ทําร้ายร่างกาย

ผู้ช่วยพยาบาล อ้างถูก “ส.ต.อ.” จับแก้ผ้า ทำร้าย

คุณเคยได้ยินข่าวสุดช็อกเรื่อง ผู้ช่วยพยาบาล อ้างถูก “ส.ต.อ.” จับแก้ผ้า หรือไม่? เรื่องราวนี้เกิดขึ้นจริงในจังหวัดนครราชสีมา ทำให้สาวผู้ช่วยพยาบาลวัย 28 ปี ต้องเจ็บปวดทั้งกายและใจ ถูกกักขัง ทำร้ายร่างกายน长达 4 วัน 3 คืน แถมยังถูกปล่อยคลิปฉาวทำลายชื่อเสียง จนต้องลาออกจากงาน วันนี้เราจะเล่าให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายจากความรุนแรงในความสัมพันธ์

ผู้ช่วยพยาบาล อ้างถูก “ส.ต.อ.” จับแก้ผ้า ทำร้ายร่างกาย

น.ส.หนึ่ง (นามสมมติ) ผู้ช่วยพยาบาลสาว รู้จักกับ ส.ต.อ.แมน (นามสมมติ) วัย 30 ปี ซึ่งเป็นตำรวจสันติบาล ผ่านแอปหาคู่ คบหากันมา 5 เดือน ช่วงแรกทุกอย่างดูดี แต่หลังจากนั้นเริ่มมีปัญหา เขามีพฤติกรรมเสพไอซ์บ่อยครั้ง ทำให้หลอนยา ระแวง และใช้ความรุนแรงใส่เธอ ทะเลาะกันบ่อย บังคับให้เสพยา ทุบตี และทำลายโทรศัพท์ เธอพยายามตีตัวออกห่าง แต่เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในวันเกิดของเธอ 30 เม.ย. 2569

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ผู้ช่วยพยาบาล อ้างถูก “ส.ต.อ.” จับแก้ผ้า

  • 30 เม.ย. – 1 พ.ค.: เขาขับรถมารับไปบ้าน อ้างฉลองวันเกิด แต่เช้าวันที่ 1 พ.ค. ไม่ยอมให้ไปทำงาน บังคับเสพไอซ์จนเธออาเจียน หลอนยาแล้วลงมือตบ เตะ ตามตัว จนช้ำน่วม ยึดโทรศัพท์ขังไว้
  • 2 พ.ค.: บังคับขึ้นรถไปทำงานด้วย แต่ให้รอในรถข่มขู่ ห้ามหนี พาไปกดเงิน ATM 3 หมื่น แต่เธอไม่มี เขาโกรธ จิกผมทำร้าย พาไปรีสอร์ท เสพยาอีก ร้องไห้ขอโทษ
  • 3 พ.ค.: กลับบ้านเขา หาเรื่องด่า ขู่รุมโทรม ทำร้ายอีก เอถุงพลาสติกคลุมหัวจนแทบหายใจไม่ออก เธอร้องขอชีวิต
  • 4 พ.ค.: โยนโทรศัพท์คืน ไล่ออก เธอหนีออกมา พบว่าเขาส่งรูปลับไปกลุ่มไลน์ที่ทำงาน สตอรี่ IG และโพสต์ขายบริการในกลุ่มจังหวัด

หลังจากนั้น น.ส.หนึ่ง บอบช้ำทั้งกายใจ หวาดกลัวการถูกฆ่า อับอายจนลาออก เธอรีบแจ้งความที่ สภ.เมืองนครราชสีมา และร้องมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เมื่อ 11 พ.ค. 2569 ที่ปทุมธานี

มูลนิธิปวีณาช่วยเหลืออย่างไร

นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิ ประสานงานทันทีกับ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา และ พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา ขอความเป็นธรรม เร่งรัดคดี คุ้มครองผู้เสียหาย และดำเนินคดี ส.ต.อ.แมน ทางวินัยและอาญา เพราะตำรวจควรปกป้องประชาชน ไม่ใช่ทำร้ายผู้หญิงและเสพยา

บทเรียนจากกรณีผู้ช่วยพยาบาล อ้างถูก “ส.ต.อ.” จับแก้ผ้า

กรณี ผู้ช่วยพยาบาล อ้างถูก “ส.ต.อ.” จับแก้ผ้า นี้ สะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัว (DV) ที่เชื่อมโยงกับยาเสพติด โดยเฉพาะไอซ์ที่ทำให้หลอนประสาท รุนแรงขึ้น 10 เท่า ผู้หญิงหลายคนตกเป็นเหยื่อเพราะหลงเชื่อคนร้ายตอนแรกดี อย่ารอให้สายเกินแก้ สัญญาณเตือนคือ ระแวง ฉุนเฉียว เสพยา

สถิติจากกระทรวงสาธารณสุข พบผู้เสียหาย DV กว่า 20,000 รายต่อปี ส่วนใหญ่ไม่กล้าแจ้งเพราะกลัว ต้องมีกฎหมายป้องกันชัดเจน เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าตำรวจหรือใครก็ตามที่ใช้อำนาจ ต้องรับผิดชอบสูงสุด หวังว่าคดีนี้จะจบด้วยความยุติธรรม สร้างตัวอย่างลงโทษเด็ดขาด หากคุณหรือคนใกล้ชิดเจอปัญหาคล้ายกัน อย่าปล่อยไว้ โทรสายด่วนมูลนิธิปวีณา 1134 หรือ ศูนย์ช่วยเหลือผู้เสียหายทางเพศ 1499 เพื่อขอคำปรึกษาและคุ้มครองทันที สู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – ผู้ช่วยพยาบาล อ้างถูก “ส.ต.อ.” จับแก้ผ้า ทำร้ายร่างกาย ปล่อยคลิปฉาวทำลายอนาคต

