นโยบายรัฐบาลอนุทิน

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายต่อหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างดุเดือด วันที่ 10 เมษายน 2569 ในวาระแถลงนโยบายตามมาตรา 162 รัฐธรรมนูญ เขาชี้ว่ารัฐบาลขาดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 และไฟป่าที่กำลังระบาดหนักในภาคเหนือ ประชาชนต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ สุขภาพทรุดโทรม แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย

ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ลอยกระจายในอากาศ สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจวาย มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ค่าฝุ่นพุ่งทะลุ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่ามาตรฐาน WHO กว่า 10 เท่า ไฟป่าเป็นต้นตอหลัก รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักว่าทำงานไม่เป็น ไม่เตรียมงบ ไม่ปรับแผน

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว โดยยกตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขาดภาวะผู้นำ ตั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีทรัพยากรฯ มาดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งที่เคยล้มเหลวมาก่อน เมื่อกันยายน 2568 เขาเตือนแล้วว่าจะจัดการมลพิษให้เสร็จใน 4 เดือน แต่จนถึงวันนี้ ฝุ่นยังหนักหน่วง ประชาชนภาคเหนือต้องสวมหน้ากากทุกวัน

ประเด็นหลักที่ “ภัทรพงษ์” วิจารณ์รัฐบาล

  • งบประมาณไม่พอ: งบปี 2569 จากรัฐบาลชุดก่อนแทบไม่มีสำหรับไฟป่า เขาเสนอใช้เงินงบกลาง ปลดล็อกสเปกท้องถิ่น แต่สุชาติไม่ทำ จนไฟป่าลุกลาม อ้างไม่มีงบแม้บาทเดียว
  • เขตควบคุมมลพิษไม่ครบ: เสนอขยายจาก 4 เป็น 9 จังหวัดภาคเหนือ แต่ไม่ดำเนินการ 9 จังหวัดนั้นค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ภัยพิบัติตั้งแต่ 28 มี.ค. เชียงใหม่ขอ 310 ล้าน แต่ไม่อนุมัติ สุชาติยังอ้างกลัวกระทบท่องเที่ยว
  • ค่าตอบแทนดับเพลิงต่ำ: แค่ 240 บาท/วัน เจ้าหน้าที่เสี่ยงตาย 7 วันเสียชีวิต 4 ราย ในเชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี
  • มลพิษข้ามแดน: ไม่จัดการข้าวโพดเผา เหมืองเพื่อนบ้านก่อน้ำเสีย ปนเปื้อนสารหนู แคดเมียม ในอาหาร
  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด: ถูกขวางด้วยเหตุผลเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรม ขัดหลัก OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าร่วม

นายภัทรพงษ์ ย้ำว่ารัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจ ผลักภาระให้ท้องถิ่น อนุทินไม่เคยบัญชาการเด็ดขาด รองนายกฯ ศุภจี ยังพูดว่าไม่คาดหวังนักท่องเที่ยวเหนือ 365 วัน แต่ลืมว่าประชาชนเหนืออยู่ที่นี่ทุกวัน ไม่มีเงินหนีฝุ่นได้ รัฐบาลต้องปรับวิธีคิดด่วน

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ฤดูเดียว แต่กระทบเศรษฐกิจ สุขภาพ การท่องเที่ยว รัฐบาลต้องเร่งประกาศเขตภัยพิบัติเต็มรูปแบบ จัดงบจริงจัง ร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน และผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดตามหลักผู้ก่อมลพิษผู้จ่าย

ในมุมมองของเรา “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว นำเสนอข้อเท็จจริงที่ประชาชนภาคเหนือรอคอย รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ อย่าปล่อยให้อากาศเป็นพิษกลายเป็นมรดกตกทอด คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไหร่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาลทำงานไม่เป็น จัดการฝุ่นพิษ PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว “อนุทิน” ไม่มีภาวะผู้นำ

“โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์”

การเมืองไทยร้อนฉ่าไม่หยุดหย่อน ล่าสุดในที่ประชุมรัฐสภา มีดราม่าหนัก เมื่อ “โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน ทำให้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยลุกฮือประท้วงกันยกใหญ่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นเวทีเปิดศึกกันอย่างดุเดือด

“โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานประชุมในวัน thứสองของการแถลงนโยบายรัฐบาล นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายโจมตีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะนโยบายปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนสีเทา และการทุจริตคอร์รัปชัน โรมย้ำว่าสังคมไทยไม่เชื่อมั่น เพราะการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ย้อนแย้งกับรัฐบาลชุดก่อนที่ใช้นายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน

ประเด็นย้อนแย้งเรื่องคดีสแกมเมอร์และทุนเทา

โรมยกตัวอย่างกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ดำเนินคดีกับกลุ่มทุนเทาและสแกมเมอร์เรื่องสแกนม่านตา ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณา โรมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะจัดการคดีนี้รวดเร็วเท่าคดีของตัวเองหรือไม่ โดยนายอนุทินกลับโยกนายประเสริฐไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เยาวชน ซึ่งโรมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาทุจริตแบบ ‘ไม่เกรงใจ’ นายไชยชนก

นอกจากนี้ โรมยังพูดถึงการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ และตั้งข้อสงสัยว่ามีคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้องเกี่ยวเครือข่ายนี้หรือไม่ โรมชี้การคัดเลือก รมต. ที่ไม่ให้ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ดำรงตำแหน่งเพราะคดี DSI แต่กลับให้ประเสริฐที่เรื่องถึง ป.ป.ช. แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าปัญหาอยู่ที่คดีหรือพ่อของน.ส.สุดาวรรณกันแน่

บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” กรณีน้ำมันเถื่อน

จุดเด่นของการอภิปรายคือการชี้เป้า ร.อ.พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.พลังงาน พรรคภูมิใจไทย กรณีจับกักตุนน้ำมันใน จ.อ่างทอง ที่พบว่า ‘เสี่ยตือ’ เป็นเจ้าของคลัง และมีคลังน้ำมันหลายแห่งตุนน้ำมันหลายล้านลิตร แต่รัฐบาลจัดการลำบาก โรมเผยว่าบริษัทของเสี่ยตือเป็นลูกหนี้นายพิพัฒน์กว่า 100 ล้านบาท จากสัญญาเงินกู้ 2 ฉบับ นอกจากนี้ เดือนพฤศจิกายน 2568 ครอบครัวเสี่ยตือบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย 1 ล้านบาท ขณะราคาน้ำมันแพง เสี่ยตือถูกสงสัยขายน้ำมันเถื่อนแต่ไม่โดนคดี

โรมเปรียบ ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นตีนไก่’ บอกว่ารัฐบาลไม่กล้าจัดการเพราะ ‘โม่ง’ อยู่ในรัฐบาล และมีข่าวสินบนไม่ปราบสแกมเมอร์จากลูกชายเสี่ยตือ โรมเรียกร้องให้นายกฯ ตรวจสอบนายพิพัฒน์ว่าข้องเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนหรือทุนเทาหรือไม่ เพื่อให้การปราบทุจริตไม่เป็นแค่ลมปาก และไม่ปล่อยให้ทุนเทายึดชาติ

โรมปิดท้ายว่า ‘ผมและพรรคประชาชนไม่มีวันยอมแพ้ให้คนทำลายชาติและนิติธรรม’

ผลกระทบและการตอบโต้จาก ส.ส.ภูมิใจไทย

ระหว่างอภิปรายชื่อเสี่ยตือและนายพิพัฒน์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยอย่างนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล (อ่างทอง), นายยุพราช บัวอินทร์ (เพชรบูรณ์) และนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ (บัญชีรายชื่อ) ลุกประท้วงต่อเนื่อง ว่ามีลักษณะใส่ร้าย ประธานวินิจฉัยให้โรมอภิปรายต่อจนจบ

  • ประเด็นสำคัญ: การโยงนายพิพัฒน์กับเสี่ยตือผ่านหนี้สินและการบริจาคพรรค
  • ย้อนแย้งบุคคลากร: กรณีประเสริฐ vs สุดาวรรณ
  • ทุนเทาในรัฐบาล: สแกมเมอร์ สินบน กักตุนน้ำมัน
  • ความไม่เชื่อมั่น: นโยบายปราบโกงล้มเหลวเพราะย้อนแย้ง

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่การตรวจสอบกันเองในสภาถูกขัดขวางด้วยการประท้วง และคำถามใหญ่คือ รัฐบาลจะพิสูจน์ความโปร่งใสได้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานและทุนเทาที่กระทบประชาชนโดยตรง

ในมุมมองของผู้เขียน การอภิปรายของโรมเป็นกระสุนสำคัญที่เจาะจุดอ่อนของรัฐบาล แสดงให้เห็นว่าการปราบโกงต้องเริ่มจากตัวบุคคลในอำนาจ หากปล่อยไว้ ประชาชนจะยิ่งไม่เชื่อมั่น ควรติดตามคดีเหล่านี้ต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ!

