นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ภูมิใจไทย จ่อฟ้องยิ่งชีพ iLaw ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยออกมาเคลื่อนไหวเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับทางฝั่งของ iLaw หลังจากที่มีกระแสข่าวการพาดพิงถึงกรณีการเลือก สว. ที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์แบบเข้าใจง่ายว่าเกิดอะไรขึ้น และทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันครับ

ภูมิใจไทย จ่อฟ้องยิ่งชีพ iLaw ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร ในฐานะตัวแทนฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ "ยิ่งชีพ iLaw" ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อประธานวิปฝ่ายค้าน โดยมีการแนบหลักฐานและแถลงว่าพบพฤติกรรมเข้าข่ายการฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีการพาดพิงไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ในรัฐบาลรวม 9 ราย

ข้อโต้แย้งจากฝั่งภูมิใจไทยกรณี ภูมิใจไทย จ่อฟ้องยิ่งชีพ iLaw ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว.

ทางด้านพรรคภูมิใจไทยมองว่าการกระทำของ นายยิ่งชีพ นั้นเป็นการกระทำที่เลื่อนลอยและไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน โดยนายศุภชัยได้สะท้อนมุมมองว่า:

  • ข้อมูลที่นำมาแถลงข่าวไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัดว่าได้มาอย่างไร
  • การกล่าวหาบุคคลในรัฐบาล 9 รายโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน ถือเป็นการใส่ร้ายป้ายสี
  • พรรคภูมิใจไทยยืนยันความบริสุทธิ์และจะใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาท

ทางพรรคค่อนข้างมั่นใจในความบริสุทธิ์ของบุคลากรในสังกัด และมองว่าการแถลงข่าวของฝ่าย iLaw นั้นส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของพรรคอย่างมาก จึงมีความจำเป็นต้องรักษาสิทธิ์ตามกฎหมาย เพื่อหยุดการกล่าวหาที่ปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ

การดำเนินคดีต่อจากนี้

หากถามว่า ภูมิใจไทย จ่อฟ้องยิ่งชีพ iLaw ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว. จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน คำตอบคือเรื่องนี้คงต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสินครับ เพราะทางภูมิใจไทยประกาศชัดเจนว่า นายอนุทินและผู้ที่เกี่ยวข้องอีก 9 รายจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเพียงการใส่ความอันเป็นเท็จ

ในมุมมองของคนติดตามข่าวสาร สิ่งนี้นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีว่าในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร การตรวจสอบเป็นเรื่องสำคัญ แต่การตรวจสอบนั้นต้องมาพร้อมกับพยานหลักฐานที่แน่นหนา เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่นโดยไม่มีมูลความจริง เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และทางฝั่ง iLaw จะมีหลักฐานอะไรมาตอบโต้ในชั้นศาลหรือไม่

ที่มา – “ภูมิใจไทย” จ่อฟ้องหมิ่นประมาท “ยิ่งชีพ iLaw” ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว.

สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี

สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี

กลายเป็นประเด็นที่สร้างรอยยิ้มและได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์อย่าง Lianhe Zaobao ได้นำเสนอข่าวการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย โดยไฮไลท์สำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามองคือ การที่ผู้นำไทยโชว์ลูกคอขับร้องเพลงจีนอมตะอย่าง “เถียนมี่มี่” จนได้รับคำชื่นชมว่าเป็นมิติใหม่ของ การทูตด้วยดนตรี ที่น่าประทับใจ

เหตุการณ์สุดประทับใจนี้เกิดขึ้นภายหลังการหารือทวิภาคีระหว่าง นายอนุทิน และ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงปักกิ่ง ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง นายอนุทินได้ร่วมขับร้องเพลงจีนสุดคลาสสิกนี้อย่างตั้งใจ ท่ามกลางเสียงปรบมือและการให้จังหวะจากผู้นำจีนและแขกผู้มีเกียรติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นผ่านภาษาสากลอย่างเสียงดนตรี

