ทักษิณ ชินวัตร

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือ?

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือ? การปรากฏตัวของอดีตนายกฯ สร้างความฮือฮา แต่สุริยะยืนยันไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวแน่นอน เรามาเจาะลึกถึงเบื้องหลังการมาเยือนพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณในครั้งนี้กัน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 15.52 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยสั้นๆ ขณะเดินทางออกจากที่ทำการพรรคเพื่อไทย ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเอง พรรคเพื่อไทยได้มีการประชุม สส. โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานในการประชุม พร้อมทั้งมี นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการให้กำลังใจ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่มีทางออกหรือไม่ นายทักษิณ ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่รู้ ผมมาให้กำลังใจเฉยๆ” เมื่อถูกถามถึงกรณีที่เคยกล่าวว่าผิดที่ไว้ใจ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มากเกินไป นายทักษิณ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว แต่ได้กล่าวซ้ำอีกครั้งว่า “มาให้กำลังใจเฉยๆ” ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์เมอร์เซเดส-มายบัค ทะเบียน พร 195 กรุงเทพมหานคร และเดินทางออกจากพรรคเพื่อไทยไป

ในช่วงเวลา 16.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการประชุมว่า ในวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แม้ว่านายชัยเกษม จะเข้าร่วมการประชุมด้วยก็ตาม การประชุมในครั้งนี้เป็นเพียงการให้กำลังใจแก่ สส. ของพรรคเท่านั้น ซึ่ง สส. ทุกคนของพรรคก็ยืนยันว่าจะยังคงอยู่กับพรรคต่อไป

ส่วนการมาของนายทักษิณนั้น นายสุริยะกล่าวว่าเป็นการมาให้กำลังใจ สส. โดยนายทักษิณได้กล่าวว่า “ถ้าเป็นอะไรก็ให้อยู่ด้วยกัน” นอกจากนี้ นายสุริยะ ยังได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือไม่?

การปรากฏตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พรรคเพื่อไทย ได้สร้างความสนใจและเกิดคำถามต่างๆ มากมาย แม้ว่านายทักษิณจะยืนยันว่า “มาให้กำลังใจเฉยๆ” แต่หลายฝ่ายก็ยังคงจับตาถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการมาเยือนในครั้งนี้

การที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมายืนยันว่าไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการตอกย้ำว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าด้วยทีมงานและบุคลากรชุดเดิม

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังคงค้างคาใจหลายคนก็คือ การมาของนายทักษิณ “มาให้กำลังใจเฉยๆ” จริงหรือไม่ หรือว่ามีวาระซ่อนเร้นอื่นใดที่ยังไม่ถูกเปิดเผย ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไปอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่น่าสนใจจากการเดินทางมาพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ คือ การส่งสัญญาณบางอย่างถึงสมาชิกพรรค และอาจถึงคู่แข่งทางการเมืองด้วย การเน้นย้ำคำว่า “ให้กำลังใจ” อาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาครั้งนี้

ในภาพรวม การมาเยือนพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ แม้จะถูกอธิบายว่าเป็นการ “มาให้กำลังใจเฉยๆ” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ “สุริยะ” ยันไม่มีอัศวินขี่ม้าขาว

ฮุน มาเนต เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทย เลิกใช้กำลัง

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา พบหารือเลขาธิการยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุม SCO ที่จีน ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พบหารือนายอันโตนิโอ กูเตรืเรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ที่จีน โดยผู้นำกัมพูชาได้ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

ฮุน มาเนต เปิดเผยว่า เลขาธิการยูเอ็นติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา–ไทยอย่างใกล้ชิด และยินดีที่สองฝ่ายสามารถบรรลุหยุดยิงได้ตั้งแต่คืนวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่ความสัมพันธ์ปกติโดยเร็ว

โดยเลขาธิการยูเอ็น ยังเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้ง “สองฝ่าย” หลีกเลี่ยงการใช้กำลังในพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ และให้หันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) บนพื้นฐานข้อตกลง ทวิภาคี สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายระหว่างประเทศ

