นอร์ทแบงค็อกโพล

โพลชี้คนไทยหนุน โทษประหาร บนเงื่อนไข กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส

โพลชี้คนไทยหนุน โทษประหาร บนเงื่อนไข กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยยังคงถกเถียงกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยล่าสุด “นอร์ทแบงค็อกโพล” ได้เผยผลสำรวจที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเห็นของประชาชนต่อการรื้อฟื้นและบังคับใช้ โทษประหารชีวิต ในประเทศไทย ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงต้องการมาตรการที่รุนแรงเพื่อจัดการกับอาชญากรรมร้ายแรงในปัจจุบัน

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 987 ตัวอย่างทั่วประเทศ ประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดคือการนำ โทษประหารชีวิต กลับมาใช้อย่างจริงจัง โดยผลโพลระบุชัดว่าประชาชนร้อยละ 70.6 เห็นด้วยกับการใช้มาตรการนี้เพื่อสร้างความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความอัดอั้นของสังคมต่อเหตุการณ์อาชญากรรมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

เสียงสะท้อนจากโพลชี้คนไทยหนุน โทษประหาร บนเงื่อนไข กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส

นอกจากตัวเลขความเห็นด้วยแล้ว ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นสูงถึงร้อยละ 96.8 ว่าโทษประหารสามารถลดอาชญากรรมร้ายแรงได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคดีฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือคดีข่มขืนแล้วฆ่า อย่างไรก็ตาม แม้คนไทยส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้มีบทลงโทษที่รุนแรง แต่ก็มีข้อแม้ที่สำคัญมากนั่นคือเรื่องของความยุติธรรม

จากการสำรวจพบประเด็นที่น่ากังวลที่สุดของผู้ที่สนับสนุน คือความกลัวว่าอาจมีการตัดสินผิดคนหรือลงโทษผู้บริสุทธิ์สูงถึงร้อยละ 65.6 ดังนั้น การจะนำ โทษประหารชีวิต กลับมาใช้อย่างเต็มรูปแบบนั้น จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและเป็นธรรมที่สุด เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าบทลงโทษนี้จะตกไปอยู่กับผู้กระทำความผิดอย่างแท้จริง ไม่ใช่การประหารชีวิตคนบริสุทธิ์เพราะความผิดพลาดทางคดี

นอกจากนี้ ประชาชนยังเสนอว่าหากไม่มีโทษประหารชีวิต การใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแบบเข้มงวดก็เป็นทางเลือกที่ได้รับความเห็นชอบรองลงมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่คนไทยต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่การกำจัดคนผิด แต่คือการได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่มั่นคงภายใต้ระบบยุติธรรมที่เชื่อถือได้

ท้ายที่สุดแล้ว การจะนำโทษประหารกลับมาใช้หรือไม่นั้น อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหาอาชญากรรม แต่สิ่งที่สำคัญเหนือกว่าคือการสร้างบรรทัดฐานให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และมีความเที่ยงธรรม เพราะเมื่อใดที่ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สังคมย่อมมีความสงบสุขมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาวิธีการที่รุนแรงเสมอไป

ที่มา – โพลชี้คนไทยหนุน “โทษประหาร” บนเงื่อนไข กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส

โพลตรุษจีน คนรุ่นใหม่ให้อั่งเปาลดลง ปรับพิธีกรรมให้ทันสมัย แต่คงแก่นแท้

เทศกาลตรุษจีนกำลังมาเยือนอีกครั้ง แต่ยุคนี้คนรุ่นใหม่มองหาวิธีเฉลิมฉลองที่ทันสมัยมากขึ้น จากผลโพลตรุษจีน คนรุ่นใหม่ให้อั่งเปาลดลง ปรับพิธีกรรมให้ทันสมัย แต่คงแก่นแท้ที่จัดโดยนอร์ทแบงค็อกโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มวัยหนุ่มสาว กำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการฉลองตรุษจีนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ดิจิทัล แต่ยังยึดมั่นในคุณค่าดั้งเดิม