พลังแห่งไมตรีผ่านการทูตด้วยดนตรี

สื่อสิงคโปร์ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่ สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่นี่คือกลยุทธ์การทูตที่ทรงพลัง การนำบทเพลงที่เป็นที่รู้จักและเข้าถึงหัวใจของชาวจีนมาถ่ายทอด ช่วยย่นระยะห่างระหว่างผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนดูเข้าถึงง่ายและอบอุ่นมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เส้นทางการใช้ดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ของนายอนุทินไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอด ซึ่งสื่อสิงคโปร์ได้รวบรวมเหตุการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การร่วมร้องเพลง My Way กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
  • การร่วมบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นเมืองเมื่อครั้งเยือนประเทศเวียดนาม
  • การโชว์ความเป็นกันเองผ่านบทเพลงเถียนมี่มี่ ณ กรุงปักกิ่ง ในครั้งนี้

ความสำเร็จจากการใช้ สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเจรจาในด้านอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมั่นคงในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนทางการเมือง การแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติตามแบบฉบับของผู้นำที่ใส่ใจความรู้สึกของคู่เจรจา คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการทูตด้วยดนตรีแบบนี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านได้ดีแค่ไหน?

ที่มา – สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี

“ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด

ช่วงใกล้เทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาแบบนี้ หลายท่านคงกำลังเตรียมตัวหาซื้อชุดสังฆทานเพื่อไปทำบุญกันใช่ไหมครับ แต่ก่อนที่เราจะไปถวายสังฆทานด้วยจิตอันเป็นกุศล วันนี้มีข่าวสำคัญจากทางภาครัฐมาฝากกัน เพราะล่าสุด “ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสนำสินค้าไม่มีคุณภาพมาวางจำหน่ายครับ

“ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เชิงรุกตรวจสอบร้านสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยย้ำชัดเจนว่า การทำบุญต้องได้ของที่มีคุณภาพ และราคาต้องมีความโปร่งใส ไม่ปล่อยให้ความศรัทธาของประชาชนถูกเอาเปรียบจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน “ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เหล่าพุทธศาสนิกชนก่อนถึงช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่จะถึงนี้

หลักการเลือกซื้อสังฆทานให้คุ้มค่าและถูกต้องตามกฎหมาย

การเลือกซื้อชุดสังฆทานให้ปลอดภัยและได้บุญเต็มเปี่ยม มีข้อแนะนำพื้นฐานที่ผู้บริโภคควรทราบ ดังนี้ครับ:

  • ตรวจสอบฉลากให้ละเอียด: สินค้าควรระบุชื่อผู้ผลิต รายละเอียดสินค้า ราคาต่อชิ้น ราคารวม และวันหมดอายุที่ชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงสินค้าเสื่อมสภาพ: ระวังการนำของมาจัดรวมกันแล้วทำให้อายุการใช้งานสั้นลง เช่น ของใช้ในครัวเรือนอยู่รวมกับอาหาร
  • ความเป็นธรรมด้านราคา: สินค้าต้องมีการติดป้ายแสดงราคาสินค้าแต่ละรายการและราคาชุดสังฆทานรวมอย่างชัดเจน

รัฐบาลเน้นย้ำเรื่องบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ละเลยต่อกฎหมาย ทั้งนี้หากไม่ติดฉลากให้ถูกต้อง มีโทษจำคุกและปรับตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังสั่งการไปยังคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทุกแห่งให้ช่วยกันสอดส่องดูแล ให้มั่นใจได้ว่าเงินทำบุญทุกบาทของประชาชนจะไม่สูญเปล่า

บทสรุปของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การจัดการผู้ทำผิด แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้การทำบุญในไทยมีความโปร่งใส ของดีราคาเหมาะสมจะช่วยให้ผู้ทำบุญได้อิ่มบุญอิ่มใจ และผู้ประกอบการเองก็สามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืนด้วยความซื่อสัตย์ครับ เพราะการทำบุญนั้นจิตใจสำคัญที่สุด แต่การเลือกของที่มีคุณภาพก็เป็นเรื่องที่เราในฐานะผู้บริโภคควรตรวจสอบด้วยตัวเองในทุกๆ ครั้งครับ