ในโอกาสเดียวกัน ฮุน มาเนต ยังได้เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งประกาศสนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนที่มาเลเซียดำเนินการอยู่ และเรียกร้องให้เร่งตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน” (ASEAN Observer Team – AOT) พร้อมย้ำเช่นเดียวกันว่าทั้งสองประเทศไม่ควรใช้กำลังจัดการข้อพิพาท โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีพลเรือน

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่นายกฯ ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ได้เข้าพบเลขาธิการยูเอ็นและเรียกร้องให้ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี ถือเป็นการยกระดับปัญหาขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงไปแล้ว แต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ

การที่เลขาธิการยูเอ็นเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้งสองฝ่ายให้หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และหันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ถือเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ?

ความขัดแย้งชายแดนไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การใช้กำลังทหารไม่เคยเป็นทางออกที่ยั่งยืน และมักจะนำมาซึ่งความสูญเสียและความเสียหายต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาและการทูตต่างหาก คือหนทางที่จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริง

  • การที่ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี แสดงให้เห็นถึงความกังวลของกัมพูชาต่อสถานการณ์ชายแดน
  • การที่ยูเอ็นตอบรับข้อเสนอของกัมพูชาเป็นการส่งสัญญาณว่านานาชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
  • การแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย

การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนและเรียกร้องให้เร่งตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะใช้โอกาสนี้ในการหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง และร่วมกันแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ การที่ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

“ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อให้นั่งนายกฯ

“ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อจากเพื่อไทยให้ชิงเก้าอี้นั่งนายกฯ บอกรู้จักนิสัย “ทักษิณ” ดี รู้ดีเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง แต่หากจะใช้ก็พร้อม

วันที่ 1 กันยายน 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่า พร้อมที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากได้รับมอบหมายจากพรรค แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือพูดคุยจากพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด

เมื่อถูกถามถึงการเจรจาเมื่อวานที่ผ่านมากับพรรคประชาชน ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทน นายชัยเกษมกล่าวว่า ตนเองไม่ได้รับรู้รายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น และมองว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในพรรค การตัดสินใจต่างๆ ขึ้นอยู่กับพรรคเป็นหลัก

นายชัยเกษมยังกล่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร รู้ดีว่านิสัยของตนเองเป็นอย่างไร หากมีอะไรให้ทำก็คงติดต่อมาเอง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยงานพรรค และหากพรรคประชาชนยินดีและพร้อมสนับสนุนให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

“ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อให้นั่งนายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ล่าสุด นายชัยเกษม นิติสิริ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อจากพรรคเพื่อไทยให้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง

นายชัยเกษมยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า รู้จักนิสัยของนายทักษิณเป็นอย่างดี และเข้าใจว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในการวางแผนทางการเมือง แต่หากพรรคต้องการให้ช่วยงาน ก็พร้อมที่จะทำอย่างเต็มที่

ความพร้อมของ “ชัยเกษม” หากได้รับโอกาสนั่งนายกฯ

แม้ว่าจะยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย แต่หากได้รับโอกาสให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษมกล่าวว่า ตนเองมีความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ด้วยประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมา จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรคเพื่อไทย และการเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ซึ่งต้องรอติดตามดูกันต่อไปว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายไปในทิศทางใด

บทบาทของพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล

พรรคเพื่อไทยถือเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ และมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ รวมถึงการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี การเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล และการกำหนดนโยบายต่างๆ ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ความท้าทายในการจัดตั้งรัฐบาล

การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองอยู่หลายประการ การที่จะสร้างความสมานฉันท์และนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปข้างหน้าได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราในฐานะประชาชนคนไทยจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น

อนาคตทางการเมืองของไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบทบาทของนายชัยเกษมในอนาคต

