นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 32

จาตุรนต์แนะ! 4 ข้อ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แนะนำ 4 ประเด็นใหญ่ที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ โดยเน้นเรื่องประชามติแก้รัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และเรื่องความตกต่ำของพรรคการเมือง

นายจาตุรนต์ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับ “4 ปัญหาใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน ควรหารือกันในวันนี้” โดยย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรทำอย่างสอดคล้องกับการดำเนินการในรัฐสภา และคำนึงถึงปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งกับกัมพูชา และความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองที่ลดลง พร้อมเสนอให้มีข้อตกลงว่าจะไม่รับนักการเมืองบางคนหรือบางพรรคเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลอยู่ 4 เดือน และการจัดทำประชามติในช่วงเลือกตั้งทั่วไปเป็นประเด็นสำคัญในการหารือ เมื่อรวมกับข้อเสนออื่นๆ จะเป็น 4 ข้อดังนี้

ประเด็นแรกคือการทำประชามติ ซึ่งต้องสอดคล้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภา และเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเปิดประเด็นใหม่ เช่น การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 อาจทำให้เกิดความสับสนและไม่สามารถดำเนินการได้

นอกจากนี้ หากพรรคการเมืองทั้งสองเห็นพ้องกันในหลักการแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสำคัญหลายประการ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลดลง

“พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

ดังนั้นในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง ขอเสนอความเห็นดังนี้:

แม้ว่ารัฐบาลจะอยู่ในตำแหน่งเพียง 4-6 เดือน การมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีก็ยังมีความสำคัญ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีนโยบายและทิศทางที่เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่

เรื่องความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ควรร่วมกันกำหนดนโยบายที่จะคลี่คลายความขัดแย้งในทิศทางที่ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างดีที่สุด

ประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง หากสองพรรคร่วมมือกันได้ ควรกำหนดข้อสงวนว่าจะไม่รับการเข้าร่วมรัฐบาลของนักการเมืองบางส่วน หรือเป็นรายบุคคล หากจะรับก็ควรรับเป็นพรรค เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาลและระบบพรรคการเมืองไว้

ทำไม “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือประเด็นเหล่านี้?

การหารือร่วมกันในประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้ทั้งสองพรรคสามารถกำหนดทิศทางและนโยบายที่สอดคล้องกันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองทั้งสอง

การที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือกันในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะแก้ไขได้ในทันที แต่เป็นการเริ่มต้นกระบวนการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการพูดคุยหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “จาตุรนต์” แนะ 4 ประเด็นใหญ่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้

“วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

“วรชัย” ถามพรรคประชาชน ยุบสภาแล้วได้อะไร แนะร่วมมือกับเพื่อไทยเป็นรัฐบาล-แก้รัฐธรรมนูญ มองควรเป็นรัฐมนตรีด้วย เพื่อฝึกงานบริหารประเทศ

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์การตัดสินใจของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า เรื่องนี้พรรคประชาชนต้องคิดถึงว่าการจับมือกับใครจะนำไปสู่อะไร โดยเฉพาะความคิดที่พรรคประชาชนต้องการแก้รัฐธรรมนูญ จึงต้องคิดว่าหากจับมือกับใครจะได้แก้รัฐธรรมนูญ และอาศัยเงื่อนไขเช่นนี้มากดดันพรรคที่จะโหวตให้เป็นรัฐบาลต้องแก้รัฐธรรมนูญลงสัตยาบันให้สัญญาประชาคมไว้ การเมืองเดินมาถึงทางตันเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไป ทำให้ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองขององค์กรอิสระ ซึ่งเราต้องมีการแก้ไขแน่นอน

และวันนี้การที่พรรคประชาชนบอกว่ายุบสภาภายใน 4 เดือน ถามว่ายุบสภาแล้วได้อะไร เพราะหากมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ต่อไปก็จะมีปัญหาเช่นนี้อีก นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐมนตรีก็จะโดนเช่นนี้อีก

ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพรรคประชาชนต้องเข้าไปบริหารประเทศด้วย ไปเป็นรัฐมนตรีด้วย ไม่ใช่พูดแค่ว่าจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะหากการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง ได้รับเสียงเกิน 250 เสียง เป็นรัฐบาลพรรคเดียว อยากให้ลองคิดดูว่าพวกคุณจะทำสำเร็จหรือไม่ การบริหารประเทศต้องฝึกงานพื้นฐานและเข้าใจระบบราชการไทยว่าเป็นอย่างไร