ที่มา – “ศุภมาส” นำทีม สคบ. ลุยตรวจสังฆทานย่านเสาชิงช้า ลั่นของต้องดีราคาต้องชัด

ปลัดมท. ติวเข้มผวจ. 32 จังหวัดชายแดน ขับเคลื่อนความมั่นคง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย ติวเข้มผวจ. 32 จังหวัดชายแดน ขับเคลื่อนศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับความมั่นคงในพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 32 จังหวัดชายแดนเข้าร่วมรับฟังนโยบายสำคัญ ซึ่งการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนปลัดกระทรวงมหาดไทย ติวเข้มผวจ. 32 จังหวัดชายแดน ขับเคลื่อนศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติของความปลอดภัยภายใต้การนำของรัฐบาล

บทบาทสำคัญของศูนย์ฯ คือการติดตามและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ร่วมกับเหล่าทัพอย่างใกล้ชิด เพื่อลดภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ เช่น อาชญากรรมทางเทคโนโลยี การลักลอบค้ามนุษย์ และปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องอาศัยกลไกของจังหวัดในการคานอำนาจและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยระดับประเทศ

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการเน้นย้ำถึงแนวทางการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ฝากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเร่งผลักดันโครงการ ‘ตำบลปลอดยาเสพติด’ เพื่อขยายผลความสำเร็จไปสู่ระดับจังหวัดและประเทศ การทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการสกัดกั้นช่องทางธรรมชาตินั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเสี่ยงสูง

เพื่อให้การขับเคลื่อนปลัดกระทรวงมหาดไทย ติวเข้มผวจ. 32 จังหวัดชายแดน ขับเคลื่อนศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ได้มีการสรุปประเด็นหลักที่ทุกจังหวัดต้องดำเนินการ ดังนี้:

  • การใช้กลไกศูนย์สั่งการชายแดนระดับจังหวัดเพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย
  • การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเจรจาแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า
  • การเฝ้าระวังความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหลัก ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

ท้ายที่สุด การผนึกกำลังครั้งนี้คือหัวใจสำคัญของการรักษาอธิปไตยและความสงบสุขของประชาชน เรามุ่งหวังว่าการดำเนินงานตามแนวทางที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้วางไว้ จะสามารถลดปัญหาอาชญากรรมและสร้างพื้นที่ชายแดนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนได้ในอนาคตอันใกล้

ที่มา – ปลัดกระทรวงมหาดไทย ติวเข้มผวจ. 32 จังหวัดชายแดน ขับเคลื่อนศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน

รัฐบาลยกเครื่องความปลอดภัย ปูพรมตรวจสถานบริการทั่วประเทศ

รัฐบาลยกเครื่องความปลอดภัย ปูพรมตรวจสถานบริการทั่วประเทศ

เหตุการณ์เพลิงไหม้ที่สร้างความสูญเสียครั้งล่าสุด กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ รัฐบาลยกเครื่องความปลอดภัย ปูพรมตรวจสถานบริการทั่วประเทศ อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศยกระดับเรื่องความปลอดภัยให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคน

การดำเนินงานในครั้งนี้ถือเป็นการกวาดบ้านครั้งใหญ่ โดยมีการสนธิกำลังจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย, กทม., กรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบสถานบริการทุกแห่งภายในระยะเวลา 30 วัน โดยมาตรการในการตรวจสอบจะเน้นเข้มข้นใน 4 จุดสำคัญ ดังนี้:

  • ระบบป้องกันอัคคีภัย: ต้องมีการติดตั้งถังดับเพลิง, ระบบสปริงเกอร์ และสัญญาณเตือนภัยที่พร้อมใช้งานได้จริง
  • ทางหนีไฟ: ต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง และสามารถเข้าถึงได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • ความจุของอาคาร: ห้ามผู้ประกอบการรับลูกค้าเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดเพื่อป้องกันความแออัด
  • ใบอนุญาตและกฎหมายอาคาร: ตรวจสอบความถูกต้องตามมาตรฐานการก่อสร้างและใบอนุญาตประกอบกิจการ

ทำไมรัฐบาลยกเครื่องความปลอดภัย ปูพรมตรวจสถานบริการทั่วประเทศในครั้งนี้?

สาเหตุสำคัญคือการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นลำดับแรก รัฐบาลย้ำชัดว่าหากพบสถานประกอบการใดที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือปล่อยปละละเลยเรื่องความปลอดภัย จะมีคำสั่งระงับและปิดให้บริการทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น การดำเนินการเช่นนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปราบปราม แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อให้การท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตช่วงค่ำคืนเป็นเรื่องที่ปลอดภัยอย่างเเท้จริง

นอกเหนือจากการตรวจตราแล้ว นายกรัฐมนตรียังกำชับให้มีการรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและมีส่วนร่วมในการเป็นหูเป็นตา หากท่านพบเห็นสถานบริการที่ดูไม่ปลอดภัย หรือสงสัยว่าไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้ทันที เพื่อช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับสังคมของเรา

การตัดสินใจที่เด็ดขาดในเรื่องการ รัฐบาลยกเครื่องความปลอดภัย ปูพรมตรวจสถานบริการทั่วประเทศ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อทุกชีวิต แม้จะมีเสียงสะท้อนว่าอาจจะมาช้าไปบ้าง แต่การเริ่มต้นแก้ไขวันนี้ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกบังคับใช้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ที่มา – รัฐบาลยกเครื่องความปลอดภัย ปูพรมตรวจสถานบริการทั่วประเทศ

สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

สวัสดีครับพี่น้องชาวสงขลาและชาวหาดใหญ่ทุกท่าน ช่วงนี้หลายคนอาจจะเริ่มกังวลกับสถานการณ์น้ำในช่วงปลายปีกันแล้วใช่ไหมครับ ล่าสุดคุณสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุด้วยตัวเองแล้ว กับภารกิจสำคัญคือ สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบระบายน้ำของเราจะพร้อมรับมือกับมรสุมได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่าหลายจุดในคลองสายหลักมีปัญหาตะกอนทับถมเยอะมาก จนความลึกเหลือเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การระบายน้ำจากตัวเมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลาเป็นไปได้ช้า ดังนั้น สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ จึงถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ช่วยเปิดทางน้ำให้ไหลสะดวกขึ้นครับ

รายละเอียดแผนการขุดลอกคลองและเพิ่มประสิทธิภาพทางน้ำ

กรมเจ้าท่าได้วางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำของสงขลาทำได้รวดเร็วขึ้น โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • คลอง ร.1: ดำเนินการขุดลอกระยะทาง 2,150 เมตร ปริมาณดินขุด 300,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลองอู่ตะเภา: ดำเนินการขุดลอกระยะทาง 1,000 เมตร ปริมาณดินขุด 300,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลอง ร.3: เร่งดำเนินการขุดลอกอีก 300,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายการระบายน้ำให้สมบูรณ์

การเดินหน้าโครงการเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การขุดลอกทั่วไป แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยคุณสรรเพชญยังได้กำชับให้มีการบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อวางแผนจัดการพื้นที่ดินงอกและสิ่งกีดขวางทางน้ำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ

ความเห็นจากผู้เขียน: การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการระบบระบายน้ำตั้งแต่ช่วงกลางปีแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะการขุดลอกคลองไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับภูมิทัศน์และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากการดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เราได้เห็น ผมเชื่อว่าพี่น้องชาวหาดใหญ่คงจะอุ่นใจกับฤดูมรสุมในปีนี้มากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – “สรรเพชญ” สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

“ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองฝีมือฉกาจ ออกมาเปิดประเด็นว่า “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ โดยมองว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์นั้นมีความพยายามในการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นการด้อยค่าการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุ่มเทกันมาอย่างเต็มที่เพื่อให้การเจรจาครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จ

“ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่

การเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะให้ใครคนใดคนหนึ่งมาแอบอ้างผลงานได้โดยง่าย ซึ่งรศ.ดร.ธนพร ได้ย้ำชัดเจนว่ากรณีที่เป็นข่าวเรื่องการส่งออกกุ้งไปมาเลเซียนั้น เบื้องหลังความสำเร็จคือการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่เทคนิคจากทั้งสองประเทศตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนเต็ม ฝ่ายไทยมีการวางแผนและส่งเจ้าหน้าที่ไปจัดทำรายละเอียดการนำเข้าปลากะพงและตรวจสอบมาตรฐานฟาร์มกุ้งล่วงหน้า โดยทุกอย่างดำเนินการตามกรอบของอาเซียนอย่างเคร่งครัด

กระบวนการระดับสากลไม่ใช่เกมการเมือง

รศ.ดร.ธนพร ยังตั้งคำถามถึงกระแสข่าว “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ ว่าขบวนการเหล่านี้กำลังทำร้ายจิตใจข้าราชการผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่รัฐ: ความสำเร็จเกิดจากทีมเทคนิคที่เดินทางไปกัวลาลัมเปอร์ก่อนใคร ไม่ใช่บารมีของบุคคลภายนอก
  • ความถูกต้องของกลไกการค้า: ประเทศคู่ค้าย่อมไม่ทำข้อตกลงระดับรัฐกับผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย
  • การตรวจสอบความจริง: การกล่าวอ้างเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานทางเอกสารสัญญานั้น ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างทางการเมืองได้

หลายคนมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงความพยายามของเหล่า IO ที่ต้องการฉวยโอกาสในช่วงที่กระแสนายใหญ่คัมแบ็ก เพื่อหวังสร้างซีนการเมืองให้ดูว่าทุกอย่างต้องผ่านมือผู้นำตัวจริง ทั้งที่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องขับเคลื่อนด้วยกลไกของรัฐบาลชุดปัจจุบันและเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก การเสพข่าวจากแหล่งที่เพียงแค่ต้องการปั่นกระแส “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ อาจทำให้เรามองข้ามความทุ่มเทของเหล่าข้าราชการไทยที่ทำงานปิดทองหลังพระมาโดยตลอด ดังนั้น สังคมควรให้ค่ากับผลงานที่เป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่าการเชื่อถือวาทกรรมทางการเมืองที่ไร้หลักฐานรองรับ

ที่มา – “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่

วัชรพงศ์ ฉะขบวนการจ้องล้มรัฐบาล ปล่อยเฟกนิวส์ดิสเครดิต

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่กำลังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการปกป้องการทำงานของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสข่าวลือและการโจมตีจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ประชาชนควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง วัชรพงศ์ ฉะขบวนการจ้องล้มรัฐบาล ปล่อยเฟกนิวส์ดิสเครดิต ที่กำลังสร้างความสับสนในโลกโซเชียลมีเดียในขณะนี้

วัชรพงศ์ ฉะขบวนการจ้องล้มรัฐบาล ปล่อยเฟกนิวส์ดิสเครดิต

นายวัชรพงศ์ระบุว่า ขณะนี้มีกลุ่มคนที่มุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมือง เริ่มใช้กลยุทธ์สกปรกด้วยการสร้างข่าวปลอมรายวันเพื่อมุ่งดิสเครดิตรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการปั่นกระแสข่าวลือความขัดแย้งภายในพรรค หรือการสร้างข่าวเท็จเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายวัชรพงศ์ยืนยันว่าการกระทำเหล่านี้เป็นเพียงความพยายามของกลุ่มคนที่สูญเสียผลประโยชน์จากการที่รัฐบาลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ทำไมต้องปล่อยเฟกนิวส์?

