นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 32

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม! เท้งตัดสินใจ

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม! นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ยอมรับว่าได้พบและพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยนายทักษิณได้ขอเสียงโหวตสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีจริง อย่างไรก็ตาม นายธนาธรโยนการตัดสินใจให้กับหัวหน้าพรรคประชาชน โดยเน้นย้ำว่าประเทศชาติต้องมาก่อน

ภายหลังจากการที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ใช้นามสกุลเพื่อหวังผลในการพูดคุย นายธนาธรยังกล่าวอีกว่า ข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยได้ถูกนำมาพิจารณาบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล โดยยอมรับว่าได้พบกับนายทักษิณเมื่อช่วงเช้าวันนี้ และได้พูดคุยกันหลังจากได้รับการติดต่อให้เข้าพบเมื่อวานนี้ นายทักษิณได้ปรึกษาหารือถึงความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายธนาธรได้ตอบว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และได้แถลงจุดยืนมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว เกี่ยวกับทีโออาร์หรือเงื่อนไขในการสนับสนุนผู้ใดผู้หนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไขคือการยุบสภาภายใน 4 เดือน และจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้น

นายธนาธรกล่าวถึงความกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ว่า พรรคประชาชนมีเงื่อนไขที่ชัดเจน และขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยว่าจะยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้หรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยยอมรับเงื่อนไขได้ ก็สามารถพูดคุยกับหัวหน้าพรรคได้เลย ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่ายังไม่มีการติดต่อหรือนัดหมายอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทยมายังพรรคประชาชน

ในส่วนของกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อาจจะทำให้การพูดคุยในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเป็นไปได้ง่ายขึ้น นายธนาธรกล่าวว่า นายสุริยะเป็นอา และตนเองกับนายพงศ์กวินเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ด้วยความเคารพทั้งสองท่านเป็นญาติกัน แต่ปัญหาของบ้านเมืองไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาจากความสัมพันธ์ทางครอบครัว และยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อพูดคุยจากทั้งสองคน ส่วนพรรคประชาชนยังไม่ปิดประตูในการเลือกนายชัยเกษมใช่หรือไม่นั้น หัวหน้าพรรคประชาชนได้ตอบอย่างชัดเจนแล้ว

ในมุมมองของนายธนาธรเกี่ยวกับการเลือกพรรค ประชาชนนั้น ตนเองเข้าใจว่าเหตุผลที่พรรคประชาชนยื่นทีโออาร์และมีเงื่อนไขขึ้นมา ไม่ได้มาจากความต้องการที่จะมีอำนาจหรือเป็นรัฐบาล และพรรคประชาชนยังคงเป็นฝ่ายค้านเช่นเดิม แต่สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการคือการนำพาประเทศไปข้างหน้า เนื่องจากสภาในปัจจุบันไม่มีกลุ่มการเมืองใดที่มีความชอบธรรมและมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าได้ ไม่มีใครที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ทั้งการแก้ไขปัญหายาเสพติดและการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงปัญหาทางการเมือง ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจให้พรรคประชาชนด้วยการยุบสภา ทำให้พรรคประชาชนมีเงื่อนไขเพียง 2 ข้อ ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า และสิ่งที่ต้องการคือสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้า นั่นคือโจทย์ใหญ่ของสังคม

เมื่อถามว่าระยะเวลา 4 เดือนเพียงพอสำหรับการทำประชามติหรือไม่ นายธนาธรเชื่อว่าพรรคประชาชนได้คำนวณแล้วว่าเพียงพอสำหรับการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อถูกถามว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน พรรคประชาชนอาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากทั้งคู่ เพราะผู้สนับสนุนอาจไม่ต้องการทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย นายธนาธรยืนยันหนักแน่นว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน ไม่มีกลุ่มใดที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การตัดสินใจเลือกใครนั้นต้องพิจารณาว่าพรรคใดมีโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพรรคใด พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอ

เมื่อถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการถูกฉีก MOU นายธนาธรกล่าวว่า ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน หากพรรคใดรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนไปแล้วไม่ทำตาม ก็ขอให้ประชาชนตัดสิน ส่วนจะมีการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ให้ไปสอบถามหัวหน้าพรรคประชาชน เพราะข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในระหว่างการพิจารณาแล้ว

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษมจริงหรือไม่?

จากเหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทยในปัจจุบัน การเจรจาต่อรอง และการแสวงหาแนวร่วมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศในอนาคต

ที่มา – “ธนาธร” รับ “ทักษิณ” มาเจอต่อหน้าขอเสียงโหวตให้ “ชัยเกษม” โยน “เท้ง” ตัดสินใจเอง

งูเห่าเพื่อไทย! ทยอยออกจากไลน์พรรค

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะร้อนระอุ เมื่อมีข่าวว่า ส.ส. บางส่วนเริ่มทยอยถอนตัวออกจากกลุ่มไลน์ของพรรค หลังจากที่ นายศักดิ์ดา ได้ไปแถลงข่าวร่วมกับ พรรคภูมิใจไทย ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย และการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวจากแหล่งข่าวภายในพรรคเพื่อไทยว่า มีความเคลื่อนไหวของ ส.ส. ในพรรคที่คาดกันว่าจะให้การสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากกรณีที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส. กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ไปแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ผลจากการกระทำดังกล่าว ทำให้นายศักดิ์ดาถูกเชิญออกจากกลุ่มไลน์ ส.ส. พรรคเพื่อไทยในทันที และล่าสุด มีรายงานว่ามี ส.ส. เริ่มทยอยออกจากกลุ่มไลน์ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยแล้วหลายราย อาทิ นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส. กาฬสินธุ์, พล.ต.ต. สุรพล บุญมา ส.ส. นครนายก, นพ. ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ส.ส. ศรีสะเกษ และ นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ส.ส. อีกด้วย

งูเห่าเพื่อไทย ดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์?

ข่าวการลาออกจากกลุ่มไลน์ของ ส.ส. เหล่านี้ สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามว่า นี่เป็นสัญญาณของการแปรพักตร์หรือไม่ และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อเสถียรภาพของพรรคเพื่อไทยในอนาคต

แม้ว่าทางพรรคเพื่อไทยจะยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่แหล่งข่าวภายในพรรคระบุว่า ทางพรรคทราบถึงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของ ส.ส. เหล่านี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น และเมื่อโอกาสมาถึง ส.ส. เหล่านั้นจึงได้ตัดสินใจกระทำการดังกล่าว

ทำไมถึงเรียกว่า “งูเห่าเพื่อไทย”?

คำว่า “งูเห่า” ในทางการเมือง มักใช้เรียก ส.ส. หรือนักการเมืองที่ทรยศต่อพรรคของตนเอง โดยการไปสนับสนุนพรรคอื่น หรือโหวตสวนมติพรรค ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนที่เลือกเข้ามา และเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค

การที่ ส.ส. เหล่านี้ตัดสินใจออกจากกลุ่มไลน์พรรค และมีแนวโน้มว่าจะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ทำให้หลายคนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และเข้าข่ายการเป็น “งูเห่า” ทางการเมือง แม้ว่า ส.ส. เหล่านี้อาจจะมีเหตุผลส่วนตัวในการตัดสินใจ แต่การกระทำดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย: การลาออกของ ส.ส. เหล่านี้ อาจทำให้พรรคเพื่อไทยสูญเสียคะแนนเสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และอาจส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต
  • ผลกระทบต่อประชาชน: การแปรพักตร์ของ ส.ส. อาจทำให้ประชาชนรู้สึกผิดหวัง และสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมือง
  • อนาคตทางการเมือง: ส.ส. ที่ตัดสินใจแปรพักตร์ อาจเผชิญกับความยากลำบากในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เนื่องจากอาจสูญเสียฐานเสียงเดิม และถูกมองว่าเป็นคนไม่น่าไว้วางใจ

สถานการณ์ “งูเห่าเพื่อไทย” ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคเพื่อไทย ว่าจะสามารถรับมือกับความท้าทายนี้ได้อย่างไร และจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้หรือไม่ การตัดสินใจของ ส.ส. แต่ละคน จะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของพวกเขาเอง และต่อเสถียรภาพของประเทศชาติ

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง การจับตาดูความเคลื่อนไหวของนักการเมืองแต่ละคน และการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตของการเมืองไทยได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – เผยโฉม “งูเห่าเพื่อไทย” ทยอยดีดตัวออกจากกลุ่มไลน์ “พรรคเพื่อไทย”

