นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 32

โสภณ เขากระโดง งงฉายา ยันไม่เคยถูก ป.ป.ช.

“โสภณ ซารัมย์” งง ยังไม่ทันทำอะไรแต่ถูกตั้งฉายา “โสภณ เขากระโดง” เมินคนโจมตี ครม.ปราสาทสายฟ้า ลั่น ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ยืนยันไม่มีชื่อเคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล พร้อมทุ่มแก้ปัญหายาเสพติด

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวที่จังหวัดศรีสะเกษ ถึงกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกต “ครม.อนุทิน” เป็นปราสาทสายฟ้าคอนเนคชั่น ว่า ก็มีการหมายถึงว่าเป็นคนบุรีรัมย์ ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย วันนี้พอพูดถึงบุรีรัมย์จะมีคนอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอคติก็จะพูดว่าคนบุรีรัมย์จะเข้าไปทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่กลุ่มที่รู้ความจริง เหมือนที่คนบุรีรัมย์รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นต้องดูที่การกระทำ เหมือนตนที่วันนี้ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยแต่กลับถูกตั้งฉายาว่า “โสภณ เขากระโดง”

นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า ตนเลือกเกิดไม่ได้ แต่เพราะอยู่บุรีรัมย์ ขอถามว่าที่ตนมีชื่ออยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ ก็ต้องไปดูว่าสิ่งที่จะทำในอนาคตนั้นจะเหมือนกับคำปรามาสหรือไม่ ต้องมาพิสูจน์กัน ในสังคมนี้พอพูดเรื่องดีก็ไม่เชื่อ แต่พอพูดเรื่องไม่ดีก็เชื่อไว้ก่อนว่าจะทำแบบนั้นจะทำแบบนี้ จึงเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย และการใช้โซเชียลมีเดียที่จริงบ้างเท็จบ้างมาบั่นทอนความน่าเชื่อถือของคนที่ไม่รู้ความจริง

“วันนี้ผมก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และไม่ใช่แค่ผมนะ แต่ สส.บุรีรัมย์ นักการเมืองของคนบุรีรัมย์ หรือมีชื่อคนบุรีรัมย์เข้าไปเป็น ครม. ต้องพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นแบบที่พวกเขาคิด ตรงนี้สำคัญ เพราะอนาคตของภูมิใจไทยมันไม่ได้อยู่ที่วันนี้ อนาคตของภูมิใจไทยอยู่ที่ว่า ถ้าเราทำในสิ่งที่ทุกคนคาดผิดหมด พวกผมก็เป็นพระเอก”

พร้อมระบุว่าเราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ และภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ จึงต้องเดินตามครรลองของกฎหมาย เพราะเราหวังว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมือง หากพรรคใดไร้อุดมการณ์ ไม่ยึดในสิ่งที่ถูกต้องก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราและ สส.ทุ่มเทมา สิ่งที่ทำมาก็เป็นประโยชน์กับประชาชน