ที่มา – “โรม” ซัด “ครม.อนุทิน” ไม่เชื่อปราบโกง บี้สอบ “พิพัฒน์” โยง “เสี่ยตือ” เอี่ยวน้ำมันเถื่อน

แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2: นายกฯ ชมอภิปรายดี

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องร้อนๆ ในวงการการเมืองไทยกันดีกว่า นั่นคือ แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 ที่กำลังเป็นที่จับตามองของทุกคน โดยเฉพาะท่าทีของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ดูจะมั่นใจสุดๆ หลังจากอภิปรายวันแรกผ่านไปแบบราบรื่น มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 นายกฯ อนุทินยิ้มแย้มเข้าสภา

เมื่อเวลา 09.16 น. วันที่ 10 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภาใหม่เอี่ยม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระด่วนเพื่อแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา สีหน้านายกฯ ดูยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนพร้อมลุยเต็มที่เลยครับ

ผู้สื่อข่าวที่รอจับภาพอยู่แน่นๆ ก็ไม่พลาดที่จะถามถึงภาพรวมของการอภิปรายในวันแรก นายกรัฐมนตรีตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “ดีครับ” แล้วก็รีบเดินเข้าห้องประชุมทันที ไม่มีทีท่าว่าจะขยายความเพิ่มเติม เหมือนเก็บท่าทีไว้ก่อน

สรุปภาพรวมอภิปรายวันแรกในแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2

สำหรับวันแรกของการแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ใช้เวลาอภิปรายไปทั้งหมดประมาณ 17 ชั่วโมง จากเวลาทั้งหมดที่จัดสรรไว้ 32 ชั่วโมง 30 นาที ยังเหลือเวลาอีกกว่า 15 ชั่วโมงให้อภิปรายต่อในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้าย

มาดูรายละเอียดการใช้เวลาแบบละเอียดยิบกันเลยครับ:

  • นายกรัฐมนตรี: ใช้ไปกว่า 1 ชั่วโมง เหลือประมาณ 21 นาที
  • คณะรัฐมนตรี: ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง 20 นาที เหลือกว่า 4 ชั่วโมง 30 นาที
  • สว. (วุฒิสภา): ใช้ไปกว่า 2 ชั่วโมง เหลือ 1 ชั่วโมง 40 นาที
  • ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล: ใช้เกือบ 4 ชั่วโมง เหลือกว่า 1 ชั่วโมง 40 นาที
  • ส.ส. ฝ่ายค้าน: ใช้เกือบ 8 ชั่วโมง เหลือกว่า 6 ชั่วโมง 30 นาที
  • ประธานสภา: ใช้ประมาณ 31 นาที เหลือประมาณ 28 นาที

จากตัวเลขเหล่านี้ จะเห็นว่าฝ่ายค้านยังมีเวลาอภิปรายเหลือเพียบเลยครับ คงมีดุเดือดต่อแน่นอน ส่วนฝ่ายรัฐบาลดูจะจัดการเวลาได้ดี

นายกฯ งดสัมภาษณ์สื่อเป็นวันที่ 3 แล้ว

ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ นี่เป็นวันที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ หลังจากมีภาวะวิกฤตพลังงานรุมเร้า ดูเหมือนว่านายกฯ จะโฟกัสที่การประชุมสภาเป็นหลัก เก็บไพ่ในมือไว้ก่อน

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะกำหนดทิศทางประเทศในช่วงข้างหน้า โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และพลังงานที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ ฝ่ายค้านคงไม่ปล่อยให้ผ่านง่ายๆ แน่นอน

จากที่ติดตามมาจะเห็นว่ารัฐบาลพยายามนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน เช่น การแก้ปัญหาค่าครองชีพ การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด และการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน แต่การอภิปรายวันแรกก็เผยให้เห็นจุดอ่อนหลายจุดที่ฝ่ายค้านจวกหนัก

วันนี้เป็นวันสุดท้าย คงต้องรอฟังนโยบายตอบโต้จากรัฐบาล และการโหวตความไว้วางใจต่อไป ทุกอย่างกำลังเข้มข้นมาก!

ส่วนตัวผมมองว่าท่าที “ดีครับ” ของนายกฯ แสดงถึงความมั่นใจ รัฐบาลนี้น่าจะเตรียมการมาดี สภาจะโหวตผ่านหรือไม่ ต้องรอติดตามครับ สุดท้ายแล้ว นโยบายต้องลงสู่ประชาชนจริงๆ ถึงจะสำเร็จ

คุณคิดยังไงกับ แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 ครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – แถลงนโยบายรัฐบาลวันที่ 2 นายกฯ รับภาพรวมอภิปรายวันแรกดี ยังเก็บท่าที หลังงดสัมภาษณ์แล้ว 3 วัน

“วีระยุทธ” ผิดหวัง “เอกนิติ” แจงวิกฤตน้ำมัน

สวัสดีครับทุกท่าน ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ วีระยุทธ ผิดหวัง เอกนิติ แจงวิกฤตน้ำมัน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะคำชี้แจงจากฝั่งรัฐบาลที่ดูเหมือนจะวนลูปเดิม ๆ ไม่เห็นความคืบหน้า วันนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์กันแบบเป็นกันเองว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมถึงเป็นเรื่องที่ประชาชนอย่างเราต้องติดตามใกล้ชิด

