ทหารไทยเสียชีวิต

ชันสูตรร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350 ก่อนส่งกลับ

นำร่าง 2 กำลังพล “วีรบุรุษเนิน 350” ตรวจชันสูตรที่ รพ.สุรินทร์ ก่อนทำพิธีส่งกลับภูมิลำเนาในวันพรุ่งนี้ ด้านครอบครัว “จ่าเริง” รีบเดินทางมารอรับ บอกดีใจมากที่นำร่างสามีออกมาได้

จากกรณีที่ กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์แนวชายแดน พื้นที่ปราสาทตาควาย บริเวณเนิน 350 ซึ่งหน่วยมีการจัดกำลังเข้ากวาดล้าง จำนวน 3 ที่หมาย ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา ผลการปฏิบัติขั้นต้นสามารถควบคุมได้ 2 ที่หมาย คือ ปราสาทตาควาย และที่รวมพลของทหารกัมพูชา และในทันทีที่เข้ากวาดล้างที่หมายสุดท้าย คือ เนิน 350 ได้ถูกฝ่ายกัมพูชา ตอบโต้อย่างรุนแรง จนทำให้ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ซึ่งเป็นกำลังพลจากหน่วย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 เสียชีวิตขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากที่หน่วยได้พยายามใช้ปฏิบัติการทหารเข้าควบคุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2568 หน่วยจึงสามารถควบคุมพื้นที่เนิน 350 ไว้ได้ และได้นำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 2 นาย ออกจากพื้นที่การรบ เมื่อเวลาประมาณ 12.00 นาฬิกา ของวันนี้ นั้น

ต่อมา เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ได้นำร่าง จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา วีรบุรุษเนิน 350 ซึ่งเป็นกำลังพลจากหน่วย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ที่เสียชีวิตขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ มาชันสูตรพร้อมกับตกแต่งบาดแผล ก่อนจะนำกลับไปไว้ที่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน

ขณะเดียวกันครอบครัวของ จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน ก็ได้เดินทางจากจังหวัดบุรีรัมย์ เข้ามาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ โดย ภรรยา จ.ส.อ. สำเริง เผยว่า บนบานไว้ว่าขอให้เจอศพและนำออกมาให้ได้ซึ่งก็สำเร็จ ตนดีใจมากที่ได้ร่างสามีออกมาได้

จากนั้น เวลา 18.30 น. รถโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน มารับร่าง จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ไปเก็บไว้ เพื่อในวันพรุ่งนี้ จะมีพิธีกองทหารเกียรติยศ ส่งร่างผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนา ณ ภูมิลำเนาต่อไป โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี

นำร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350 ตรวจชันสูตร ก่อนส่งกลับ

การเสียสละของ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ในครั้งนี้ ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพไทย และเป็นความสูญเสียของครอบครัวและคนใกล้ชิด การปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญและเสียสละของทั้งสองท่าน จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยตลอดไป

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการชันสูตรร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350

การชันสูตรศพมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และเป็นกระบวนการที่จำเป็นเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว ในกรณีของ วีรบุรุษเนิน 350 การชันสูตรจะช่วยยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด และเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย

นอกจากนี้ การชันสูตรยังอาจนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยและการฝึกอบรมของทหาร เพื่อป้องกันการสูญเสียในอนาคต การเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนากองทัพให้มีความพร้อมและสามารถปกป้องประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พิธีส่งร่าง วีรบุรุษเนิน 350 กลับภูมิลำเนาในวันพรุ่งนี้ จะเป็นพิธีที่สมเกียรติและแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญและความเสียสละของทั้งสองท่าน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

การจากไปของวีรบุรุษทั้งสองท่านเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความสามัคคีและความเสียสละเพื่อส่วนรวม การร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย คือสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดีของวีรชนผู้กล้าหาญเหล่านี้

ที่มา – นำร่าง 2 กำลังพล “วีรบุรุษเนิน 350” ตรวจชันสูตร ก่อนทำพิธีส่งกลับภูมิลำเนาพรุ่งนี้

เปิดภาพ! แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดเนิน 350

เปิดภาพนาทีประวัติศาสตร์! “แม่ทัพภาคที่ 2 – ผบ.กกล.สุรนารี” ร่วมบัญชาการรบในภารกิจสุดหินเพื่อยึดและควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “เนิน 350” โดยเน้นย้ำความรอบคอบและความระมัดระวังสูงสุดในทุกขั้นตอน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความประกาศความสำเร็จในการเข้าควบคุมและสถาปนาพื้นที่ “เนิน 350” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หลังจากที่มีการปะทะอย่างหนักกับกองกำลังฝ่ายกัมพูชา