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเตรียม 4 กุมาร จะชำแหละคณะรัฐมนตรี นายโสภณ บอกว่าไม่เป็นอะไร ตนไม่ห่วงเรื่องชำแหละ แต่ห่วงว่าเราจะมีเวลาพอที่จะได้พิสูจน์การทำงานบนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่ เพราะเวลา 4 เดือนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีการทำ MOA และรับปากกับพรรคที่สนับสนุนว่าจะยุบสภาใน 4 เดือน เชื่อว่าทำได้ แต่ในขณะเดียวกันวิกฤติของประเทศบางอย่างรอไม่ได้ และความเป็นรัฐบาลทุกวินาทีต้องทำเพื่อประเทศชาติ ต้องคู่กันไปกับการเดินหน้ายุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน นายโสภณ ยังกล่าวถึงภารกิจที่จะรับผิดชอบในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่ถนัดเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในเรื่องสังคม การศึกษา และยาเสพติดถือว่าเป็นงานที่สำคัญ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาของประเทศจริงๆ ปัญหาเศรษฐกิจทุกวันนี้ หากมองให้ดีก็เพราะคนเราไม่มีคุณภาพ ติดยา เด็กติดยาไม่เรียนหนังสือ ปัญหานี้ต้องแก้ไขเร่งด่วน ซึ่งตนสามารถทำได้แล้ว โดยในระยะ 2 ปีที่ตนเป็น สส.บุรีรัมย์ ได้เร่งแก้ปัญหายาเสพติดใน 6 อำเภอ ร่วมกับพระและภาคเอกชนและเห็นผลสำเร็จ ขอท้าสื่อมวลชนและหน่วยงานราชการไปดูที่ อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ ฯลฯ ซึ่งมีศูนย์บำบัด ติดตาม แยกผู้ป่วย และตนจะพาไปชม สิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาด้านการศึกษาและการแก้ปัญหายาเสพติด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนเคยเป็นรัฐมนตรีคมนาคม 3 ปี เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้ง และในตอนนั้นต้องยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ แต่สุดท้ายผลการสอบก็ยกหมด และยืนยันว่าตนไม่มีเรื่อง ป.ป.ช. สำหรับใน ครม.นี้จะมีใครถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะท่านมีอนาคตทางการเมืองอยู่ ตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีกำแพงพิงที่จะไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แม้จะเป็นรัฐบาลแค่ 4 เดือน แต่ก็ไม่ควรนำชีวิตการเมืองไปผูกไว้

ส่วนภาพลักษณ์ของ ครม. จะกระทบรัฐบาลหรือไม่นั้น นายโสภณ กล่าวว่าก็ต้องพิสูจน์กัน ในทางการเมือง นักการเมืองที่อยู่วังวนเคยร่วมงานกัน แต่ในส่วนตัวความผิดต้องตัดสินด้วยกฎหมาย วันนี้ใครถูกกล่าวหาก็ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ แม้แต่นายกรัฐมนตรีเอง หากไม่เชื่อกฎหมายแล้วเราจะอยู่กันอย่างไร เชื่อว่าใครทำไว้สมัยนี้ไม่สามารถปิดได้ ใครทำอะไรรู้หมด ส่วนฝ่ายค้านจะทำอะไรก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขา และหวังว่าสังคมจะให้ความยุติธรรม.

โสภณ เขากระโดง กับฉายาที่มาพร้อมความมุ่งมั่น

จากกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ได้รับฉายา “โสภณ เขากระโดง” นั้น แสดงให้เห็นถึงความสนใจของสังคมที่มีต่อนักการเมืองและบทบาทของพวกเขาในการบริหารประเทศ ถึงแม้ว่านายโสภณจะรู้สึกงงงวยกับฉายาดังกล่าว แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

ความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมือง

เรื่องราวของนายโสภณ ซารัมย์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมืองและการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน การที่สังคมและองค์กรต่างๆ ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศได้

แม้ว่าการถูกตรวจสอบอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับนักการเมือง แต่ก็เป็นโอกาสที่จะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์และความสามารถของตนเอง และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่านักการเมืองเหล่านั้นมีความซื่อสัตย์และตั้งใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง นอกจากประเด็นเรื่องฉายาแล้ว นายโสภณยังยืนยันว่าตนเองไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ซึ่งเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจและความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ

นอกจากนี้นายโสภณยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ตนเองให้ความสนใจและผลักดันมาโดยตลอด การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโดยรวม และเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

การที่นายโสภณยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่ยั่งยืน และจะยึดมั่นในหลักการและความถูกต้องเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป

โดยรวมแล้ว เรื่องราวของนายโสภณ เขากระโดง เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความรับผิดชอบของนักการเมืองในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศชาติอย่างแท้จริง การที่สังคมให้ความสนใจและตรวจสอบนักการเมืองอย่างเข้มข้น จะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ดีและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ที่มา – งงฉายา “โสภณ เขากระโดง” พร้อมยันไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล ลั่น ภท. ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