ที่มา – “ชัยเกษม” บอกไม่เคยได้รับการติดต่อจากเพื่อไทยให้นั่งนายกฯ บอกรู้จักนิสัย “ทักษิณ”ดี

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม! เท้งตัดสินใจ

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม! นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ยอมรับว่าได้พบและพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยนายทักษิณได้ขอเสียงโหวตสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีจริง อย่างไรก็ตาม นายธนาธรโยนการตัดสินใจให้กับหัวหน้าพรรคประชาชน โดยเน้นย้ำว่าประเทศชาติต้องมาก่อน

ภายหลังจากการที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ใช้นามสกุลเพื่อหวังผลในการพูดคุย นายธนาธรยังกล่าวอีกว่า ข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยได้ถูกนำมาพิจารณาบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล โดยยอมรับว่าได้พบกับนายทักษิณเมื่อช่วงเช้าวันนี้ และได้พูดคุยกันหลังจากได้รับการติดต่อให้เข้าพบเมื่อวานนี้ นายทักษิณได้ปรึกษาหารือถึงความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายธนาธรได้ตอบว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และได้แถลงจุดยืนมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว เกี่ยวกับทีโออาร์หรือเงื่อนไขในการสนับสนุนผู้ใดผู้หนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไขคือการยุบสภาภายใน 4 เดือน และจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้น

นายธนาธรกล่าวถึงความกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ว่า พรรคประชาชนมีเงื่อนไขที่ชัดเจน และขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยว่าจะยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้หรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยยอมรับเงื่อนไขได้ ก็สามารถพูดคุยกับหัวหน้าพรรคได้เลย ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่ายังไม่มีการติดต่อหรือนัดหมายอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทยมายังพรรคประชาชน

ในส่วนของกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อาจจะทำให้การพูดคุยในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเป็นไปได้ง่ายขึ้น นายธนาธรกล่าวว่า นายสุริยะเป็นอา และตนเองกับนายพงศ์กวินเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ด้วยความเคารพทั้งสองท่านเป็นญาติกัน แต่ปัญหาของบ้านเมืองไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาจากความสัมพันธ์ทางครอบครัว และยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อพูดคุยจากทั้งสองคน ส่วนพรรคประชาชนยังไม่ปิดประตูในการเลือกนายชัยเกษมใช่หรือไม่นั้น หัวหน้าพรรคประชาชนได้ตอบอย่างชัดเจนแล้ว

ในมุมมองของนายธนาธรเกี่ยวกับการเลือกพรรค ประชาชนนั้น ตนเองเข้าใจว่าเหตุผลที่พรรคประชาชนยื่นทีโออาร์และมีเงื่อนไขขึ้นมา ไม่ได้มาจากความต้องการที่จะมีอำนาจหรือเป็นรัฐบาล และพรรคประชาชนยังคงเป็นฝ่ายค้านเช่นเดิม แต่สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการคือการนำพาประเทศไปข้างหน้า เนื่องจากสภาในปัจจุบันไม่มีกลุ่มการเมืองใดที่มีความชอบธรรมและมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าได้ ไม่มีใครที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ทั้งการแก้ไขปัญหายาเสพติดและการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงปัญหาทางการเมือง ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจให้พรรคประชาชนด้วยการยุบสภา ทำให้พรรคประชาชนมีเงื่อนไขเพียง 2 ข้อ ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า และสิ่งที่ต้องการคือสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้า นั่นคือโจทย์ใหญ่ของสังคม

เมื่อถามว่าระยะเวลา 4 เดือนเพียงพอสำหรับการทำประชามติหรือไม่ นายธนาธรเชื่อว่าพรรคประชาชนได้คำนวณแล้วว่าเพียงพอสำหรับการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อถูกถามว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน พรรคประชาชนอาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากทั้งคู่ เพราะผู้สนับสนุนอาจไม่ต้องการทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย นายธนาธรยืนยันหนักแน่นว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน ไม่มีกลุ่มใดที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การตัดสินใจเลือกใครนั้นต้องพิจารณาว่าพรรคใดมีโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพรรคใด พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอ

เมื่อถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการถูกฉีก MOU นายธนาธรกล่าวว่า ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน หากพรรคใดรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนไปแล้วไม่ทำตาม ก็ขอให้ประชาชนตัดสิน ส่วนจะมีการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ให้ไปสอบถามหัวหน้าพรรคประชาชน เพราะข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในระหว่างการพิจารณาแล้ว

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษมจริงหรือไม่?

จากเหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทยในปัจจุบัน การเจรจาต่อรอง และการแสวงหาแนวร่วมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศในอนาคต

ที่มา – “ธนาธร” รับ “ทักษิณ” มาเจอต่อหน้าขอเสียงโหวตให้ “ชัยเกษม” โยน “เท้ง” ตัดสินใจเอง

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” คุย “ธนาธร” จริงหรือ?

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยัน “เพื่อไทย” เดินหน้าดีล “พรรคประชาชน” หนุนตั้งรัฐบาล

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไปพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่ขณะนี้สมาชิกพรรคทุกคนกำลังทำงานกันอย่างเต็มที่ แต่ยืนยันได้ว่าพรรคเพื่อไทยมีแผนที่จะพูดคุยกับพรรคประชาชนเพื่อขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลจริง ซึ่งการพูดคุยอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา

เมื่อถูกถามย้ำว่าทีมเจรจาของพรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปที่โรงแรมคอนราดในช่วงบ่ายวันนี้หรือไม่ นายภูมิธรรมย้อนถามสั้น ๆ ว่า ไม่ทราบว่าข่าวมาจากไหน

“ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยันเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม ล่าสุดมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการนัดพบกันระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งได้รับการตอบสนองจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี โดยที่นายภูมิธรรม ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

“ภูมิธรรม” ยันเพื่อไทยเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

ถึงแม้จะปฏิเสธข่าวการนัดพบระหว่างนายทักษิณและนายธนาธร แต่นายภูมิธรรมได้ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าเจรจากับพรรคประชาชน เพื่อแสวงหาเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยการเจรจาอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นเมื่อมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว

การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม การเจรจากับพรรคประชาชนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความแตกต่างทางอุดมการณ์และนโยบายอยู่พอสมควร

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคก้าวไกลต่อการเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน เนื่องจากพรรคก้าวไกลเคยเป็นพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทยมาก่อน แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นฝ่ายค้าน การที่พรรคเพื่อไทยหันไปจับมือกับพรรคประชาชนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลได้

การจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด การเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไร จะมีพรรคการเมืองอื่นเข้าร่วมในการเจรจาหรือไม่ และสุดท้าย ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบ

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งที่ประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองของตนเองเป็นไปอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

สถานการณ์ “ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และการเจรจาต่อรองที่เกิดขึ้นเบื้องหลังฉาก การจับขั้วทางการเมืองใหม่ๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ปัดไม่รู้ “ทักษิณ” นัดคุย “ธนาธร” ยันเดินหน้าดีล “พรรคประชาชน”

อิ๊งค์ ไหว้ขอบคุณ: ทักษิณเครียด ไม่ตอบสื่อ

“แพทองธาร ชินวัตร” ยิ้มรับพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนที่มาให้กำลังใจ หน้าตึกพรรคเพื่อไทย ด้าน “ทักษิณ” สีหน้าเครียดก้มหน้าคุยโทรศัพท์ ไม่ตอบคำถามสื่อ

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่หน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างคึกคัก กลุ่มมวลชนผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมากปักหลักรอฟังคำวินิจฉัยของศาล และภายหลังศาลมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง กลุ่มมวลชนดังกล่าวได้เคลื่อนย้ายมารวมตัวที่หน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อรอให้กำลังใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” ที่คาดว่าจะเดินทางมาที่ทำการพรรค โดยหลายคนสวมเสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ พร้อมเตรียมพวงมาลัยเพื่อแสดงการสนับสนุน