“ฉะนั้น พวกคุณควรเข้าไปเป็นรัฐบาล เข้าไปเป็นรัฐมนตรีและร่วม ครม. ด้วยเพื่อฝึกงาน เพราะมีส่วนร่วมในการเลือกรัฐบาลอยู่แล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นกี่เดือน กี่ปี แต่ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ” นายวรชัยกล่าว

“วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

จากกรณีที่นายวรชัย เหมะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ได้มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล และการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างจริงจัง การที่นายวรชัยออกมากล่าวเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของพรรคประชาชน หากไม่เข้าร่วมรัฐบาลและไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ

### ทำไม “วรชัย” ถึงแนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

เหตุผลหลักที่นายวรชัย เหมะ แนะนำให้พรรคประชาชนร่วมรัฐบาลและเข้าไปเป็นรัฐมนตรีนั้น คือการฝึกฝนและเรียนรู้ระบบราชการไทย การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย และการมีประสบการณ์ตรงจะช่วยให้พรรคประชาชนสามารถดำเนินนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลยังเปิดโอกาสให้พรรคประชาชนได้ผลักดันนโยบายที่ต้องการ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การที่พรรคประชาชนเข้าไปร่วม ครม. จะทำให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ดังนี้:

  • เรียนรู้ระบบราชการ: เข้าใจกลไกการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
  • ฝึกฝนการบริหาร: พัฒนาทักษะการจัดการและแก้ไขปัญหา
  • ผลักดันนโยบาย: มีโอกาสนำเสนอนโยบายและแก้ไขกฎหมาย
  • สร้างความเชื่อมั่น: แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรคประชาชนเอง การมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งสำคัญคือการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ

การที่นายวรชัยออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ อาจเป็นการกระตุ้นให้พรรคประชาชนทบทวนบทบาทของตนเองในการเมืองไทย และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างเต็มตัว การเมืองไทยในปัจจุบันต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การเปิดใจและรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่ “วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน จึงเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติในอนาคต

ที่มา – “วรชัย” แนะพรรคประชาชนร่วมเป็น ครม. กับเพื่อไทย ฝึกงานบริหารประเทศด้วย

ปชน. ยันเงื่อนไขโหวตนายกฯ แค่ 3 ข้อ

พรรคประชาชน โต้ “ไพศาล พืชมงคล” หลังโพสต์อ้าง ปชน. ไม่โหวตให้ใครเป็นรัฐบาล ยืนยัน เงื่อนไขโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 มีแค่ 3 ข้อ ย้ำ ยังไม่ได้รับข้อเสนอของพรรคใดทั้งสิ้น

เมื่อเวลา 10.26 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน (ปชน.) มีการแชร์โพสต์ของ นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ด่วนมาก พรรคประชาชนออกอาการไม่โหวตให้ใครเป็นรัฐบาล จะทำให้การตั้งรัฐบาลตั้งไม่ได้ วันนี้มีข่าวจากเฟซบุ๊กว่าพรรคประชาชนตั้งเงื่อนไขเพิ่มอีก 2 ข้อ รวมเป็น 5 ข้อ ถ้าแบบนี้ก็ส่ออาการกดดันให้ยุบสภา เมื่อบ่ายวันนี้ (30 สิงหาคม) หัวหน้าพรรคประชาชนได้ตั้งเงื่อนไข ในการโหวตให้พรรคใดเป็นรัฐบาลเพิ่มอีก 2 ข้อคือ 1. ต้องปล่อยตัวผู้ต้องคดีมาตรา 112 ทั้งหมด 2. ต้องจัดเงินบำนาญให้แก่ประชาชน ส่วนเงื่อนไขที่ตั้งมาก่อนหน้า 3 ข้อคือ 1. ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน 2. ต้องทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญและตั้ง ส.ส.ร. และ 3. การแก้ปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา

พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย จะกล้ารับเงื่อนไข 5 ข้อนี้ไหม ถ้าไม่รับเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อนี้ พรรคประชาชนก็จะไม่โหวตให้เป็นรัฐบาล ก็จะไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมากในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็จะนำไปสู่การยุบสภา ใครที่ตีความรัฐธรรมนูญเอาตามใจว่ารัฐบาลรักษาการยุบสภาไม่ได้ ก็เท่ากับตีความว่าให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลไปจนครบเทอม ในฐานะรัฐบาลรักษาการอย่างนั้นใช่ไหม นี่จะไม่ใช่ตีความรัฐธรรมนูญในทางวิปริตดอกหรือ