หนุ่มทำร้ายกิ๊กสาวตายคาบ้าน รับหึงหวง

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในโซเชียล เมื่อหนุ่มทำร้ายกิ๊กสาวตายคาบ้าน รับหึงหวง สงสัยแชตคุยกับชายอื่น ที่จังหวัดปทุมธานี ผู้ต้องหายอมรับสารภาพทุกข้อหา และยังตรวจพบสารเสพติดในร่างกายอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงปัญหาความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคงและผลกระทบจากยาเสพติด

หนุ่มทำร้ายกิ๊กสาวตายคาบ้าน รับหึงหวง สงสัยแชตคุยกับชายอื่น

คืนวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลาประมาณตี 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดหลุมแก้ว ได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตจากการถูกทำร้ายร่างกาย ที่บ้านเลขที่หนึ่งในหมู่บ้าน 8 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เมื่อรีบไปตรวจสอบ พบร่างของ น.ส.น้ำฝน อายุ 40 ปี นอนเสียชีวิตหน้าบ้านชั้นล่าง ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำที่ใบหน้าและลำตัว ชัดเจนว่าถูกทำร้ายอย่างรุนแรง

ผู้ก่อเหตุคือ นายสมศักดิ์ อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นลูกชายเจ้าของบ้าน และมีความสัมพันธ์ลับๆ กับผู้เสียชีวิตมานาน 3-4 เดือน แม้ผู้ตายจะมีสามีอยู่แล้วก็ตาม ก่อนเกิดเหตุ พยานในบ้านเล่าว่าได้ยินทั้งคู่ทะเลาะกันเสียงดังตั้งแต่เที่ยงคืน ทะเลาะกันบ่อยครั้งเพราะเรื่องหึงหวง จนกระทั่งเกือบตี 2 นายสมศักดิ์ตะโกนเรียกให้คนในบ้านมาช่วย พบผู้ตายนอนหมดสติ กู้ชีพมาช่วยปั๊มหัวใจแต่ไม่สำเร็จ เสียชีวิตคาที่

ประวัติความสัมพันธ์และสาเหตุที่แท้จริง

ทั้งคู่คบกันแบบกิ๊ก โดย น.ส.น้ำฝน ทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในปทุมธานี ขณะที่นายสมศักดิ์รับจ้างทั่วไป ก่อนหน้านี้เคยทะเลาะหนักช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ผู้ตายโทรให้สามีมารับ สัญญาจะไม่กลับมาอีก แต่สุดท้ายก็หวนคืน จนคืนนี้เกิดเหตุ เมื่อตำรวจชันสูตร พบร่องรอยถูกทำร้ายชัดเจน ศพส่งนิติเวชเพื่อตรวจละเอียด

  • ทะเลาะเพราะหึงหวง สงสัยแชตกับชายอื่น
  • ผู้ต้องหาอ้างทะเลาะเป็นชั่วโมง ก่อนลงมือ
  • ผู้ตายขอสอดประสาน แต่ผู้ต้องหาไปหยิบมา พอกลับมาก็นอนนิ่ง

เช้าวันเดียวกัน เวลา 6 โมง นายสมศักดิ์เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจ ให้การว่า “เห็นแชตคุยผู้ชายอื่น ถามก็เงียบเหมือนมีพิรุธ หึงมากเพราะรัก แต่ไม่คิดฆ่า ทะเลาะแล้วลงไม้ลงมือ เขาวิ่งออกไปนั่งหน้าบ้าน ขอยาดม เรียกไม่ตื่นจึงเรียกรถ” เขายังขอโทษครอบครัวผู้ตายด้วย

ผลตรวจร่างกายและข้อหาที่แจ้ง

จากการตรวจร่างกาย พบสารเสพติดในตัวผู้ต้องหา ซึ่งยอมรับสารภาพ ตำรวจแจ้งข้อหา “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย” และ “เสพสารเสพติดให้โทษ” ดำเนินคดีเต็มรูปแบบ เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความสัมพันธ์นอกใจ ที่มักจบลงด้วยโศกนาฏกรรม

จากข้อมูลสถิติ ความหึงหวงเป็นสาเหตุหลักของคดีฆ่ากันในไทย โดยเฉพาะเมื่อรวมกับยาเสพติดที่ทำให้เสียการควบคุม หากเราสังเกตได้ทัน ควรขอความช่วยเหลือจากสายด่วน 1323 สถาบันธัญญารักษ์ หรือตำรวจท้องที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

ในมุมมองของผม ความหึงหวงไม่ใช่ข้ออ้างในการใช้ความรุนแรง รักแท้ต้องเคารพและไว้วางใจ หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญปัญหานี้ อย่ารอช้า ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่าให้กลายเป็นข่าวเศร้า แบ่งปันบทความนี้เพื่อเตือนใจผู้อื่น และติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – หนุ่มทำร้ายกิ๊กสาวตายคาบ้าน รับหึงหวง สงสัยแชตคุยกับชายอื่น

ขอโทษแล้ว เปิดใจครูดีเด่นทำร้ายเด็กนักเรียน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังพูดถึง นั่นคือกรณีครูดีเด่น ทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วประเทศ จากเดิมที่พ่อแม่เด็กไม่ยอม ออกมาแจ้งความพร้อมหลักฐานคลิปเสียงและใบรับรองแพทย์ ล่าสุดครูคนนี้ก็ออกมาเปิดใจแล้วนะครับ ยอมรับผิดทั้งหมดและขอโทษแบบกราบเท้าเลยทีเดียว