โพลตรุษจีน คนรุ่นใหม่ให้อั่งเปาลดลง ปรับพิธีกรรมให้ทันสมัย แต่คงแก่นแท้

การสำรวจนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 9-14 กุมภาพันธ์ 2569 กับกลุ่มตัวอย่าง 1,015 คนทั่วประเทศ โดยผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็นนอร์ทแบงค็อกโพล เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ ประเด็นหลักคือ “ซองแดงกับโลกดิจิทัล: วิถีตรุษจีนในยุคใหม่” ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในยุคดิจิทัล

ใครบ้างที่ร่วมเฉลิมฉลองตรุษจีน

ผลสำรวจพบว่า คนไทยที่มีเชื้อสายจีนและร่วมฉลองตรุษจีนมีถึงร้อยละ 45.6 ส่วนคนไทยไม่มีเชื้อสายจีนแต่เลือกเข้าร่วมมีร้อยละ 18.2 ขณะที่ไม่ร่วมฉลองเลยร้อยละ 31.1 และชาวจีนแท้ๆ ร่วมฉลองร้อยละ 5.1 สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าตรุษจีนกลายเป็นเทศกาลที่คนไทยทุกกลุ่มยอมรับและมีส่วนร่วม แม้จะไม่ใช่เชื้อสายจีนก็ตาม

รูปแบบการเฉลิมฉลองที่คนเลือก

เมื่อถามถึงรูปแบบการเฉลิมฉลอง พบว่า:

  • ทำบางพิธีกรรม ร้อยละ 39.7
  • ไม่ได้จัดพิธีแต่ส่งคำอวยพรหรือให้อั่งเปา ร้อยละ 28.1
  • เน้นรับประทานอาหารร่วมกัน ร้อยละ 20.1
  • ไหว้บรรพบุรุษและเทพเจ้าอย่างครบถ้วน ร้อยละ 12.1

เห็นได้ชัดว่าคนรุ่นใหม่เลือกทำพิธีแบบย่อส่วน ไม่เคร่งครัดเหมือนสมัยก่อน แต่ยังคงเน้นความสัมพันธ์ในครอบครัว

อั่งเปาในยุคดิจิทัล: ให้มากขึ้น น้อยลง หรือไม่ให้เลย?

สำหรับการให้อั่งเปาปีนี้ ผลโพลระบุว่า:

  • ไม่ให้อั่งเปา ร้อยละ 40.2
  • ให้เท่าเดิม ร้อยละ 27.4
  • ให้น้อยลง ร้อยละ 19.7
  • ให้มากกว่าปีก่อน ร้อยละ 12.7

ที่น่าตกใจคือกว่า 40% ไม่ให้อั่งเปาเลย สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจและการปรับตัวของคนรุ่นใหม่ รูปแบบการให้ที่นิยมมากที่สุดคือซองแดงเงินสด ร้อยละ 36.9 รองลงมาไม่ให้เลย ร้อยละ 33.2 ใช้ทั้งเงินสดและดิจิทัล ร้อยละ 19.2 โอนผ่าน Mobile Banking/QR ร้อยละ 10.1 และ e-Wallet เพียงร้อยละ 0.4

ความรู้สึกต่ออั่งเปาดิจิทัลส่วนใหญ่คือ “สะดวกแต่ความรู้สึกไม่เหมือนซองแดง” ร้อยละ 34.7 “ไม่ชอบเพราะขาดบรรยากาศ” ร้อยละ 24.1 “รู้สึกเหมือนเงินสดทุกประการ” ร้อยละ 21.1 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 20.1 แสดงว่าซองแดงยังคงมีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่เทคโนโลยีทดแทนยาก

ความหมายของอั่งเปาและตรุษจีนในสายตาคนไทย

อั่งเปามีความหมายสำคัญด้านธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคมมากที่สุด ร้อยละ 36.7 เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ร้อยละ 27.3 การแสดงความรักและผูกพัน ร้อยละ 22.1 และมองเป็นภาระทางการเงิน ร้อยละ 13.9 สำหรับความสำคัญของตรุษจีนในปัจจุบัน คงเดิม ร้อยละ 47.2 ลดลง ร้อยละ 39.2 และเพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.6

