นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 32

สันติ กั๊ก! ชื่อหลุดโผ ครม.อนุทิน จริงหรือ?

“สันติ” กั๊ก ชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน 1” บอกยังแค่ข่าวลือ ขอรอลุ้นผลตรวจสอบคุณสมบัติก่อน รับจากปมการศึกษา 30-40 ปี สอบจริยธรรมเข้ม ไม่ปฏิเสธส่งชื่อ “พัฒนา พร้อมพัฒน์” ลูกชายประกบเสียบแทน

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 10 กันยายน 2568 นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กรณีมีกระแสว่ามีชื่อหลุดออกจากโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1 ว่า ตอนนี้ยังเป็นข่าวลืออยู่ เพราะตนเพิ่งส่งประวัติไปเมื่อช่วงเย็นวันที่ 9 กันยายน 2568 แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีปัญหา ซึ่งตนยังไม่ได้รับแจ้งอะไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อ คิดว่าชื่อไม่ขัดคุณสมบัติอะไรใช่หรือไม่ นายสันติ ระบุว่า “อาจจะมีปัญหาในเรื่อง 30-40 ปี ที่แล้ว ที่มีเหตุการณ์อะไรบ้าง แต่ก็เป็นตอนเด็กๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความผิดไม่มี แต่เดี๋ยวนี้มันมีเรื่องของจริยธรรม ที่มันกว้างใหญ่กว่าทะเล ฉะนั้น ก็ต้องไปดูว่าเขาตรวจสอบแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งตัวผมก็เคยเป็นรัฐมนตรีมาไม่รู้กี่กระทรวงแล้ว เป็นสิบปี แต่เดี๋ยวนี้จากกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ก็มีเรื่องจริยธรรม ต้องไปไกลมาก ต้องไปดูว่าผู้ที่ตรวจสอบเขาจะพิจารณาอย่างไร และข่าวที่ออกมาตอนนี้ก็เป็นข่าวลือ”

ทางด้านคำถามว่าเรื่อง 30 ปีที่แล้วจะสุ่มเสี่ยงจนทำให้ขาดคุณสมบัติหรือไม่ นายสันติ ตอบว่า “ก็ไม่รู้ไง ครั้งที่แล้วผมก็เป็น รมช.สาธารณสุข ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ช่วงก่อนหน้านั้น ก็ รมช.คลัง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เป็นมาแล้ว”

เมื่อถามย้ำว่ามีปัญหาเรื่องของการศึกษาใช่หรือไม่ นายสันติ เผยว่า เป็นเรื่องของการศึกษาสมัยก่อน แต่ที่จริงเราก็ไม่ได้ผิดอะไร เดี๋ยวให้เขาส่งกลับมาก่อน ค่อยเล่าให้ฟัง มันไม่ยากหรอก เพราะเราไม่เคยทำอะไรผิดอยู่แล้ว ส่วนคำถามว่าหากคุณสมบัติไม่ผ่าน มีแผนรองรับอย่างไรบ้าง นายสันติ ระบุว่า ถ้าไม่ผ่านก็ไปช่วยเขา ไม่มีอะไร

ขณะที่ประเด็นคำถามจะส่ง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชาย มานั่งรัฐมนตรีแทนหรือไม่ นายสันติ บอกว่า ลูกชายตนก็อายุ 40 กว่าแล้ว จบจากต่างประเทศ จบมาเยอะแยะ ทำงานมามากมาย เขาเก่งกว่าตนอีก ประสบการณ์การเมืองเขาก็ทำได้ ไม่มีอะไร

เมื่อถามย้ำว่าหากคุณสมบัติไม่ผ่านจะผลักดันลูกชายมาทำหน้าที่ใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ยังไม่รู้ อย่าเพิ่งไปคิดเลย ให้การตรวจสอบคุณสมบัติออกมาก่อน ผู้สื่อข่าวถามต่อแสดงว่าได้ส่งประวัติของนายพัฒนา ให้ตรวจสอบด้วยใช่หรือไม่ นายสันติ ระบุว่า เขาก็อยากจะมาฝึกอยู่แล้ว อาจจะมาเป็นที่ปรึกษาหรืออะไรก็แล้วแต่ ฉะนั้นเขาก็ต้องเช็กประวัติตัวเองก่อน.

“สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน” ยังแค่ข่าวลือ ไม่ปฏิเสธส่งชื่อลูกชายประกบ

จากกรณีที่ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกระแสข่าวลือเรื่องชื่อของตนเองหลุดออกจากโผ“ครม.อนุทิน” นั้น ได้สร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่ายถึงความเป็นไปได้และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ความเป็นไปได้ของข่าวลือ “สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน”

ถึงแม้ว่านายสันติจะออกมากล่าวว่าเป็นเพียงข่าวลือ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องคุณสมบัติที่อาจมีปัญหาจากเหตุการณ์ในอดีต รวมถึงเรื่องจริยธรรมที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ การที่นายสันติเปิดเผยว่าได้มีการส่งประวัติของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชาย ไปให้ตรวจสอบด้วยนั้น ยิ่งทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า อาจมีการเตรียมพร้อมสำหรับกรณีที่นายสันติไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจริง

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ การที่นายสันติยอมรับว่าเรื่องคุณสมบัติอาจมีปัญหาจากเหตุการณ์ในอดีต รวมถึงเรื่องจริยธรรมที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่าผลการตรวจสอบจะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีผลต่อการตัดสินใจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หรือไม่

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การที่นายสันติออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะกั๊กๆ ทำให้สถานการณ์มีความคลุมเครือมากยิ่งขึ้น จึงต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร

หากมองในภาพรวม การที่เกิดข่าวลือเรื่อง “สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนทางการเมือง การพิจารณาคุณสมบัติและจริยธรรมของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศมีความเหมาะสมและสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำคือติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะแต่งตั้งใครเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ที่มา – “สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน” ยังแค่ข่าวลือ ไม่ปฏิเสธส่งชื่อลูกชายประกบ

“ไผ่ ลิกค์” แจงคดี มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

“ไผ่ ลิกค์” เผย ฝ่ายกฎหมายยื่นกฤษฎีกาตีความตรวจคุณสมบัติ หลัง สลค. ตรวจคุณสมบัติละเอียดยิบ แจงมีแค่คดีทะเลาะวิวาทช่วยแม่ 20 ปีที่แล้ว ยันไม่ท้อ มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้เป็นรัฐมนตรี

วันที่ 10 กันยายน 2568 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ว่า คุณสมบัติของตนเองจะผ่านหรือไม่ผ่านตอนนี้เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ตนเองเห็นแย้ง ซึ่งได้ขอให้กฤษฎีกาตีความ เนื่องจากกรณีนี้ตนเองถูกตรวจสอบหลายรอบแล้วแต่ก็ยังติดเงื่อนไขอยู่

นายไผ่ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า คดีที่ตนเองติดนั้นเป็นคดีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาท เหตุจากคนบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ และมารดาถูกผลักจึงเข้าไปช่วย ซึ่งคดีดังกล่าวก็ให้รอลงอาญาในคดีทะเลาะวิวาท ส่วนตัวมองว่าถ้ายึดเอาความผิดนี้มาเป็นบรรทัดฐานก็ไม่ยุติธรรมสำหรับการเป็นรัฐมนตรี เพราะไม่ใช่ความผิดร้ายแรงฆ่าคนตาย

ส่วนที่ยื่นคุณสมบัติให้กฤษฎีกาตรวจสอบและตีความไม่ได้ทำเพื่อตนเอง แต่อยากเปิดทางให้คนอื่นที่มีคดีไม่ใหญ่แต่ต้องได้รับการพิจารณาในการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่าตนเองไม่ได้กังวลจะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ปัจจุบันเป็น สส. ยังช่วยเหลือประชาชนได้ เพียงแต่รู้สึกว่ากรอกคุณสมบัติรัฐมนตรีหลายครั้ง ก็หลุดทุกครั้ง ทั้งที่ไม่ได้มีการกระทำที่จะทำให้มีความผิดถึงขั้นผิดจริยธรรม และมั่นใจว่าคดีที่ตนเองโดนจะไม่ถูกนำมาโยงเกี่ยวกับจริยธรรม

ขณะเดียวกัน นายไผ่ ยังบอกอีกว่า แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ท้อและไม่ได้เสียใจ เข้าใจว่าคนกำแพงเพชรอยากจะมีรัฐมนตรีของจังหวัดตัวเองเพื่อไปพัฒนา แต่ยืนยันว่าความตั้งใจในการทำงาน สส. จะไม่หมดแน่นอน ส่วนกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มั่นใจ 100% ได้นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสัดส่วนรัฐมนตรีของในพรรคกล้าธรรมไม่ได้มีปัญหาลงตัวหมดแล้ว

ในช่วงท้าย นายไผ่ ยังบอกอีกว่า ตอนนี้มีว่าที่รัฐมนตรี 10 คน ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติซึ่งต้องลุ้นว่าจะผ่านครบทุกคนหรือไม่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การเข้ามาทำงานของรัฐบาลชุดนี้อาจจะต้องล่าช้าออกไป

“ไผ่ ลิกค์” แจงคดี 20 ปีที่แล้ว มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

จากกรณีที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความทางกฎหมายเกี่ยวกับคดีความในอดีตของตัวนายไผ่เอง โดยนายไผ่ยืนยันว่า “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี ดังกล่าวเป็นเรื่องของการทะเลาะวิวาทเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเกิดจากการเข้าไปช่วยเหลือมารดาที่ถูกบุกรุกพื้นที่

ทำไม “ไผ่ ลิกค์” ถึงมั่นใจว่า “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

นอกจากประเด็นเรื่องคดีความของตนเองแล้ว นายไผ่ยังได้แสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างแน่นอน โดยเหตุผลที่ “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี ของตนเอง ก็เพื่อต้องการเปิดทางให้บุคคลอื่น ๆ ที่มีคดีความไม่ร้ายแรงได้มีโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีได้เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันบุคคลที่เหมาะสมเข้าสู่ตำแหน่งบริหารประเทศ

ทั้งนี้ นายไผ่ยังกล่าวถึงภาพรวมของการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคกล้าธรรมว่าลงตัวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าร่วมรัฐบาลชุดใหม่

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง เนื่องจากยังมีว่าที่รัฐมนตรีอีกหลายท่านที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งต้องรอลุ้นผลว่าจะผ่านการตรวจสอบครบทุกคนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี ความของตนเองและความมั่นใจในตัว ร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง

แม้ว่าการเข้ามาทำงานของรัฐบาลชุดใหม่อาจต้องล่าช้าออกไปบ้าง แต่ความมุ่งมั่นและความตั้งใจของนักการเมืองแต่ละท่านที่จะเข้ามาพัฒนาประเทศชาติก็ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” แจงคดี 20 ปีที่แล้ว ทะเลาะวิวาทช่วยแม่ มั่นใจ “ธรรมนัส” ได้นั่ง รมต.

