ที่ดินเขากระโดง

อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำหรับกรณีที่มีการแชร์ข่าวว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เตรียมจะเปิดคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพอื่นๆ ในพื้นที่เขากระโดงกว่า 400 ไร่ จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัย ล่าสุดทางมหาวิทยาลัยต้องออกมาชี้แจงด่วนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ข้อเท็จจริงกรณี อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

รองศาสตราจารย์ ดร.ศิราณี จุโฑปะมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้ออกมาแถลงการณ์อย่างชัดเจนว่า อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่ ว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ข่าวที่ปรากฏเป็นการบิดเบือนและสร้างความสับสนให้กับสังคม โดยทางมหาวิทยาลัยยืนยันว่าปัจจุบันเปิดสอนเพียงคณะพยาบาลศาสตร์และสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์เท่านั้น

ทางมหาวิทยาลัยได้ชี้แจงขั้นตอนความคืบหน้าของพื้นที่เขากระโดงไว้ดังนี้:

  • ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีแนวทางในการขอใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณเขากระโดงจริง แต่ยังคงอยู่ในระหว่างขั้นตอนทางกฎหมายและสิทธิในที่ดินกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การจัดตั้งคณะแพทย์หรือทันตแพทย์นั้น ต้องอาศัยความพร้อมมหาศาล ทั้งงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือแพทย์ และต้องได้รับการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย รวมถึงสภาวิชาชีพอย่างเข้มงวด
  • แผนงานในอนาคตของพื้นที่นี้คือการสนับสนุนคณะพยาบาลศาสตร์ เช่น การพัฒนาศูนย์ Wellness Center หรือโครงการ BRU Nursing Home เพื่อรับมือสังคมผู้สูงอายุเท่านั้น

การกระจายข่าวที่เป็นเท็จไม่เพียงแต่สร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้ปกครองและนักศึกษา แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถาบันการศึกษาโดยตรง ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากทุกท่านให้หยุดแชร์ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากช่องทางที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัย

เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราควรรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการตื่นตระหนกและสร้างความเสียหายในวงกว้าง หากคุณได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคณะสาขาวิชาใหม่ๆ ของ มรภ.บุรีรัมย์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจผ่านเว็บไซต์หลักหรือเพจเฟซบุ๊กที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัยเสมอ

ที่มา – อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อพรรคภูมิใจไทยเคาะมติเอกฉันท์ เดินหน้าเตรียมยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอย่างเป็นทางการ โดยเน้นเป้าหมายไปที่การปรับโครงสร้างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ก้าวทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้รายละเอียดว่า พรรคมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ไขใน 2 ประเด็นหลัก นั่นคือการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ และการปลดล็อกอำนาจการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้จริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคอย่างแท้จริง

เหตุผลเบื้องหลังการดัน ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

สำหรับการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ พรรคภูมิใจไทยมองว่าการคงกฎเกณฑ์ที่ตายตัวไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่คอยขัดขวางการแก้ปัญหาในมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปรับโครงสร้างนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการปัญหาของประเทศได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเด็นภาษีท้องถิ่นนั้น จะช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่จำกัด ทำให้ท้องถิ่นสามารถนำรายได้มาต่อยอดและพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

  • การยกเลิกหมวดปฏิรูปประเทศ: เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน
  • ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น: ให้อำนาจท้องถิ่นตรากฎหมายจัดเก็บภาษีเอง
  • แนวทางการดำเนินการ: ยื่นแก้ไขแบบรายมาตรา ซึ่งสามารถทำได้ตามสิทธิโดยไม่ต้องผ่านประชามติ

นอกจากประเด็นรัฐธรรมนูญแล้ว นายศุภชัยยังได้โต้กลับกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง โดยชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของบางบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีคดีความในอดีตนั้น ควรกลับมามองดูตัวเองบ้าง โดยเฉพาะประเด็นการรุกล้ำลำน้ำที่เคยถูกศาลตัดสินให้รื้อถอน ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้มาตรฐานจริยธรรมในการตรวจสอบผู้อื่น

การตัดสินใจของพรรคในการรันภารกิจ ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเมือง แต่ยังเป็นความพยายามในการปรับปรุงกลไกพื้นฐานของประเทศให้ใช้งานได้จริงในยุคสมัยใหม่ ต้องรอดูกันต่อไปว่าความเคลื่อนไหวนี้จะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงเพียงใดในสมัยประชุมหน้า

คุณล่ะคิดอย่างไรกับการที่พรรคการเมืองหันมาผลักดันการกระจายอำนาจด้วยการปลดล็อกภาษีท้องถิ่น? นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนในพื้นที่สามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าเดิมหรือไม่?

