ที่ดินเขากระโดง

“เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ เมื่อ “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ดุเดือดและสร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงการเมืองไทยไม่น้อย โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงที่มีพื้นที่ทับซ้อนมหาศาล

“เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง

เหตุการณ์เริ่มต้นในเช้าวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ขบวนของหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยพร้อมด้วย “ทนายอั๋น” ได้เดินทางไปถึงบริเวณหน้าบ้านพักของ นายเนวิน ชิดชอบ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน แม้ว่าในเวลานั้นจะไม่มีการพบปะพูดคุยกับเจ้าของบ้าน และพื้นที่หน้าบ้านถูกดูแลอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่การที่ “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง ก็ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสืบสวนคดีนี้ให้ถึงที่สุด

เปิดปมร้อนที่ดินเขากระโดง

สำหรับประเด็นที่ดินเขากระโดงนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะมีพื้นที่พิพาทสูงถึง 5,083 ไร่ และเกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิ์มากกว่า 900 แปลง ซึ่งฝ่ายการรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันว่านี่คือที่ดินของรัฐ แต่ก็ยังมีผู้ถือครองส่วนหนึ่งที่ออกมาโต้แย้งสิทธิ์ของตนเอง ทำให้คดีนี้คาราคาซังมานานหลายปี

หลังจากที่เดินทางออกจากบริเวณบ้านพัก นายเสรีพิศุทธ์ได้มุ่งหน้าต่อไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีประเด็นหลักๆ ที่ต้องติดตามดังนี้:

  • การตรวจสอบความเป็นมาของเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่เขากระโดง
  • การเร่งรัดให้หน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกอย่างเท่าเทียม
  • ความคืบหน้าในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หลายฝ่ายต่างจับตามองว่า ก้าวต่อไปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร หลังจากที่การเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด บทบาทของอดีตมือปราบอย่างเสรีพิศุทธ์จะสามารถไขปริศนาเรื่องที่ดินนี้ได้สำเร็จหรือไม่? หรือสุดท้ายแล้วบทสรุปจะจบลงที่การเจรจาหรือการฟ้องร้องถึงที่สุด

ในมุมมองของผม คดีนี้ถือเป็นการทดสอบกระบวนการยุติธรรมของไทยครั้งใหญ่ ว่าที่ดินของรัฐจะได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจังเพียงใด ความกล้าหาญในการลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ น่าจะสร้างแรงผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นครับ เราควรช่วยกันติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือบทเรียนสำคัญของกฎหมายที่ดินในไทย

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากที่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก สส. ฝ่ายค้านในการลงชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบ ในประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมจากการครอบครองพื้นที่เขากระโดง

หากพูดถึงเหตุการณ์นี้ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามล่ารายชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานสภาฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนอกจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เพียงคนเดียวแล้ว พรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ กลับนิ่งเฉย ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ผ่านช่องทางใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

กางแผนเด็ดหลังฝ่ายค้านไม่เอาด้วย

เมื่อเส้นทางเดิมถูกปิดกั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อเดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย ดังนี้:

  • เปลี่ยนแผนยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยไม่ต้องอาศัยรายชื่อ สส.
  • ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด นายอนุทิน และ นายไชยชนก ในฐานความผิดตาม ม.157
  • เรียกร้องให้ตรวจสอบปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดิน กรณีละเว้นการเพิกถอนที่ดิน 5,083 ไร่

ความพยายามของ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะเขามั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยจริง การที่หน่วยงานรัฐยังไม่ดำเนินการเพิกถอนสิทธิครอบครอง จึงเป็นช่องโหว่ที่เขามองว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน

ในมุมมองส่วนตัวของผู้ติดตามข่าว การเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระไทย ว่าจะสามารถจัดการกับข้อครหาเรื่องจริยธรรมนักการเมืองได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ แม้รายชื่อ สส. ฝ่ายค้านจะไม่เพียงพอ แต่การใช้กลไกของ กกต. และ ป.ป.ช. จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหลักฐานที่เขามีนั้นเพียงพอที่จะสั่นคลอนตำแหน่งของรัฐมนตรีทั้งสองได้หรือไม่ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิดว่ามหากาพย์เขากระโดงนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความไม่ชัดเจนในเรื่องที่ดินสาธารณะรายนี้

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ฉุน สส.ฝ่ายค้านไม่ลงชื่อสอย “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อยื่น กกต. – ป.ป.ช. เอาผิดปมเขากระโดง