การที่ วัชรพงศ์ ฉะขบวนการจ้องล้มรัฐบาล ปล่อยเฟกนิวส์ดิสเครดิต ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายค้านหรือกลุ่มขั้วตรงข้ามที่ต้องการ:

  • สร้างความปั่นป่วนให้สังคมแตกแยก
  • หวังใช้เป็นเงื่อนไขในการต่อรองทางการเมือง
  • เรียกร้องอำนาจนอกระบบให้เข้ามาแทรกแซง

อย่างไรก็ตาม นายวัชรพงศ์ได้ย้ำเตือนประชาชนให้มีสติในการเลือกรับข้อมูลข่าวสาร โดยชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญในปัจจุบันไม่ได้เปิดช่องให้มีการเปลี่ยนตัวนายกฯ ด้วยเงื่อนไขที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีปล่อยออกมา ดังนั้นข่าวลือทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเป็นจริง

ผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาลโดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การปราบปรามยาเสพติด และการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ขบวนการเหล่านี้ต้องเร่งมือสกัดกั้น เพราะกลัวว่าผลงานของรัฐบาลจะทำให้ฐานเสียงเดิมของตนสั่นคลอน นายวัชรพงศ์จึงได้ฝากทิ้งท้ายถึงพี่น้องประชาชนทุกคนว่า อย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีมูลความจริง และช่วยกันเป็นหูเป็นตาเพื่อไม่ให้ข่าวปลอมทำลายสมาธิในการบริหารงานของรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง

ในมุมมองของผู้เขียน การติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล และเราควรสนับสนุนให้รัฐบาลได้มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนมากกว่าที่จะตกเป็นเหยื่อของการปั่นกระแสการเมืองรายวัน

ที่มา – “วัชรพงศ์” ฉะขบวนการจ้องล้มรัฐบาล ปล่อยเฟกนิวส์ดิสเครดิตรายวัน หวังพึ่งอำนาจนอกระบบ

ประธาน กมธ.ตำรวจ เดินหน้าเชือดร้านกัญชาเถื่อน เอาจริงไม่มีละเว้น

ในยุคที่นโยบายกัญชาเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทย ล่าสุด นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ประธาน กมธ.ตำรวจ เดินหน้าเชือดร้านกัญชาเถื่อน อย่างไม่เกรงใจใคร เพื่อจัดระเบียบสังคมให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น

ประธาน กมธ.ตำรวจ เดินหน้าเชือดร้านกัญชาเถื่อน ทั่วประเทศ

หลายคนอาจสงสัยว่าการกวาดล้างครั้งนี้มีที่มาอย่างไร นายวัชรพงศ์ได้ย้ำชัดว่า เจตนารมณ์ดั้งเดิมของพรรคนั้นมุ่งเน้นที่การใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่เคยมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้เพื่อสันทนาการแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ใครจะนำกัญชาไปใช้ผิดประเภทหรือเปิดร้านขายโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงถือเป็นการทำผิดกฎหมายที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเด็ดขาด

มาตรการเด็ดขาด: ประธาน กมธ.ตำรวจ เดินหน้าเชือดร้านกัญชาเถื่อน

สำหรับแนวทางการทำงานในครั้งนี้ ทางกรรมาธิการฯ จะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวด โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ตรวจสอบร้านกัญชาที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • กวาดล้างการจำหน่ายกัญชาให้กับเยาวชนและบุคคลภายนอกที่นำไปใช้ในทางสันทนาการ
  • สนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายกัญชาทางการแพทย์ให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น
  • ทุกหน่วยงานรัฐต้องทำงานบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักวิชาการ ไม่จำเป็นต้องเกรงใจใคร

นอกจากนี้ นายวัชรพงศ์ยังได้ฝากเตือนไปยังกลุ่มผู้กระทำผิดว่า อย่าได้ชะล่าใจ เพราะการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อเยาวชนและสถาบันครอบครัวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ภาครัฐพร้อมที่จะฟันธงหากพบว่าสิ่งใดส่งผลเสียมากกว่าข้อดี โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพของประชาชนที่ต้องมาก่อนเสมอ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การจัดระเบียบครั้งนี้จะทำให้ร้านค้าเถื่อนหมดไปจากสังคมไทยได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้กัญชาคงอยู่คู่กับการแพทย์อย่างมีขอบเขตและตรวจสอบได้ คือทางออกที่ดีที่สุดที่ทุกฝ่ายควรหันหน้ามาคุยกัน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้สังคมไทยมีความปลอดภัยมากขึ้นครับ

ที่มา – ประธาน กมธ.ตำรวจ เดินหน้าเชือดร้านกัญชาเถื่อน

Scroll to top