วีระยุทธ ผิดหวัง เอกนิติ แจงวิกฤตน้ำมัน พูดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความผิดหวังอย่างชัดเจนต่อการชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในประเด็นวิกฤตน้ำมัน คำพูดที่ได้ยินยังคงวนเวียนเหมือนกับ 2 สัปดาห์ก่อน ไม่มีมาตรการใหม่ ๆ หรือการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม ชาวประมงที่ออกเรือไม่ได้ อาหารทะเลเริ่มขาดตลาด ความเดือดร้อนเกิดขึ้นรายวัน แต่รัฐบาลยังชักช้า

นายวีระยุทธ เน้นย้ำว่ารัฐบาลควรช่วยเหลือทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มเปราะบางอย่างเดียว เพราะตอนนี้คนไทยทุกคนกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งหมด ต้องชัดเจนว่าจะช่วยใครบ้าง เท่าไหร่ และอย่างไร

ปัญหาโอนงบประมาณและ พ.ร.ก.กู้เงิน ต้องโปร่งใส

นอกจากวิกฤตน้ำมันแล้ว เรื่องโอนงบประมาณก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ ถ้ารัฐบาลอยากโอนงบ ควรทำผ่าน พ.ร.บ.โอนงบประมาณที่โปร่งใส ผ่านสภา เหมือนปี 2563 ที่ใช้เวลาแค่ 1 สัปดาห์ ไม่ล่าช้า ถ้าจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ต้องชัดเจนว่าจะใช้เงินทำอะไร โดยเฉพาะกู้ 5 แสนล้านบาท ต้องไม่ใช่รักษาอดีต แต่เพื่ออนาคต เช่น พัฒนาทักษะ พยุงการจ้างงานที่กำลังตกต่ำ

  • โอนงบได้สูงสุด 50,000 ล้านบาท อาจไม่พอ
  • ข้าราชการลังเลเบิกจ่าย ต้องให้ความชัดเจน
  • กู้เงินต้องชี้แจง เหมือนสมัยโควิดที่ทิ้งหนี้ไว้เพียบ

ศุภจี ได้ข้อมูลไม่ตรงหน้างาน? ปัญหาปุ๋ย-มะพร้าว-ล้ง

ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ชี้แจงเรื่องสินค้าเกษตร แต่ข้อมูลที่ให้มามีปัญหา เช่น ราคามะพร้าวที่บอกขึ้น 7 บาท แต่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรยืนยันแค่ 3 บาท ข้อมูลจากข้าราชการไม่ตรงกับหน้างาน พ่อค้าแม่ค้าบอกยังไง ต้องลงพื้นที่จริง

เรื่องล้งมะพร้าวยังไม่ชัดว่าจะช่วยยังไง ล้งกลางหรือชุมชน? และที่กังวลสุดคือปุ๋ยเริ่มขาดตลาด ราคาไม่เปิดเผย หวั่นไอ้โม่งน้ำมันหันมากักตุนปุ๋ยแทน เกษตรกรเดือดร้อนหนัก

แม้แต่เรื่องฝุ่น PM2.5 คำตอบของศุภจีที่บอกไม่ใช่ไปเชียงใหม่ 365 วัน ก็สะท้อนมุมมองผู้บริหารที่มองแค่ท่องเที่ยว ไม่ใช่ชีวิตประจำวันของชาวเหนือ

แนะนายกฯ เร่งแก้ของแพง เลิกเดินตามหลังวิกฤต

นายวีระยุทธ แนะนำนายกรัฐมนตรีให้เลิกเดินตามหลังประชาชน ต้องนำหน้า 1-2 ก้าว ประกาศวิสัยทัศน์ชัด ๆ ว่าจะรับมือวิกฤต 2 เดือนข้างหน้าอย่างไร มาตรการสงกรานต์เพิ่งออกช้าไป 5 สัปดาห์ ไอ้โม่งน้ำมันช้า 4 สัปดาห์ GPS ติดรถเรือช้า 6 สัปดาห์ ข้อมูลน้ำมันลดเหลือ 40 ล้านลิตรต้องตรวจสอบว่ากักตุนหรือไม่

พรรคประชาชนตั้งวอร์รูมติดตามทุกกระทรวง เหมือนครม.เงา เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพ

สุดท้าย เรื่องประชุมใหญ่พรรคปลายเมษายน อาจปรับโครงสร้าง แต่ยังอุบเรื่องหัวหน้าพรรคคนใหม่

วิกฤตแบบนี้ รัฐบาลต้องเร่งด่วน โปร่งใส และนำหน้าประชาชน มิฉะนั้นความเดือดร้อนจะยิ่งบานปลาย คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อย และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายนะครับ

ที่มา – “วีระยุทธ” ผิดหวัง “เอกนิติ” แจงวิกฤตน้ำมันพูดเหมือนเดิม แนะนายกฯ เร่งแก้ของแพง

แถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย ฝ่ายค้านถล่มเละ

แถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย ฝ่ายค้านถล่มเละ แก้วิกฤตพลังงานล้มเหลว เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามองในวันนี้ วันที่ 10 เมษายน 2567 การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระด่วนสุดสำคัญ คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเป็นวันสุดท้ายของการแถลงต่อเนื่อง การประชุมเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. และยาวนานจนถึง 23.00 น. ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือด โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านที่ไม่ยอมให้ผ่านไปง่ายๆ

แถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย ฝ่ายค้านถล่มเละ แก้วิกฤตพลังงานล้มเหลว

ในวันแรกของการแถลงเมื่อ 9 เมษายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำเสนอนโยบายหลักของรัฐบาลภายใต้ 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่:

  • ด้านเศรษฐกิจ: มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิดและปัญหาโลก
  • ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ด้านสังคม: ลดความเหลื่อมล้ำ สวัสดิการประชาชน
  • ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม: จัดการน้ำท่วมและปัญหาสิ่งแวดล้อม
  • ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย: ปฏิรูประบบราชการให้โปร่งใส

อย่างไรก็ตาม จุดที่ถูกวิจารณ์หนักสุดคือเรื่องพลังงาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงว่า วิกฤตพลังงานเป็นปัญหาโลกจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ โครงสร้างพื้นฐานโรงกลั่นน้ำมันถูกทำลาย ทำให้ราคาน้ำมันไม่มีทีท่าว่าจะถูกลงในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ปัญหานี้ยังลามไปถึงเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก รัฐบาลยอมรับว่าต้องเตรียมพร้อมรับมือ แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการผลักภาระให้ประชาชน

ฝ่ายค้านถล่มเละนโยบายพลังงานล้มเหลว

ฝ่ายค้านไม่ปล่อยให้หลุดรอด พวกเขารุมประณามนโยบายรัฐบาลอย่างหนัก โดยเฉพาะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่สับแหลกว่านโยบายของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยลืมประชาชน ลืมสัญญาที่หาเสียงไว้ ไม่มีความหวังอะไรในนโยบายเหล่านี้ และซัดว่ารัฐบาลกำลังผลักภาระเรื่องราคาน้ำมันแพงให้ประชาชนแบกรับทั้งหมด

ขณะที่ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ถึงขั้นเย้ยหยัน รัฐบาลอนุทินแถลงนโยบายเยียวยากลุ่มเปราะบางแค่บรรทัดเดียว ถามว่ารัฐบาลไม่อายหรือที่ฮุน มาเนต ของกัมพูชาลดภาษีน้ำมันเหลือ 0% แจกเงินให้แรงงาน และบริหารวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าบ้านเราเสียอีก การวิจารณ์นี้ทำให้บรรยากาศในสภาตึงเครียด

นอกจากนี้ ยังมีการถกเถียงถึงนโยบายอื่นๆ เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ แต่ประเด็นพลังงานเด่นชัดที่สุด เพราะประชาชนกำลังเผชิญราคาน้ำมันแพง ค่าน้ำมันดีเซลและเบนซินพุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพทั่วประเทศ รัฐบาลพยายามอธิบายว่าปัญหามาจากปัจจัยภายนอก แต่ฝ่ายค้านยืนยันว่านโยบายภายในต้องรับผิดชอบ

การแถลงนโยบายครั้งนี้สะท้อนถึงความแตกแยกในสภา และทดสอบศักยภาพรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ปัญหาเรื้อรัง โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ล้มเหลวในการควบคุมราคา ประชาชนต่างรอคอยมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้

จากมุมมองของเรา นโยบายรัฐบาลดูมีวิสัยทัศน์ในภาพรวม แต่ขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะพลังงานที่เป็นจุดอ่อนใหญ่ รัฐบาลควรเร่งหาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า คุณคิดเห็นอย่างไรกับการแถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย ฝ่ายค้านถล่มเละ แก้วิกฤตพลังงานล้มเหลว? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตการเมืองได้ที่นี่!