ที่มา – “ภูมิใจไทย” มติเอกฉันท์ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา โละหมวดปฏิรูปประเทศ-ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น

“ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดงกันมาบ้างแล้ว ซึ่งล่าสุด นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง เพื่อเคลียร์ข้อสงสัยที่หลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดไปไกล โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของที่ดินที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

“ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

ปัญหาที่ผ่านมามักมีการนำเสนอข้อมูลว่าที่ดินบริเวณนี้เป็นของนักการเมืองชื่อดัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง โดยนายศุภชัยได้ชี้แจงว่าที่ดินกว่า 4,800 ไร่ในบริเวณดังกล่าว แท้จริงแล้วเป็นที่อยู่อาศัยของราษฎรทั่วไป ไม่ใช่พื้นที่ของนักการเมืองอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด โดยนักการเมืองมีเพียงส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมด

เบื้องลึกความเข้าใจผิดเรื่องที่ดินเขากระโดง

หลายคนมักเข้าใจว่าที่ดินส่วนนี้เป็นที่ดินของการรถไฟฯ ทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก นายศุภชัยยังได้ขยายความถึงประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ที่ดินทำกินของราษฎร: พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของประชาชนที่ถือครองโฉนดมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่การบุกรุกพื้นที่สาธารณะโดยนักการเมือง
  • กระบวนการทางกฎหมาย: ขณะนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการฟ้องร้องรายแปลงเพื่อหาความชัดเจนที่สุด
  • การตรวจสอบ: กรมที่ดินได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการมาตรา 61 จนครบถ้วนแล้ว และมีการยืนยันว่าไม่มีอำนาจเพิกถอนโดยพลการหากไม่มีคำสั่งศาล

การที่นายศุภชัยออกมากล่าวย้ำว่า “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง ถือเป็นการดึงสติสังคมให้กลับมามองข้อเท็จจริงตามรูปคดีมากกว่าจะฟังข่าวลือหรือกระแสสังคมที่พยายามสร้างภาพให้นักการเมืองดูเป็นผู้ถือครองพื้นที่ขนาดใหญ่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ทุกฝ่ายล้วนทำหน้าที่ตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในท้ายที่สุดนี้ ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขากระโดงคงต้องรอคำพิพากษาจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นทางออกเดียวที่จะยุติมหากาพย์ที่ยืดเยื้อนี้ได้ภายใน 2 ปี หากผลเป็นอย่างไร เราคงจะได้ความชัดเจนว่าที่ดินแปลงไหนเป็นของใคร ใครมีสิทธิถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง และนี่คือตัวอย่างของการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่แท้จริงเพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีข้อกังขา

ที่มา – “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวกรณีข้อพิพาทที่ดินในจังหวัดบุรีรัมย์กันอยู่ โดยเฉพาะประเด็นที่คนพูดถึงกันมากคือเรื่อง กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง เพื่อไขข้อข้องใจให้กับประชาชน หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องเอกสารบันทึกการประชุมที่อาจทำให้หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายครับ

กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง ยันไม่รุกที่รถไฟ

ทางกรมที่ดินได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่านายชัย ชิดชอบ เคยเช่าที่ดินเขากระโดงจากการรถไฟฯ นั้น เป็นเรื่องที่มีการทำสัญญาอาศัยจริงในปี พ.ศ. 2516 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่เศษ แต่อย่างไรก็ตาม กรมที่ดินขอยืนยันว่าการออกเอกสารสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าวในส่วนอื่นๆ นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ของการรถไฟฯ แต่อย่างใด

รายละเอียดการตรวจสอบแนวเขตรางรถไฟ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น กรมที่ดินได้แจกแจงรายละเอียดระยะของแนวเขตรางรถไฟเอาไว้ดังนี้ครับ:

  • กิโลเมตรที่ 1 ถึง 2: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 15 เมตร
  • กิโลเมตรที่ 2 ถึง 4.54: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 20 เมตร
  • กิโลเมตรที่ 4.54 ถึง 6.2: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร

ในพื้นที่เหล่านี้ กรมที่ดินยืนยันว่าไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับประชาชนแต่อย่างใด และสำหรับกรณี กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง อย่างตรงไปตรงมานั้น ทางกรมฯ ได้ย้ำว่าการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่โดยรอบทำตามระเบียบกฎหมายทุกขั้นตอนครับ

ปัจจุบันปัญหาเรื่องที่ดินที่เป็นข้อพิพาทระหว่างการรถไฟฯ และราษฎรในพื้นที่นั้น ได้เข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ประชาชนควรติดตามผลพิจารณาจากศาลจะเป็นทางออกที่ถูกต้องและยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่ายครับ เราในฐานะผู้ติดตามข่าวสารก็คงต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ตัดสินข้อเท็จจริงในลำดับต่อไป เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องครับ

ที่มา – กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง ยันไม่เคยออกเอกสารสิทธิล้ำที่รถไฟ

ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี

เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ ทนายอั๋น หรือ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณ ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ที่มีการก่อสร้างทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

เหตุผลสำคัญ ทำไม ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี

การเคลื่อนไหวของทนายอั๋นครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของที่ดินที่มีโฉนดทั่วไป แต่เป็นการมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ 5,083 ไร่ ซึ่งในส่วนที่เป็นห้วย คลอง และทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน กลับถูกกลุ่มนิติบุคคล 13 บริษัท และบุคคลธรรมดาอีก 33 ราย เข้าไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทับพื้นที่ดังกล่าวอย่างเปิดเผย

เปิดรายละเอียดการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ

ทนายอั๋นได้ระบุรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับพื้นที่เขากระโดง โดยแบ่งการตรวจสอบออกเป็นประเด็นหลักๆ ดังนี้:

  • พื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ของทางราชการ
  • การใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
  • การบุกรุกทางน้ำและทางสาธารณสถาน

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำอีกว่า การที่ใครสักคนจะไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทับที่ดินสาธารณะนั้น ถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์สิทธิ์หรืออ้างเรื่องคดีในชั้นศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพราะนี่คือที่ดินของแผ่นดินที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ร่วมกัน การดำเนินการตรวจสอบจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของดีเอสไอ

หากถามว่าทำไม ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่? นั่นเพราะมันสะท้อนถึงการรักษาสิทธิของประชาชนในพื้นที่สาธารณะ การปล่อยให้กลุ่มธุรกิจเข้ามาครอบครองพื้นที่ของรัฐโดยมิชอบเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้คงต้องติดตามต่อไปว่า ดีเอสไอจะมีมาตรการอย่างไรในการจัดการกับกลุ่มเอกชนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาไม่เพียงแต่จะช่วยกู้คืนพื้นที่สาธารณะให้กลับมาเป็นของประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่บุกรุกที่ดินของรัฐ หากใครที่อยากทราบความคืบหน้าเรื่องนี้ต่อ แนะนำให้คอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะความยุติธรรมควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้เสมอ

ที่มา – “ทนายอั๋น” ร้องสอบปม “เขากระโดง” ย้ำ “ดีเอสไอ” มีอำนาจในการดำเนินคดีแน่นอน

ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองในช่วงนี้ คงจะผ่านตากันมาบ้างกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงและจับตามองจากสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้ออกมาให้ความชัดเจนเบื้องต้นแล้ว

ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ ท้องสนามหลวง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็น ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล โดยท่านได้ระบุถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการเน้นย้ำเรื่องการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องเดินหน้าดำเนินการฟ้องร้องในแบบรายแปลงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ความคืบหน้าเรื่อง ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