เปิดภาพ! แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดเนิน 350

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของการปฏิบัติการครั้งนี้ว่า อยู่ภายใต้การบัญชาการรบร่วมกับ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่การรบ ทำให้การเคลื่อนกำลังและการตรวจยึดพื้นที่ต้องดำเนินไปด้วยมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

การยึด “เนิน 350” สำเร็จครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญอย่างยิ่งทางยุทธศาสตร์

สดุดีวีรบุรุษผู้กล้า

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ เมื่อ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร้อย.อวบ.ร.23 พัน.3 ได้เสียสละชีวิตของตนเองในการปฏิบัติหน้าที่เป็นชุดยิงคุ้มครอง ปกป้องและเปิดทางให้เพื่อนร่วมรบสามารถถอนกำลังได้อย่างปลอดภัยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 10.10 น. ในระหว่างภารกิจเข้าตีต่อที่หมาย “เนิน 350” ซึ่งฝ่ายตรงข้ามได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุนและอาวุธเล็งตรงโจมตีอย่างต่อเนื่อง

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวยกย่องวีรกรรมของทั้งสองนายว่าเป็นแบบอย่างของทหารอาชีพผู้ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย “การเสียสละของทั้งสองนาย คือแบบอย่างของคำว่า ทหารอาชีพผู้ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย”

ปัจจุบัน ร่างของวีรบุรุษทั้งสองนายอยู่ระหว่างการลำเลียงลงสู่พื้นที่ราบ โดยยังคงต้องใช้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่อาจหลงเหลืออยู่

ชัยชนะในการยึด “เนิน 350” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การได้มาซึ่งพื้นที่ แต่เป็นการยืนยันว่าอธิปไตยของชาติไทย ยังคงมีผู้พร้อมที่จะยืนหยัดปกป้องด้วยชีวิต

จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน สังกัด ร.23 พัน.3 และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร.23 พัน.3 ชื่อของท่านทั้งสองจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทย และจะอยู่คู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป

การปฏิบัติการครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การยึด “เนิน 350” สำเร็จ จึงเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องจารึกไว้

ที่มา – เปิดภาพ แม่ทัพภาคที่ 2 – ผบ.กกล.สุรนารี ร่วมบัญชาการรบ ภารกิจยึด “เนิน 350”

วันที่ 13 ของการปะทะ: กัมพูชาเสริมที่มั่น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ล่าสุดในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็น วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ โดยเน้นหนักในพื้นที่สำคัญหลายแห่งตามแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว

วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ

จากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 พบว่า กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยมีการปะทะกันใน 3 พื้นที่หลัก ได้แก่:

สถานการณ์ล่าสุด: วันที่ 13 ของการปะทะ

1. พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการเสริมความแข็งแกร่งของฐานที่มั่นของตนเองอย่างต่อเนื่อง มีการเคลื่อนย้ายและติดตั้งปืนใหญ่ รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดเพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติการรบ

2. พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สถานการณ์ในพื้นที่นี้ยังคงน่ากังวล ฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินการเสริมความแข็งแรงของที่มั่นอย่างไม่หยุดหย่อน มีการยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดเข้ามายังที่มั่นของฝ่ายไทยเป็นระยะๆ นอกจากนี้ ยังตรวจพบการเคลื่อนกำลังพลเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าดำเนินกลยุทธ์ในพื้นที่เพื่อหวังผลในการช่วงชิงความได้เปรียบ

3. พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: ในพื้นที่นี้ ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีที่มั่นของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ตรวจพบการลำเลียงเสบียง อาวุธ และกระสุนดินดำเข้าสู่ฐานที่มั่นต่างๆ ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการรบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียดและมีความผันผวนสูง การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการยกระดับความรุนแรงในการปะทะเป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน จังหวัดสระแก้ว ได้ดำเนินการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 40 แห่ง เพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ปัจจุบัน มีประชาชนที่เข้าพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 16,580 คน ซึ่งได้รับการดูแลและสนับสนุนจากส่วนราชการต่างๆ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีขวัญกำลังใจที่ดี และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