ประวัติ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม

เปิดประวัติ “บิ๊กเล็ก – พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” จากเลขาฯ สมช. สู่ รมช.กลาโหม ผงาดเก้าอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลอนุทิน

วันที่ 19 กันยายน 2568 ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายใต้การนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งหลังจากนี้จะนำ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ในวันที่ 24 กันยายน 2568 โดยขั้นต่อไปคือแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ก่อนเริ่มทำหน้าที่รัฐบาลอย่างเป็นทางการ (อ่านเพิ่มเติม : โปรดเกล้าฯ ครม.อนุทิน 1 แล้ว นายกฯ นั่งควบมหาดไทย-เช็กชื่อ 36 รมต.)

ประวัติ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์

สำหรับชื่อของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ชื่อเล่นว่า เล็ก เป็นอีกคนที่ได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลนี้ โดยบิ๊กเล็ก เกิดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504 อายุ 64 ปี (ณ ปี 2568) จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 20, โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 31 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ บิ๊กแดง รองเลขาธิการพระราชวัง และอดีตผู้บัญชาการทหารบก, โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 71 และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)

การทำงานของ พล.อ.ณัฐพล เคยเป็นผู้บังคับกองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ เมื่อปี พ.ศ. 2531 ต่อมาเป็นอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก อาจารย์วิทยาลัยการทัพบก เป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก ในปี 2558 เป็นรองเสนาธิการทหารบก ปี 2559 และหัวหน้าส่วนอำนวยการ สำนักงานเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ปี 2559 ในปีต่อมาเป็นเสนาธิการทหารบก และเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก ปี 2561-2563

จากเลขาฯ สมช. สู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

จากนั้นจึงโอนย้ายมาเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) เมื่อปี 2563 ระหว่างนั้นได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการในคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รองหัวหน้าสำนักงานประสานงานกลาง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กรรมการในคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ทางด้านภาคธุรกิจ พล.อ.ณัฐพล ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ บริษัท ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ปี 2561-2563 และกรรมการอิสระและกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ปี 2562-2563

ต่อมาภายหลังเกษียณอายุราชการ บิ๊กเล็ก ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ขณะที่ในเดือนกันยายน 2566 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (นายสุทิน คลังแสง) ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จากนั้นวันที่ 3 กันยายน 2567 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 อีกทั้งในปี 2568 ยังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงวิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568 กระทั่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน เป็นรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แทนนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และไม่มีผู้ที่มาดำรงตำแหน่งจนสิ้นสุดรัฐบาล น.ส.แพทองธาร

ล่าสุดวันนี้ (19 กันยายน 2568) พล.อ.ณัฐพล ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลนายอนุทิน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนายอนุทิน เคยให้สัมภาษณ์ในตอนหนึ่งว่า เพื่อให้ปัญหาชายแดนที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขโดยไม่สะดุด ซึ่งหลังจากนี้คงต้องติดตามว่าเมื่อมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมตัวจริง อำนาจเต็มแล้ว ปัญหาต่างๆ ในเรื่องความมั่นคง ชายแดน จะคลี่คลายลงในเร็ววันนี้หรือไม่

การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในชีวิตราชการ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการณ์และความสามารถของท่าน จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรือง

ที่มา – ประวัติ “บิ๊กเล็ก – พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” ผงาด รมว.กลาโหม ในรัฐบาลอนุทิน

ประวัติ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงานคนใหม่

เปิดประวัติ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” อดีต CEO ปตท. นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ คนที่ 32 พาเปิดตัวกับสื่อก่อนใคร

วันที่ 19 กันยายน 2568 ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีมติเห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จากนั้นประธานสภาฯ นำชื่อนายอนุทิน ขึ้นทูลเกล้าฯ และวันนี้มีพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายอนุทิน ใช้เวลาในช่วงนี้เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้ สส. 146 เสียง โดยล่าสุดก็ยืนยันเองว่าโผ ครม.อนุทิน นั้น 99% แล้ว รอเขย่าอีกเล็กน้อย และวันที่ 8 กันยายน 2568 จะทำเรื่องเอกสาร ครม. ให้เรียบร้อย