พรรคกล้าธรรม หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

“พรรคกล้าธรรม” ออกแถลงการณ์ สนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมชี้ปล่อยให้ประเทศเกิดสุญญากาศไม่ได้

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2568 พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยมติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และจะต้องมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต่อไปว่า

คณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ร่วมกันพิจารณารับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคทุกท่าน เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินการของพรรค รวมถึงพิจารณาข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พรรคกล้าธรรม จะลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เนื่องด้วยสถานการณ์ของประเทศไทยขณะนี้ จำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายบริหารมาขับเคลื่อนและแก้ปัญหาให้กับประชาชนในทุกด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน โดยไม่สามารถประวิงเวลาไปได้อีก โดยพรรคกล้าธรรม ได้แสดงจุดยืนของพรรคให้กับพรรคภูมิใจไทยทราบ คือ

1. พรรคกล้าธรรม ยึดถือ 3 สถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังนั้น หากมีการเสนอแก้กฎหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายฉบับต่าง ๆ จะต้องไม่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยอย่างเด็ดขาด โดยต้องดำรงคงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

2. การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรกว่า 30 ล้านคนในประเทศ ด้วยการปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเหนือผลประโยชน์ของกลุ่มทุน

โดยพรรคภูมิใจไทย ยอมรับเงื่อนไขของพรรคกล้าธรรม และขอให้ร่วมมือกันในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้กติกาของระบอบรัฐสภา

พรรคกล้าธรรม ขอเรียนว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก โดยไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์การเมืองทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ ขาดทิศทางการพัฒนา และนโยบายที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องได้ ณ วันนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกลไกของฝ่ายบริหารที่ต้องเรียกคืน และสร้างความเชื่อมั่นจากนานาประเทศอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรม พร้อมยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนไทย ในช่วงวิกฤตของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนี้ โดยยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข.

พรรคกล้าธรรม หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมในการสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ สังคม หรือความขัดแย้งทางการเมือง

พรรคกล้าธรรมได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ คนที่ 32?

เหตุผลหลักที่พรรคกล้าธรรมตัดสินใจสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้นมาจากความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของนายอนุทินในการนำพาประเทศชาติให้ก้าวผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้ นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังเห็นว่าการมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายพรรคการเมือง จะช่วยสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง

การที่พรรคภูมิใจไทยยอมรับเงื่อนไขของพรรคกล้าธรรม แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาธิปไตยไทย

การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน การไม่ปล่อยให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเร่งด่วน การมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องการในขณะนี้

พรรคกล้าธรรมเชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ และกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง การสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นการตัดสินใจที่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “พรรคกล้าธรรม” ออกแถลงการณ์ สนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยทาบทามร่วมรัฐบาล เผยพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค

วันที่ 30 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล รวมถึงกระแสข่าวที่ว่า สส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน เตรียมไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย

โดยนายเฉลิมชัยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า วันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เวลา 15.00 น.

ข่าวการเมืองวันนี้ยังคงร้อนระอุ เมื่อประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประเด็นที่น่าสนใจคือกรณีที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ ทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายตามมาว่า ท่าทีที่แท้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ต่อการเข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้คืออะไรกันแน่

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล

การที่นายเฉลิมชัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายตีความไปต่างๆ นานา บางส่วนมองว่าอาจเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ ยังไม่ต้องการเปิดเผยท่าทีที่ชัดเจนในขณะนี้ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าอาจมีดีลลับหรือการเจรจาต่อรองที่ยังไม่ลงตัว ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

นอกจากนี้ กระแสข่าวที่ว่ามี สส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน เตรียมที่จะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งและไม่ลงรอยกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ในอนาคต

การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์พรุ่งนี้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือและพิจารณาในประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด รวมถึงการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยผลการประชุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว แต่ยังต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆ จากพรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย ซึ่งอาจต้องมีการเจรจาต่อรองและปรับเปลี่ยนท่าทีกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพอใจ

ดังนั้น การเมืองไทยในขณะนี้จึงยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพื่อให้สามารถเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