DSI ยุติสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง หลุดคดีพิเศษ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตที่ติดตามข่าวการเมืองและคดีความยุติธรรม วันนี้เรามีอัปเดตสุดฮอตเกี่ยวกับ DSI ยุติสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง ที่กลายเป็นประเด็นร้อนมาตลอดหลายเดือน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยอมรับอย่างเป็นทางการว่าต้องหยุดสืบสวนคดีนี้แล้ว เพราะหลุดจากขอบเขตคดีพิเศษ หลังจากสืบมานาน 7 เดือนเต็ม เหตุผลหลักมาจากตำรวจกองปราบปรามการทุจริต (ตร.ปปป.) กำลังสอบสวนประเด็นเดียวกัน และส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไปแล้วตามกฎหมาย พร.ป. ป.ป.ช. ทำให้ DSI ต้องส่งไม้ต่อไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก

DSI ยุติสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง เหตุผลทางกฎหมายชัดเจน

เรื่องนี้เริ่มต้นจากกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยร้องทุกข์ต่อ DSI ให้ตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่บุกรุกที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ พื้นที่กว่า 4,414 ไร่ ซึ่งเป็นเขตที่ดินของการรถไฟฯ แต่ถูกครอบครองและออกเอกสารสิทธิ์โดยผิดกฎหมาย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI สั่งให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สืบสวนคดีเลขที่ 97/2568 รวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำพยาน และประสานเอกสารจากหน่วยงานต่างๆ

แต่หลังสืบสวนนาน 7 เดือน วันที่ 24 ก.ค. 2568 DSI มีมติไม่รับเป็นคดีพิเศษ ล่าสุดวันที่ 15 มี.ค. 2569 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษก DSI ชี้แจงว่า คดีนี้เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นหน้าที่ ออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินผิด และคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 ประมวลกฎหมายที่ดิน ระหว่างสืบ DSI ทราบว่าตร.ปปป. สอบสวนเรื่องเดียวกันจากผู้ร้องทุกข์เดียวกัน และส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. แล้ว

ทำไม DSI ต้องยุติสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง

ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 หากมีหน่วยงานอื่นสืบประเด็นเดียวกัน DSI ต้องส่งสำนวนไปรวม เพื่อให้ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ DSI จึงยุติตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดอำนาจ ป.ป.ช. ชัดเจน สำนวน DSI ส่งไปเน้นข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตามที่ร้องทุกข์

  • สถานะคดีปัจจุบัน: ป.ป.ช. รับสำนวนจากตร.ปปป. และ DSI เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง
  • คดีปกครอง: กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนมาตรา 61 แต่มีมติไม่เพิกถอนโฉนด ถูกฟ้องเพิกถอนมติในศาลปกครอง
  • คดีแพ่ง: ระหว่างกรมที่ดิน การรถไฟฯ และราษฎร ค้างอยู่ในศาล
  • DSI ส่งข้อมูลเพิ่มให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์และหน่วยท้องถิ่น เพื่อดำเนินการทางปกครองต่อ

ที่ดินเขากระโดง ต.อิสาณ และ ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ มีค่าทางธรรมชาติและเศรษฐกิจ การบุกรุกที่ดินรัฐแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากปล่อยไว้จะกระทบทรัพย์สินแผ่นดินและความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม คดีนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตที่ดินที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ชุมชนและหน่วยงานรัฐ

บทเรียนจากกรณี DSI ยุติสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐที่ต้องเคารพขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย แม้ DSI จะสืบละเอียดแต่สุดท้ายต้องส่งต่อ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทุจริตเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบการหรือประชาชนที่สนใจที่ดินสาธารณะ ควรติดตามพัฒนาการ เพราะอาจมีผลต่อนโยบายจัดการที่ดินในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีคดีค้างอีกมากที่ต้องรอศาลตัดสิน

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของ DSI ในครั้งนี้? มันยุติธรรมหรือเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลจริงๆ ตามติดข่าวอัปเดตคดีที่ดินเขากระโดงกับเราต่อไปนะครับ!