บรรยากาศภายในพรรคเพื่อไทยที่ประตูทางเข้า มีแกนนำและ ส.ส.คนสำคัญมารอต้อนรับ อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์, นายชลนาน ศรีแก้ว, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อและประธานวิปรัฐบาล รวมถึงนายจาตุรนต์ ฉายแสง และสมาชิกพรรคอีกหลายคน

กระทั่งเวลา 17.25 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทย และตรงขึ้นไปยังห้องประชุมชั้นบนทันที โดยไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนที่รอสัมภาษณ์ มีเพียงก้มหน้าพูดคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ต่อมาไม่ถึง 5 นาที นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เดินทางมาถึงที่ทำการพรรค โดยเปิดประตูรถลงมาพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนที่มาให้กำลังใจ พร้อมกล่าวสั้น ๆ ว่า “ขอบใจ ไม่เป็นอะไร ขอบใจมาก ขอบคุณทุกกำลังใจ” ก่อนจะทักทายกลุ่มผู้สนับสนุน รับพวงมาลัย กอดพูดคุยกับมวลชนอย่างเป็นกันเอง และมีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ปรากฏความเคร่งเครียด

จากนั้น นางสาวแพทองธารได้เดินเข้าสู่ภายในที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบปะและพูดคุยกับแกนนำและสมาชิกพรรคที่รอต้อนรับอยู่ภายใน

ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี

อิ๊งค์ ไหว้ขอบคุณมวลชนให้กำลังใจ – ทักษิณ เครียดไม่ตอบคำถามสื่อ

เหตุการณ์วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการกลับมาของคุณทักษิณและการให้กำลังใจจากมวลชนที่มีต่อนางสาวแพทองธาร หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือสีหน้าเคร่งเครียดของคุณทักษิณขณะเดินทางมาถึงพรรค ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่คุ้นเคย ในขณะที่นางสาวแพทองธารแสดงความขอบคุณมวลชนอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

แพทองธาร ชินวัตร ไหว้ขอบคุณมวลชน

การปรากฏตัวของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวน ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มผู้สนับสนุน การที่เธอลงจากรถและยกมือไหว้ขอบคุณมวลชน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความผูกพันที่มีต่อผู้สนับสนุนพรรค การกระทำนี้สร้างความประทับใจและเป็นภาพที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์

นอกจากนี้ การที่นางสาวแพทองธารกล่าวขอบคุณด้วยถ้อยคำสั้น ๆ แต่แสดงถึงความจริงใจ ทำให้ผู้สนับสนุนรู้สึกถึงความห่วงใยและการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน การรับพวงมาลัย การกอด และการพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับมวลชน เป็นภาพที่แสดงถึงความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักการเมืองกับประชาชน

ในขณะที่การเดินทางมาถึงของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับเป็นไปอย่างเงียบ ๆ และเคร่งเครียด สีหน้าของทักษิณที่ก้มหน้าคุยโทรศัพท์และไม่ตอบคำถามสื่อ แสดงให้เห็นถึงความกดดันและความกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น ความแตกต่างระหว่างท่าทีของทักษิณและแพทองธาร ทำให้เกิดการวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงอนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

โดยรวมแล้ว เหตุการณ์ที่พรรคเพื่อไทยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย การที่มวลชนยังคงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างเหนียวแน่น แสดงให้เห็นถึงความหวังและความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อพรรคในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – “อิ๊งค์” ไหว้ขอบคุณมวลชนให้กำลังใจ – “ทักษิณ” เครียดไม่ตอบคำถามสื่อ