ที่มา – ชมสดต่อเนื่อง แถลงนโยบายรัฐบาลวันสุดท้าย ฝ่ายค้านถล่มเละ แก้วิกฤตพลังงานล้มเหลว

แถลงนโยบายวันแรก ปกรณ์วุฒิ ประท้วงโสภณ ปมสไลด์

ใน แถลงนโยบายวันแรก “ปกรณ์วุฒิ” ประท้วง “โสภณ” ปมภาพไม่ขึ้นสไลด์ มีใบสั่งหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สุดดราม่าที่เกิดขึ้นในสภาครั้งล่าสุด ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการประชุมรัฐสภา วันนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์เหตุการณ์นี้ให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมดของการเมืองไทยในช่วงนี้

แถลงนโยบายวันแรก “ปกรณ์วุฒิ” ประท้วง “โสภณ” ปมภาพไม่ขึ้นสไลด์ มีใบสั่งหรือไม่

วันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง เพื่อพิจารณาแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเริ่มต้นวาระการทำงานของรัฐบาล

ระหว่างการอภิปราย นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้กล่าวถึงปัญหาชายแดนภาคใต้ โดยยืนยันว่าปัญหานี้เป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประเทศเหมือนชายแดนไทย-กัมพูชา เขาตั้งคำถามว่ารัฐบาลมองพลเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้เท่าเทียมกับคนอื่นหรือไม่ และเสนอให้ใช้การเมืองนำการทหาร ผลักดันการพูดคุยสันติภาพอย่างจริงจัง เพราะในอดีตเคยได้ผลมาแล้ว

จุดเริ่มต้นดราม่า: ภาพสไลด์ของรอมฎอนไม่ถูกแสดง

แต่แล้วเหตุการณ์พลิกผัน เมื่อสไลด์ประกอบการอภิปรายของนายรอมฎอน โดยเฉพาะภาพและข้อมูลหลายส่วน กลับไม่ถูกนำขึ้นแสดงบนจอในสภา และมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายแสดงสไลด์แบบสดๆ ร้อนๆ ทำให้ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่ยอม รีบประท้วงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทันที

นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่าเป็นการกระทำที่รับไม่ได้ เพราะทำโดยพลการ ไม่แจ้งสมาชิกสภา และเรียกร้องให้ประธานชี้แจงเหตุผล รวมถึงตรวจสอบว่ามีใบสั่งจากใครโทรไปยังห้องโสตทัศน์หรือไม่ นายโสภณตอบว่าตนไม่ทราบเรื่องเช่นกัน แต่รับปากจะหาคำตอบให้ในวันถัดไป สุดท้ายประธานนัดประชุมใหม่วันนี้เวลา 08.00 น.

การอภิปรายปิดท้ายของนายสุรทิน

หลังจากนั้น นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.พรรคประชาธิปไตยใหม่ ขึ้นอภิปรายเป็นคนสุดท้ายของวัน โดยเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล แต่ฝากเรื่องสังคมวัฒนธรรม เช่น เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ และปัญหาความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะชายแดนเหนือที่มีกองกำลังปักหลักคุ้มครองยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขอให้ผลักดันกองกำลังว้าแดงกลับไป ขณะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มสงบแล้ว

เหตุการณ์ แถลงนโยบายวันแรก “ปกรณ์วุฒิ” ประท้วง “โสภณ” นี้ สะท้อนถึงความตึงเครียดในสภา โดยเฉพาะประเด็นโปร่งใสในการทำงานของสื่อสารในสภา ซึ่งอาจมีเบื้องหลังทางการเมืองซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นเซอร์ข้อมูลหรือคำสั่งจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงกลไกการตรวจสอบในสภาที่ควรจะเป็นที่มาของประชาธิปไตย

วิเคราะห์เบื้องหลังและผลกระทบ

จากมุมมองผู้สังเกตการณ์ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะสไลด์เป็นเครื่องมือสำคัญในการอภิปรายให้ประชาชนเข้าใจปัญหา โดยเฉพาะประเด็นชายแดนใต้ที่ละเอียดอ่อน หากภาพเหล่านั้นถูกตัดออก อาจเป็นเพราะเนื้อหาบางอย่างถูกมองว่าอ่อนไหว หรือมีแรงกดดันจากภายนอก ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่ทำให้เกิดการโต้เถียงยาวนาน สุดท้ายอาจนำไปสู่การตรวจสอบเพิ่มเติมจากคณะกรรมาธิการ

นอกจากนี้ การแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทินยังครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ซึ่ง ส.ส.แต่ละคนนำเสนอมุมมองที่หลากหลาย แสดงให้เห็นว่าการอภิปรายครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศ

  • ปัญหาชายแดนใต้: ใช้การเมืองนำทัพ
  • ชายแดนเหนือ: กวาดล้างยาเสพติดและคอลเซ็นเตอร์
  • โปร่งใสในสภา: ต้องชี้แจงกรณีสไลด์

สำหรับประชาชน ควรติดตามการประชุมวันนี้เวลา 08.00 น. ว่าประธานโสภณจะให้คำตอบอย่างไร เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกระบวนการสภา

ความเห็นส่วนตัว: เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าระบบประชาธิปไตยไทยยังต้องปรับปรุง เพื่อให้ทุกเสียงถูกรับฟังอย่างเท่าเทียม หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นในรัฐสภาได้ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจ!