ที่มา – DSI ยอมรับ ยุติสืบสวนคดี “ที่ดินเขากระโดง” หลุดคดีพิเศษ เหตุ ตร.ปปป. สอบเรื่องเดียวกัน

“อนุทิน” ยัน ภูมิใจไทยถูกต้อง เมินร้องเขากระโดง

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าและข้อกล่าวหาต่างๆ ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือกรณี “อนุทิน” ยัน ภูมิใจไทยถูกต้องอยู่แล้ว เมินถูกร้องใช้เขากระโดงจัดสัมมนาพรรค ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อมีผู้ไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวหาว่าฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงและขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค

“อนุทิน” ยัน ภูมิใจไทยถูกต้องอยู่แล้ว เมินถูกร้องใช้เขากระโดงจัดสัมมนาพรรค

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคภูมิใจไทยจัดกิจกรรมสัมมนา ส.ส. ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินเขากระโดง พื้นที่ดังกล่าวเป็นประเด็นยืดเยื้อมานานระหว่างกรมศิลปากรกับเอกชนเจ้าของสนามช้าง โดยมีข้อกล่าวหาว่าพื้นที่นี้เป็นโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการยกเลิกสถานะอย่างถูกต้อง ทำให้การใช้พื้นที่อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรม โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหาคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

คำตอบสุดแซ่บจากอนุทิน

วันที่ 12 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา เมื่อถูกถามถึงเรื่องร้องเรียน เขาย้อนถามกลับทันควันว่า “ไปร้องได้ยังไง เกี่ยวอะไรกับพรรคภูมิใจไทย” พร้อมชี้แจงว่าพรรคเพียงแค่เช่าพื้นที่ตามความสะดวกเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่ดินแต่อย่างใด เมื่อผู้สื่อข่าวย้ำถึงพื้นที่พิพาทเขากระโดง นายอนุทินหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบว่า “ไม่รู้จะตอบยังไง ไม่เกี่ยวกับภูมิใจไทย” และปิดท้ายด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “พรรคภูมิใจไทยถูกต้องอยู่แล้ว

คำตอบแบบนี้สะท้อนถึงสไตล์ของนายอนุทินที่ไม่เกรงใจใคร ตรงประเด็น และมั่นใจในความถูกต้องของพรรค ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้แฟนคลับภูมิใจไทยชื่นชอบ แต่ก็เป็นที่ขัดหูขัดตาคนที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน

พื้นหลังประเด็นเขากระโดงและสนามช้าง

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น พื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นโบราณสถานปะการังที่กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน แต่ต่อมามีการยกเลิกบางส่วนเพื่อให้เอกชน นายเนวิน ชิดชอบ หรือต๊อบ อี๊ฟ เจ้าของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สร้างสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ซึ่งเป็นสนามมอเตอร์สปอร์ตมาตรฐานโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อพิพาทค้างคา โดยเฉพาะการบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน ทำให้มีคดีความและการร้องเรียนต่อเนื่อง

การที่พรรคภูมิใจไทยเลือกจัดสัมมนา ส.ส. ที่นี่ จึงถูกมองว่าเป็นการสนับสนุนหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็น敏感 แม้พรรคจะยืนยันว่าเป็นการเช่าตามปกติ แต่ฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมก็ไม่ยอมง่ายๆ

  • จุดสำคัญของกรณี: การร้องผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องจริยธรรมร้ายแรงและคุณสมบัติ
  • สถานที่: สนามช้าง ในพื้นที่เขากระโดง
  • กิจกรรม: สัมมนา ส.ส. พรรคภูมิใจไทย
  • คำยืนยัน: อนุทินชี้ถูกต้อง เช่าเพื่อความสะดวก
  • ผลกระทบ: อาจนำไปสู่การตรวจสอบเพิ่มเติม

มุมมองและผลกระทบต่อการเมือง

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเช่าที่ดินธรรมดา แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับนักธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะบุรีรัมย์ที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยและครอบครัวชิดชอบ นายอนุทินที่กำลังเป็นนายกฯ ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้ามที่พยายามโจมตีทุกช่องทาง แต่ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่สั่งสมมา เขาก็รับมือได้อย่างแคล่วคล่อง

หากผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่อง อาจนำไปสู่การไต่สวน ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับรัฐบาลอนุทิน ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยยังคงยึดมั่นในหลักการ “ถูกต้องอยู่แล้ว” ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีบทเรียนสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ในการเลือกสถานที่จัดกิจกรรม ควรตรวจสอบให้รอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงดราม่าไม่จำเป็น คุณล่ะคิดว่ากรณีนี้พรรคภูมิใจไทยทำถูกต้องจริงหรือไม่? หรือเป็นช่องโหว่ที่ฝ่ายค้านจะใช้โจมตี?