สถานการณ์ล่าสุดที่ “เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้อาจจะไขข้อข้องใจหลาย ๆ อย่างได้ ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ที่มา – “เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล นัด กก.บห.ประชาธิปัตย์ ถกพรุ่งนี้

“เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100%

“เดชอิศม์” ลั่น ปชป. ยังเหมือนเดิม อยู่กับเพื่อไทย 100% “ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่ครบ 21 เสียง ไม่ถูกดูดซบภูมิใจไทย ย้ำจุดยืน “เข้าใจและไปต่อ” โหวตนายกฯ เอกสิทธิ์ของ สส. แต่ยังต้องยึดตามมติพรรค

วันที่ 30 ส.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิมกับพรรคเพื่อไทยว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเหมือนเดิม และยังหนึ่งเดียว 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีขั้วตรงข้ามติดต่อมาบ้างหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า มีบ้าง ซึ่งจะอยู่กับฝั่งนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ประชาธิปัตย์ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์

“เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100%

“ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่ครบ ไม่ถูกดูดซบภูมิใจไทย

ขณะที่ นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยทาบทามพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่า “ยังไม่มี” และยืนยันว่า พรรคยังเดินหน้าตามแนวทางของหัวหน้าพรรคภายใต้สโลแกน “เข้าใจและไปต่อ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่ว่า สส. พรรคประชาธิปัตย์ย้ายไปแล้ว 4 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็น สส.นครศรีธรรมราช นายชัยชนะยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่า สส.นครศรีธรรมราชยังอยู่ครบ และไม่อยากให้เอ่ยชื่อบุคคลใด เพราะทั้งหมดในพรรคยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม

ส่วนกระแสข่าวว่าพรรคเหลือ 21 เสียงนั้น นายชัยชนะย้ำว่า ทุกอย่างเป็นไปตามมติพรรค และมติพรรคยังคงเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าวดังกล่าว

สำหรับกรณีที่ นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.ประชาธิปัตย์ รวมถึงนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา และ สส.รายอื่น ๆ ไปปรากฏตัวร่วมกับพรรคภูมิใจไทย นายชัยชนะระบุว่า เรื่องนี้ต้องไปสอบถามนายนิพนธ์โดยตรง

เมื่อถามถึงกรณีที่หากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว และมีการทาบทามพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง นายชัยชนะย้ำว่า พรรคยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยตามที่หัวหน้าพรรคยืนยันไว้แล้ว พร้อมเผยว่า นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาใด ๆ ในพรรค

ทั้งนี้ ในประเด็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายชัยชนะระบุว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. อยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องยึดตามมติพรรคเช่นเดียวกัน

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ต่อการร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย

จากคำยืนยันของทั้งนายเดชอิศม์และนายชัยชนะ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังคงเหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทยในการร่วมรัฐบาล แม้จะมีกระแสข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับการถูกทาบทามจากพรรคอื่น หรือการย้ายขั้วทางการเมืองก็ตาม การยืนยันดังกล่าวช่วยลดความสับสนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ในรัฐบาลผสม

การที่ ปชป. ยืนยันที่จะอยู่กับเพื่อไทย 100% นั้น ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสมอย่างแน่นอน เพราะ ปชป. มี ส.ส. ในสภาถึง 21 เสียง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อย การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ ปชป. จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันในรัฐบาลผสมที่มีหลายพรรค อาจมีความท้าทายในการประสานงานและหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

เอกสิทธิ์ ส.ส. กับมติพรรคในการโหวตนายกฯ

ประเด็นเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น นายชัยชนะได้เน้นย้ำว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. แต่ก็ต้องยึดตามมติพรรคด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของ ส.ส. แต่ละคน กับการเคารพการตัดสินใจของส่วนรวม การรักษาสมดุลนี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้พรรคมีความเป็นเอกภาพและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนยันว่าจะ “เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100% นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการร่วมรัฐบาลและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลผสมต่อไป อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการบริหารจัดการภายในพรรคและการทำงานร่วมกับพรรคอื่นๆ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

การที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคเพื่อไทยนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ด้วยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างแน่นอน พรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า

ที่มา – “เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100% โหวตนายกฯ ยึดตามมติพรรค

อนุทิน มั่นใจ จัดตั้งรัฐบาล พร้อมเป็นนายกฯ ได้!