เรื่องราวเริ่มต้นจากเด็กชายคนหนึ่งในชั้น ป.6 ที่มีพฤติกรรมไม่ส่งงานที่ครูสั่งบ่อยๆ จนครูทนไม่ไหว เกิดความโมโหขาดสติ ลงมือทำร้ายร่างกายเด็กแบบรุนแรงเกินกว่าเหตุ ซึ่งผู้ปกครองทนไม่ได้ รวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความทันที และยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ตามที่เคยมีข่าวพ่อแม่ไม่ทน แจ้งความครูดีเด่นทำร้ายลูกชาย

ครูดีเด่น ทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียน

ในวันที่ 18 มีนาคม 2567 นายเสรี ครูผู้ก่อเหตุได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างละเอียด เขายอมรับตรงๆ ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นรุนแรงเกินไป แต่เกิดจากความปรารถนาดีต่อเด็กจริงๆ เด็กคนนี้มีนิสัยไม่รับผิดชอบ สั่งงานอะไรก็ไม่ส่ง จนเกือบไม่มีคะแนนจบชั้น ป.6 และกระทบการต่อมัธยม ครูเลยอยากสอนให้เขารู้จักวินัยและความรับผิดชอบ แต่สุดท้ายก็ขาดการยั้งคิด กลายเป็นครูดีเด่น ทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนที่ไม่มีใครคาดคิด

ครูดีเด่น ทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียน ยอมรับทำโดยขาดสติ

ครูเสรีกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดว่า “ผมกราบขอโทษเด็กคนนั้น ผู้ปกครอง เพื่อนครู ผู้บริหารโรงเรียน และสังคมทุกคน ผมยอมรับว่าทำจริง ทำโดยขาดสติ มีพฤติกรรมรุนแรงต่อเด็ก” เขาย้ำว่าที่ทำไปเพราะความเป็นครูที่อยากสอนทั้งความรู้และวินัย แต่พลาดไปเองจนถูกสังคมตำหนิ และพร้อมน้อมรับโทษทั้งหมด ไม่มีแก้ตัวใดๆ

กรณีนี้ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าครูที่เคยได้รับรางวัลครูดีเด่น ก็ยังเป็นมนุษย์ที่พลาดพลั้งได้ โดยเฉพาะเมื่อเจอปัญหานักเรียนไม่เอาไหน แต่การใช้กำลังกายไม่ใช่คำตอบนะครับ มันส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กอย่างมาก

มาดูกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง:

  • เด็กไม่ส่งงาน ส่งผลต่อคะแนนและการจบชั้นเรียน
  • ครูโมโห ขาดสติ ทำร้ายร่างกายและข่มขู่
  • ผู้ปกครองรวบรวมหลักฐาน แจ้งความดำเนินคดี
  • ครูออกมาขอโทษ น้อมรับผิดทั้งหมด
  • สังคมวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจครูที่ไม่เหมาะสม

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราพบกรณีคล้ายๆ กันบ่อยครั้งในโรงเรียนไทย ปัญหาวินัยเด็กเป็นเรื่องใหญ่ แต่ครูควรใช้วิธีอื่น เช่น:

  • พูดคุยให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว
  • ใช้ระบบให้รางวัลแทนการลงโทษ
  • ประสานงานกับผู้ปกครองตั้งแต่เนิ่นๆ
  • ฝึกอบรมครูเรื่องการจัดการอารมณ์

ในมุมมองของผม แม้ครูจะตั้งใจดี แต่ครูดีเด่น ทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนแบบนี้เป็นบทเรียนราคาแพง ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคน โดยเฉพาะครูว่า การสอนวินัยต้องมาพร้อมความเมตตา ไม่ใช่หมัดหรือคำขู่ สังคมเราก็ควรสนับสนุนครูที่มีปัญหา ด้วยการจัดอบรมหรือ counseling เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้จบลงด้วยการขอโทษ แต่บาดแผลในใจเด็กอาจใช้เวลารักษานาน คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับกรณีครูดีเด่นทำร้ายเด็กแบบนี้? มาแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างกันเถอะครับ หรือถ้าคุณเป็นครู/ผู้ปกครอง มีเคล็ดลับสอนวินัยเด็กอย่างไร แชร์ให้ฟังหน่อยนะ จะได้ช่วยกันสร้างโรงเรียนที่ดีขึ้น!

ที่มา – ขอโทษแล้ว เปิดใจ “ครูดีเด่น” ทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียน ยอมรับทำโดยขาดสติ

จับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18 อุ้มทิ้งข้างทาง

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นในจังหวัดระยอง เมื่อจับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18 อุ้มทิ้งข้างทาง ทำทีแกล้งตายเลยรอดมาได้ ชายหนุ่มวัย 18 ปี โชคดีรอดตายมาได้แบบหวุดหวิด หลังถูกกลุ่มวัยรุ่นโหดรุมทำร้ายและอุ้มโยนทิ้งข้างทางเหมือนขยะ เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ชาวเน็ตตกใจและเรียกร้องความยุติธรรม

จับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18 อุ้มทิ้งข้างทาง ทำทีแกล้งตายเลยรอดมาได้

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 เวลาตี 3 บริเวณถนนสายตะพง-บ้านชากลาว ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง นายธวัชชัย วัย 18 ปี กำลังเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างเพื่อน 2 กลุ่ม หลังเคลียร์กันเสร็จ เพื่อนคนหนึ่งอาสาขี่จยย. ส่งกลับบ้าน แต่พอถึงจุดเกิดเหตุ มีกิ่งไม้ขวางทาง ธวัชชัยลงจากรถเพื่อเคลียร์กิ่งไม้ ทันใดนั้นกลุ่มวัยรุ่นที่ซุ่มรออยู่พุ่งออกมา รุมใช้ไม้ฟาดจนสลบเหมือด