ที่มา – แถลงนโยบายวันแรก “ปกรณ์วุฒิ” ประท้วง “โสภณ” ปมภาพไม่ขึ้นสไลด์ มีใบสั่งหรือไม่

หมอวรงค์ แฉน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำมันดีเซลขาดแคลนและราคาพุ่งสูง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาแฉตัวเลขสุดช็อกในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยชี้ว่า น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร ซึ่งน่าจะมีกลุ่มทุนหรือไอ้โม่งตุนน้ำมันอย่างแน่นอน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียด สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาการบริหารจัดการ แต่มีกลิ่นทุจริตชัดเจน

น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร: หลักฐานจากตัวเลขจริง

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 หมอวรงค์ได้อภิปรายในที่ประชุม สะท้อนปัญหาพลังงานที่รัฐบาลแก้ไม่ตก แม้จะปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นถึง 8 ครั้ง รวมกว่า 20.80 บาทต่อลิตร จาก 29.94 บาท เหลือ 50.54 บาท แต่ปัญหายังบานปลาย ตัวอย่างชัดเจนคือที่สุราษฎร์ธานี น้ำมันจากโรงกลั่นหายไป 57 ล้านลิตร หากตรวจสอบผู้ค้ารายใหญ่ไม่กี่ราย ก็รู้ได้ทันทีว่าใครคือตัวการ

ที่มาของตัวเลขนน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

ทีมงานหมอวรงค์รวบรวมข้อมูลพบว่า ช่วง 23-31 มีนาคม ปริมาณน้ำมันกระจายส่งโป่งขึ้นเฉลี่ยวันละ 14.086 ล้านลิตร รวมส่วนเกิน 225.378 ล้านลิตร เดือนมกราคมปกติส่งปั๊ม 51.3 ล้านลิตร/วัน แต่ช่วงวิกฤตปั๊มได้รับแค่ครึ่งเดียว ขาดหาย 25.650 ล้านลิตร/วัน หรือ 16-31 มี.ค. หายไป 635.778 ล้านลิตร บวกกับตัวเลขราชการอีก 317.254 ล้านลิตร และส่งไม่ครบปั๊ม 410.400 ล้านลิตร รวมเป็น น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

  • ปริมาณการใช้ปกติ: 67 ล้านลิตร/วัน
  • ช่วงวิกฤต: พุ่ง 85 ล้านลิตร/วัน โดยไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ
  • น้ำมันไม่ถึงปั๊ม: ลดเหลือครึ่งหนึ่ง สะท้อนปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน

หมอวรงค์ย้ำว่านี่คือ “น้ำมันดีเซลเก๊” คล้ายจีทูจีจำนำข้าวเก่า รัฐบาลรู้แต่ช้าเกินไป จนประชาชนเดือดร้อน

มาตรการรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันหายจากระบบ ล้มเหลวอย่างไร

นายกฯ แถลง 3 เม.ย. รับรู้ปัญหา แต่ก่อนหน้านั้นตั้งสมมุติฐานผิดว่าประชาชนตุนเอง มาตรการที่ออกจึงไม่ตรงจุด:

  • อนุญาตขนส่งน้ำมัน 24 ชม.
  • ยกเลิกสำรองน้ำมัน
  • เปิดคลังรับน้ำมันจากโรงกลั่นต่อเนื่อง

แต่จนสิ้นเดือน ปัญหายังอยู่ คลังจ่ายปกติ แต่ปั๊มทุกแห่งบ่นว่าน้ำมันเหลือครึ่งเดียว ลงพื้นที่หลายจังหวัดยืนยันตรงกัน นี่แสดงว่ารัฐบาลวิเคราะห์พลาด ปล่อยให้เกิดการโกงในระบบ

คำเรียกร้องปราบทุจริต: เริ่มจากตัดผลประโยชน์ ส.ส.

ในนโยบายข้อ 3 ปราบทุจริต หมอวรงค์เสนอ ลดผู้ช่วย ส.ส. จาก 8 เหลือ 3 คน ประหยัด 800 ล้านบาท/ปี ยกเลิกบำนาญ ส.ส.-ส.ว. นำเงินช่วยประชาชนที่ทุกข์จากของแพง นายกฯ ต้อง “พูดแล้วทำ” จริง

สถานการณ์วันนี้ ประชาชนโกรธเคืองเพราะน้ำมันแพง อาหารแพง รัฐบาลแถลงนโยบายยิ่งซ้ำเติม หากไม่รับฟังคำเตือน อาจอยู่ไม่ครบเทอม

ปัญหาน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบพลังงานไทยมีช่องโหว่ใหญ่ รัฐบาลต้องตรวจสอบโรงกลั่น ผู้ค้ารายใหญ่ และห่วงโซ่ทั้งหมดให้โปร่งใส มิฉะนั้นวิกฤตจะยืดเยื้อ สร้างความสูญเสียมหาศาล คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ได้ทันหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตที่นี่

