูมิลำเนาพรุ่งนี้

เปิดภาพ! แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดเนิน 350

เปิดภาพนาทีประวัติศาสตร์! “แม่ทัพภาคที่ 2 – ผบ.กกล.สุรนารี” ร่วมบัญชาการรบในภารกิจสุดหินเพื่อยึดและควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “เนิน 350” โดยเน้นย้ำความรอบคอบและความระมัดระวังสูงสุดในทุกขั้นตอน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความประกาศความสำเร็จในการเข้าควบคุมและสถาปนาพื้นที่ “เนิน 350” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หลังจากที่มีการปะทะอย่างหนักกับกองกำลังฝ่ายกัมพูชา

เปิดภาพ! แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดเนิน 350

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของการปฏิบัติการครั้งนี้ว่า อยู่ภายใต้การบัญชาการรบร่วมกับ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่การรบ ทำให้การเคลื่อนกำลังและการตรวจยึดพื้นที่ต้องดำเนินไปด้วยมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

การยึด “เนิน 350” สำเร็จครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญอย่างยิ่งทางยุทธศาสตร์

สดุดีวีรบุรุษผู้กล้า

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ เมื่อ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร้อย.อวบ.ร.23 พัน.3 ได้เสียสละชีวิตของตนเองในการปฏิบัติหน้าที่เป็นชุดยิงคุ้มครอง ปกป้องและเปิดทางให้เพื่อนร่วมรบสามารถถอนกำลังได้อย่างปลอดภัยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 10.10 น. ในระหว่างภารกิจเข้าตีต่อที่หมาย “เนิน 350” ซึ่งฝ่ายตรงข้ามได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุนและอาวุธเล็งตรงโจมตีอย่างต่อเนื่อง

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวยกย่องวีรกรรมของทั้งสองนายว่าเป็นแบบอย่างของทหารอาชีพผู้ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย “การเสียสละของทั้งสองนาย คือแบบอย่างของคำว่า ทหารอาชีพผู้ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย”

ปัจจุบัน ร่างของวีรบุรุษทั้งสองนายอยู่ระหว่างการลำเลียงลงสู่พื้นที่ราบ โดยยังคงต้องใช้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่อาจหลงเหลืออยู่

ชัยชนะในการยึด “เนิน 350” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การได้มาซึ่งพื้นที่ แต่เป็นการยืนยันว่าอธิปไตยของชาติไทย ยังคงมีผู้พร้อมที่จะยืนหยัดปกป้องด้วยชีวิต

จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน สังกัด ร.23 พัน.3 และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร.23 พัน.3 ชื่อของท่านทั้งสองจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทย และจะอยู่คู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป

การปฏิบัติการครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การยึด “เนิน 350” สำเร็จ จึงเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องจารึกไว้

ที่มา – เปิดภาพ แม่ทัพภาคที่ 2 – ผบ.กกล.สุรนารี ร่วมบัญชาการรบ ภารกิจยึด “เนิน 350”

วันที่ 13 ของการปะทะ: กัมพูชาเสริมที่มั่น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ล่าสุดในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็น วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ โดยเน้นหนักในพื้นที่สำคัญหลายแห่งตามแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว

วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ

จากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 พบว่า กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยมีการปะทะกันใน 3 พื้นที่หลัก ได้แก่:

สถานการณ์ล่าสุด: วันที่ 13 ของการปะทะ

1. พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการเสริมความแข็งแกร่งของฐานที่มั่นของตนเองอย่างต่อเนื่อง มีการเคลื่อนย้ายและติดตั้งปืนใหญ่ รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดเพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติการรบ

2. พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สถานการณ์ในพื้นที่นี้ยังคงน่ากังวล ฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินการเสริมความแข็งแรงของที่มั่นอย่างไม่หยุดหย่อน มีการยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดเข้ามายังที่มั่นของฝ่ายไทยเป็นระยะๆ นอกจากนี้ ยังตรวจพบการเคลื่อนกำลังพลเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าดำเนินกลยุทธ์ในพื้นที่เพื่อหวังผลในการช่วงชิงความได้เปรียบ

3. พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: ในพื้นที่นี้ ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีที่มั่นของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ตรวจพบการลำเลียงเสบียง อาวุธ และกระสุนดินดำเข้าสู่ฐานที่มั่นต่างๆ ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการรบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียดและมีความผันผวนสูง การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการยกระดับความรุนแรงในการปะทะเป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน จังหวัดสระแก้ว ได้ดำเนินการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 40 แห่ง เพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ปัจจุบัน มีประชาชนที่เข้าพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 16,580 คน ซึ่งได้รับการดูแลและสนับสนุนจากส่วนราชการต่างๆ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีขวัญกำลังใจที่ดี และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