ไม่พอแค่นั้น พวกมันยังช่วยกันอุ้มร่างที่บาดเจ็บใส่ท้ายรถเก๋ง นำไปโยนทิ้งข้างทางขึ้นเขายายดา แล้วใช้กิ่งไม้และใบไม้คลุมร่างไว้ คิดว่าตายแล้ว แต่ธวัชชัยฉลาดมาก ทำทีแกล้งตายนิ่งสนิท จนกลุ่มโจรหนีไป จากนั้นเขาค่อยลุกขึ้น เดินขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน พบแม่ชีใจดีที่ช่วยพาไปโรงพยาบาลระยอง ก่อนที่ผู้ปกครองจะพาไปแจ้งความที่ สภ.เมืองระยอง

ความคืบหน้าคดี: จับกุมได้ 3 ราย เหลืออีก 1 ยังลอยนวล

หลังเกิดเหตุ “กัน จอมพลัง” หรือนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ได้รับปากช่วยเหลือ พาเหยื่อและครอบครัวเข้าพบ พล.ต.ต.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.ระยอง และ พ.ต.ท.เจนณรงค์ ละครรัมย์ สว.สอบสวน สภ.เมืองระยอง ตำรวจสอบปากคำพยานเจ้าของรถเก๋งทราบตัวผู้ก่อเหตุ 4 คนทั้งหมดในพื้นที่ต.ตะพง ขออนุมัติศาลออกหมายจับข้อหาหนัก “ร่วมกันปล้นทรัพย์ ร่วมกันทำร้ายร่างกาย ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว และร่วมกันพยายามฆ่า”

ล่าสุดจับได้ 3 รายแล้ว! เยาวชนอายุ 16 ปี ผู้ปกครองพามอบตัวแต่ให้การปฏิเสธ อ้างแค่ขี่รถส่ง นายนิวและนายเปรมถูกจับที่ราชบุรีหลังกบดาน ส่วนนายโต้ อายุ 16 ปี ยังหลบหนี ตำรวจชุดสืบสวนมั่นใจจะปิดคดีได้เร็วๆ นี้ กัน จอมพลังยืนยันว่าตำรวจระยองเก่งมาก ปิดคดีได้หลายครั้ง ฝากประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสหากเห็นกลุ่มนี้ เพราะถือเป็นแก๊งอันตรายที่อุกอาจมาก

บทเรียนจากเหตุการณ์จับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18

  • ระวังตัวตอนดึก: ถนนเปลี่ยวยิ่งอันตราย หลีกเลี่ยงการไปคนเดียว
  • แกล้งตายช่วยชีวิต: ธวัชชัยรอดเพราะฉลาด ทำนิ่งจนโจรคิดว่าตาย
  • ขอความช่วยเหลือทันที: ชาวบ้านและแม่ชีคือฮีโร่ในครั้งนี้
  • กฎหมายเข้มงวด: ข้อหาพยายามฆ่าหนักแน่นอน

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาวัยรุ่นก้าวร้าวในสังคมไทย ที่มักใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ผู้ปกครองควรสอดส่องลูกหลานให้มากขึ้น สังคมต้องร่วมมือป้องกันก่อนสายเกินไป ในฐานะที่ติดตามข่าวอาชญากรรมมาเยอะ ผมเชื่อว่าคดีนี้ตำรวจจะจับคนสุดท้ายได้แน่นอน และเป็นตัวอย่างให้แก๊งโจ๋อื่นๆ เข็ดหลาบ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์จับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18 อุ้มทิ้งข้างทาง ทำทีแกล้งตายเลยรอดมาได้นี้? แชร์ประสบการณ์หรือความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ!

ที่มา – จับแล้ว 3 แก๊งโจ๋ดักทำร้ายหนุ่ม 18 อุ้มทิ้งข้างทาง ทำทีแกล้งตายเลยรอดมาได้

“มิรา” แจงแล้ว รับดื่มเยอะ จำบางช่วงไม่ได้ ตร.เรียกสอบเพิ่ม

วันนี้เรามาพูดถึงดราม่าร้อน ๆ ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียกันค่ะ “มิรา” แจงแล้ว รับดื่มเยอะ จำรายละเอียดบางช่วงไม่ได้ ตร. เตรียมเรียกสอบเพิ่ม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากคดีรุมทำร้ายร่างกายที่ นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือ “เสือ ดุสิต” และพวกทำร้ายนายธนพล เวคะวากยานนท์ จนกระดูกซี่โครงหัก 12 ซี่ อาการสาหัสเลยทีเดียว

“มิรา” แจงแล้ว รับดื่มเยอะ จำรายละเอียดบางช่วงไม่ได้ ตร. เตรียมเรียกสอบเพิ่ม

ล่าสุด “มิรา” สาว MC สุดสวยที่ถูก “เสือ ดุสิต” อ้างว่าเป็นแฟนสาว ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงแล้วนะคะ เธอบอกว่า คืนนั้นเจอคู่กรณีโดยบังเอิญ เคยรู้จักกันมาก่อนเลยทักทายกันปกติ แต่เธอไม่ได้ไปบอกพี่เสือหรอกค่ะ พี่เสือเดินมาเห็นเองตอนที่ถูกจับก้น! มิรายังยอมรับว่าดื่มเหล้าพอสมควร เลยจำรายละเอียดบางช่วงได้ไม่ชัดเจน อยากให้ตรวจกล้องวงจรปิดเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