นายอนุทิน เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ที่ผ่านมาในเรื่อง ว่าที่รัฐมนตรีคนนอก จะมีว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เหตุผลที่ทาบทามเพราะรัฐบาลนี้มีภารกิจที่แน่นอน ต้องได้คนที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย ไม่ต้องเรียนรู้งาน ทำให้อย่างน้อย 3 ท่านที่อยู่ตรงนี้ ก็เป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานที่ท่านจะเข้าไปบริหาร จึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเดินหน้าได้เลย ไม่มีการรำมวยใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมาวันนี้ยังได้เปิดตัวคนนอกที่จะมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คือ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย และอดีตประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายพิชัย ชุณหวิชร)

ล่าสุดมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่แล้ว นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่พลิกจากโผ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ นายอนุทิน จะนำ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ แล้วจึงแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ก่อนเริ่มทำหน้าที่รัฐบาลอย่างเป็นทางการ (อ่านเพิ่มเติม : โปรดเกล้าฯ ครม.อนุทิน 1 แล้ว นายกฯ นั่งควบมหาดไทย-เช็กชื่อ 36 รมต.)

ประวัติ “โด่ง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์”

ในจำนวน 4 ว่าที่รัฐมนตรีคนนอก จะขอพาไปรู้จัก ประวัติ “โด่ง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” มีชื่อเล่นว่า โด่ง เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2508 อายุ 60 ปี (ณ พ.ศ. 2568) ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ Diploma of Petroleum Management, College of Petroleum Studies, Oxford University, UK โดยได้รับทุนการศึกษาจาก British Council

เส้นทางสู่รัฐมนตรี: จาก CEO ปตท. สู่กระทรวงพลังงาน

การที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต CEO ปตท. ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในแวดวงพลังงาน ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าเขาจะสามารถนำพาประเทศก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ในด้านพลังงานได้

ลูกหม้อ ปตท. คลุกคลีแวดวงพลังงานมายาวนาน

  • ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม ปตท.
  • ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์และต่างประเทศ ปตท.
  • ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก ปตท.
  • รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืนและวิศวกรรมโครงการ ปตท.
  • รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน ปตท.
  • ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย และรักษาการแทนรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย
  • ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท.
  • ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.

สำหรับ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ถือว่าเป็นผู้ที่คลุกคลีในแวดวงพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าด้วยประสบการณ์ที่มี การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน จะช่วยสางปัญหาที่คั่งค้างอยู่ในระยะเวลาที่จำกัดได้.

อ่านเพิ่มเติมประวัติรัฐมนตรีโควตานอกนอก 

หลายคนอาจสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อทิศทางพลังงานของประเทศอย่างไร? ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ประวัติ “โด่ง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” จะถูกจารึกไว้อย่างไรในหน้าประวัติศาสตร์พลังงานไทย

ที่มา – ประวัติ “โด่ง อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” อดีต CEO ปตท. นั่ง รมว.พลังงาน “รัฐบาลอนุทิน”

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. สรุป

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนโผ ครม. ที่มีรัฐมนตรีบางคนอาจมีปัญหาด้านคุณสมบัติ โดยกล่าวสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ “ส่วยสัญชาติ” ซึ่งนายอนุทินได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงโผ ครม. อันเนื่องมาจากปัญหาคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางท่าน โดยนายอนุทินได้กล่าวว่า วันนี้มาคุยเรื่องการค้า เรื่องผู้ประกอบการ มากกว่าที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเมืองภายในพรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 17 กันยายน นายอนุทิน ตอบกลับมาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” ซึ่งเป็นการตอบที่ไม่เคลียร์และทำให้เกิดความสงสัยในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์การเมือง