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” ยัน ภูมิใจไทยถูกต้องอยู่แล้ว เมินถูกร้องใช้เขากระโดงจัดสัมมนาพรรค

โฆษกเพื่อไทยชี้ รัฐบาลต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่

“ศึกษิษฏ์” ตั้งข้อสังเกต รัฐบาลต่อสัญญา MotoGP ค่าลิขสิทธิ์สูงลิ่ว 77 ล้านยูโร หวังใช้สัญญานี้มาเป็นตัวประกันผูกมัดยึดสนามเขากระโดงคืนหรือไม่ เพื่อให้ไม่โดนขับไล่ แม้ตัวเลขประมาณการรายได้ – ตัวเลขผู้เข้าชมดิ่ง

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “MotoGP” อีก 5 ปี วงเงินงบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยที่รัฐบาลจะใช้มหกรรมการกีฬาขนาดใหญ่ดึงดูดและเพิ่มรายได้ภาคการท่องเที่ยว เราเคยผลักดันโครงการใหญ่ๆ เช่น โครงการ F1 จึงเข้าใจดี แต่ควรจะมีผลการตอบแทนที่เหมาะสม เพราะเป็นการใช้ภาษีของประชาชนเข้าไปสนับสนุนโครงการ จึงควรมีผลตอบแทนให้กับประชาชนและประเทศ ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล งาน MotoGP ต้องใช้ภาษีสนับสนุนมากขึ้นทุกปี ต้องเบียดเบียนงบประมาณจากหลายหน่วยงานเพื่อให้เพียงพอ เพื่อให้สามารถจัดงานต่อได้ เนื่องจากถูกผูกมัดสัญญาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้

โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวว่า ต้องการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลก่อนหน้านี้ พรรคการเมืองพรรคใดที่ดูแลเรื่องกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งถ้าดูจากตัวเลขจะเห็นว่าพรรคเอกชน เข้ามาสนับสนุนการจัดงานน้อยลงเรื่อยๆ ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกว่า การประมาณการของผู้เข้าชมที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ คำถามก็คือตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่าคืออะไร หรือเป็นเพราะว่าตัวเลขประมาณการผู้เข้าชมที่หน่วยงานรัฐบาลเสนอบอกชัดเจนว่า ผู้เข้าชมน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อยลง ถึงขั้นที่จะไม่คุ้มค่าให้การสนับสนุนหรือไม่

ขณะเดียวกันตัวเลขที่หน่วยงานราชการทำขึ้นมา ให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เขียนไว้ ชัดเจนว่า มีผู้เข้าชมสูงสุดในปี 2568 จำนวน 224,000 คน และจะลดลงเหลือ 200,000 คน และปีสุดท้าย 2575 ตัวเลขสูงสุดจะอยู่ที่ 220,000 คน ซึ่งหน่วยงานราชการก็มีการประเมินว่าผู้เข้าชมลดลง ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด 5,000 ล้าน แต่ประมาณการไปข้างหน้าลดลงแค่ 4,000 ล้าน ซึ่งตัวเลขบอกชัดเจนว่าผู้เข้าชมมีจำนวนน้อยลง และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อยลง ภาคเอกชนจึงถอยออกไป

นายศึกษิษฏ์ ยังตั้งคำถามถึงรัฐบาล ทั้งรายได้และผู้ชมลดลง แต่เหตุใดรัฐบาลยังให้การสนับสนุนของรัฐเพิ่มขึ้น ขณะนี้หากดูตัวเลขการสนับสนุน MotoGP กระโดดขึ้นจากรอบที่ผ่านมากกว่า 50% โดยรอบที่ผ่านมาใน 5 ปีสัญญาค่า 50 ล้านยูโร และในปีที่ผ่านมาค่าลิขสิทธิ์กระโดดไปเป็น 77 ล้านยูโร จึงอยากตั้งคำถามว่า หรือเป็นเพราะว่าสัญญานี้ อาจจะเป็นการใช้เป็นตัวประกัน เพราะพื้นที่สนามจัดแข่ง อยู่ในพื้นที่พิพาทกับรัฐในพื้นที่เขากระโดง จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีการเพิกถอน ขับไล่ผู้ที่บุกรุกพื้นที่รัฐ จะนำสัญญานี้มาเป็นตัวประกันหรือไม่ เพื่อไม่ให้ขับไล่ได้ เพราะมีสัญญาผูกพันอยู่ นี่จึงเป็นสาเหตุ ทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาจึงยอมจ่ายเท่าไหร่ก็ต้องยอม เพื่อผูกมัดตรงนี้ไว้ โดยจ่ายค่าตอบแทนให้กับต่างชาติจำนวนสูง เพื่อไม่ให้รัฐบาลขับไล่ นำพื้นที่ของรัฐคืนมาได้ใช่หรือไม่

นายศึกษิษฏ์ ยังกล่าวว่าหากดูการกระทำกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง คำถามอยู่ในตัวของมันเอง สิ่งที่รัฐบาลทำไป ทำไปเพื่ออะไร หรือเพื่อใครกันแน่ แต่อย่างไรก็ตามตนอยากฝากประชาชนและสื่อมวลชนติดตามเรื่องนี้ เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากมีการลงนามสัญญาไปแล้ว 5 ปี แม้ว่ารัฐบาลสัญญาอยู่แค่ 4 เดือน จึงอยากตั้งคำถามว่าใครกันแน่ ได้ประโยชน์ต่อโครงการนี้

โฆษกเพื่อไทย ชี้ รัฐบาลต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่

จากกรณีที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการต่อสัญญา MotoGP ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของรัฐบาล การตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันในการต่อสัญญาดังกล่าวเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

ทำไมต้องตั้งคำถามเรื่องการต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่?