ทางด้าน พรรคประชาชนยืนยันผ่านทางเฟซบุ๊กพรรคว่า “เงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรีมีเพียง 3 ข้อ ได้แก่ 1. ยุบสภาภายใน 4 เดือน 2. จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3. พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด และไม่มีบุคคลในพรรคหรือตัวแทน ไปรับตำแหน่งใน ครม. ยังไม่มีการเพิ่มเงื่อนไขอื่นใดจากนี้ และขณะนี้พรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจรับข้อเสนอของพรรคใดทั้งสิ้น ขอให้พี่น้องประชาชนรับฟังข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของพรรคเท่านั้น”

ปชน. ยันเงื่อนไขโหวตนายกฯ แค่ 3 ข้อ

จากกรณีที่นายไพศาล พืชมงคล ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเงื่อนไขการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีการเพิ่มเติมเงื่อนไข ทำให้หลายฝ่ายเกิดความสับสน ล่าสุดทางพรรคประชาชนได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า เงื่อนไขโหวตนายกฯ ยังคงมีเพียง 3 ข้อตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ และยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคใด

ทำความเข้าใจเงื่อนไขโหวตนายกฯ ของพรรคประชาชน

เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เรามาสรุปเงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนกันอีกครั้ง:

  • เงื่อนไขที่ 1: ยุบสภาภายใน 4 เดือน
  • เงื่อนไขที่ 2: จัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ
  • เงื่อนไขที่ 3: พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด

ทางพรรคย้ำว่ายังไม่มีการเพิ่มเงื่อนไขอื่นใดจากนี้ และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของพรรคเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน และการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไป การที่พรรคประชาชนออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญในการกำหนดทิศทางของการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า เงื่อนไขโหวตนายกฯ ทั้ง 3 ข้อนี้ จะมีผลต่อการตัดสินใจของพรรคอื่นๆ อย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

การที่พรรคประชาชนออกมาเน้นย้ำ เงื่อนไขโหวตนายกฯ ของตนเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันประเด็นที่สำคัญต่อประชาชน เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมือง แม้ว่าจะเป็นพรรคขนาดเล็ก แต่ก็มีบทบาทในการกำหนดทิศทางและสร้างความเปลี่ยนแปลงในการเมืองไทยได้

การออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการเพิ่มเงื่อนไขในการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เพราะแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาจุดยืนและความน่าเชื่อถือของพรรค ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยข่าวสารที่บิดเบือนและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การที่พรรคประชาชนยืนยัน เงื่อนไขโหวตนายกฯ อย่างชัดเจน จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและติดตามสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น

ที่มา – ปชน. โต้ “ไพศาล” ยันเงื่อนไขโหวตนายกฯ แค่ 3 ข้อ ย้ำยังไม่ได้รับข้อเสนอพรรคใด

นิด้าโพล: คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ

ผลนิด้าโพลล่าสุด เผยประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน “นักธุรกิจ” นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป รองลงมาคือบุคคลจากสายทหาร และมองว่าผู้ที่อยู่ในช่วง Gen X มีความเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ที่ยังไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในสภาปัจจุบันอีกด้วย

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เผยแพร่ผลสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,310 ตัวอย่าง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ เพื่อสำรวจความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ผลนิด้าโพล: คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ

ผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับอาชีพของบุคคลที่ประชาชนต้องการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า:

  • ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่
  • ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร
  • ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ
  • ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น)
  • ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ
  • ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน
  • ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME)
  • ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น
  • ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น)
  • ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม
  • ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ
  • ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด
  • ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ
  • ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล
  • ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
  • ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน
  • ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง
  • ร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

จากผลสำรวจนี้ ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางธุรกิจ และความสามารถในการบริหารจัดการ เมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี

คนส่วนใหญ่มอง Gen X เหมาะสมเป็นนายกฯ ตามผลนิด้าโพล

ในส่วนของช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่ประชาชนต้องการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า:

  • ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45-60 ปี)
  • ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29-44 ปี)
  • ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61-79 ปี)
  • ร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80-100 ปี)

ผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าคนในช่วง Gen X มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศในปัจจุบัน เนื่องจากมีประสบการณ์และความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกพรรคการเมืองใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า:

  • ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่
  • ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย
  • ร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่

และสำหรับแนวโน้มในการเลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใหม่ พบว่า:

  • ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่
  • ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย
  • ร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

โดยสรุปแล้ว ผลนิด้าโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นผู้นำที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจ มีความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้กับพรรคการเมืองใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงและผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่ “นักธุรกิจ” ได้รับความนิยมสูงสุด อาจเป็นเพราะประชาชนมองว่าพวกเขามีความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผลนิด้าโพล คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ รองลงมาเป็นทหาร มอง Gen X เหมาะ

เพื่อไทยหารือพรรคประชาชน หวังข้อยุติที่ดี

โฆษกเพื่อไทย เผย “พ.ต.อ.ทวี – เดชอิศม์” ร่วมวงหารือพรรคประชาชนบ่ายนี้ด้วย หวังได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ย้ำ หากเดินหน้าตามข้อเสนอได้ไว พร้อมยุบสภาก่อน 4 เดือน

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการนัดหารือกันของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) ในช่วงบ่ายวันนี้ ว่า การหารือกันของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะสร้างบรรยากาศการเมืองที่ดีที่จะทำให้เห็นว่าประเทศจะไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากมีข้อเสนอที่ชัดเจนในกรอบเวลาที่เหมาะสม ซึ่งพรรคเพื่อไทยตอบรับเงื่อนไขต่างๆ ตามข้อเสนอของพรรคประชาชนตั้งแต่ต้น พร้อมยืนยันว่าหากสามารถดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวได้รวดเร็ว ก็จะสามารถยุบสภาคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนได้ก่อนเวลา 4 เดือนที่พรรคประชาชนวางเอาไว้

นายดนุพร กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อเสนอเพิ่มเติมอื่นๆ ที่พรรคเพื่อไทยเสนอไปก็เพื่อให้ประเด็นคำถามที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในสังคม เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ เรื่อง MOU ทั้ง 2 ฉบับ ได้มีข้อยุติผ่านกระบวนการประชาธิปไตย

ส่วนการหารือกันในช่วงบ่ายวันนี้ พรรคเพื่อไทยจะนำโดย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค, นางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค พร้อมมีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมด้วย

ทั้งนี้ การประสานนัดหมายกับพรรคประชาชน และข้อเสนอต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอไปนั้น ได้มีการประสานให้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคได้รับทราบและเห็นชอบตรงกันแล้ว จึงคาดหวังว่าผลการหารือในวันนี้จะมีข้อยุติที่ดีและเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด.

เพื่อไทยหารือพรรคประชาชน หวังข้อยุติที่ดี

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้เปิดเผยถึงการหารือร่วมกับพรรคประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการหาข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด การหารือครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แตกต่างกัน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความหวังว่าจะได้ข้อยุติที่ดี ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาในครั้งนี้

เป้าหมายหลักของการหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชน

เป้าหมายหลักของการหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชน คือการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ การที่ทั้งสองพรรคสามารถหาจุดร่วมกันได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

การที่พรรคเพื่อไทยย้ำว่า หากสามารถดำเนินการตามข้อเสนอต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ก็พร้อมที่จะยุบสภาก่อนกำหนดถึง 4 เดือน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเองอีกครั้งหนึ่ง การตัดสินใจนี้ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญ และสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยต่อการสนับสนุนจากประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยได้เชิญตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เข้าร่วมการหารือในครั้งนี้ด้วย แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสร้างความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมของพรรคร่วมรัฐบาล จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรื่อง MOU ทั้ง 2 ฉบับ เพื่อให้เกิดข้อยุติผ่านกระบวนการประชาธิปไตย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมด้วยวิธีการที่สันติและเป็นประชาธิปไตย การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความสมานฉันท์ในสังคม

การหารือเพื่อไทยหารือพรรคประชาชนในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การที่ทั้งสองพรรคสามารถหาข้อยุติที่ดีได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด และดูว่าข้อตกลงต่างๆ จะถูกนำไปปฏิบัติจริงได้หรือไม่

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็น การเลือกตั้ง หรือการสนับสนุนพรรคการเมืองที่เราเชื่อมั่น จะช่วยสร้างสังคมที่ดีและเข้มแข็ง