จังหวัดสระแก้วและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

แม้สถานการณ์ชายแดนจะยังคงมีความไม่แน่นอน แต่ความสามัคคีและความเข้มแข็งของคนในชาติจะเป็นพลังสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ไปได้ด้วยดี วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีระบบการป้องกันชายแดนที่มีประสิทธิภาพ การฝึกฝนกำลังพลให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการ และการมีแผนอพยพประชาชนที่ชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความปลอดภัยและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – วันที่ 13 ของการปะทะ กัมพูชายังคงเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ยิงปืนใหญ่ใส่ไทยเป็นระยะ

สดุดี! พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ วีรบุรุษชายแดนใต้

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพจากเหตุปะทะเดือดบน “เนิน 677” ช่องอานม้า เดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด จ.นราธิวาส เพื่อร่วมปกป้องอธิปไตย สมัครรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระแม่

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 จากกรณีที่มีรายงานว่า บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากฝั่งกัมพูชาพยายามจะเข้ามายึดพื้นที่เนิน 677 ทำให้มีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นหลายนัด โดยทหารปืนใหญ่ ต้องยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (ปะทะหนักที่เนิน 677 ช่องอานม้า ทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย)

ล่าสุดทางด้านเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส ได้โพสต์ข้อความอาลัยหนึ่งในพลทหารผู้เสียชีวิตลูกหลานชาวนราธิวาส โดยระบุว่า พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี ตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม ผู้เสียสละชีวิตตน เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย ขณะปฏิบัติหน้าที่สู้รบ ณ บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

น้องเดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด เพื่อร่วมปฎิบัติหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ร่วมปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่ วีรบุรุษจากชายแดนใต้ สู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารผู้กล้าของไทย

ประวัติของ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 บรรจุเข้ารับราชการทหารเมื่อ 1 พ.ย.2566 ในตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม มีภูมิลำเนา ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พลอาสาฯ มุสตากีม ถือเป็นสายเลือดทหารหาญโดยแท้ เพราะมีแม่เป็นทหารหญิง ปัจจุบันรับใช้ชาติอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี น้องรักและเป็นห่วงแม่มาก เหตุผลที่สมัครเป็นทหารไปรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระของแม่

หลับเถิดทหารผู้กล้า เราทุกคนจะจดจำความกล้าหาญและเสียสละของท่านตราบนิรันดร์…

กำหนดการพิธีฝั่งศพ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ กำหนดจัด ณ กุโบสะบือรัง (บ้านสุแฆ) ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เนิน 677 ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ชื่อของ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อชาติ เขาคือหนึ่งในทหารหาญที่พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ: ผู้เสียสละจากชายแดนใต้

เรื่องราวของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องจากบ้านเกิดที่นราธิวาสมาไกลถึงอุบลราชธานี เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

  • ความกล้าหาญ: พลฯ มุสตากีม แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับศัตรู
  • ความเสียสละ: เขาได้สละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องประเทศชาติ
  • ความรักชาติ: แรงจูงใจสำคัญในการรับราชการทหารของเขาคือความรักชาติและความต้องการที่จะแบ่งเบาภาระของมารดา

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป ความกล้าหาญและเสียสละของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อชาติ

การจากไปของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพไทยและประเทศชาติ แต่ความเสียสละของเขาจะไม่สูญเปล่า เพราะเขาได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ และชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะวีรบุรุษผู้กล้าหาญ

ขอสดุดีวีรกรรมของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขา

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

นายกฯ น้ำตาคลอ พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ”


“นายกฯ อนุทิน” น้ำตาคลอ เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต” ทหารกล้าพลีชีพในสนามรบไทย-กัมพูชา พร้อมให้กำลังใจครอบครัว-สวมกอดลูกสาวทั้ง 2 คนของ “จ่าเพียว”