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ! นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมั่นใจว่าพรรคของตนมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ และพร้อมที่จะเป็นนายกฯ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ

อนุทิน มั่นใจ จัดตั้งรัฐบาล พร้อมเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน พร้อมด้วย ส.ส. ที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ได้ร่วมกันแถลงข่าวแสดงจุดยืนของพรรค ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีชุดเดิมสิ้นสุดลง

นายอนุทิน กล่าวอย่างชัดเจนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มารวมตัวกันในวันนี้ มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเร่งแก้ไขและคลี่คลายปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

และหลังจากที่ได้รับทราบเงื่อนไขต่างๆ จากพรรคประชาชน ในการขอรับการสนับสนุนเพื่อหลีกเลี่ยงช่องว่างในการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคภูมิใจไทยก็ได้ทำการพูดคุยหารือกันอย่างละเอียด และเห็นพ้องกันในประเด็นสำคัญทุกประการ

ทำไมอนุทินถึงมั่นใจว่าจะ จัดตั้งรัฐบาล ได้?

นายอนุทิน กล่าวว่า ถึงแม้ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่รัฐบาลชุดเดิมอาจไม่สามารถแก้ไขได้ แต่กลุ่มของตนมั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแน่นอน และต้องการที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่บ้านเมือง การร่วมมือกับพรรคประชาชนจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้อย่างราบรื่น

เงื่อนไขหลักๆ ในการจัดตั้งรัฐบาล คือ เรื่องของการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาความไม่สงบ และการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากดำเนินการในเรื่องเหล่านี้แล้ว จะคืนอำนาจให้กับประชาชนภายใน 4 เดือน โดยการยุบสภา เพื่อให้ประชาชนได้เลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง

นายอนุทินยืนยันว่า ทุกคนที่เข้าร่วมในครั้งนี้มีความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในทุกๆ ด้าน และคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

หน้าที่ของการรวบรวมเสียงสนับสนุนเป็นหน้าที่ของทุกคน และพรรคประชาชนไม่ได้มีข้อขัดแย้งใดๆ อาจมีเพียงรายละเอียดเล็กน้อยที่ต้องการให้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นหลักการทำงานของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะรับเงื่อนไขเหล่านั้น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงพรรคกล้าธรรม ซึ่งได้มีการพูดคุยกันก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่ามีความจริงใจในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ

“เรามีเสียงเพียงพอที่จะนำเสนอให้พรรคประชาชนวางใจว่า การร่วมมือกันระหว่างพรรคประชาชนและกลุ่มของเรานี้จะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง” นายอนุทินกล่าว

ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ส.ส. จำนวน 16 คน ที่เดินทางมาในวันนี้ ใช้เอกสิทธิ์ของ ส.ส. ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงยากลำบาก การผนึกกำลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นสิ่งสำคัญ และเห็นว่านายอนุทินมีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ

นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ได้ชี้แจงว่า ตนเองและ ส.ส. อีกประมาณ 10 กว่าคน ต้องการเห็นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป จึงตัดสินใจให้การสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ โดยยืนยันว่าเป็นเอกสิทธิ์ของตนเอง และไม่ได้มีปัญหากับพรรคเพื่อไทย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่ และอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” มั่นใจจัดตั้งรัฐบาล พร้อมเป็นนายกฯ – งูเห่าเพื่อไทยโผล่ร่วมแถลง

นิพิฏฐ์ชี้! “ยุบสภา” ดาบสุดท้ายเพื่อไทย

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต สส.พัทลุง ออกมาแสดงความเห็นว่าอำนาจในการ“ยุบสภา”นั้นเปรียบเสมือนดาบสุดท้ายของ “พรรคเพื่อไทย” ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังมีความเปลี่ยนแปลง

ภายหลังจากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้นำทีมพรรคร่วมรัฐบาลแถลงข่าว ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง โดยมีใจความสำคัญว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาของประชาชน เพื่อป้องกันการเกิดสุญญากาศอันอาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ โดยได้มีการพูดคุยและยืนยันที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาลในช่วงรักษาการนี้ต่อไปอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่ส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พัทลุง ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “อำนาจในการยุบสภาคือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย” ข้อความดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์

อำนาจในการ “ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย

การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายนิพิฏฐ์ในครั้งนี้ ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และอำนาจในการ“ยุบสภา” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมืองที่สามารถนำมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ความสำคัญของการ “ยุบสภา” ในระบอบประชาธิปไตย