ส่วนคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ในการสืบสานตรุษจีน คือ “ปรับให้ทันสมัยแต่คงแก่นแท้” ร้อยละ 38.7 “เลือกทำเฉพาะส่วนสำคัญ” ร้อยละ 29.3 “เน้นความสัมพันธ์ครอบครัวมากกว่าพิธี” ร้อยละ 21.1 และ “ทำตามประเพณีเคร่งครัด” ร้อยละ 10.9

จากผลโพลตรุษจีน คนรุ่นใหม่ให้อั่งเปาลดลง ปรับพิธีกรรมให้ทันสมัย แต่คงแก่นแท้นี้ เราจะเห็นว่าวัฒนธรรมไทย-จีนกำลังวิวัฒนาการ คนรุ่นใหม่ไม่ได้ละทิ้งประเพณี แต่เลือกปรับให้เหมาะกับชีวิตประจำวัน เช่น ใช้ QR Code แทนซองแดง หรือเน้นกินหมูย่างก๊งกับครอบครัวแทนพิธียาวๆ สิ่งนี้ช่วยให้ตรุษจีนยังคงอยู่คู่สังคมไทยต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือโอกาสดีที่จะทำให้เทศกาลนี้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ลองคิดดูสิ ถ้าอั่งเปาดิจิทัลมาพร้อมสติกเกอร์น่ารักๆ หรือวิดีโออวยพร จะเพิ่มความอบอุ่นได้แค่ไหน คุณล่ะ ปีนี้จะเฉลิมฉลองตรุษจีนอย่างไร? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วย!

ที่มา – โพลตรุษจีน คนรุ่นใหม่ให้อั่งเปาลดลง ปรับพิธีกรรมให้ทันสมัย แต่คงแก่นแท้

นอร์ทแบงค็อกโพล: คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ

การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที หลายคนคงกำลังจับตาดูผลสำรวจความคิดเห็นต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกใครดี นอร์ทแบงค็อกโพลได้เผยผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางเสียงของประชาชนหลังการรับสมัคร สส. ในหัวข้อ “จากเวทีดีเบตสู่คูหาเลือกตั้ง” ซึ่งผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และประชาชนจำนวนมากยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด

นอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ

ผลสำรวจนี้จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 8 มกราคม 2569 โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,400 คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นตัวแทนของประชากรไทยมากที่สุด ผลสำรวจนี้มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง ดังนี้

พรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ผลสำรวจพบว่า พรรคการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุดคือ ยังไม่ตัดสินใจ คิดเป็นร้อยละ 39.40 ตามมาด้วย พรรคประชาชน ร้อยละ 28.00 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.50 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 10.30 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 6.40 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนยังคงมีความลังเลที่จะเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างชัดเจน และยังเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ สามารถช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งได้

ผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ในส่วนของผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ยังคงเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 44.60 ตามมาด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 21.80 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 13.00 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 7.40 และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 7.00 ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกผู้นำทางการเมืองคนใดเป็นพิเศษ และยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองต่างๆ

การเลือกผู้สมัคร สส. ในเขตพื้นที่

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือกผู้สมัคร สส. ในเขตพื้นที่ของตน ผลสำรวจพบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ยังคงเป็นอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 42.30 ตามมาด้วย พรรคประชาชน ร้อยละ 26.30 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.20 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 9.30 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 6.40 เช่นเดียวกับผลสำรวจในประเด็นอื่นๆ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใด

ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร สส.