ที่มา – เพื่อไทย เผย “ทวี-เดชอิศม์” ร่วมวงหารือพรรคประชาชน หวังได้ข้อยุติที่ดี

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ ไม่โหวต “ชัยเกษม”

“ภูมินทร์” สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมยก 2 เหตุผล นโยบายล้มเหลว-ปมคลิปเสียง “อิ๊งค์” ต้องรับผิดชอบ เสียสละไม่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย 5 คน ทยอยออกจากกลุ่มไลน์พรรค โดยคาดว่าจะไปสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เลือกที่จะใช้เอกสิทธิ์ สส. ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมระบุเหตุผลการตัดสินใจที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ ว่า

1. พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศมา 2 ปี นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแถลงไว้แทบจะไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นผล โดยเฉพาะราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง ราคาวัว ตกต่ำเป็นอย่างมาก

2. จากเหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่อำเภอกันทรลักษ์ ประชาชนได้รับบาดเจ็บล้มตาย เดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส นั่นหมายถึงรัฐบาลบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ไม่ดีพอ

“มาถึงฟางเส้นสุดท้ายคือคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ท่านนายกฯ มีความผิด ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่ง”

นพ.ภูมินทร์ เผยต่อไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องกลับมาคิดอย่างจริงจังว่า ตนเองและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นควรต้องมีส่วนแสดงความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน และควรจะต้องเสียสละไม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ฉุดลากประเทศให้ตกต่ำ เดือดร้อนเสียหายไปมากกว่านี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การยุบสภาเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนกำหนดอนาคตของตัวเองอีกครั้งในเร็ววัน

“นี่คือเหตุผลที่ผมจะไม่สนับสนุนให้คุณชัยเกษม นิติสิริ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครับ”

“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

จากกรณีที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ประกาศ“ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลผสม สิ่งที่ นพ.ภูมินทร์ ได้เน้นย้ำคือความรับผิดชอบต่อประชาชน และผลกระทบจากนโยบายที่ผ่านมาของพรรค

เหตุผลเบื้องหลังการไม่โหวต “ชัยเกษม”

เหตุผลหลักที่ นพ.ภูมินทร์ ยกขึ้นมานั้น มี 2 ประการที่สำคัญ คือ

  • ความล้มเหลวของนโยบาย: นพ.ภูมินทร์ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้แถลงไว้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และวัว ที่ตกต่ำอย่างมาก
  • ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์คลิป Uncle หลุด และความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาล

นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ นพ.ภูมินทร์ ต้องกลับมาทบทวนบทบาทของตนเองและพรรคเพื่อไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การใช้เอกสิทธิ์ สส. ของ นพ.ภูมินทร์ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างไร การที่ สส. ภายในพรรคเดียวกันออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงความแตกแยกภายในพรรคหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่สังคมกำลังจับตามอง

การตัดสินใจของ นพ.ภูมินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมือง และความท้าทายในการบริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยจะต้องพิจารณาถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า ความรับผิดชอบต่อประชาชน และการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานการเมือง การที่ นพ.ภูมินทร์ กล้าที่จะออกมาแสดงจุดยืนที่แตกต่าง แม้จะต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในพรรค นับเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร และพรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. แต่ละคนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และควรอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน การมีผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการ

ดังนั้นการที่ “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ภูมินทร์” ใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวต “ชัยเกษม” ยก 2 เหตุผล เพื่อไทยต้องรับผิดชอบ

เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

เพื่อไทย ส่ง “สรวงศ์-จิราพร” คุยพรรคประชาชน บ่าย 2 วันนี้ ยินดีตอบรับข้อเสนอทุกประการ พร้อมยุบสภาใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยประชามติแก้รัฐธรรมนูญ – คดีฮั้ว สว. – ที่ดินเขากระโดง

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการประสานงานและกำหนดนัดหมายกับพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อหารือเรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาล ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ที่ทำการพรรคประชาชน โดย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนของพรรค

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอจากพรรคประชาชนทุกประการ และมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาของประเทศดังนี้

1. รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ตั้งขึ้นจากข้อตกลงนี้จะยุบสภาภายใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และหากกระบวนการตามเงื่อนไขบรรลุผลก่อนกำหนดเวลา รัฐบาลจะยุบสภาทันที

2. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะตั้งคำถามเรื่องเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย พ.ศ. 2540 เป็นร่างหลักหรือไม่ เพื่อกระชับเวลาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

3. ในการทำประชามติครั้งเดียวกัน จะตั้งคำถามเรื่องการคงไว้หรือยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อหาข้อยุติและลดความขัดแย้งภายในประเทศ

4. รัฐบาลชุดนี้จะร่วมมือกับพรรคประชาชนและทุกฝ่าย เร่งดำเนินการคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน ตามกฎหมายและหลักนิติธรรมอย่างตรงไปตรงมา.