การ“ยุบสภา” ถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ที่จะสามารถยุติวาระของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะครบวาระตามปกติ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ การใช้อำนาจนี้มักเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ หรือเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง การยุบสภาจึงเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนในการตัดสินใจอนาคตของประเทศผ่านการเลือกตั้ง

การที่นายนิพิฏฐ์กล่าวว่าอำนาจในการ“ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยนั้น อาจตีความได้ว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล อาจพิจารณาใช้อำนาจนี้ในกรณีที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความผันผวนและไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล หรือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยุบสภาถือเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างรอบคอบ

การวิเคราะห์ของนายนิพิฏฐ์ยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในปัจจุบัน และความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองต่างๆ จะใช้กลยุทธ์และเครื่องมือต่างๆ เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญอาจเกิดขึ้นได้เสมอ อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศเรา

ที่มา – “นิพิฏฐ์” เผยอำนาจในการ “ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของ “พรรคเพื่อไทย”

“ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือ?

“ชูศักดิ์ ศิรินิล” เผย รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้ ชี้ขณะนี้อยู่ระหว่างรวมเสียงตั้งรัฐบาล มั่นใจเพื่อไทยไม่เดียวดาย มองข้อเสนอ 4 เดือน พรรคประชาชนต้องการให้ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา เรื่องยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือไม่?

วันที่ 29 ส.ค. 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการจะสามารถยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้หรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้เคยให้ความเห็นไว้แล้ว

เมื่อถามว่าการหารือของแกนนำพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดเรื่องการยุบสภาหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เคยถกเถียงกันใน ครม. จำได้หรือไม่ โดยมีสองความเห็นแต่ความเห็นหนึ่งคิดว่าสามารถทำได้ และเชื่อว่าทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่ความเห็นแบบ 100% แต่ขณะนี้ความเห็นส่วนใหญ่คือสามารถทำได้

นายชูศักดิ์ยังอธิบายอีกว่า อำนาจการยุบสภาหากถามว่ารักษาการสามารถทำได้หรือไม่ ก็ทราบดีเพราะมีความเห็นอยู่ ซึ่งตนคิดว่าสามารถทำได้ นายกฯ มีอำนาจอย่างไรผู้รักษาการก็มีอำนาจเหมือนกัน

ส่วนข้อเสนอ 4 เดือนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนนั้นคิดว่าสามารถทำได้หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าตนคิดว่าความเห็นของพรรคประชาชนไม่ได้หมายความว่าแก้เลย จากที่ตนฟัง เราอยากให้คงการทำประชามติไว้ เพราะทำประชามติเสร็จก็ยุบสภา ไม่ใช่หมายความว่าสี่เดือนแล้วจะสามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะโดยหลักแล้ว 4 เดือนไม่สามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เลย

เมื่อถามต่อว่าดีลนี้เป็นดีลในอนาคตใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า เขาอยากให้ยุบสภาแต่ก่อนจะยุบสภาอยากให้ทำประชามติให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากที่ตนฟังดูเป็นลักษณะนั้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากทุกอย่างผ่านไปได้การฟอร์มรัฐบาลใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าดีลนี้ก็สามารถเป็นไปได้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทุกคนก็อยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้ว

ส่วนขณะนี้ทุกพรรคพร้อมที่จะเลือกตั้งแล้วหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่าขอให้ไปถามแต่ละพรรค หากประเมินพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ไม่มีใครชอบเรื่องยุบสภา อยากให้อยู่ครบวาระทั้งนั้น แต่การยุบสภามีเหตุ

เมื่อถามว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยเริ่มเดียวดายแล้วหรือไม่ เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มตีตัวไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม นายชูศักดิ์กล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่จะมอง รัฐบาลก็เป็นแบบนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรวมเสียงข้างมากได้ ขณะนี้เข้าใจว่ายุทธการคือพยายามแย่งเสียงกัน แต่ท้ายที่สุดใครจะได้หรือไม่ได้ต้องรอเวลา

เมื่อถามต่อว่าสุดท้ายเพื่อไทยจะไม่เดียวดายใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ยืนยันว่าไม่หรอกครับ

“ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ดีล ปชน. ต้องทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขการ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ จริงหรือไม่?