มิรายังขอโทษทุกคนที่ได้รับผลกระทบด้วยนะคะ ขอโทษผู้เสียหายพี่กุ้ง ครอบครัวพี่กุ้ง ขอโทษครอบครัวพี่เสือ และพี่เสือเอง เรียกได้ว่าขอโทษกันรอบด้านเลย เห็นแล้วรู้สึกว่าทุกคนน่าเห็นใจทั้งนั้นแหละค่ะ

มิรา แจงแล้ว รับดื่มเยอะ

ความคืบหน้าจากตำรวจ

ด้านตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ โดย พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก. ได้ให้ พ.ต.อ.ภาคิน พงษ์กาญจนะ ผกก.สอบสวน มาช่วยดูแลคดี จะเรียกคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบปากคำ รวมถึง “มิรา” ด้วย เพื่อให้คดีกระจ่างชัดเจนที่สุด

พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์
พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์

ก่อนหน้านี้ “เสือ ดุสิต” ก็ยอมรับผิด ยกมือไหว้ขอโทษ ก้มหน้ายอมรับกรรม บอกว่าคู่กรณีจับก้นแฟนจริง ฟิวส์ขาดเลยทำร้ายรุนแรงขนาดนั้น หลังเกิดเหตุเครียดกินไม่ได้นอนไม่หลับ ครอบครัวแตกแยกต้องเลิกกับเมียที่อยู่ด้วยกัน 9 ปี ตำรวจคุมตัวทำแผนประกอบคำให้การแล้วส่งฝากขัง แต่ศาลให้ประกันตัวได้

  • เหตุการณ์เกิดจากการทะเลาะวิวาทหลังถูกจับก้น
  • ผู้บาดเจ็บอาการสาหัส กระดูกหัก 12 ซี่
  • มิราขอตรวจ CCTV เพื่อความโปร่งใส
  • ตร.เตรียมสอบเพิ่มทุกฝ่าย

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเลยนะคะว่า การดื่มเหล้าแล้วออกมาทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ อาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ได้ ทุกคนควรระวังตัว รู้จักควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะเวลาดื่มสังสรรค์

สำหรับแฟน ๆ ที่ติดตามข่าวนี้ สามารถติดตามความคืบหน้าคดีได้ที่นี่เลยค่ะ หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องนะคะ ในมุมมองของเรา คดีแบบนี้ควรให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ตรวจสอบหลักฐานให้ละเอียดเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ที่มา – “มิรา” แจงแล้ว รับดื่มเยอะ จำรายละเอียดบางช่วงไม่ได้ ตร. เตรียมเรียกสอบเพิ่ม

คุม “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกฝากขัง หน้าเครียด

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดราม่าร้อนฉ่าในวงการอาชญากรรมกันครับ คุม “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกฝากขัง ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี หลังจากที่เจ้าตัวและพรรคพวกมอบตัวกับตำรวจ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่เพราะเกี่ยวข้องกับการทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ชาวเน็ตและคนในพื้นที่ต่างจับตามองกันถี่ๆ ว่าเรื่องนี้จะจบยังไง

คุม “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกฝากขัง

นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อ เสือ ดุสิต อายุ 40 ปี พร้อมด้วยนายอานนท์ จันสอน หรือ บอย อายุ 37 ปี และนายไมตรี แสงฤทธิ์ หรือ แมน อายุ 29 ปี ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี หลังก่อเหตุทะเลาะวิวาทจนมีผู้บาดเจ็บสาหัส ทั้งสามคนให้การรับสารภาพทันที พร้อมกล่าวขอโทษผู้เสียหายแบบยกมือไหว้ เสือ ดุสิต ยังยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนท้าทายตำรวจ หรือพูดจาด่าทอใครในพื้นที่นนทบุรี หากมีใครเข้าใจผิดก็ขออโหสิกรรม และยอมรับว่าปัญหานี้ทำให้ต้องเลิกรากับภรรยาไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้น เวลา 14.00 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 พนักงานสอบสวนใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนนำตัวทั้งสามคนไป คุม “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกฝากขัง ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี โดยขั้นตอนนี้เป็นไปตามระเบียบของตำรวจ เพื่อรอหมายขังชั่วคราวก่อนจะพิจารณาคดีต่อไป

เจ้าตัวหน้าเครียด บอกพูดอะไร ก็ไม่มีคนเชื่อ

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่นำตัวออกจากห้องสอบสวน สีหน้าเสือ ดุสิตดูเคร่งเครียดมาก ยกมือไหว้ผู้สื่อข่าว แล้วพูดสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงหม่นหมองว่า “ผมพูดอะไรไปก็ไม่มีคนเชื่อ ผมมันเ-ี้ยเอง” ส่วนเรื่องการยื่นประกันตัวในชั้นศาลนั้น เจ้าตัวบอกว่า “ยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงต่อไป” คำพูดนี้สะท้อนถึงความกดดันและความรู้สึกผิดที่กำลังเผชิญอยู่ชัดเจน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดูไทม์ไลน์เหตุการณ์กันครับ:

  • 18 ก.พ. 2569: เกิดเหตุทำร้ายร่างกาย ผู้บาดเจ็บสาหัส
  • หลังเหตุการณ์: เสือ ดุสิตและพวกมอบตัว ให้การรับสารภาพ ขอโทษ
  • 26 ก.พ. 2569: สอบปากคำกว่า 3 ชม. แล้วนำฝากขังศาล

เสือ ดุสิต เป็นบุคคลที่ชื่อเสียงในพื้นที่นนทบุรีมาพักใหญ่ ชื่อ “เสือ” บ่งบอกถึงความดุร้ายในอดีต แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ หลังจากที่เคยมีประวัติข่าวในวงการสีเทา การถูกฝากขังครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังกระทบชีวิตส่วนตัวอย่างหนัก จนต้องเลิกกับภรรยา