บ่าย 2 วันนี้ เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชนเพื่อหาข้อสรุปในการจัดตั้งรัฐบาล โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะทำตามข้อเสนอต่างๆ ที่พรรคประชาชนได้ยื่นมา หนึ่งในนั้นคือการยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย

รายละเอียดการพูดคุยเพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

การเจรจาในครั้งนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยพรรคเพื่อไทยแสดงความพร้อมที่จะดำเนินการตามข้อเสนอหลักๆ ของพรรคประชาชน ซึ่งรวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเร่งรัดคดีสำคัญต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยยอมรับข้อเสนอยุบสภาใน 4 เดือน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการคดีที่ดินเขากระโดงอย่างตรงไปตรงมา การดำเนินการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและสร้างความปรองดองในสังคม

การที่พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอต่างๆ รวมถึงเรื่องยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นธรรม

การเจรจาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย การที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน นอกจากนี้ การเร่งรัดแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างความปรองดองและความสามัคคีในสังคม

การที่พรรคเพื่อไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องการยุบสภาใน 4 เดือน ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อสร้างรัฐบาลที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย

โดยสรุปแล้ว การที่พรรคเพื่อไทยคุยกับพรรคประชาชนและยินดีตอบรับข้อเสนอต่างๆ รวมถึงการยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลที่โปร่งใสและเป็นธรรม การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

ที่มา – บ่าย 2 วันนี้ เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

ชาติพัฒนา หนุนเพื่อไทย ตั้งรัฐบาล ไม่ติดนายกฯ

“สุวัจน์“ เผย พรรคชาติพัฒนา มีมติสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ไม่ติดใครจะเป็นนายกฯ หรือมีพรรคการเมืองไหนเป็นส่วนประกอบ

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 ถนนพายพาส อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีซิโกว แจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ของมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา

นายสุวัจน์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ช่วงนี้สถานการณ์ทางการเมืองต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะว่าผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีรัฐบาลชุดใหม่ แล้วต้องแถลงนโยบายกันใหม่ ซึ่งต้องมีกระบวนการที่ใช้เวลาระยะหนึ่งที่จะเห็นภาพของรัฐบาลใหม่ ภาพของนโยบายใหม่ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของสภา ดังนั้น มาตรการอะไร นโยบายอะไรที่เป็นเรื่องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มาตรการทางเศรษฐกิจก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย พรรคชาติพัฒนาได้มีมติร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ในการสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการเดินหน้าเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ส่วนโครงสร้างของรัฐบาลใหม่ภายใต้แกนนำพรรคเพื่อไทยนั้น ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือจะมีพรรคการเมืองอื่นเป็นองค์ประกอบอย่างไร หรือจะมีเงื่อนไขอย่างไรนั้น มอบให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ตอนนี้ เราต้องการรัฐบาลใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อเข้ามาทำงานและแก้ไขปัญหาของประชาชนให้ได้โดยเร็วที่สุด

ชาติพัฒนา หนุน เพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ไม่ติดใครเป็นนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่และการจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด พรรคการเมืองต่างๆ กำลังหารือและเจรจาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

ในส่วนของพรรคชาติพัฒนา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้ออกมาเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคที่ชัดเจนว่า สนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ได้มีข้อจำกัดว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือพรรคใดจะเข้าร่วมรัฐบาลบ้าง

ทำไมชาติพัฒนาถึงสนับสนุนเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล?