อนุทินลั่น ยุคนี้ต้องไม่มี “ส่วยสัญชาติ”

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ กรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ออกมาร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการทำพาสปอร์ตถาวร นายอนุทินกล่าวว่า “ต้องไม่มีซิ” และย้ำว่าหากได้เข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องพวกนี้จะต้องหมดไปในสมัยของตน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้น

ประเด็น “ส่วยสัญชาติ” นี้ถือเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย และการออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวของนายอนุทินในครั้งนี้ สร้างความหวังให้กับประชาชนว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ผู้นำทางการเมืองออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชน

อนาคตของ ครม. จะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ส่วยสัญชาติ” ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รอให้นายอนุทินเข้ามาจัดการ หากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชนต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.-จ่อเชือด ขรก.มหาดไทย เอี่ยว “ส่วยสัญชาติ”

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ ครม. แล้วเมื่อไหร่พร้อมลุย

นายกฯ อนุทิน นั่งหัวโต๊ะร่วมประชุมสภาหอการค้าไทย ระบุ ทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม.แล้ว ชี้โปรดเกล้าฯ เมื่อไหร่ลุยงานทันที เผย “เอกนิติ” เลือก “วรภัค” มากับมือ โว เร่งเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี ธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมาวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตน เจอกันมานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันเป็นอย่างดี สิ่งที่ตนมาวันนี้ เพื่อมาพบทุกท่านและนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแนะนำให้รู้จัก เชื่อว่าหลายคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้ตั้งใจมารับฟังรายละเอียด และรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นรัฐบาลที่จะเน้นในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่

ขอแนะนำผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของตนซึ่งตนได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดฯ ก็จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้แนะนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้ผู้ร่วมประชุมได้รู้จัก โดยในขณะที่แนะนำ ว่าที่รัฐมนตรี นายอนุทิน ได้กล่าวถึงนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เป็นคนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อในฝีมือการทำงาน คัดเลือกมาเองกับมือ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยระบุว่าได้ดำเนินการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มงานทันทีเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ

การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของนายอนุทิน สร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการเข้าบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ถือเป็นวาระเร่งด่วน

ความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่เข้าพบกับสภาหอการค้าไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การที่นายอนุทินได้แนะนำนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้มีความพร้อมและมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถนำนโยบายที่ได้แถลงไว้ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ และกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

ที่มา – “อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

ชูวิทย์เตือน! ภูมิใจไทยคะแนนขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

“ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “พรรคภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทาง “พรรคประชาชน” พร้อมเหน็บการเมืองของผู้ใหญ่กับของเด็กมันต่างชั้นกัน

วันที่ 18 กันยายน 2568 มีรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “เตือนกันแล้วไม่ฟัง วันนี้พรรคประชาชนจะแก้ตัว จะอภิปราย จะล้มรัฐบาล หากไม่ทำตาม MOA แต่ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยเขาครื้นเครง คะแนนพุ่งปรู๊ดปร๊าด สส. เดินเข้าพรรค บันไดไม่แห้ง ไม่มีใครไปสนใจ MOA แต่ที่คนสนใจมากกว่ากลับเป็นพรรคประชาชน ที่พลาดแล้วร้องเสียงหลงตีอกชกตัวเองเหมือนเด็ก

เห็นหรือยังว่า การตัดสินใจยุบสภาเลย กับรออีก 4 เดือน ค่อยยุบสภา มันต่างกันเยอะ คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยสูงขึ้น แต่พรรคประชาชนกลับต่ำลง การเมืองของผู้ใหญ่ กับของเด็กมันต่างชั้นกัน เมื่อคนหนึ่งกินไวน์ อีกคนกินนม ผลลัพธ์จึงเป็นอย่างที่เห็น

เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนต้องไปทบทวนตัวเองว่า ทำไมพลาดแล้วพลาดอีก เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่าไปฝันว่าจะได้คะแนนเหมือนตอนรุ่งๆ ในเมื่อคนที่เขาเลือกมาเตือนแล้วเตือนอีกแต่ไม่ฟัง”.