ในมุมมองของผม กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการกระทำใดๆ ล้วนมีผลตามมา แม้จะรับสารภาพและขอโทษแล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมต้องเดินหน้าต่อไป ผู้เสียหายก็สมควรได้รับการเยียวยาเต็มที่ ส่วนเสือ ดุสิต หวังว่าจะได้บทเรียนชีวิตครั้งนี้ไปปรับปรุงตัว อย่าปล่อยให้อารมณ์นำทางอีก

สำหรับชาวเน็ตที่ติดตาม คุณคิดว่าคดีนี้ควรลงเอยยังไง? ประกันตัวได้มั้ย หรือต้องรอพิจารณาคดี? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยครับ ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – คุม “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกฝากขัง เจ้าตัวหน้าเครียด บอกพูดอะไร ก็ไม่มีคนเชื่อ

รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ

เหตุการณ์สุดช็อกที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ทั่วโซเชียล! รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ เกิดขึ้นจริงในจังหวัดชัยภูมิ ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเรียบร้อยแล้ว ตำรวจรับคำสัญญาดำเนินคดีเต็มที่ วันนี้เราจะมาสรุปทุกแง่มุมของคดีนี้ให้ฟังแบบละเอียดยิบ

รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาช่วงเช้า น.ส.สุพัตรา อายุ 32 ปี ผู้เสียหาย ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ไพรวรรณ ภูมิมะนาว ร้อยเวร สภ.หนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ โดยระบุว่าถูก รอง ผกก. จากสภาแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม ทำร้ายร่างกายด้วยขวดเบียร์ จนศีรษะแตกเลือดอาบ เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 20.00 น. ภายในร้านเนื้อย่างชื่อดังที่ตลาดเทศบาลหนองบัวแดง

สาเหตุที่นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง

ตามคำให้การของน.ส.สุพัตรา ในคืนเกิดเหตุ เธอและเพื่อนๆ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้หญิงจากหมู่บ้านใกล้เคียง กำลังนั่งกินเนื้อย่างอย่างสนุกสนาน จากนั้นมีชายหญิงคู่สามีภรรยา พร้อมเพื่อนผู้หญิงอีกคน เดินเข้ามาในร้าน สั่งเนื้อย่างและเหล้าเบียร์ดื่มกินกัน ฝ่ายชายซึ่งต่อมาทราบว่าเป็น รองผู้กำกับการ ได้พยายามมองมาที่โต๊ะของน.ส.สุพัตรา หลายครั้ง จนภรรยาเกิดความหึงหวง ไม่พอใจ จึงปาขวดเบียร์มาที่โต๊ะของผู้เสียหาย

น.ส.สุพัตราไม่ยอม จึงขว้างขวดกลับไป ส่งผลให้เกิดการทะเลาะวิวาท ตบตีกันขึ้นระหว่างฝ่ายหญิงทั้งสองฝั่ง ขณะนั้น รอง ผกก. ซึ่งเป็นสามี ได้เข้ามาห้ามปราม แต่กลับคว้าขวดเบียร์ตีเข้าที่ศีรษะของน.ส.สุพัตราเต็มๆ จนเลือดไหลทะลัก ศีรษะแตก

  • กล้องวงจรปิดจับภาพเหตุการณ์ทั้งหมดได้ชัดเจน
  • เจ้าของร้านรีบเข้ามาห้าม แยกทั้งสองฝ่าย
  • รอง ผกก. พาภรรยาเดินออกจากร้านไปทันที โดยไม่แสดงความรับผิดชอบ
  • ผู้เสียหายและเพื่อนๆ รีบไปโรงพยาบาลหนองบัวแดงทำแผล ก่อนมาแจ้งความ

ความคืบหน้าของคดี

หลังรับแจ้งความ ร.ต.อ.ไพรวรรณ ได้สั่งให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลหนองบัวแดงอีกครั้งเพื่อยืนยันอาการบาดเจ็บ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนปากคำพยานผู้เห็นเหตุการณ์ รวมถึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และเตรียมออกหมายเรียกตัวรอง ผกก. ผู้ต้องหามาให้ปากคำ คดีนี้ถือเป็นทำร้ายร่างกายชัดเจน และเนื่องจากผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส

เหตุการณ์ รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ สะท้อนปัญหาการดื่มสุราและการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะจากผู้ที่ควรเป็นแบบอย่างของสังคม บางคนวิจารณ์ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่สมควรเกิดจากตำรวจเลย แม้จะทะเลาะกับเมียฝ่ายอื่น แต่การใช้ความรุนแรงต่อบุคคลที่สามคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

จากสถิติ พบว่าคดีทำร้ายร่างกายจากความเมาในร้านอาหารย่างมักเกิดบ่อย โดยเฉพาะช่วงดึก หากคุณเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน ควรหลีกเลี่ยงการโต้เถียง และรีบแจ้งเจ้าของร้านหรือตำรวจทันทีเพื่อความปลอดภัย

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคนรักษาวินัย โดยเฉพาะเมื่ออยู่นอกหน้าที่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตคดี รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ ได้ที่นี่!