จังหวัดสระแก้วและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

แม้สถานการณ์ชายแดนจะยังคงมีความไม่แน่นอน แต่ความสามัคคีและความเข้มแข็งของคนในชาติจะเป็นพลังสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ไปได้ด้วยดี วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีระบบการป้องกันชายแดนที่มีประสิทธิภาพ การฝึกฝนกำลังพลให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการ และการมีแผนอพยพประชาชนที่ชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความปลอดภัยและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ

13 วันไม่มีรายได้ ชาวบ้านแห่ออก ‘ศูนย์พักพิง’

หลังจากอพยพนาน 13 วันที่ปราศจากรายได้ ชาวบ้านจำนวนมากจึงตัดสินใจเดินทางออกจาก “ศูนย์พักพิง” แม้ว่าจะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการให้กลับเข้าพื้นที่ได้ก็ตาม พวกเขาแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินที่อาจเพิ่มพูน พร้อมทั้งส่งกำลังใจให้แก่ทหารไทยและชื่นชมในความสามารถของทุกนาย

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนทางหลวงหมายเลข 2171 เดชอุดม – น้ำยืน พบเห็นรถกระบะของชาวบ้านจากอำเภอน้ำยืนจำนวนมาก บรรทุกสัมภาระเดินทางออกจากศูนย์พักพิงเพื่อกลับไปยังภูมิลำเนาในช่วง 2 วันที่ผ่านมา สืบเนื่องจากข่าวการยึดคืนพื้นที่เนิน 677 และช่องอานม้าได้สำเร็จเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

นายเผด็จ ทองพิเศษ อายุ 49 ปี ชาวบ้านที่กำลังเติมน้ำมัน ได้เปิดเผยว่า ครอบครัวของเขาต้องออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการปะทะกันรอบที่ 2 รวมเป็นเวลา 13 วันแล้ว เมื่อทราบข่าวว่าฝ่ายไทยสามารถยึดช่องอานม้าได้สำเร็จ และสถานการณ์ในพื้นที่เริ่มคลี่คลายไม่มีเสียงปืนใหญ่ เขาจึงตัดสินใจเก็บข้าวของเดินทางกลับบ้านเพื่อไปกรีดยางพาราหารายได้ เพราะตลอด 13 วันที่อยู่ใน “ศูนย์พักพิง” นั้น ครอบครัวไม่มีรายได้เลย หากไม่กลับไปกรีดยางก็จะไม่มีเงินจ่ายหนี้สินที่คั่งค้าง นอกจากนี้ เขายังฝากให้กำลังใจแก่ทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า และชื่นชมในความสามารถและความเสียสละของทหารไทย

ชาวบ้านแห่ออกจากศูนย์พักพิง หลัง 13 วันไม่มีรายได้

นางกชพร ธรรมโม ผู้ใหญ่บ้านบ้านน้ำยืน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ชรบ. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดสกัดคัดกรองการเข้าออก และป้องกันไม่ให้ประชาชนกลับเข้าไปในพื้นที่โดยพลการ เนื่องจากสถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะสีแดง แม้ว่าจะไม่มีเสียงปืนในพื้นที่แล้วก็ตาม การกลับเข้าไปในพื้นที่ได้นั้นยังคงต้องรอคำสั่งจากฝ่ายความมั่นคงอย่างเป็นทางการ

ทำไมชาวบ้านถึงตัดสินใจออกจาก “ศูนย์พักพิง” ก่อนได้รับอนุญาต?

เหตุผลหลักที่ชาวบ้านตัดสินใจออกจาก “ศูนย์พักพิง” ก่อนได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ คือปัญหาเรื่องปากท้องและการขาดรายได้เป็นเวลานานถึง 13 วัน หลายครอบครัวมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระ และการอยู่ในศูนย์พักพิงไม่ได้ช่วยให้พวกเขามีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพและชำระหนี้ได้ การกลับไปยังภูมิลำเนาเพื่อประกอบอาชีพเดิม เช่น กรีดยางพารา จึงเป็นทางเลือกที่พวกเขาพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนกว่า

นอกจากนี้ ข่าวการยึดคืนพื้นที่และการที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง แม้จะยังไม่ปลอดภัย 100% ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านตัดสินใจเสี่ยงที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แม้จะยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยอยู่บ้าง แต่ความต้องการที่จะหารายได้เลี้ยงครอบครัวมีมากกว่า

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชน: การอพยพของชาวบ้านส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนในภาพรวม เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายอย่างหยุดชะงัก
  • ความช่วยเหลือจากภาครัฐ: หน่วยงานภาครัฐควรเร่งให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและอาชีพแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
  • การฟื้นฟูพื้นที่: การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในการกลับคืนสู่บ้านเกิด

การตัดสินใจของชาวบ้านที่ออกจาก “ศูนย์พักพิง” สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากและความเดือดร้อนที่พวกเขาต้องเผชิญ การแก้ไขปัญหาจึงต้องคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา และให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – 13 วันไม่มีรายได้ ชาวบ้านแห่ออก “ศูนย์พักพิง” แม้ยังไม่มีประกาศให้เข้าพื้นที่

Scroll to top