การที่โฆษกพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากการพิจารณาข้อมูลและตัวเลขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน MotoGP ในประเทศไทย ซึ่งพบว่ามีหลายประเด็นที่น่าสงสัย ดังนี้:

  • ค่าลิขสิทธิ์ที่สูงขึ้น: ค่าลิขสิทธิ์ในการจัดงาน MotoGP เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับสัญญาเดิม ทำให้เกิดคำถามว่าคุ้มค่าหรือไม่กับการลงทุนของรัฐบาล
  • จำนวนผู้ชมที่ลดลง: ตัวเลขประมาณการผู้เข้าชมงาน MotoGP มีแนวโน้มลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของประเทศ
  • การสนับสนุนจากภาคเอกชนที่น้อยลง: ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการจัดงานน้อยลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าภาคเอกชนไม่มั่นใจในความคุ้มค่าของการลงทุน
  • พื้นที่จัดงานที่เป็นข้อพิพาท: สนามที่ใช้จัดงาน MotoGP ตั้งอยู่ในพื้นที่เขากระโดง ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทกับรัฐ ทำให้เกิดความกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้สัญญา MotoGP เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือรักษาผลประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว

ประเด็นเหล่านี้ทำให้เกิดความสงสัยว่า รัฐบาล ต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่ เพราะการมีสัญญาผูกมัดจะทำให้การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเป็นไปได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลยังคงให้การสนับสนุน MotoGP อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะไม่คุ้มค่า ก็ยิ่งทำให้ข้อสงสัยนี้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่ จึงเป็นคำถามที่ประชาชนและสื่อมวลชนควรติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

การตั้งคำถามดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาที่จะขัดขวางการพัฒนาการกีฬาหรือการท่องเที่ยวของประเทศ แต่เป็นการเรียกร้องให้มีความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารงานของรัฐบาล เพื่อให้การใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนเป็นไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ดังนั้น การที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาให้ความเห็นในประเด็นนี้ ถือเป็นหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายค้าน เพื่อให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารงานอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อประชาชน

การตัดสินใจต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ หากการต่อสัญญาดังกล่าวมีเงื่อนงำหรือเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคมที่จะต้องออกมาตรวจสอบและเรียกร้องความเป็นธรรม

ที่มา – โฆษกเพื่อไทย ชี้ รัฐบาลต่อสัญญา MotoGP หวังใช้ที่ดินเขากระโดงเป็นตัวประกันหรือไม่

นายกฯ ซัด จิราพร พูดเท็จ ไม่มีอังเคิล จี้ถอนผู้ต้องหา

นายกฯ ซัด จิราพร พูดเท็จ ไม่มีอังเคิล จี้ถอนผู้ต้องหา

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงอย่างดุเดือดต่อการอภิปรายของน.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่กล่าวหาในประเด็น MOA พิสดาร คดีเขากระโดง และฮั้ว สว. นายอนุทินย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิลหรือความสัมพันธ์ลับใดๆ และจี้ให้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา” ที่ใช้กล่าวหาเขา

“นายกฯ” ซัด “จิราพร” พูดความเท็จ ย้ำรัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิล จี้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา”

นายอนุทิน เริ่มต้นด้วยการขอบคุณน.ส.จิราพรในฐานะอดีตรัฐมนตรีที่เคยร่วมรัฐบาลเดียวกัน แต่ชี้ว่าการอภิปรายครั้งนี้เต็มไปด้วยวาทกรรมที่พูดความเท็จ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ เขาเล่าว่าตนไม่รู้จักผู้นำกัมพูชาในทางส่วนตัว เพิ่งพบสมเด็จฮุน เซน ครั้งแรกในฐานะคณะติดตามน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไปเยือนกัมพูชาเมื่อเดือนเมษายน 2568 ไม่มีเบื้องหลังหรือการตกลงลับใดๆ รัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิลอย่างที่กล่าวหา