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา เยือนปักกิ่ง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา ให้การต้อนรับและพบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดา ในโอกาสเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งการต้อนรับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ไชน่าเดลีรายงานว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ได้พบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์ นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดาแห่งกัมพูชา ณ กรุงปักกิ่งของจีน การพบปะครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างจีนและกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โดยนายสี จิ้นผิง ได้ต้อนรับทั้งสองพระองค์ในการเดินทางเยือนจีนอีกครั้ง พร้อมเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและให้เกียรติอย่างสูงต่อพระมหากษัตริย์กัมพูชา

ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนกล่าวย้อนถึงการเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ และประชาชนชาวกัมพูชา โดยเขาระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาได้ผ่านบททดสอบของความผันผวนระหว่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายได้สร้างมิตรภาพอันแข็งแกร่งผ่านทุกข์สุขร่วมกัน ซึ่งกลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของประชาชนสองประเทศและควรค่าแก่การทะนุถนอมไว้อย่างยิ่ง

พร้อมกันนี้กล่าวว่า ยามเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวาย จีนและกัมพูชาควรยืนหยัดเคียงข้างกัน สานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือ เร่งสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกันและยั่งยืนในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่ พร้อมนำพาประโยชน์มาสู่ประชาชนสองประเทศมากขึ้น

นายสี จิ้นผิง ยังระบุว่า จีนสนับสนุนประชาชนชาวกัมพูชาในการเดินตามวิถีทางการพัฒนาอันเหมาะสมกับเงื่อนไขของประเทศ ตลอดจนบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาว

ทางด้านกษัตริย์กัมพูชา ระบุว่ารู้สึกยินดีที่ได้เดินทางเยือนจีนอีกครั้งและได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก โดยกัมพูชามองความสัมพันธ์ทวิภาคีจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อยู่เสมอ และยินดีจะสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและร่วมสร้างประชาคมกัมพูชา-จีน ที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

การพบปะและการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนให้ความสัมพันธ์กับกัมพูชา ความสัมพันธ์อันดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอีกด้วย

ทำไมการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาของ สี จิ้นผิง จึงมีความสำคัญ?

การสี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายมิติ ดังนี้:

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี: การพบปะระดับสูงนี้เป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ
  • ยืนยันมิตรภาพอันยาวนาน: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชามีมายาวนาน และการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้เป็นการยืนยันถึงมิตรภาพที่มั่นคงและยั่งยืน
  • หารือประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและโลก: การพบปะหารือระหว่างผู้นำเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาค
  • ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ: ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุน การค้า และการท่องเที่ยว

การที่สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

โดยรวมแล้ว การเยือนกรุงปักกิ่งของกษัตริย์กัมพูชาและการต้อนรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคในระยะยาว

ที่มา – “สี จิ้นผิง” ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ

ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่วัดชัยสุนทร จังหวัดกาฬสินธุ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายยงยุทธ หล่อตระกูล อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กาฬสินธุ์ โดยมีพระญาณรักขิต เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอาลัยรักและเคารพต่อผู้วายชนม์ โดยมีบุคคลสำคัญทางการเมืองและข้าราชการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากจังหวัดกาฬสินธุ์ และนักการเมืองท้องถิ่น

นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายก อบจ.กาฬสินธุ์ บุตรสาวของนายยงยุทธ พร้อมด้วยครอบครัวและญาติพี่น้อง ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานด้วยความขอบคุณและความซาบซึ้งในน้ำใจ

ความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณและยงยุทธ

นายทักษิณ ชินวัตร และนายยงยุทธ หล่อตระกูล มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ปี 2544) ซึ่งนายยงยุทธดำรงตำแหน่งนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ได้ให้ความร่วมมือในการสนองนโยบายของรัฐบาลหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติด จนทำให้จังหวัดกาฬสินธุ์ได้รับการประกาศให้เป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่ปลอดจากยาเสพติด

การจากไปของนายยงยุทธ หล่อตระกูล ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ซึ่งได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าในหลายด้าน ความดีงามและคุณูปการของท่านจะยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวกาฬสินธุ์ตลอดไป

พิธีพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้ นับเป็นเกียรติอันสูงสุดแก่ผู้วายชนม์และครอบครัวหล่อตระกูล การได้รับพระมหากรุณาธิคุณในวาระสุดท้ายของชีวิต สร้างความปลาบปลื้มและซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้

สำหรับนายยงยุทธ หล่อตระกูล ได้เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม สิริอายุรวม 74 ปี หลังจากเข้ารับการรักษาอาการป่วยมาเป็นระยะเวลานาน

ประชาชนชาวกาฬสินธุ์ยังคงจดจำผลงานของนายยงยุทธในฐานะผู้นำท้องถิ่นที่มุ่งมั่นพัฒนาจังหวัดและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน การที่นายทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันที่มีต่อกัน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม

การที่นายทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ถือเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ล่วงลับและครอบครัวอย่างสูง และสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความดีและการสร้างคุณูปการต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและจดจำ

ร่วมส่งกำลังใจให้ครอบครัวหล่อตระกูล และรำลึกถึงคุณงามความดีของนายยงยุทธ หล่อตระกูล อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์ ผู้เป็นที่รักและเคารพของชาวกาฬสินธุ์ทุกคน

สุดท้ายนี้การเดินทางมาร่วมงาน ทักษิณ เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ยงยุทธ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์และความกตัญญูต่อผู้ที่เคยร่วมงานและทำคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง

ที่มา – “ทักษิณ” เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “ยงยุทธ” อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย ฮุนเซนรักษาการ

สมเด็จนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา เสด็จฯ กรุงปักกิ่ง ของจีน เข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามปกติ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับในราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวังกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์สำคัญว่า สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อทรงเข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามกำหนดการเป็นประจำทุกปี ซึ่งถือเป็นกิจวัตรที่ทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ให้ทำหน้าที่ รักษาการประมุขแห่งรัฐ แทนพระองค์ ในระหว่างที่พระองค์มิได้ประทับอยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา การมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่ทรงมีต่อสมเด็จฮุน เซน และความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน

ในสารที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานถึงประชาชนชาวกัมพูชา พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสถวายพระพรแด่ผู้นำทางศาสนาพุทธและพระสงฆ์ทุกรูป พร้อมทั้งแสดงความรักและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพสกนิกรชาวกัมพูชาทุกคน พระองค์ทรงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศชาติจะยังคงดำรงไว้ซึ่งสันติสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งพระพุทธศาสนา

การเสด็จพระราชดำเนินไปตรวจพระพลานามัยในต่างประเทศเป็นประจำ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ทรงยึดมั่นมาโดยตลอด เพื่อให้มั่นพระทัยว่าพระองค์ทรงมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเต็มที่ ครั้งล่าสุดที่พระองค์เสด็จฯ ไปทรงตรวจพระพลานามัย คือเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งในครั้งนั้น สมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระราชชนนีเจ้า ได้เสด็จฯ ไปพร้อมกับพระองค์ด้วย

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย

การที่ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย เป็นประจำ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพของพระองค์เอง เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศกัมพูชาและจีนอีกด้วย

ทำไมกษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัยบ่อย?

เหตุผลหลักที่ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย เป็นประจำนั้น เนื่องมาจากการที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อให้สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการติดตามอาการและป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

  • การตรวจสุขภาพเป็นประจำช่วยให้ค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การรักษาสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำประเทศ
  • ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและจีนเอื้อต่อการตรวจสุขภาพ

การแต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประมุขแห่งรัฐในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ ถือเป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และเป็นไปเพื่อให้การบริหารประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่น สมเด็จฮุน เซน ทรงมีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างยาวนาน และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทำให้พระองค์สามารถปฏิบัติหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย ในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน ให้เป็นผู้รักษาการประมุขแห่งรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมและความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ที่มา – กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

Scroll to top