การที่นายชูศักดิ์ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่นิ่ง

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากคำสัมภาษณ์ของนายชูศักดิ์:

  • อำนาจของรัฐบาลรักษาการในการยุบสภา: นายชูศักดิ์ยืนยันว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจในการยุบสภาได้เช่นเดียวกับรัฐบาลปกติ
  • ข้อเสนอของพรรคประชาชน: พรรคประชาชนต้องการให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการยุบสภา
  • ท่าทีของพรรคเพื่อไทย: พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องการยุบสภา แต่พร้อมที่จะหารือกับทุกฝ่าย
  • สถานการณ์ทางการเมือง: การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นไปอย่างเข้มข้น และพรรคเพื่อไทยไม่ได้เดียวดายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องจับตาดูว่าการเจรจาต่อรองทางการเมืองจะนำไปสู่ข้อสรุปอย่างไร และประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด

โดยสรุปแล้ว การที่นายชูศักดิ์ออกมาแสดงความเห็นว่า ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ นั้น เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “ชูศักดิ์” ชี้ ยุบสภา รัฐบาลรักษาการทำได้ ดีล ปชน. ต้องทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

“ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน.! คิดดีๆ เรื่อง ภท.

“ภูมิธรรม” ท้าเปิดชื่อ 17 งูเห่า ย้ายซบพรรคภูมิใจไทย พร้อมเดินหน้าประสานพรรคประชาชน เหตุมีแนวทางเดียวกัน สอนมวยให้คิดดีๆ เชื่อได้ไหม ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรุ่งนี้ประชุมเลือกรักษาการนายกฯ คนใหม่ ย้ำเพื่อไทยยังเป็นรัฐบาล

เมื่อเวลา 18:40 น. วันที่ 29 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรดารักษาการรัฐมนตรี นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

โดยแกนนำส่วนใหญ่ยังคงมั่นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ และไม่กังวลที่พรรคภูมิใจไทยเร่งเดินหน้าทาบทามพรรคประชาชน ให้มาร่วมรัฐบาล และโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งหลังจากนี้ต้องขอขึ้นไปพูดคุยพร้อมกันกับทั้งแกนนำคนอื่น ๆ

จากนั้น เมื่อเวลา 19.50 น. นายภูมิธรรม แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่ารัฐบาลยังจับมือกันเหนียวแน่น พร้อมที่จะเดินหน้าทำงานให้ประชาชนอย่างเต็มที่ ขณะนี้เสียงรัฐบาลยังมีอยู่เหมือนเดิม ให้ข้อเสนอฝ่ายใดถ้าเป็นแนวทางประชาธิปไตยเป็นแนวทางเดียวกับพรรค สามารถเปิดรับกับทุกพรรคที่จะสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ เรายินดีร่วมมือด้วย โดยประสานงานกับส่วนอื่นๆ ต่อไป พร้อมยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเหมือนเดิม

เมื่อถามว่าล่าสุดพรรคภูมิใจไทยมีการเดินทางไปพรรคกล้าธรรม นายภูมิธรรม กล่าวว่าขอดูคำตอบก่อน ส่วนจะเป็นอย่างไรขอรอความจริงปรากฏ เพราะนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ไปทุกพรรค แต่ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลจับมือหนักแน่น และเชื่อว่าตอนนี้เรายังไปด้วยกันได้หมด แม้แต่พรรคประชาชน สิ่งที่เสนอขึ้นมาแม้ภูมิใจไทยจะตอบรับแล้ว แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็มองว่าสิ่งที่พรรคประชาชนเสนอก็ไม่ได้แตกจากพรรคเพื่อไทย ที่พรรคต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะรับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่ ต้องไปถามพรรคภูมิใจไทย และต้องไปถามพรรคประชาชนว่าเชื่อใจ การยอมรับเงื่อนไขนั้นพรรคภูมิใจไทยจะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ต้องไปถามพรรคประชาชน ส่วนพรรคเพื่อไทยสามารถประสานและพูดกัน คาดว่าอยู่ในช่วง 2-3 วันนี้