นายกฯ ค้านพนัน รอถก สส. แก้ รธน. เปิดตัว รมว.ยุติธรรม

“อนุทิน” จ่อรื้อโยกย้ายมหาดไทยคืนความยุติธรรม พร้อมทบทวนโป๊กเกอร์ ลั่น ไม่เห็นด้วยใช้พนันกระตุ้นเศรษฐกิจ คงต้องรอนายกฯ คนอื่น แจงตรวจประวัติรมต. ต้องใช้เวลา จ่อเปิดตัวว่าที่ รมว.ยุติธรรม

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 10 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่พรรคภูมิใจไทย กรณีนั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) จะพิจารณากรณีที่มีการแก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยให้กีฬาโป๊กเกอร์ถูกกฎหมาย รวมถึงพิจารณาสัญชาติให้ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ล็อบบี้ยิสต์ที่ถูกปฏิเสธไปก่อนหน้านี้หรือไม่ ว่า ต้องรอให้ตนเข้ากระทรวงก่อน แต่ตนกับเรื่องการพนันเคยบอกแล้วว่าที่มีอยู่ประเภทต่างๆ ถ้านอกเหนือจากนั้นต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป จะมาบอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใช้การพนัน คงต้องรอนายกฯ คนอื่น อย่ารอตนเลย เพราะไม่เห็นด้วยทางนี้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะทบทวนให้โป๊กเกอร์กลับไปเป็นสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตนตอบไปชัดเจนแล้ว แต่ขอทราบรายละเอียดก่อน เพราะหลังจากตนออกจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทย 2 วัน ปรากฏว่าประกาศเรื่องนี้เข้ามาเลยและไม่ได้มาบอกตน ไม่รู้จะไปถามใครเพราะไม่มีหน้าที่แล้ว แต่เมื่อกลับมากำลังจะมีหน้าที่ก็จะเชิญคนที่แก้ เช่น กรมการปกครอง เพราะตอนที่ตนเป็น รมว.มหาดไทย ก็บอกว่าไม่ควรทำ แต่พอตนไม่อยู่ก็ทำก็ต้องเชิญมาถาม

นายกฯ ค้านพนันกระตุ้นเศรษฐกิจ รอหารือ สส. ปมแก้ รธน. จ่อเปิดตัวว่าที่ รมว.ยุติธรรม

ส่วนกรณีที่มีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่มองว่าไม่เป็นธรรม จะคืนความเป็นธรรมให้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ประเทศอยู่ได้ด้วยธรรมะและความยุติธรรม ที่ผ่านมาไม่มีความยุติธรรมและบางครั้งไม่ค่อยมีธรรมะ เราก็เอาธรรมะและความยุติธรรมกลับมาสู่ประเทศของเราอีกครั้ง เมื่อถามย้ำว่าจะทบทวนคนที่ถูกโยกย้ายใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าแน่นอน

ทางด้านประเด็น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 2 หรือ 3 ครั้ง จะต้องปรึกษาพรรคประชาชนก่อนหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ต้องปรึกษากับสมาชิกรัฐสภาว่ามีความเห็นอย่างไร ขณะนี้ตนเพิ่งได้รับข้อมูลจากข่าวศาลรัฐธรรมนูญแต่ยังไม่อ่านรายละเอียด ดังนั้น ขออ่านรายละเอียดและสอบถามข้อมูลก่อน

ในประเด็นว่าระยะเวลา 4 เดือนจะเป็นเงื่อนไขให้ยืดเวลาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จตามที่ตกลงไว้หรือไม่ นายกฯ ค้านพนันกระตุ้นเศรษฐกิจ รอหารือ สส. ปมแก้ รธน. จ่อเปิดตัวว่าที่ รมว.ยุติธรรม นายอนุทิน ตอบว่าเป็นคนละเรื่องกัน เมื่อถามอีกว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก จะตั้งไข่เรื่องทำประชามติเลยหรือไม่ นายกฯ ระบุว่า ทุกอย่างมีไทม์ไลน์ของมันอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 1 ที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทน รมว.กลาโหม เข้าร่วมที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีรายงานข่าวว่าที่ประชุมมีมติให้ถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ทำลายล้างสูงออกจากพื้นที่ชายแดน นายกฯ กล่าวว่า ตนต้องได้รับรายงานโดยตรงจากพล.อ.ณัฐพล ก่อน

สำหรับกรณีมีการให้ผ่อนปรนการเปิดด่านชายแดนด้วยนั้น นายอนุทิน เผยว่า ตอนนี้ได้รับรายงานแค่จากสื่อต่างๆ ทางไลน์ ตนจะเอามาอ้างอิงก่อนไม่ได้จนกว่า พล.อ.ณัฐพล รายงานเข้ามา ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ก็รับปากกับตนแล้วว่ากลับถึงประเทศไทยก็จะโทรศัพท์มานัดเวลากับตน