ที่มา – รอง ผกก. ควงขวดเบียร์ ตีหัวสาว ในร้านเนื้อย่าง เจ็บเลือดอาบ

“เสือ ดุสิต” รับทำเกินเหตุ รุมกระทืบชายวัย 55

ข่าวอาชญากรรมที่สร้างความฮือฮาในโซเชียลมีเดีย เมื่อ เสือ ดุสิต รับทำเกินเหตุ พาพวกรุมกระทืบชายวัย 55 ปี จนบาดเจ็บสาหัส อาการโคม่า ซี่โครงหัก 12 ซี่ เลือดคั่งในปอด เพียงเพราะอ้างว่าถูกจับก้นแฟนสาว กล้องวงจรปิดจับภาพเหตุการณ์ได้ชัดเจน ครอบครัวผู้เสียหายเรียกร้องความเป็นธรรมเต็มที่

เสือ ดุสิต รับทำเกินเหตุ เกิดขึ้นอย่างไร

เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 04.30 น. บริเวณหน้าห้องน้ำร้านอาหารชื่อดังย่านสนามบินน้ำ ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี นายธนพล เวคะวากยานนท์ อายุ 55 ปี กำลังยืนสูบบุหรี่ จู่ๆ นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือ “เสือ ดุสิต” ก็ปรี่เข้ามาชกต่อย ก่อนเรียกลูกน้องอีก 2 คนมารุมกระทืบซ้ำ จนผู้เสียหายล้มลงนอนกองกับพื้น เลือดอาบหน้า ศีรษะบวมปูด

ก่อนหน้านั้น คืนวันที่ 03.00 น. กลุ่มผู้เสียหายมานั่งกินข้าวกับเพื่อน 3-4 คน ขณะที่กลุ่มเสือ ดุสิตมากับหญิงสาว 1 คน หญิงสาวคนนั้นเดินมาทักทายนายธนพลแบบคนรู้จักทั่วไป แต่เสือดุสิตหึงหวง พูดว่า “นี่แฟนผม” ผู้เสียหายชี้แจงว่า “ไม่มีอะไรครับ แค่คุยกันเฉยๆ” จากนั้นมีปากเสียงเล็กน้อยระหว่างเสือดุสิตกับแฟนสาว แล้วแยกย้าย

อาการบาดเจ็บสาหัสของชายวัย 55

หลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล นายธนพลอาการหนักมาก ต้องนอน ICU ใส่ท่อช่วยหายใจ ซี่โครงหัก 12 ซี่ ปอดทะลุ เลือดคั่งในปอด ตับและไตเสียหาย ไม่สามารถหายใจเองได้ ลูกสาว น.ส.เปมิกา ควรสมาคม อายุ 26 ปี บรรยายทั้งน้ำตาว่า “พ่ออาการโคม่าหนักมาก เพิ่งหยุดหายใจพักหนึ่ง ทางโรงพยาบาลต้องปั๊มใจ พ่อเป็นคนเรียบร้อย ไม่น่าทำแบบที่ถูกกล่าวหา”

  • ซี่โครงหัก 12 ซี่
  • เลือดคั่งในปอดและปอดทะลุ
  • ตับและไตเสียหาย
  • นอน ICU ใส่เครื่องช่วยหายใจ
  • ศีรษะบวม เลือดเต็มหน้า

คำให้การพยานและกล้องวงจรปิด

นายจีระศักดิ์ อายุ 40 ปี ลูกน้องผู้เสียหายที่อยู่ในเหตุการณ์ ยืนยันว่าไม่มีบาดหมางมาก่อน ไม่มีการลวนลามจับก้นตามที่เสือดุสิตอ้าง กล้องวงจรปิดบันทึกภาพชัดเจนว่าเป็นการรุม 3 ต่อ 1 เสือดุสิตยังพูดท้าทายว่า “จะเรียกตำรวจก็เรียกไปเลย ในนนทบุรีกูไม่กลัวใคร” ทำให้ไม่มีใครกล้าแจ้งความทันที ต้องรอพากายส่งโรงพยาบาลก่อน

น.ส.เปมิกาพร้อมทนายไวยอัครา ปิ่นทอง และ ดร.แก้ว (ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์) เดินทางแจ้งความที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายสาหัส ตาม ปอ.มาตรา 297 อาจเข้าข่ายพยายามฆ่า พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ ยืนยันดำเนินคดีทุกคนตามหลักฐาน

เสือ ดุสิต รับทำเกินเหตุ ยอมรับผิดแล้ว

ล่าสุด เสือ ดุสิต โพสต์ยอมรับว่า “ยอมรับผมทำเกินกว่าเหตุ ผมพยายามติดต่อผู้เสียหายเพื่อรับผิดชอบ ผมไปรับหมายเรียบร้อย ตำรวจนัด 9 มี.ค. เพราะความหึงหวงจนขาดสติ” ตำรวจรอผลแพทย์เพื่อแจ้งข้อหา หากไม่มาจะออกหมายจับ

ลูกสาวผู้เสียหายโพสต์คลิปวงจรปิดในเฟซบุ๊ก ขอความช่วยเหลือจากชาวโซเชียล “ขอความเป็นธรรมให้พ่อหนู หลักฐานแน่นหนา แต่ยังไม่มีดำเนินการ” สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก

เหตุการณ์ เสือ ดุสิต รับทำเกินเหตุนี้สะท้อนปัญหาความรุนแรงจากอารมณ์หึงหวงที่เกินกว่าเหตุ แม้ผู้ก่อเหตุจะดังในโซเชียล แต่กฎหมายต้องอยู่เหนือกว่า ครอบครัวผู้เสียหายแสดงความมุ่งมั่นดำเนินคดีถึงที่สุด ชาวเน็ตส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าต้องให้ความยุติธรรม

ในมุมมองของเรา ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบของปัญหาส่วนตัว รุมทำร้ายผู้ใหญ่กว่าถึงขั้นโคม่าเป็นเรื่องน่าตำหนิอย่างยิ่ง แนะนำให้ทุกคนควบคุมอารมณ์และใช้กฎหมายแก้ปัญหา หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์เพื่อเตือนใจกันและกัน ติดตามอัปเดตคดีได้ที่นี่