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังสนามบินร้อยเอ็ด และในเวลา 15.10 น. เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอกศตวรรษ สุจริต หรือ จ่าเพียว ทหารกล้าที่ได้สละชีพจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง ไทย-กัมพูชา ณ วัดพรหมพิทักษ์วนาราม หมู่ที่ 9 ตำบลรอบเมือง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เข้าร่วมในพิธี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว และการสูญเสียของ จ.ส.อ.ศตวรรษ นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาติไทย การจัด พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” อย่างสมเกียรติ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใย และความใส่ใจของผู้บริหารประเทศที่มีต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจและให้กำลังใจครอบครัวของ จ.ส.อ.ศตวรรษ รวมทั้งได้พูดคุยกับบุตรสาวทั้งสองของ จ.ส.อ.ศตวรรษ พร้อมทั้งให้กำลังใจให้ตั้งใจเรียนหนังสือ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นสักขีพยานในพิธีมอบธงชาติคลุมหีบศพของ จ.ส.อ.ศตวรรษ พร้อมทั้งมอบใบประกาศเกียรติคุณและเงินช่วยเหลือจากกองทัพบก โดยมีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีมีน้ำตาคลอในช่วงที่พูดคุยกับครอบครัว พร้อมทั้งกล่าวว่าเงินช่วยเหลือที่ได้รับขอให้เก็บไว้ดูแลบุตรทั้งสองคน และได้สวมกอดลูกสาวทั้งสองของ จ.ส.อ.ศตวรรษ

นายกฯ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ”

ผู้สื่อข่าวได้รายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนที่จะเดินทางกลับขึ้นรถยนต์ ได้มีประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมในพิธีได้เข้ามาขอถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้เดินทักทายประชาชน ในขณะที่ประชาชนได้กล่าวให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีให้สู้ๆ กับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้จบในรุ่นของเรา ในขณะนั้น นายกรัฐมนตรีได้ชูกำปั้นแสดงสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ก่อนที่จะชี้ไปที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ พร้อมทั้งกล่าวว่าคนนี้เป็นแม่ทัพใหญ่

ความเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ

การเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลากรที่สำคัญของกองทัพ แต่ยังเป็นการสูญเสียของครอบครัวและคนที่รัก การให้ความสำคัญกับพิธีศพและการให้กำลังใจครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความขอบคุณและความห่วงใยจากสังคม

พิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” ไม่ได้เป็นเพียงพิธีทางศาสนา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้กล้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแนวหน้า

การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในพิธีด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการดูแลและให้ความสำคัญกับทหารที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยและให้กำลังใจกับครอบครัวของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจและความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนร่วมมือกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป เพื่อให้การเสียสละของ จ.ส.อ.ศตวรรษ ไม่สูญเปล่า

ที่มา – นายกฯ น้ำตาคลอพิธีพระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ศตวรรษ” ทหารกล้าพลีชีพ ให้กำลังใจครอบครัว

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธกัมพูชา ตรงข้ามหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพา ร่วมกับกองทัพอากาศ ได้ปฏิบัติการทางอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน โดยระบุว่า เมื่อเวลา 16.09 น. กกล.บูรพา ร่วมกับ ทอ. ได้ปฏิบัติการทางอากาศ จำนวน 2 ที่หมาย ซึ่งผลการปฏิบัติการสามารถทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน

ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

ปฏิบัติการดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การทำลายศักยภาพทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลังอาวุธและกระสุน ซึ่งถือเป็นแหล่งสะสมยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ และระบบการสื่อสารป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการตรวจจับและตอบโต้ภัยคุกคามทางอากาศ

การโจมตีทางอากาศครั้งนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มักมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่บ่อยครั้ง การปฏิบัติการดังกล่าว จึงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบและปฏิกิริยาต่อการทำลาย 2 ที่หมาย

แม้ว่าทางกองทัพภาคที่ 1 จะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีทางอากาศครั้งนี้ แต่คาดการณ์ว่า การทำลายคลังอาวุธและระบบการสื่อสารของฝ่ายกัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การปฏิบัติการทางอากาศครั้งนี้ อาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม ทางการไทยยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ประชาชนในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การมีสติและไม่ตื่นตระหนก จะช่วยให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาและแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว ถือเป็นปฏิบัติการที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและการเจรจา ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ทำลาย 2 ที่หมาย คลังอาวุธ-ระบบสื่อสารป้องกันภัยฝ่ายกัมพูชา ตรงข้าม บ.หนองหญ้าแก้ว

EOD สำรวจ! เหตุหลุมระเบิด 13 หลุม ชายแดนตราด


เจ้าหน้าที่ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย “หลุมระเบิด 13 หลุม” ที่ตกในพื้นที่ชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด พบ 1 หลุมกลางถนนยังไม่ระเบิด และไม่สามารถเก็บกู้ได้ สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ตราด ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านท่าเลื่อน และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบหลุมระเบิด 13 หลุม ที่ตกมาจากฝั่งประเทศกัมพูชา ภายในสวนทุเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่