ความคืบหน้าล่าสุด นายกฯ ค้านพนันกระตุ้นเศรษฐกิจ รอหารือ สส. ปมแก้ รธน. จ่อเปิดตัวว่าที่ รมว.ยุติธรรม

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบประวัติ ครม. ว่า เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้รับรายชื่อและส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการตอบกลับมาหลายคนแล้ว และจะทยอยตอบกลับมา so far so good เมื่อถามต่อว่าจะเสร็จสิ้นการตรวจสอบคุณสมบัติเมื่อใด นายอนุทิน กล่าวว่า บางทีมีความล่าช้าเนื่องจากต้องไปถามหน่วยงานทุกจังหวัด ซึ่งมีทั้งหมด 77 จังหวัด ตนเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นไปตามข้อปฏิบัติ จึงต้องให้ดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องดีเอาให้มันจบทั้งหมด เพราะพอบอกไม่มีปัญหา ตั้งไป 3 วันกลับมีปัญหา ก็ให้มันจบ เมื่อทุกอย่างส่งกลับมาเรียบร้อยจะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปให้มีความเห็นตรงกันอีกครั้งว่าข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์และจะเร่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ในกรณีบุคคลที่อาจมีปัญหา เช่น นายวรภัค ธันยาวงษ์ ที่มีคดีความใน ป.ป.ช. นายอนุทิน ตอบกลับว่า อย่าเอ่ยชื่อบุคคล ทุกคนได้รับการส่งชื่อไปตรวจสอบประวัติในทุกๆ ด้านอยู่แล้ว คนที่ตรวจสอบก็เป็นองค์กรอิสระ หรือเป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลในเรื่องของทะเบียนประวัติอะไรต่างๆ เมื่อตอบมาเป็นอย่างไรก็อย่างนั้น ยืนยันว่าทุกคนที่มีปัญหาก็เป็นไม่ได้ ส่วนที่มีบุคคลที่ส่งชื่อไปแล้วถูกตีกลับมีปัญหา นายอนุทิน ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มี เมื่อส่งกลับมา เลขาธิการ ครม. ก็จะรวบรวมและสรุปให้ตนเองทราบ ถ้าไม่ผ่านก็เสนอไม่ได้

ขณะที่จะสามารถสรุปรายชื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อใดนั้น นายอนุทิน บอกว่ายังระบุไม่ได้ เพราะไม่ได้ตรวจสอบเอง ต้องส่งไปยังองค์กรต่างๆ แต่ละองค์กรทราบอยู่แล้วว่าจะต้องเร่งอย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน

ผู้สื่อข่าวถามต่อไป จะพูดอะไรกับประชาชนหรือไม่เรื่องการจัดโผ ครม. ครั้งนี้ที่ทุกคนคาดหวังและเห็นโฉมหน้าพอดูได้ และกำลังรออยู่ นายอนุทิน กล่าวว่า เร่งดำเนินการอยู่ แต่ก็อยู่ในห้วงเวลา ตนถามทีมงานตลอดเวลา ต้องทำให้เสร็จในห้วงเวลาตรงไหนที่ช้า ต้องใช้กลไกนั้นเร่ง แต่ทีมงานก็เปรียบเทียบว่าตอนนี้ยังไม่อยู่ในการควบคุมของเรา อยู่ในระหว่างการตรวจสอบประวัติ ความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัดรัฐบาล ก็ได้แต่บอกถึงความจำเป็นให้เร่งตรวจสอบโดยเร็ว แต่ดีแล้วที่ตรวจสอบโดยละเอียด ถ้าเร่งๆ มา เดี๋ยวตอบมาว่าไม่มีอะไร อีกแป๊บจะเจอแล้วจะยุ่งเหมือนกัน จึงขอให้มีความละเอียดให้ได้มากที่สุด

ขณะผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ดูเหมือนว่าจะเหลือเพียงตำแหน่งเดียวที่ยังไม่ ล่าสุดได้ชื่อแล้วซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้คาดว่าเป็นโควตาคนนอก.

การตัดสินใจของนายกฯ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบในการพิจารณาเรื่องต่างๆ อย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ โดยการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างเป็นธรรมและรอบด้านมากยิ่งขึ้น การเปิดตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารประเทศ และจะเป็นที่จับตาของประชาชนอย่างใกล้ชิด

ที่มา – นายกฯ ค้านพนันกระตุ้นเศรษฐกิจ รอหารือ สส. ปมแก้ รธน. จ่อเปิดตัวว่าที่ รมว.ยุติธรรม

“ศุภจี” ยัน! มีชื่อ ครม.อนุทิน 1 รมว.พาณิชย์

“ศุภจี” โต้ข่าวหลุดโผ ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” ยันมีชื่อเป็น รมว.พาณิชย์ ยืนยันชัดเจน เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้

จากกระแสข่าวลือเรื่องการปรับเปลี่ยนโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังอยู่ในช่วงตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ ซึ่งโผ ครม.อนุทิน 1 ได้มีการทาบทามและเปิดตัวรัฐมนตรีโควตาคนนอกหลายท่าน โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงเศรษฐกิจ

ล่าสุด มีข่าวลือว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อาจจะหลุดจากโผ ครม. แต่เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการยืนยันว่า นางศุภจี ยังคงมีชื่ออยู่ในครม.อนุทิน 1 ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสัดส่วนของคนนอก และมีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

ต่อมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง และตนเองจะเดินทางไปยังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยในวันพรุ่งนี้ เพื่อยืนยันความพร้อมในการเข้าร่วมรัฐบาล

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

“ศุภจี” โต้ข่าวหลุดโผ ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” ยันมีชื่อเป็น รมว.พาณิชย์

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตาอย่างใกล้ชิดถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย

ข่าวลือที่เกิดขึ้นสร้างความสับสนให้กับประชาชนเเละนักลงทุน แต่การยืนยันจากทั้งนายอนุทินและนางศุภจี ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในระดับหนึ่ง

ทำความรู้จักกับ ครม.อนุทิน 1

การที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลใหม่ในการดึงบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์จากภาคเอกชนเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและอาจนำมาซึ่งนโยบายใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ การแต่งตั้งครม.อนุทิน 1 ยังคงต้องรอการพิจารณาและอนุมัติอย่างเป็นทางการ แต่การที่มีชื่อของนางศุภจี ปรากฏอยู่ ย่อมเป็นที่น่าจับตามองว่าเธอจะสามารถนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาช่วยยกระดับกระทรวงพาณิชย์และเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร

สำหรับประวัติของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นั้น ถือเป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแวดวงธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว การที่เธอตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองย่อมมาพร้อมกับความท้าทายและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ นางศุภจีจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่ซับซ้อน และต้องทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

สุดท้ายนี้ เราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น จะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงให้กับประเทศไทย และขอเป็นกำลังใจให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

การที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการให้ความสำคัญกับภาคเอกชน และการดึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถจากหลากหลายสาขาอาชีพมาร่วมกันพัฒนาประเทศ ผมเชื่อว่าด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของนางศุภจี จะสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ที่มา – “ศุภจี” โต้ข่าวหลุดโผ ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” ยันมีชื่อเป็น รมว.พาณิชย์

“ลุงป้อม” แสดงความยินดี “อนุทิน” นายกฯคนที่ 32

โฆษกพรรคพลังประชารัฐ นำแจกันดอกไม้จาก “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ร่วมแสดงความยินดี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

วันที่ 9 กันยายน 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางนำช่อดอกไม้ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โดยเป็นดอกไม้ในแจกันกระจก มีดอกกุหลาบสีขาว ดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าแกมน้ำเงิน ผูกโบว์สีทองน้ำเงิน มาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมแนบนามบัตรเขียนด้วยลายมือของพล.อ.ประวิตร ข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 พล.อ.ประวิตร”

“ลุงป้อม” ส่งแจกันดอกไม้แสดงความยินดี “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การแสดงความยินดีของ พล.อ.ประวิตร ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นสองพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความร่วมมือทางการเมืองที่แน่นแฟ้นในอนาคตอีกด้วย การที่ พล.อ.ประวิตร ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีกับ นายอนุทิน ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองที่แสดงออกถึงความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ความหมายของดอกไม้ในแจกันที่ “ลุงป้อม” ส่งให้ “อนุทิน”

ดอกไม้ที่ พล.อ.ประวิตร เลือกใช้ในแจกันมีความหมายที่น่าสนใจ ดอกกุหลาบสีขาวสื่อถึงความบริสุทธิ์ ความเคารพ และความจริงใจ ในขณะที่ดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าแกมน้ำเงินสื่อถึงความขอบคุณ ความเข้าใจ และความปรารถนาดี การผสมผสานดอกไม้ทั้งสองชนิดนี้เข้าด้วยกันจึงสื่อถึงความปรารถนาดีอย่างจริงใจจาก พล.อ.ประวิตร ที่มีต่อนายอนุทิน ในการที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและความเปลี่ยนแปลง การที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถร่วมมือกันทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การแสดงความยินดีของ พล.อ.ประวิตร ต่อ นายอนุทิน ในครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

นอกจากนี้ การที่ พล.อ.ประวิตร ลงนามในนามบัตรด้วยลายมือตนเอง ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความจริงใจที่มีต่อนายอนุทิน อีกทั้งยังเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้นนอกเหนือจากความสัมพันธ์ทางการเมืองอีกด้วย

การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของนายอนุทิน ถือเป็นก้าวสำคัญในการเมืองไทย และเป็นความหวังของประชาชนในการที่จะเห็นประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น การสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หวังว่าการแสดงความยินดีจาก “ลุงป้อม” จะเป็นกำลังใจสำคัญให้นายกฯ อนุทิน ในการบริหารประเทศต่อไป

ที่มา – “ลุงป้อม” ส่งแจกันดอกไม้แสดงความยินดี “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

ครม.อนุทิน 1: อัปเดตล่าสุดใกล้ 100% เตรียมทูลเกล้าฯ

อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้ ดูเหมือนว่ารายชื่อจะเกือบสรุปผลเป็นที่เรียบร้อย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อกว่า 40 รายชื่อ ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ภายในสัปดาห์นี้ ข่าวนี้ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ตามรายงานเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีค่อนข้างชัดเจน โดยมีการตรวจสอบประวัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมดแล้ว และนี่คือรายชื่อล่าสุดที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้ง:

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  3. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  4. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  5. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ
  6. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  7. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  8. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  9. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
  10. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย
  11. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  12. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  13. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  14. นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
  15. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รอการยืนยัน)
  16. พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  17. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  18. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  19. นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
  20. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  21. นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์
  22. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  23. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  24. นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  25. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (แทนสันติ)
  26. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
  27. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ความสำคัญของการ อัปเดต ครม.อนุทิน 1

การ อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ เพราะเป็นการกำหนดทิศทางและนโยบายของรัฐบาลในอนาคต การมีคณะรัฐมนตรีที่พร้อมทำงานและมีวิสัยทัศน์ จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียดถี่ถ้วน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการคัดเลือกบุคลากรที่มีความเหมาะสม เพื่อเข้ามาบริหารประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีชื่อของนายสันติ ปิยะทัต กรรมการผู้จัดการบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย รอการยืนยันผลอีกด้วย

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้จะสามารถนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อกว่า 40 ราย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 วัน

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและนโยบายของประเทศ การ อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอีกมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้น

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศ การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้ก้าวหน้าต่อไปได้ หวังว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – อัปเดต ครม.อนุทิน 1 เกือบ 100 % แล้ว คาดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ในสัปดาห์นี้

อนุทินตั้ง “บิ๊กเล็ก” รมว.กลาโหม: ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก

คอนเฟิร์มร่วม ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” พา “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” โชว์ตัวนั่ง รมว.กลาโหม ประกาศให้อำนาจเต็มก่อนบินประชุม GBC ชี้ ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อหารือถึงกรอบแนวทางการทำงาน โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พรรคภูมิใจไทย ภายหลังที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวปรากฏชื่อในโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสัดส่วนคนนอก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือร่วมกัน นายอนุทิน ได้พา พล.อ.ณัฐพล มาโชว์ตัว และให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นทางการ ถึงการจะมารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ว่า นี่เป็นสิ่งที่ตนปฏิบัติมาโดยตลอดช่วง 2-3 วันนี้ เมื่อตนได้เชิญผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่เป็นบุคคลภายนอก จะนำมาแนะนำให้กับประชาชนได้รับทราบ ตนใช้เวลาในการหารือจนในที่สุดขอเชิญ รมช.กลาโหม ในรัฐบาลชุด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร คือ พล.อ.ณัฐพล ขอความกรุณาให้ท่านช่วยรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ให้กับรัฐบาลของตน เพื่อที่จะได้เกิดความมั่นใจว่าภารกิจ หน้าที่การดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ดำเนินต่อไปโดยไม่มีสะดุดหรือชะงัก ศัพท์ทหารคือไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า พล.อ.ณัฐพล ถามกับตนประเด็นที่สำคัญคือท่านจะมีอำนาจขอบเขตในการปฏิบัติภารกิจแค่ไหน ตนยืนยันว่ามีอำนาจเต็ม ตนไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการทหาร แต่ท่านเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก เป็นเสนาธิการทหารบก เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) และตนทำงานกับท่านอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เราจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านโควิด-19 ท่านก็เป็นเลขาธิการศูนย์ เราทำงานกันมามีความสัมพันธ์ที่ดี มีความเข้าใจในการทำงาน ยอมรับซึ่งกันและกัน

“ถือว่าการกำกับดูแลกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของผม มีความจำเป็นต้องได้ พล.อ.ณัฐพล มาดูแลงานด้านนี้”

เมื่อถามว่านอกจากเรื่องอำนาจเต็ม ยังมีเรื่องอะไรที่จะขอเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ตนขอให้ชีวิตของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ มีความเป็นปกติสุข มีสันติภาพ มีภราดรภาพ มีวิถีชีวิตที่สามารถทำมาค้าขายซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้รายได้ขาดหาย เนื่องจากความไม่เข้าใจหรือปัญหาที่พวกเขาไม่ได้ก่อ นี่คือเป้าหมายของตน

ส่วนที่มีข้อเรียกร้องในการยกเลิก MOU 2543-2544 ว่าเราเสนอไปแล้วจะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งเป็นการดำเนินงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ อย่างน้อยวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน 2568) ที่ พล.อ.ณัฐพล จะไปประชุม GBC ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งก่อนจะประชุมใช้เวลา 35-40 วัน และที่ผ่านมาไปประชุมในฐานะ รมช.กลาโหม แต่ในวันพรุ่งนี้คู่เจรจาของไทยคือประเทศกัมพูชา จะต้องเจรจากับ พล.อ.ณัฐพล ในฐานะว่าที่ รมว.กลาโหม เพื่อให้ฝ่ายกัมพูชารู้ว่าผู้ที่ไปเจรจาคือ รมว.กลาโหม ในรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น

สำหรับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายอนุทิน เผยว่า การลงพื้นที่ของตนนั้น ทำในหน้าที่ สส.อยู่แล้ว เช่นพื้นที่อีสานใต้ ทั้ง จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี สส. ของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในพื้นที่ ตนไม่อยากทำอะไรที่ก้าวล่วงอำนาจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันยังต้องรักษาการอยู่จนกว่ารัฐบาลของตนจะเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ดังนั้นต้องรักษาน้ำใจกัน ซึ่งในเขตพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นเขตที่เหมือนบ้านของพวกตนอยู่แล้ว ดังนั้นการไปดูแลประชาชนเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาโดยตลอดไม่มีอะไร ส่วนการช่วยเหลือก็มีรัฐบาลรักษาการ ช่วยเหลืออยู่แล้ว

ด้าน พล.อ.ณัฐพล ให้สัมภาษณ์หลังได้รับการยืนยันชัดเจนว่าได้รับตำแหน่ง รมว.กลาโหม โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ามีความลำบากใจในการทำงานด้านการทหารขณะที่ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ว่า ขออนุญาตไม่พูดถึงเรื่องเก่า เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน) ไปประชุม ตนต้องเดินทางไปประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เลขาฯ ติดต่อมาหาตน ให้เข้ามาพูดคุยกัน ตนจึงถือโอกาสดีที่จะได้เข้ามารับทราบนโยบาย เพื่อไปใช้ประกอบในการประชุมในวันพรุ่งนี้

พล.อ.ณัฐพล ยอมรับด้วยว่า หลังจากได้มีการพูดคุยก็มีความมั่นใจ หลังได้ทราบนโยบายที่ชัดเจน โดยหลักๆ เน้นย้ำเรื่องของอธิปไตย การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และประชาชนปลอดภัย ก่อนที่ตนจะได้เสนอโรดแมปที่ได้ดำเนินการอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นด้วยแต่ได้ทลายข้อจำกัด เพราะรัฐบาลมีเวลาจำกัด จึงต้องดำเนินการเรื่องแก้ปัญหาประชาชนให้เร็วที่สุด

ส่วนโรดแมปที่ดำเนินการอยู่จะสามารถดำเนินการต่อให้พลิกสถานการณ์ให้ได้ภายใน 4 เดือนหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ต้องทำให้เต็มขีดความสามารถ แต่เราไม่สามารถจะรับปากได้ว่าเมื่อไหร่ แต่เมื่อรับทราบนโยบายในวันนี้แล้วก็รับปากว่าจะทำให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าภายหลังการให้สัมภาษณ์ นายอนุทิน พา พล.อ.ณัฐพล ร่วมดื่มกาแฟที่ร้านจาริสต้า ร้านกาแฟของ นางธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรสของนายอนุทิน โดยเครื่องดื่มในวันนี้ นายอนุทิน สั่งกาแฟอเมริกาโน่ร้อน ส่วน พล.อ.ณัฐพล ดื่มน้ำส้มยูสุโซดา ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีการเสิร์ฟเค้กส้มเหมือนกับครั้งที่พารัฐมนตรีหลายท่านมาเปิดตัว แต่วันนี้เมนูดังกล่าวหมดจึงเสิร์ฟเป็นเค้กกาหยู เมนูขนมของ จ.ระนอง ให้กับนายอนุทิน และเสิร์ฟเค้กแครอทให้กับ พล.อ.ณัฐพล

ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก: อนุทินเลือก บิ๊กเล็ก นั่ง รมว.กลาโหม

การตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เลือก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าจับตามอง ด้วยวลีที่ว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสานต่องานที่ค้างคาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ทำไมถึงต้อง “ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก”?

การที่นายอนุทิน เลือก พล.อ.ณัฐพล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมด้าน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต่อเนื่องของนโยบายและความเข้าใจในสถานการณ์ การเปลี่ยนตัวบุคคลอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

การที่อนุทินเน้นย้ำว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก นั้นแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานและต้องการคนที่เข้าใจสถานการณ์ในอดีตเป็นอย่างดี การเลือกคนที่คุ้นเคยกับงานและมีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การแต่งตั้ง พล.อ.ณัฐพล เป็น รมว.กลาโหมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสานต่อนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่อนุทินยืนยันว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ที่มา – ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก “อนุทิน” เปิดตัว “บิ๊กเล็ก” ขยับจาก รมช. นั่ง รมว.กลาโหม

“ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้

เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตา เมื่อ “ทวี สุระบาล” และ “สุธรรม จริตงาม” สอง สส. จากพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับข้อเสนอชื่อ “สันติ ปิยะทัต” เพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย โดยหวังว่าจะได้รับการจัดสรรในโควตาของ สส.ใต้ จากพรรคพลังประชารัฐ ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าอาจจะไม่มีบุคคลใดจากกลุ่มของ “บิ๊กป้อม” ได้รับตำแหน่งเลย

เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คึกคักเป็นพิเศษเมื่อ นายทวี สุระบาล สส.ตรัง และ นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช จากพรรคพลังประชารัฐ ได้ปรากฏตัวขึ้น นายทวีได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้นำรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการในส่วนของกลุ่มตนเอง มามอบให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะได้รับตำแหน่งใด แต่คาดการณ์ว่าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้

เมื่อถูกถามถึงการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายทวีตอบว่า ได้มีการหารือกันแล้ว และ พล.อ.ประวิตร ก็เห็นด้วย