สำหรับการตั้งคำถามว่าทางกระทรวงคมนาคมได้รับรายงานความคืบหน้าจากทาง รฟท. มากน้อยแค่ไหนนั้น นายพิพัฒน์ได้ตอบกลับด้วยท่าทีที่ชัดเจนว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนปกติ และต้องให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม โดยย้ำว่า ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล เป็นหลักสำคัญที่สุด ซึ่งในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกว่ากระบวนการฟ้องร้องในปัจจุบันไปถึงขั้นตอนใดแล้วนั้น ตนเองยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดโดยตรง

ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้มีดังนี้:

  • ความพยายามของภาครัฐในการทวงคืนพื้นที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย
  • การจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการศาล
  • ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระทรวงคมนาคม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินหรือที่ดินในกำกับดูแลของรัฐนั้น เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องรอฟังคำตัดสินจากศาลถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและลดความขัดแย้งได้ดีที่สุดในขณะนี้

บทเรียนจากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยงานรัฐหรือที่ดินทำเลทอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการยึดถือระเบียบปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะความยุติธรรมคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย เราต้องร่วมกันติดตามต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด และจะสามารถสร้างบรรทัดฐานให้กับคดีอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันในอนาคตได้อย่างไรบ้าง

ที่มา – ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล ไม่ทราบถึงขั้นไหนแล้ว

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนให้ความสนใจกันครับ กับกรณีของ อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวล่าสุดที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความคืบหน้าของข้อพิพาทที่ดินต่าง ๆ ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณชน

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ต้องเล่าว่าทางด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้มีการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และเดินทางไปถึงบ้านพักของคุณเนวิน ชิดชอบ เพื่อติดตามการดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งในเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เรียบร้อยแล้ว และย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

นายอนุทินยังได้ขยายความเพิ่มเติมถึงเรื่องการทำงานของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่าทางหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการดำเนินการฟ้องร้องเป็นรายแปลงไปตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ไม่ใช่การเหมาเข่งรวบยอด ซึ่งศาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินเองในทุกกรณี

มุมมองต่อการบังคับใช้กฎหมาย

สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ กระบวนการยุติธรรมไทยมีหลักการที่ชัดเจนครับ โดยประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ:

  • การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น
  • ผลคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดี (รายแปลง) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเรื่องนี้
  • ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนกฎหมายได้หากศาลมีคำสั่งที่ชัดเจนออกมาแล้ว

สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน นายอนุทินยังได้กล่าวถึงงบประมาณปี 2570 ที่มุ่งเน้นการใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อกระจายความช่วยเหลือไปถึงพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลเร่งผลักดันควบคู่ไปกับการรักษาความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมครับ

สรุปสั้นๆ ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนทางกฎหมายคือทางออกเดียวของปัญหาเขากระโดง และการที่ฝ่ายการเมืองออกมาเน้นย้ำถึงกระบวนการที่โปร่งใสแบบนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงการเคารพหลักนิติธรรม หวังว่าทุกอย่างจะได้รับการคลี่คลายตามความเป็นจริงในเร็ววันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ ทรงศักดิ์มองการเมือง

ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ ทรงศักดิ์มองการเมือง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับกรณี ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง ซึ่งล่าสุดนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการมองมุมต่างทางการเมืองที่ประชาชนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

นายทรงศักดิ์ระบุว่า ในประเด็นที่ดินเขากระโดง ทุกอย่างควรเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพราะขณะนี้ข้อพิพาทระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และประชาชนผู้ถือครองสิทธิ์ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การจะตัดสินว่าใครผิดหรือถูกจึงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลเท่านั้น ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

เบื้องลึกการเมืองกับ ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง

สำหรับการเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่เดินทางไปถึงบ้านพักของนายเนวิน ชิดชอบ นั้น นายทรงศักดิ์มองว่าเป็นเรื่องของการแสดงจุดยืนทางการเมือง ซึ่งไม่ถือเป็นเรื่องแปลกในสังคมประชาธิปไตย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความชัดเจนของเอกสารสิทธิ์ โดยนายทรงศักดิ์ได้เน้นย้ำรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ที่ดินเขากระโดงมีเนื้อที่รวมกว่า 5,083 ไร่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในความครอบครองของนายเนวินเพียงคนเดียว
  • มีประชาชนและหน่วยงานราชการจำนวนมากที่มีเอกสารสิทธิ์และโฉนดที่ถูกต้องตามกฎหมายประกอบอยู่ด้วย
  • การเคลื่อนไหวของนักการเมืองในขณะนี้เป็นเพียงประเด็นทางสังคม แต่ในแง่ของกฎหมายต้องวัดกันที่หลักฐานการครอบครองในชั้นศาล