โดยเบื้องต้นสามารถตรวจสอบหลุมระเบิดไปได้ 13 หลุม แบ่งเป็นหลุมระเบิดที่อยู่ตามสวน 11 หลุม ซึ่งระเบิดสมบูรณ์หมดแล้ว และหลุมที่ตกบนถนนจำนวน 2 หลุม โดยในจำนวนนี้ มีหนึ่งหลุมที่ยังไม่สามารถเก็บกู้ระเบิดได้

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพหลุม และสภาพความเสียหายบริเวณโดยรอบ เช่น ต้นไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกเผาไหม้จากแรงระเบิดได้รับความเสียหาย รวมทั้งได้เก็บนำเศษสะเก็ดระเบิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุโลหะ ไปตรวจสอบวิเคราะห์หาชนิดของระเบิดจากฝั่งกัมพูชา

ส่วนหลุมระเบิดที่อยู่บนถนน 1 หลุม ซึ่งตอนนี้ยังไม่ระเบิดนั้น เบื้องต้นยังไม่สามารถดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ เนื่องจากต้องขุดเปิดหน้าถนน คาดว่าระเบิดน่าจะลงไปในหลุมลึกประมาณ 3 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการวางกรวยถนนปิดกั้นบริเวณปากหลุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากรถที่ยังจำเป็นต้องสัญจรผ่านไปมา เพราะถนนเส้นดังกล่าวเป็นถนนเส้นหลักที่เชื่อมลงไปถึง อ.คลองใหญ่

นายภิญโญ ดีหลาย กำนันตำบลชำราก เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้พาเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ 13 หลุมที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งหลุมได้อย่างแน่ชัด โดยระเบิดไปแล้วทั้งหมด 12 หลุม เหลืออีก 1 หลุมคือบนถนนที่ระเบิดยังไม่ทำงาน ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ส่วนใหญ่อยู่ในป่าลึก หรือมีใบไม้ปกคลุม ต้องรอให้สถานการณ์สงบจึงจะสามารถเข้าตรวจสอบได้

ซึ่งจุดที่ระเบิดลงนั้น ล้วนแต่เป็นเขตพลเรือนที่เป็นบ้านเรือน และสวนของชาวบ้าน โดยตนเองไม่อยากให้ทหารกัมพูชาตอบโต้ทหารไทยในพื้นที่หมู่บ้าน อย่างน้อยเรามีแผนการที่ดีในการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เกือบ 100% ไม่งั้นอาจจะมีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าไร่สวนของตนได้รับความเสียหาย ก็รู้สึกท้อแท้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นการปะทะกันที่หนักที่สุดของ จ.ตราด แล้ว

นอกจากนี้ กำนันตำบลชำราก ยังบอกให้ทางการกัมพูชายอมรับความจริง หลังจากที่กล่าวหาว่าระเบิดที่ตกในสวนและถนนในประเทศไทยนั้นเป็น Fake News ยืนยันว่า การที่กัมพูชายิงระเบิดมาตกใส่ถนน และไร่สวนของชาวบ้านในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องจริง

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก ยังได้มีเสียงปืนใหญ่จากฝ่ายไทย ดังขึ้นอีกครั้ง ติดต่อกัน 3 นัด ในช่วงเวลา 11.45 น. หลังจากการถล่มสะพานจัยจุมเนี้ยะ และ กาสิโนทมอดา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

เจ้าหน้าที่ชุด EOD เร่งเข้าตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม ในบริเวณชุมชน จ.ตราด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับหลุมระเบิด 13 หลุม

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การอพยพและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

**คนไทยยังกลับไม่ได้**: สภ.คลองลึกเผย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง คนไทยยังกลับไม่ได้ ล่าสุด สถานีตำรวจภูธรคลองลึก (สภ.คลองลึก) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้

จากรายงานของ สภ.คลองลึก พบว่า แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมในการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากทางการกัมพูชา ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ อย่างที่หลายคนคาดหวัง

คนไทยยังกลับไม่ได้: สภ.คลองลึกรายงานสถานการณ์

สำหรับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่เตรียมไว้สำหรับการรับคนไทยกลับประเทศนั้น ได้มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรับตัวและคัดกรองเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ คือการที่ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายในการปล่อยตัวคนไทยที่อยู่ในฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ฝ่ายไทยยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ในขณะนี้

ทำไมคนไทยยังกลับไม่ได้?