ที่มา – “เสือ ดุสิต” รับทำเกินเหตุ พาพวกรุมกระทืบชายวัย 55 จนโคม่า อ้างจับก้นแฟน

เหยื่อ “หนุ่มกร่าง” โผล่แจ้งความเพิ่ม ถูกยิงเฉี่ยวแขน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสเหยื่อ “หนุ่มกร่าง” โผล่แจ้งความเพิ่ม ถูกชักปืนยิงใส่ กระสุนเฉี่ยวแขนกันครับ เหตุการณ์สุดระทึกเกิดขึ้นย่านบางบัวทอง ทำให้หลายคนตกใจกับพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ต้องหาคนนี้ที่ดูจะไม่เกรงกลัวกฎหมายเลยสักนิด

เหยื่อ “หนุ่มกร่าง” โผล่แจ้งความเพิ่ม ถูกชักปืนยิงใส่ กระสุนเฉี่ยวแขน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ร.ต.ท.ทรรศธร พากเพียรทัพย์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางบัวทอง ได้รับแจ้งจากนายบุญมี นาคำมูล อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถโรงน้ำแข็งย่านบางบัวทอง นายบุญมีเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 05.30 น. ของวันเดียวกัน ขณะที่ตนกำลังนั่งดื่มกาแฟกับเพื่อนคนงาน 2-3 คน บริเวณศาลาภายในโรงน้ำแข็ง เพื่อรอขึ้นรถส่งน้ำแข็งให้ลูกค้า

จู่ๆ ก็มีชายวัยหนุ่มสวมเสื้อสีดำ กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล ขี่รถจักรยานยนต์สีน้ำเงินมาถึง จากนั้นหนุ่มกร่างคนนี้ชักปืนขนาดไม่ทราบออกมายิงรัวเข้ามา3 นัดตรงบริเวณที่ทุกคนนั่งอยู่ โชคดีที่กระสุนเฉี่ยวแขนขวาของนายบุญมีไปแบบหวุดหวิด แต่ก็ทำให้ได้รับบาดเจ็บไปตามระเบียบ

รายละเอียดวีรกรรมสุดโหดของหนุ่มกร่าง

หลังจากยิงเสร็จ หนุ่มกร่างคนนี้ยังลงจากรถจักรยานยนต์ เดินเข้ามาหานายบุญมีพร้อมมีดปลอกผลไม้ในมือ! เขาบอกว่ารถกระบะตู้ทึบจากโรงงานขับปาดหน้าเขา นายบุญมีก็อธิบายไปว่าในโรงงานไม่มีรถแบบนั้นหรอกครับ สุดท้ายหนุ่มกร่างก็ยอมรับว่า “เข้าใจผิด” แล้วรีบขี่จยย.หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว นายบุญมีไม่รอช้า รีบเดินทางเข้าแจ้งความทันที

  • ลักษณะคนร้าย: สวมเสื้อสีดำ กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล ขี่จยย.สีน้ำเงิน
  • อาวุธ: ปืนไม่ทราบขนาด + มีดปลอกผลไม้
  • สถานที่: โรงน้ำแข็งย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี
  • ผู้เสียหาย: นายบุญมี นาคำมูล อายุ 54 ปี กระสุนเฉี่ยวแขนขวา

ที่น่าสนใจคือ พนักงานโรงน้ำแข็งยืนยันว่าหนุ่มกร่างรายนี้คือคนเดียวกันกับที่ปรากฏในข่าวก่อนหน้านี้ ที่ไปตบและถีบป้าร้านน้ำแข็งวัย 60 ปี! เป็นวีรกรรมต่อเนื่องที่ทำให้ชาวเน็ตโอดครวญหนัก ว่าทำไมคนแบบนี้ถึงกล้าแสดงออกแบบนี้ในที่สาธารณะ

คดีนี้จะจบอย่างไร? การติดตามจากตำรวจ

ตอนนี้ตำรวจสภ.บางบัวทองกำลังเร่งสืบสวนหาตัวผู้ก่อเหตุ โดยตรวจสอบภาพวงจรปิดรอบโรงน้ำแข็งและเส้นทางหลบหนี คาดว่าจะออกหมายจับในเร็ววันนี้ครับ เหตุการณ์แบบนี้เตือนใจให้เราต้องระวังตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่ที่คนยังไม่เยอะ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คดีเกี่ยวกับหนุ่มกร่างมักจะมีประวัติยาวเหยียด บางรายติดยา บางรายเมาเหล้า แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การใช้อาวุธปืนแบบนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรง อาจติดคุกยาวๆ เลยนะครับ

เพื่อป้องกันเหตุร้ายแบบนี้ เราแนะนำให้ติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครบถ้วน รายงานเหตุต้องสงสัยทันที และหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับคนวุ่นวาย ถ้าเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน อย่าลืมโทร 191 เลยครับ

สรุปแล้วเหยื่อ “หนุ่มกร่าง” โผล่แจ้งความเพิ่ม ถูกชักปืนยิงใส่ กระสุนเฉี่ยวแขนเป็นอีกคดีที่สะท้อนปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย สุดท้ายอยากฝากว่า อย่าให้ความกร่างมาทำลายชีวิตตัวเอง สังคมเราต้องช่วยกันขับไล่พฤติกรรมแบบนี้ออกไป คุณคิดเห็นยังไงกับเหตุการณ์นี้ ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างนะครับ และอย่าลืมแชร์เพื่อเตือนภัย!

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเคล็ดลับป้องกันตัวได้ที่นี่ทุกวัน!

ที่มา – เหยื่อ “หนุ่มกร่าง” โผล่แจ้งความเพิ่ม ถูกชักปืนยิงใส่ กระสุนเฉี่ยวแขน

Scroll to top