เมื่อถามว่าในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต จะคำนึงถึงสิ่งใดเป็นหลัก ผลสำรวจพบว่า คำนึงถึงทั้งพรรคการเมืองที่สังกัดและตัวผู้สมัคร ร้อยละ 38.10 คำนึงถึงพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัดเป็นหลัก ร้อยละ 18.50 พิจารณาตัวผู้สมัครเป็นหลัก ร้อยละ 15.80 และ ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 27.60 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับทั้งพรรคการเมืองและตัวผู้สมัครในการตัดสินใจเลือกตั้ง

การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต

เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และ สส. แบบแบ่งเขต จะเลือกทั้งพรรคและบุคคลอย่างไร ผลสำรวจพบว่า เลือกทั้งพรรคและบุคคลจากพรรคเดียวกัน ร้อยละ 48.20 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 35.40 และเลือกพรรคหนึ่ง แต่เลือกผู้สมัครอีกพรรคในระบบแบ่งเขตอีกพรรคหนึ่ง ร้อยละ 16.40

ความตั้งใจในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 78.30) ตั้งใจที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 อย่างแน่นอน ในขณะที่ร้อยละ 20.30 ยังไม่ตัดสินใจ และร้อยละ 1.40 ไม่ไปแน่นอน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

โดยสรุปแล้ว ผลสำรวจของนอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และประชาชนจำนวนมากยังคงลังเลที่จะตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ดังนั้น พรรคการเมืองต่างๆ จึงต้องเร่งทำการบ้านและนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

ที่มา – นอร์ทแบงค็อกโพล เผย คนยังไม่เลือกใครยังพุ่ง แต่ “ปชน.-เท้ง” ยังนำทุกพรรค

เสียงเอกฉันท์! ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วม

จากผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล โดยมองว่าการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นสอบตกในทุกด้าน และเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมจากโซเชียลมีเดียมากกว่าช่องทางของหน่วยงานรัฐเสียอีก

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทแบงค็อกโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทั่วประเทศ จำนวน 960 คน เกี่ยวกับการจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมอย่างมาก โดยเมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพโดยรวมของการจัดการน้ำท่วม ประชาชนกว่า 92% ให้คะแนน “แย่มาก” และระดับความไม่พอใจโดยรวมสูงถึง 92.3%

เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก็ได้รับการประเมินว่า “สอบตก” โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 76.9% ที่มองว่าการช่วยเหลืออยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่” เมื่อพิจารณาถึงปัญหาที่ประชาชนพบเจอ พบว่าการทำงานของรัฐบาลมีข้อบกพร่องในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน ซึ่ง 84.6% มองว่าอยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่”

ความเร็วในการแจ้งเตือนภัยก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดย 46.20% มองว่าความเร็วในการแจ้งเตือนอยู่ในระดับ “แย่มาก” เช่นเดียวกัน รวมถึงการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ก็ถูกประเมินว่า “แย่มาก” และ “แย่” รวมกันถึง 67.3% เลยทีเดียว สำหรับข้อเสนอแนะที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงในการจัดการปัญหาน้ำท่วม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยประชาชน 100% เห็นพ้องกันว่ารัฐบาลต้องปรับปรุงในด้านนี้ ทั้งในแง่ของความรวดเร็วและความทั่วถึงของการช่วยเหลือ

ประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการให้แก้ไข

  • อันดับ 1: ปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินให้รวดเร็วและทั่วถึง (100%)
  • อันดับ 2: ปรับปรุงเรื่องการระบายน้ำ ติดตั้งและลอกท่อ (92.30%)
  • อันดับ 3: ปรับปรุงการจัดการข้อมูลและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ (88%)

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึง 84.60% พึ่งพาโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการรับทราบข่าวสารและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในยุคปัจจุบัน

จากผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล และต้องการให้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน การระบายน้ำ และการจัดการข้อมูล การที่ประชาชนหันไปพึ่งพาโซเชียลมีเดียในการรับข้อมูลข่าวสาร แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์

รัฐบาลควรนำผลสำรวจนี้ไปพิจารณาและปรับปรุงแผนการจัดการน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นไปอย่างยั่งยืนและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลครั้งนี้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อไป

ที่มา – เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล ชี้สอบตกทุกด้าน

Scroll to top