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “ตอนนี้ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายปล่อยตัวคนไทย ที่อยู่ฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ไทยยังไม่สามารถรับตัวกลับมาได้” ข้อความนี้เป็นการยืนยันว่าอุปสรรคสำคัญอยู่ที่นโยบายของทางกัมพูชา

แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกและดูแลคนไทยที่เดินทางกลับประเทศ แต่การขาดความร่วมมือจากทางกัมพูชาทำให้สถานการณ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า “ฝ่ายไทยได้เตรียมเปิดด่านและจัดเจ้าหน้าที่ ตม. พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไว้ครบแล้ว แต่ยังต้องรอการตอบรับจากกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้เป็นวันที่ 2 แล้วที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สถานการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่แน่นอนให้กับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ รวมถึงครอบครัวและญาติมิตรที่รอคอยอยู่ที่ประเทศไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • ความล่าช้าในการเดินทางกลับประเทศของคนไทย
  • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตสำหรับผู้ที่ต้องการกลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทย
  • ความกังวลและความเครียดของครอบครัวและญาติมิตร

แนวทางแก้ไขที่อาจเป็นไปได้:

  • การเจรจาและประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อหาทางออกร่วมกัน
  • การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่คนไทยที่ติดค้างอยู่ในกัมพูชา
  • การวางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดด่านอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับการอนุมัติจากกัมพูชา

ทั้งนี้ สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยืนยันว่าจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้งหากมีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการติดตามและแก้ไขสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ในฐานะประชาชนคนไทย สิ่งที่เราทำได้ในขณะนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ขอให้การเจรจาและการประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปด้วยดี และหวังว่า คนไทยยังกลับไม่ได้ จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือควรตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – คนไทยยังกลับไม่ได้ “สภ.คลองลึก” เผย 2 วันแล้วยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชา

สดุดีวีรชน! ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน กลับลพบุรี

ความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาติ! สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” ผู้เสียสละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ บริเวณช่องอานม้า ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชา เตรียมนำร่างอันกล้าหาญกลับสู่บ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี เพื่อให้ครอบครัวและญาติมิตรได้ประกอบพิธีทางศาสนา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.13 น. ที่ผ่านมา (12 ธันวาคม) เมื่อกัมพูชาได้ยิงจรวด BM-21 จำนวน 3 ชุด เข้าใส่เนิน 677 ทำให้ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน สังกัด รพศ.1 พัน.2 ตำแหน่ง พนง.วิทยุ ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ศีรษะ และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ สร้างความเศร้าสลดใจแก่เพื่อนทหารและผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง

นอกจาก สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” แล้ว ยังมีทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน ได้แก่ ส.ท.พีรภัทร เจนจบ สังกัด รพศ.1 พัน.1 ถูกยิงที่แขนซ้าย และ ส.อ.สุรศักดิ์ สระแสง สังกัด รพศ.1 พัน.2 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่เบ้าตา ทั้งสองนายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ร่างของ สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” ได้ถูกเคลื่อนย้ายจากโรงพยาบาลสนามไปยังแผนกนิติเวช โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเวลา 13.20 น. เพื่อดำเนินการชันสูตรตามขั้นตอนทางกฎหมาย

สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน”

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการชันสูตรแล้ว ร่างของ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน จะถูกนำไปบำเพ็ญกุศล ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้เพื่อนทหารและประชาชนทั่วไปได้ร่วมไว้อาลัย ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายกลับไปยังบ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

กำหนดการเคลื่อนย้ายร่าง ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน

  • เคลื่อนย้ายร่างจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ไปยังพุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22
  • ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ พุทธสถานมณฑลทหารบกที่ 22
  • เคลื่อนย้ายร่างกลับบ้านเกิดที่จังหวัดลพบุรี (วันและเวลาจะแจ้งให้ทราบต่อไป)

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกองทัพไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารกล้า ผู้พร้อมที่จะพลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามทั้งปวง ขอสดุดีและไว้อาลัยต่อ สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” และขอเป็นกำลังใจให้แก่ครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์ความรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต ได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ขอให้ดวงวิญญาณของ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน สู่สุคติ และขอให้ครอบครัวของท่านเข้มแข็ง ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ไปให้ได้

ที่มา – สดุดีทหารกล้า “ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน” เตรียมนำร่างเดินทางกลับบ้านเกิดที่ จ.ลพบุรี

Scroll to top