สถานการณ์การเมืองไทยช่วงนี้ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์หยิบยกขึ้นมาคือ การที่พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับพรรคประชาชนที่คะแนนนิยมลดลง

“ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “ภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

นายชูวิทย์ได้แสดงความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่าได้เตือนพรรคประชาชนแล้ว แต่ไม่เป็นผล ทำให้พรรคพลาดโอกาสสำคัญทางการเมือง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ของนายชูวิทย์เน้นไปที่ความแตกต่างในการตัดสินใจและยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรค โดยเปรียบเทียบการเมืองของผู้ใหญ่กับการเมืองของเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงประสบการณ์และความเข้าใจในเกมการเมืองที่แตกต่างกัน

ทำไมคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยถึงสูงขึ้น?

ปัจจัยที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นอาจมีหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการดำเนินนโยบายที่เข้าถึงประชาชน และการมี ส.ส. ย้ายเข้าพรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในพรรค นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมและสื่อสารไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คะแนนนิยมของพรรคเพิ่มสูงขึ้น

ในทางตรงกันข้าม พรรคประชาชนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาฐานเสียงเดิม และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในวงกว้าง การพลาดโอกาสในการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ และการไม่รับฟังคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง

การเมืองไทยในปัจจุบัน: ความท้าทายและโอกาส

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ การที่นายชูวิทย์ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานของตนเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคการเมืองใดจะสามารถคว้าใจประชาชนและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

พรรคการเมืองต่างๆจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น นอกจากนี้ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

การวิเคราะห์ของนายชูวิทย์เป็นเพียงมุมมองหนึ่งของสถานการณ์ทางการเมืองไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมือง

ในท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศ การที่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในประเด็นต่างๆ และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองอย่างสม่ำเสมอ และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทยครั้งนี้ ทำให้หลายคนหันมาสนใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำเนินงานของพรรคการเมืองต่างๆ มากขึ้น และหวังว่าพรรคการเมืองทุกพรรคจะนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ของตนเอง เพื่อให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “ภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

“เอกนัฏ” แจงเหตุลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

“ขิง เอกนัฏ” ทิ้งเลขาฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ เหตุแนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ยอมรับถ้าย้ายค่าย ภูมิใจไทยตัวเลือกแรก ไม่อยากให้มองพรรคแตกหัก-อวสาน เผยจุดแตกหักปมกลับลำโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 17 กันยายน 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณี “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ว่า ช่วงเช้าวันนี้ตนได้ยื่นหนังสือเพื่อลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าตนกับนายพีระพันธุ์ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งท่านเป็นนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่ง แต่ในบทบาทของตนที่ทำหน้าที่เลขาธิการพรรคมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากจะทำงานต่อในสภาวะความคิดเห็นที่แตกต่างกันจะไม่เป็นผลดีต่อพรรค ตนจึงยินดีลาออกเพื่อให้ กก.บห.พรรคมีเอกภาพมากกว่านี้

“ในช่วงหลังโดยเฉพาะช่วงที่มีกระแสข่าวคลิปเสียง และช่วงของการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ด้วยการทำงานที่ระยะเวลาอีก 4-5 เดือนจะมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าหากยังปล่อยให้เป็นสภาพแบบนี้ต่อไปคงไม่เป็นผลดีต่อทางพรรคแน่ วันนี้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค แต่ก็ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และก็ยังดำรงตำแหน่ง สส. แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ยังสานต่อภารกิจที่ยังคงค้างไว้ที่อยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….”