การตัดสินใจของพรรคชาติพัฒนาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้มีรัฐบาลใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การมอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ เนื่องจากมองว่าเป็นพรรคที่มีประสบการณ์และความพร้อมในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ การที่พรรคชาติพัฒนาไม่ได้มีข้อจำกัดใดๆ ในเรื่องตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความตั้งใจที่จะให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด

การสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคชาติพัฒนา เป็นสัญญาณที่น่าจับตามองในแวดวงการเมือง เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและทิศทางใหม่ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้

ความสำคัญของการมีรัฐบาลที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ

การมีรัฐบาลที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน รัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ

ดังนั้น การที่พรรคชาติพัฒนาออกมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การมีรัฐบาลใหม่ที่สามารถเข้ามาบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคชาติพัฒนามองว่าการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล จะนำพาประเทศไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว การมีรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคือพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคง

พรรคการเมืองทุกพรรคควรคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นสำคัญ และร่วมมือกันเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปด้วยกัน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การที่พรรคชาติพัฒนาออกมายืนยันว่าจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ติดขัดเรื่องตัวนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้น และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

พรรคชาติพัฒนาหวังว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสามัคคีปรองดองในชาติ และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การเมืองไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ การตัดสินใจของพรรคชาติพัฒนาในครั้งนี้ ได้สร้างความน่าสนใจและเป็นที่จับตามองของทุกฝ่ายอย่างแน่นอน และเป็นการสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลที่ชัดเจน

ที่มา – ชาติพัฒนา หนุน เพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ไม่ติดใครเป็นนายกฯ

ราเมศปัด “ชวน” หนุน “อนุทิน” แจงนายกฯรักษาการยุบสภาไม่ได้

ราเมศปัด “ชวน” หนุน “อนุทิน” แจงนายกฯรักษาการยุบสภาไม่ได้

“ราเมศ” ชี้ นายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้ เพราะอำนาจต้องมาจากนายกฯ ที่ได้รับมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ย้ำพรรคหนุนใครขึ้นเป็นนายกฯ ใหม่ กก.บห.-สส. ต้องมีมติร่วม ปัดกลุ่ม “ชวน” หนุน “อนุทิน” เพราะยังไม่ได้คุยกับใคร

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันว่า มีการถกเถียงถึงอำนาจรักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แยกการอำนาจถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีที่มีต่อฝ่ายนิติบัญัติคือสภาผู้แทนราษฎรนั้น อำนาจต้องเป็นของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คนที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากสภาผู้แทนราษฎร ถือได้ว่าเป็นคนนอก ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริง ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นจะใช้อำนาจในการยุบสภาไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นตามรัฐธรรมนูญจึงต้องการมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ราเมศย้ำ นายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้

นายราเมศกล่าวว่า ที่มีการพูดถึงประเด็นที่ว่านายกรัฐมนตรีรักษาการจะสามารถยุบสภาได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่า นายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้ เนื่องจากอำนาจในการยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร การที่นายกรัฐมนตรีรักษาการซึ่งไม่ได้มาจากกระบวนการดังกล่าวจะใช้อำนาจนี้จึงไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

“ส่วนที่มีข่าวอ้างว่า มีสส.กลุ่มนายชวน หลีกภัย 4 คน ไปสนับสนุนกลุ่มนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกฯ นั้น ยืนยันนายชวน ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับใคร เพราะอยู่ระหว่างการเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ตนในฐานะสมาชิกพรรค ต้องย้ำว่า เมื่อมีระบบของพรรคอยู่ ผู้บริหารพรรคและ สส.พรรคปัจจุบันก็มีอำนาจในการตัดสินใจ คงไม่ไปก้าวล่วง เพราะท้ายที่สุดความรับผิดชอบจะอยู่ที่ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบัน และไม่มีใครคนใดคนหนึ่งสามารถตัดสินใจได้คนเดียว การเลือกนายกรัฐมนตรีก็มีหลักในการพิจารณาที่กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคกับ สส.พรรคจะต้องตัดสินใจร่วมกันตามข้อบังคับพรรค สำหรับกรณีชื่อของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรค ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรค ปชป. ด้วยความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางการเมืองถือว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่านำพาประเทศได้ดีไม่แพ้บุคคลอื่นๆ เช่นกัน” นายราเมศ กล่าว

จากกรณีที่นายราเมศได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับอำนาจของนายกรัฐมนตรีรักษาการที่ไม่สามารถยุบสภาได้นั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างรอบคอบ การตีความกฎหมายและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาระบอบประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญจึงควรอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การที่นายราเมศออกมาปฎิเสธข่าวเรื่องการสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของบ้านเมือง

ที่มา – “ราเมศ” ปัดกลุ่ม “ชวน” หนุน “อนุทิน” แจงนายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้

Scroll to top