หลายฝ่ายอาจตั้งคำถามว่า หากการเคลื่อนไหวนี้พุ่งเป้าไปที่นายเนวิน จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายทรงศักดิ์กล่าวในมุมมองที่เป็นกันเองว่า ตนเองไม่ทราบรายละเอียดในจุดนั้น และขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนโดยตรง ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อาจจะเตรียมเข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะมีนัยสำคัญอย่างไร

หากเรามองภาพรวมของ ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง จะเห็นได้ว่านี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนประเด็นทางกฎหมายให้กลายเป็นสนามการเมือง การใช้กระบวนการศาลเพื่อยุติข้อขัดแย้งถือเป็นวิธีที่สง่างามที่สุด เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสนไปมากกว่านี้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลตัดสินของศาลจะออกมาเป็นอย่างไร นี่คือบทเรียนสำคัญในการใช้กฎหมายและสิทธิในที่ดินของประเทศไทย ซึ่งเราทุกคนควรให้เกียรติกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะด่วนสรุปจากกระแสดราม่า แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าท้ายที่สุดแล้วใครจะได้ครอบครองที่ดินผืนนี้อย่างเต็มรูปแบบ? มาลุ้นและติดตามความคืบหน้าไปพร้อมกันครับ

ที่มา – ปมที่ดินเขากระโดง ให้รอศาลชี้ “ทรงศักดิ์” มอง “เสรีพิศุทธ์” เคลื่อนไหว เรื่องการเมือง

“ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้กรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และลงพื้นที่เรื่องข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ อย่างดุเดือด ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง นั้นเป็นเพราะเหตุผลทางข้อกฎหมายหรือเป็นเพียงการเมืองกันแน่

“ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้แสดงท่าทีท้าทายและพยายามกดดันเรื่องที่ดินเขากระโดง ทั้งที่เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล นายศุภชัยจึงมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่เหมาะสมกับฐานะอดีต ผบ.ตร. โดยระบุเป็นจุดยืนว่า “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง เนื่องจากเป็นการชี้นำสังคมด้วยข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อน และเป็นการก้าวล่วงอำนาจศาลอย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่ต้องพิจารณา

ในมุมมองของฝ่ายกฎหมาย สิ่งที่สังคมควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนมีดังนี้:

  • ประชาชนผู้ถือครองที่ดินมีโฉนดและ น.ส.3 ที่ถูกต้องตามกฎหมายในการแสดงกรรมสิทธิ์
  • คำพิพากษาเดิมไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความ ตามหลัก ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145
  • การรถไฟแห่งประเทศไทยยังคงต้องดำเนินการฟ้องร้องตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแสดงว่าเรื่องยังไม่ข้อยุติ

นายศุภชัยยังได้ย้อนเกล็ดกลับไปยังอดีต ผบ.ตร. ว่าการแสดงพฤติกรรมท้าตีท้าต่อยบริเวณหน้าบ้านประชาชนนั้น นอกจากจะไม่สง่างามแล้ว ยังเป็นการละเมิดหลักนิติรัฐที่นักการเมืองพึงเคารพ ทั้งนี้ การที่ “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามรักษาสิทธิของชาวบ้านที่ถือโฉนดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการปกป้องเกียรติของกระบวนการยุติธรรมที่ควรเป็นไปตามขั้นตอน ไม่ใช่การใช้กระแสสังคมมากดดันให้เกิดความเข้าใจผิด

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินควรยึดถือตามหลักฐานทางทะเบียนและคำตัดสินของศาลเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่การลงพื้นที่เพื่อดราม่าข้ามขั้นตอน การเมืองแบบสร้างสรรค์ควรเน้นการถกเถียงด้วยเหตุผลทางกฎหมายมากกว่าการใช้อารมณ์เข้าข่มกัน คุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับกรณีนี้ สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง

Scroll to top