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพร่วมรับประทานอาหารร่วมกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนกับนายอนุทินมีการพูดคุยกันตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะเราเคยร่วมรัฐบาลกันมาก่อน 2 ปี โดยนายอนุทินเป็นคนขออนุญาตมาพูดคุยด้วย เนื่องจากทราบว่าตนและกลุ่ม สส.ชุมพร จะไปทานข้าวกัน ซึ่งนายอนุทินถามว่าอยู่ที่ไหนและขออนุญาตมาร่วมพูดคุยด้วย ส่วนเรื่องที่มีหารือในวงทานข้าว นายชุมพล จุลใส พร้อมกลุ่ม สส. ที่ไปร่วมทานข้าว เปิดเผยว่าอยากไปทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร และก็ขอให้พรรคภูมิใจไทยดูแล สส.ด้วย

“จริงๆ ถ้าผมจะทำการเมืองต่อ พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จุดยืนไม่ต่างกัน ที่อยากทำงานปกป้องสถาบันเสาหลักของชาติ ผมว่าอยู่ในใจผมอยู่แล้ว แต่รายละเอียดการทำงานก็ต้องให้โอกาสผมตัดสินใจพิจารณาก่อน เป็นเพราะผมไม่เคยทำอย่างอื่นนอกจากเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ”

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าถึงจุดแตกหักอวสานของพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว นายเอกนัฏ ตอบว่า ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น ตนอยากให้มีพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ ไม่อยากให้มองว่าจะทำให้พรรคแตก การที่ตนออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเสียงของ กก.บห. ที่แตกออกเป็น 2 ข้าง และไม่ใช่ครั้งแรก มีหลายเรื่อง ตนคิดว่าทำให้ตรงไปตรงมา ขยับออกให้ชัดเจนดีกว่า อีกทั้งตนก็ยังไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ได้พูดคุยกับหัวหน้าเพื่อยื่นใบลาออก แต่เจตนาไม่อยากให้พรรคแตก อยากทำงานการเมืองต่อกับพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ในพื้นที่เมื่อวันนี้มีความชัดเจนว่า 4-5 เดือนจะถึงกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ทุกทีมก็มีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน เราไม่ได้ปิดกั้น

“ผมยังรักและผูกพันกับพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ พูดตามตรงเป็นไปได้ไม่ได้อยากไปไหนเลย แม้ว่าวันนี้จะออกจาก กก.บห.พรรค ก็ยังไม่ได้อยากไปไหน ขอให้เวลาตัดสินใจหน่อย”

ทางด้านกระแสข่าวว่าจุดที่ทำให้พรรคแตกหักมาจากการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายเอกนัฏ เผยว่า ตนไม่ได้อยากพูดให้มีความรู้สึกไม่ดีต่อกัน เอาเป็นว่าไม่มีฝั่งไหนที่คิดผิดหรือถูกในทางการเมือง แต่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องของการแสดงจุดยืน สำหรับตนคิดว่าทุกคนต้องมีความชัดเจนในจุดยืน ตนไม่ชอบทำอะไรที่เก้ๆ กังๆ กล้าๆ กลัวๆ ที่ผ่านมามีส่วนหนึ่งใน กก.บห. ที่คิดว่าควรจะงดออกเสียง แต่ตนคิดว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยุบสภาก็ไม่ได้ แล้วต้องเลือกซ้ายหรือขวานั้น ตนจะไม่ใช่ประเภทที่ทิ้งไว้ระหว่างทางหรืออยู่ตรงกลาง คิดว่าต้องไปทางใดทางหนึ่ง จึงโหวตให้นายอนุทิน แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล คล้ายกับพรรคประชาชน ไม่ได้มีการไปต่อรองเรื่องตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน ตนพูดในที่ประชุม กก.บห. รวมถึงที่ประชุม สส. ชัดเจนว่าการตัดสินใจที่โหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นคนละเรื่องกับการตัดสินใจที่จะเข้าหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับการไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ใน กก.บห. ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่บางครั้งเวลาที่มีจุดยืนทางการเมืองที่มีความสำคัญ และมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน คงจะไม่เป็นผลดี ตนคิดว่าคนใดคนหนึ่งต้องไขก๊อก หากไม่มีใครออกตนก็ยินดีที่จะออก ไม่ได้ติดอะไร.

“เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

ทำไม “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ถึงเป็นประเด็นร้อน?

การลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้สร้างความสนใจในวงกว้างถึงสาเหตุและความเป็นไปได้ในอนาคตทางการเมืองของทั้งตัวนายเอกนัฏเองและพรรครวมไทยสร้างชาติ การที่นายเอกนัฏออกมา “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” นั้นแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพและการดำเนินงานของพรรคในอนาคต

สถานการณ์นี้ยังเป็นที่น่าจับตามองว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้งครั้งใหม่ การตัดสินใจของนายเอกนัฏในการ “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” อาจเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเอกภาพ

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ไม่อยากให้มองแตกหัก-อวสาน

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตร

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.อนุทิน 1” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้านตึกบัญชาการ 1 ส่งทีมงานดูห้องช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

วันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)

พร้อมกันนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 อีกด้วย

สำหรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
  • นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 คน ได้แก่

  • นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล
  • นายนภินธร ศรีสรรพางค์
  • นายสันติ ปิยะทัต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมแล้วมีถึง 11 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา จึงต้องดูว่าจะมีการจัดสรรห้องทำงานกันอย่างไร.

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน การจัดเตรียมสถานที่ รวมถึงการปรับปรุงห้องทำงานต่างๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล

ความสำคัญของการถ่ายรูปติดบัตร

ขั้นตอนการถ่ายรูปติดบัตรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ การมีรูปถ่ายที่ชัดเจนและเป็นทางการจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน

การเตรียมการของทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดเตรียมสถานที่ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และเป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีจำนวนมากถึง 11 ตำแหน่งนั้น น่าติดตามว่าจะมีการแบ่งงานและมอบหมายความรับผิดชอบกันอย่างไร เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

โผ ครม.อนุทิน 1: “โสภณ” ผงาด, “มัลลิกา” มา!

สะพัด! โผ ครม.อนุทิน 1 รายชื่อครบ 100% เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ พบ รมต.สำนักนายกฯ ได้นั่ง 3 คน “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์” โผล่นั่ง รมช.คมนาคม ขณะที่ “โสภณ ซารัมย์” คัมแบ็ก นั่งรองนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จะส่งผลอย่างไรต่อการบริหารประเทศ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

วันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะขึ้นทูลเกล้าฯ 36 รายชื่อ ดังนี้ นี่คือรายละเอียดทั้งหมดของ โผ ครม.อนุทิน 1 ที่ทุกคนรอคอย

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  3. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  4. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  5. นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี
  6. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  7. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  8. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ
  9. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  10. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  11. นายภินธร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  12. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

อัปเดตล่าสุด: โผ ครม.อนุทิน 1

โควตาคนนอก

  1. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย
  2. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  4. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  5. นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
  6. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  7. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  8. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  9. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

โควตาพรรคกล้าธรรม

  1. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  3. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  4. นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์
  5. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  6. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  7. นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

โควตาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

  1. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (แทนสันติ)
  2. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  3. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  4. นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

โควตากลุ่ม “สุชาติ ชมกลิ่น”

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
  3. จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

วิเคราะห์ โผ ครม.อนุทิน 1: ใครได้ ใครไป?

การปรับ โผ ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าสนใจ การเข้ามาของบุคคลากรใหม่ และการกลับมาของนักการเมืองมากประสบการณ์อย่าง “โสภณ ซารัมย์” บ่งบอกถึงทิศทางการบริหารประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

กลุ่มการเมืองอื่น

  1. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

การจัดตั้งรัฐบาลและการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีถือเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงนโยบายต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

หลังจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า โผ ครม.อนุทิน 1 ชุดนี้จะสามารถนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้หรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

ที่มา – อัปเดต โผ ครม.อนุทิน 1 เสร็จแล้ว “โสภณ” ผงาดนั่งรองนายกฯ “มัลลิกา” ได้เก้าอี้ รมช.คมนาคม

Scroll to top