นายอนุทินเล่าย้อนเหตุการณ์ที่ถูกขอคืนกระทรวงมหาดไทย โดยเพื่อนๆ แจ้งว่ามีการบอกผู้นำกัมพูชาว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง แต่สุดท้ายเมื่อ 17 มิถุนายน 2568 พรรคเพื่อไทยขอคืนกระทรวงมหาดไทย และให้เขาไปเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข เขารู้สึกว่ามันคือข้อเสนอที่ให้ปฏิเสธ จึงเสนอให้ออกจากรัฐบาลแทน แต่ได้รับคำตอบว่าต้องการกระทรวงมหาดไทยเพราะใกล้เลือกตั้ง

การตัดสินใจถอนตัวและคลิปเสียงอังเคิล

หลังจากนั้น นายอนุทินตัดสินใจถอนพรรคภูมิใจไทยออกจากรัฐบาล โดยบังเอิญมีคลิปเสียงอังเคิลหลุดออกมา ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าถึงเวลาที่ต้องถอนตัวเพราะรัฐบาลขาดความชอบธรรม เขาย้ำว่าไม่มีเหตุการณ์พิสดารหลังถอนตัว และเริ่มร่วมกับฝ่ายค้านเพื่อผลักดันให้ยุบสภา สุดท้ายนำไปสู่การร้องศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนเก่า

สำหรับ MOA นายอนุทินยืนยันว่าไม่ใช่พิสดาร เป็นข้อตกลงเปิดเผยระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน เพื่อรับรัฐบาลเสียงข้างน้อย เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภาภายใน 4 เดือน ไม่เกิน 31 มกราคม 2569 โดยจะเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญในเดือนตุลาคมนี้ ไม่มีการดูด ส.ส. หรือเพิ่ม ส.ส. จากการทุจริต มีแต่จากเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษ

ยืนยันดำเนินคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ตามกฎหมาย

นายอนุทินชี้แจงว่าคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. จะดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการแทรกแซง ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยแถลงชี้แจงแล้วว่าไม่มีคำสั่งยึดที่ดินผิดปกติ ส่วนฮั้ว สว. อยู่ที่ กกต. รัฐบาลเก่าพยายามสั่ง DSI แต่ติดกฎหมาย เขาย้ำว่าจะไม่ใช้อำนาจช่วยเหลือผู้กระทำผิด และจี้ให้ทุกฝ่ายฟังและจำไว้ว่ารัฐบาลนี้ยึดหลักกฎหมาย

ในที่สุด นายอนุทินขอให้ น.ส.จิราพร ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา” เพราะเขาและ สว. เป็นเพียงผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ต้องหา และให้ DSI ยืนยันได้ น.ส.จิราพรยอมถอนและปรับคำเป็นผู้พัวพันในคดี

การชี้แจงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาลใหม่ที่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยและกฎหมาย หากคุณสนใจข่าวการเมืองล่าสุด สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลที่เชื่อถือได้

ที่มา – “นายกฯ” ซัด “จิราพร” พูดความเท็จ ย้ำรัฐบาลนี้ไม่มีอังเคิล จี้ถอนคำว่า “ผู้ต้องหา”

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนคือ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ ซึ่งสะท้อนถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อคำพูดและข้อมูลที่นำเสนอในสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวตระกูลชิดชอบ รวมถึงชาวบุรีรัมย์ทั้งหมด หลังจากยอมรับว่าข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเท็จทั้งหมด

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายจุลพงศ์ได้พาดพิงถึงที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อ้างสิทธิ์ครอบครอง เขาได้กล่าวหาว่าครอบครัวตระกูลชิดชอบใช้อิทธิพลทางการเมืองขัดขวางหน่วยราชการในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ต่อมาพบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากสคริปต์ที่ทีมงานจัดเตรียม โดยนายจุลพงศ์ในฐานะ ส.ส.สมัยแรก ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแผนที่จาก รฟท. อย่างละเอียด จนหลงเชื่อในข้อมูลที่ผิดพลาด

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 นายจุลพงศ์ได้รับพยานหลักฐานจากทนายความของนายเนวิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าครอบครัวชิดชอบไม่มีเจตนาครอบครอบที่ดินโดยผิดกฎหมาย ไม่เคยใช้อิทธิพลบังคับหน่วยราชการ และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาต้องยอมรับผิดและออกหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

การแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน

ในการขอโทษ นายจุลพงศ์แสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจ โดยระบุว่าเนื้อหาการอภิปรายทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของนายเนวินและครอบครัว รวมถึงชาวบุรีรัมย์ เขาขออภัยอย่างสูงและเพื่อแสดงความจริงใจ จะบริจาคเงิน 10,000 บาทให้โรงพยาบาลในบุรีรัมย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังจะโพสต์หนังสือขอโทษบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยปักหมุดไว้ที่หน้าแรกนานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความรับผิดชอบของเขา

นายจุลพงศ์ย้ำว่าการกระทำนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และหวังว่านายเนวินและครอบครัวจะให้อภัย โดยเขาไม่มีเจตนาร้าย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ ส.ส. ทุกคนที่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงในสภา

บริบทของที่ดินเขากระโดงและผลกระทบทางการเมือง

ที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นยาวนานในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชน โดยศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษายึดคืนที่ดิน แต่การดำเนินการติดขัดมานานหลายปี การอภิปรายของนายจุลพงศ์จึงถูกมองว่าเป็นการโยงประเด็นนี้เข้ากับการเมือง เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นข้อมูลเท็จ จึงกลายเป็นดอกผลเสียให้กับพรรคประชาชนเอง

ในโพสต์เฟซบุ๊กหลังจากนั้น นายจุลพงศ์ชี้แจงว่าการขอโทษนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพยายามยุติคดีความอาญาที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขาในฐานะ ส.ส. เขาขอโทษประชาชนหากเหตุการณ์นี้กระทบต่อภาพลักษณ์การทำงาน แต่ยืนยันว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29 กันยายน 2568 ข้อมูลทุกอย่างเป็นจริง และเขาจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในสภาที่มีน้ำหนักในการกำหนดนโยบายประเทศ การยอมรับผิดของนายจุลพงศ์ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบ แม้จะสายเกินไปแต่ก็ช่วยลดความขัดแย้งได้

  • บทเรียนจากเหตุการณ์: นักการเมืองต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ
  • ผลกระทบต่อบุรีรัมย์: ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่ไม่จริง
  • อนาคตของคดี: หวังว่าจะจบลงด้วยดีเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองควรให้ความสำคัญกับความจริงมากกว่าการโจมตี หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ผู้ว่า รฟท. เดินหน้าฟ้องขับไล่ผู้ยึดที่ดินแยกเขากระโดง

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจข่าวสารด้านการคมนาคมและที่ดินของรัฐวันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามอง นั่นคือ ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง ซึ่งเป็นข่าวที่สะท้อนถึงความพยายามของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการปกป้องทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ลงนามในหนังสือสำคัญเลขที่ รฟ.อบ.1000/1792/2568 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อส่งไปยังสำนักงานอัยการ โดยขอความเห็นชอบในการฟ้องคดีเพิกถอนหรือขับไล่ผู้ที่ยึดถือครอบครองที่ดินของ รฟท. ในพื้นที่เลขที่ 3466 และ 8564 บริเวณแยกเขากระโดง ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เหตุผลหลักมาจากมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้ว่าการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่นี้ซึ่งเป็นที่สงวนของรัฐนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ รฟท. ได้พยายามขอความช่วยเหลือจากอัยการสูงสุดให้รับดำเนินคดีแทน โดยมีหนังสือ รฟ 1/605/2568 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2568 เพื่อฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ทับซ้อน ขับไล่ผู้ครอบครอง และเรียกค่าเสียหาย แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ทำให้ต้องเดินหน้าด้วยตัวเอง นอกจากนี้ สำนักงานรัฐมนตรียังมีคำสั่งจากกระทรวงคมนาคมให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน ตามหนังสือ คค 0100/สรค 1611 และ คค 0100/สรค 1853 ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2568

背景ของปัญหาที่ดินแยกเขากระโดง

ที่ดินบริเวณแยกเขากระโดงนี้เป็นทรัพย์สินของรัฐที่ใช้เพื่อกิจการรถไฟโดยเฉพาะ ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีรถไฟหรือเส้นทางเชื่อมโยงให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ซึ่งขัดกับคำพิพากษาของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองสูงสุด ทำให้ ป.ป.ช. ออกหนังสือ ปช 0040 (บร)/1542 ลงวันที่ 12 กันยายน 2568 สั่งให้ฟ้องร้องทันที

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการปกป้องทรัพย์สินแผ่นดิน รฟท. ยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อคืนที่ดินให้เป็นสมบัติของชาติ และนำไปใช้พัฒนาการคมนาคมในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ความสำคัญของการดำเนินคดีนี้

การที่ ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานรัฐในการต่อสู้กับการบุกรุกที่ดินสาธารณะ ซึ่งเป็นปัญหาค้างคาในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ หากสำเร็จ คดีนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับการจัดการที่ดินรัฐอื่นๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของชาติ

  • ป้องกันการทุจริตในการออกเอกสารสิทธิ์
  • คืนที่ดินให้ประชาชนใช้ประโยชน์
  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาเส้นทางรถไฟความเร็วสูงหรือโครงการเชื่อมโยงภูมิภาค ซึ่งจะสร้างงานและโอกาสให้ชาวบุรีรัมย์

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมให้ทรัพย์สินแผ่นดินถูกแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว มันจะช่วยเร่งรัดการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างบุรีรัมย์

สำหรับท่านที่สนใจ หากมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่ดินรัฐ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยก “เขากระโดง”

“จุลพงศ์” จี้ พิพัฒน์ สั่ง รฟท. ฟ้อง 2 แปลงคดีเขากระโดง

“จุลพงศ์” จี้ พิพัฒน์ สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตาของสังคมไทย นั่นคือ “จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง ซึ่งเป็นคดีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่คาราคาซังมานานหลายสิบปี คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดินธรรมดา แต่สะท้อนถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและนิติธรรมในประเทศไทยที่หลายคนตั้งคำถาม

“จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล ซึ่งเหมาะสมมากเพราะประชาชนกำลังจับตาการแก้ไขปัญหาคดีที่ดินเขากระโดงที่ควรจบไปนานแล้ว

คดีเขากระโดงเริ่มต้นจากข้อพิพาทที่ดินกว่า 995 แปลง รวมกว่า 5,000 ไร่ ซึ่งศาลทั้งยุติธรรมและปกครองยืนยันว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่กลับถูกเตะถ่วงมานับสิบปี ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เศรษฐา ทวีสิน หรือแพทองธาร ชินวัตร ล้วนปล่อยให้ค้างคา โดยกรมที่ดินไม่เพิกถอนโฉนด รฟท. ก็ไม่ฟ้องศาลโดยตรง แต่หันไปฟ้องศาลปกครองแทน ทำให้เรื่องยืดเยื้อและถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

จุดเริ่มต้นของคดีเขากระโดง: 2 แปลงที่ต้องเพิกถอนก่อน

นายจุลพงศ์เสนอทางออกที่ชัดเจน โดยจี้ให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการ รฟท. ดำเนินการฟ้องเพิกถอนโฉนด 2 แปลงที่เป็นจุดเริ่มต้นของคดีนี้ นั่นคือแปลงที่ 3466 และ 8564 รวม 44 ไร่ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้ตั้งแต่ปี 2554 ว่าการออกโฉนดทั้งสองแปลงนี้มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะทับซ้อนที่ดินของ รฟท. แต่กรมที่ดินกลับไม่เพิกถอน กลับถามอัยการสูงสุด ซึ่งแนะนำให้ รฟท. เป็นผู้ฟ้องเอง ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น

แทนที่จะฟ้องทั้ง 995 แปลงพร้อมกัน ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งกับชาวบ้าน นายจุลพงศ์แนะนำให้เริ่มจาก 2 แปลงนี้ก่อน เพราะมีพยานหลักฐานชัดเจน และ รฟท. เคยชนะคดีในศาลฎีกาแล้วตามคำพิพากษาที่ 8027/2561 การฟ้องนี้สามารถทำได้ทันทีภายใน 4 เดือน หลังแถลงนโยบาย หากชนะ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงใจกับนิติธรรม หากแพ้ เรื่องก็จบไม่ต้องวนเวียนอีก

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม กรมที่ดินไม่ทำหน้าที่ รฟท. ไม่กล้าฟ้อง และข้าราชการบางส่วนออกมาปกป้องโดยอ้างรอคำสั่งศาลปกครอง แม้รัฐบาลใหม่จะมีท่าทีจริงจัง แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ

  • ประเด็นหลัก: คดีเขากระโดงควรจบด้วยการฟ้อง 2 แปลงก่อน เพื่อสร้างความโปร่งใส
  • บทบาทของ รฟท.: ต้องกล้าฟ้องศาลยุติธรรมโดยตรง ไม่ใช่รอศาลปกครอง
  • ผลกระทบ: หากไม่แก้ไข จะเป็นเครื่องมือต่อรองการเมืองต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นโอกาสทองให้รัฐบาลชุดใหม่แสดงศักยภาพ หากจัดการได้จริง จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดคดีคล้ายๆ กันในอนาคต การเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่าง 2 แปลงนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาใหญ่ได้อย่างยั่งยืน

สุดท้ายนี้ อยากเชิญชวนทุกท่านติดตามพัฒนาการของคดีนี้ เพราะมันสะท้อนถึงอนาคตของนิติธรรมในไทย หากคุณมีมุมมองอย่างไร สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – “จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

Scroll to top