นักข่าวได้ถามเจาะจงว่า สัดส่วนรัฐมนตรีในโควตาของ พล.อ.ประวิตร จะไม่มีเลยหรือไม่ โดยเฉพาะตำแหน่งในกระทรวงกลาโหม นายทวีตอบว่า ตนไม่ทราบ และแนะนำให้สอบถามจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง

เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้มีการพูดคุยเผื่อ พล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่ นายทวีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เพียงแต่ส่ายศีรษะ และกล่าวว่า “ลุงก็โอเคอยู่แล้ว แกสบายๆ”

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อถามว่า การเข้ามาเจรจาตำแหน่งเพื่อกลุ่มของตนเอง จะต้องลาออกจาก สส. พรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายทวีตอบอย่างชัดเจนว่า “เป็นสิ ถ้าไม่เป็นก็โมฆะหมดสิ”

“ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายทวีได้เสนอชื่อ นายสันติ ปิยะทัต กรรมการผู้จัดการบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้ดำรงตำแหน่ง รมช. สิ่งที่น่าสนใจคือ มีข้อสังเกตว่า ในว่าที่ ครม. ชุดใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ อาจจะไม่มีบุคคลใดอยู่ในโควตาของ พล.อ.ประวิตร เลย แม้ว่าในรายชื่อก่อนหน้านี้จะมีชื่อของ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่คาดว่าจะได้รับตำแหน่ง รมช.กลาโหม ก็ตาม

ทำไมชื่อของ “สันติ ปิยะทัต” จึงถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง “ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้?

การเสนอชื่อนายสันติ ปิยะทัต ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและอาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง:

  • ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ: นายสันติ ปิยะทัต เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุน
  • ความสัมพันธ์ทางการเมือง: การที่นายทวีและนายสุธรรมเสนอชื่อนายสันติ อาจเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีมาก่อน การสนับสนุนจาก สส. ที่มีอิทธิพลในพรรคพลังประชารัฐย่อมเป็นปัจจัยสำคัญ
  • โควต้า สส.ใต้: การผลักดันให้นายสันติซึ่งอาจเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่ภาคใต้ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย อาจเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของ สส. ในภาคใต้ และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในภูมิภาคนี้

อะไรคือความท้าทายของการเข้ารับตำแหน่งของ “สันติ ปิยะทัต”?

หากนายสันติ ปิยะทัต ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยจริง เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่:

  • การปรับตัวเข้ากับระบบราชการ: การทำงานในภาครัฐมีความแตกต่างจากการบริหารธุรกิจเอกชนอย่างมาก นายสันติจะต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับระบบราชการที่ซับซ้อน รวมถึงกฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่น: ในฐานะนักการเมืองหน้าใหม่ นายสันติจะต้องสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากข้าราชการและประชาชน การทำงานอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ
  • การผลักดันนโยบาย: นายสันติจะต้องสามารถผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การมีทักษะในการเจรจาต่อรองและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น

การที่ “ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้ ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในแวดวงการเมือง และต้องติดตามกันต่อไปว่านายสันติจะสามารถเข้ามาบริหารงานและสร้างผลงานให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

การเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการดึงคนที่มีความสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ทวี-สุธรรม” เข้า ภูมิใจไทย ส่งชื่อ “สันติ ปิยะทัต” นั่ง รมช. โควตา สส.ใต้ พปชร.

ด่วน! “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ลาออก สส.เพื่อไทย จ่อ รมช.

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือลาออกจาก สส. แล้ว คาดว่าจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลอนุทิน 1 หลังนำ สส. กลุ่มหนึ่งสนับสนุนโหวตให้นายกฯ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รับเรื่องไว้เมื่อเวลา 10.32 น. เนื้อหาในหนังสือลาออกระบุว่า

“ด้วยกระผมนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เลขประจำตัวสมาชิก 364 มีความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 เป็นต้นไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ นายศักดิ์ดา ได้นำกลุ่มเพื่อน สส. พรรคเพื่อไทย จำนวน 8 คน เข้าร่วมสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และล่าสุดมีชื่อของนายศักดิ์ดา ติดอยู่ในรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) การลาออกของนายศักดิ์ดา จะนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อม เนื่องจากเป็นการลาออกจากตำแหน่ง สส. แบบแบ่งเขต

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ลาออก สส.เพื่อไทยแล้ว

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง สส. ของ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้ว่าการลาออกจะทำให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปตามกระบวนการเพื่อให้สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อย่างเต็มตัว

ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์”

การคาดหมายว่านาย“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” จะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นผลมาจากการสนับสนุนของเขาที่มีต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างมากในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องที่ การรักษาความสงบเรียบร้อย และการพัฒนาชุมชน

บทบาทของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) นั้น คาดว่าจะเน้นไปที่การสนับสนุนการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ รวมถึงการกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ

จับตาดูบทบาทและความเคลื่อนไหวของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ หลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าจะมีนโยบายและแนวทางการทำงานอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนทางการเมืองครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อพรรคเพื่อไทยเอง และต่อการบริหารประเทศโดยรวม

ที่มา – “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ยื่นลาออก สส.เพื่อไทยแล้ว คาดจ่อนั่ง รมช.มหาดไทย

Scroll to top