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะมีงูเห่าเพราะมีกระแสว่ามีงูเห่า 17 คน ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย นายภูมิธรรม กล่าวว่า งูเห่าก็เหมือนที่พูด ต่างฝ่ายต่างอ้างอิงแต่ยังไม่เคยมีใครลากงูเห่าออกมาเลย ก็ขึ้นอยู่กับคนพูดว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน แต่ว่าจะแสดงออกจริงคือวันที่เลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ไม่ขอพูดเรื่องแต้มต่อหรือไม้เด็ด แต่พรรคเพื่อไทยยังยืนยันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นจริง

นายภูมิธรรม ยังกล่าวย้ำว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังจับมือร่วมกันและจะเดินหน้าต่อ ส่วนการตั้งรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของพรรคที่จะดำเนินการไป ส่วนวันพรุ่งนี้รัฐบาลจะมีประชุมเพื่อเลือกรักษาการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเลือกเลขาธิการนายกฯ ใหม่ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยและกลไกประชาธิปไตยทั้งหมด พร้อมย้ำว่า นายชัยเกษม นิติศิริ ไม่ได้มีปัญหายังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เมื่อถามย้ำว่าจะตอบได้หรือไม่ว่ายังเสนอชื่อนายชัยเกษม นายภูมิธรรม กล่าวว่า จริงๆ ตนเองสามารถตอบได้ แต่ขณะนี้อยู่กระบวนการรับฟังและพูดคุยกัน

เมื่อถามว่ามีอีกฝั่งรวมเสียง 280 เสียงแล้ว นายภูมิธรรม กล่าวว่า 280 ก็เป็นรัฐบาลได้แล้ว แต่เราบอกว่าเรายังเป็นรัฐบาลอยู่ ก็อยู่ที่ว่าประชาชนจะเชื่อใคร ใครมีเครดิต ใครมีความสามารถในการทำถ้าทำแล้วมีการเปลี่ยนแปลงก็แสดงว่าโครงการต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยทำ ไม่ว่าจะเป็นเขากระโดง หรือเรื่อง สว. เมื่อถามว่าหากพรรคเพื่อไทยรวมเสียงไม่ได้ นายภูมิธรรม กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า “ผมยืนยันไปแล้วว่ามั่นใจ”

“ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

ด้านนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเดินทางเข้าพรรคเพื่อไทยว่า กำลังใจยังดีอยู่ กำลังทำงานกันอย่างต่อเนื่อง ส่วนมองอย่างไรที่พรรคกล้าธรรมเปิดรับฟังข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย นางสาวธีรรัตน์กล่าวว่า ต้องรอดูการพูดคุยอย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถพูดคุยกันได้ ทุกคนก็น่าจะมีเหตุผล

ขณะที่มีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมแล้วหรือไม่นั้น นางสาวธีรรัตน์ระบุว่า ช่วงที่อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลก็ได้มีการพูดคุยกันว่าจะทำงานร่วมกันต่อไป ซึ่งก็ต้องรอทางฝั่งของพรรคกล้าธรรมแถลง

สำหรับกระแสข่าว สส.พรรคเพื่อไทยเป็นงูเห่า นางสาวธีรรัตน์ยอมรับว่า มีภาพออกมาหรือมีข้อมูล ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกัน ส่วนจะมีความชัดเจนอย่างไรคงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักหนึ่ง

“ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. ประเด็นสำคัญคืออะไร?

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนระอุ ล่าสุด “ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ประเด็นนี้กลายเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต การที่นายภูมิธรรมออกมาเตือนพรรคประชาชน (ปชน.) ให้คิดให้ดีก่อนที่จะเชื่อใจพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความซับซ้อนในการเจรจาต่อรองทางการเมือง

พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล กำลังเผชิญกับความท้าทายในการรวบรวมเสียงสนับสนุน การที่พรรคภูมิใจไทยแสดงท่าทีพร้อมรับเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อดึงดูดพรรคประชาชนให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่คำถามสำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยจะสามารถทำตามสัญญาได้จริงหรือไม่?

การเจรจาระหว่าง “ภูมิธรรม” กับพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พรรคประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน ก่อนตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ การตัดสินใจนี้อาจมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีเหตุผล “ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คือประเด็นที่เราต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ภูมิธรรม” จ่อคุย ปชน. เตือนคิดให้ดีเรื่องเชื่อใจ ภท. รับเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

Scroll to top