ที่มา – แถลงนโยบายรัฐบาล “หมอวรงค์” แฉตัวเลขน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร ชี้มีไอ้โม่งตุนชัวร์

วีระยุทธ ซัดเทคโนแครต ปิดตาธิปไตย ก๊อปนโยบาย

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ออกโรงวีระยุทธ ซัดเทคโนแครต ของพรรคภูมิใจไทยอย่างจัง โดยชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้คือระบอบปิดตาธิปไตย ที่บ้านใหญ่กับเทคโนแครตปิดตาข้างหนึ่งให้กันเอง ส่งผลกระทบต่อประชาชนเต็มๆ ล่าสุดในการอภิปรายนโยบายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 วีระยุทธยังเย้ยอีกว่าถ้าก๊อปนโยบายพรรคประชาชนทั้งที ก็ก๊อปให้หมดไปเลย โดยเฉพาะเรื่องมั่นคงทางพลังงานที่รัฐบาลมองข้าม

ปิดตาธิปไตย: ระบอบผสมบ้านใหญ่-เทคโนแครตที่วีระยุทธซัด

วีระยุทธเปรียบเทียบการเขียนนโยบายรัฐบาลเหมือนนักเรียนทำรายงานค้างไว้ แล้วมาเติมเรื่องความขัดแย้งตะวันออกกลางแค่อันย่อหน้าเพื่อให้ดูมีสาระ รัฐบาลยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาประชาชน โดยเฉพาะราคาน้ำมันแพงที่กระทบชีวิตโดยตรง เขาเสนอว่ารัฐบาลควรมีนโยบายเชิงรุก โดยภารกิจใหญ่คือเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งหมายถึงพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาไม่แพงเกินเอื้อม ไหนๆ นโยบายก็ลอกพรรคประชาชนมาเยอะแล้ว ก๊อปธีมใหญ่เรื่องนี้ไปด้วย จะได้ครบเครื่อง

วีระยุทธ ซัดเทคโนแครต “ศุภจี-เอกนิติ” ยอมบ้านใหญ่

รัฐบาลอนุทิน 2 ตามคำวีระยุทธ คือการรวมพลังระหว่างบ้านใหญ่ (นักการเมืองท้องถิ่นผู้มีอิทธิพล) กับเทคโนแครต (นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์อย่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง) แต่ละฝ่ายปิดตาข้างหนึ่งเพื่ออยู่ร่วมกันได้ นี่คือที่มาของคำว่าปิดตาธิปไตย ซึ่งทำให้เราไม่ได้ประโยชน์จากจุดแข็งทั้งสองฝ่าย

  • บ้านใหญ่: ใจถึง พึ่งได้ กล้าได้กล้าเสีย ถ้ารัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ เจอน้ำมันแพงคงสั่งลดภาษีสรรพสามิต 7 บาทไปแล้ว
  • แต่พอผสมเทคโนแครต: บ้านใหญ่กลัวโดนหาว่ารัฐถังแตก เลยทำแค่ง่ายๆ ลดราคาหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท
  • เทคโนแครตยอมบ้านใหญ่: ปล่อยให้มีโครงการน่ากังวลอย่างแลนด์บริดจ์และโมโต้จีพี ที่เจาะจงจังหวัดแค่ 2 แห่ง ถ้าคิดตามหลักวิชาการไม่คุ้มทุนแน่นอน ถ้าศุภจีและเอกนิติยืนยันว่าคุ้ม ก็ออกมาพูดได้ แต่การปิดตาแบบนี้ทำให้โครงการแบบนี้เกิดอีกเพียบ

ผลคือเราไม่ได้รัฐบาลกล้าได้กล้าเสียแบบบ้านใหญ่ล้วน แต่ก็ไม่ใช่เทคโนแครตล้วนที่ยึดหลักการ สุดท้ายประชาชนคือผู้เสียหาย

ตัวอย่างชัดๆ: วิกฤตน้ำมันกักตุนจากปิดตาธิปไตย

กรณีน้ำมันกักตุนลักลอบทางเรือ 57 ล้านลิตร และรถบรรทุก 11,000 คันไม่ส่งปั๊ม แสดงให้เห็นปัญหาชัดเจน นายกรัฐมนตรีหนุนคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนมานั่งหัวโต๊ะช่วงตรึงราคา เทคโนแครตไม่ท้วงอะไร ไม่ผลักดันเปิดเผยข้อมูล GPS ติดตามรถ-เรือแบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ระบบรั่วไหลเพราะปิดตาธิปไตยหลอมรวมสองฝ่ายเข้าด้วยกัน

สถานการณ์พลังงานไทยตอนนี้ย่ำแย่ ราคาน้ำมันผันผวนจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐบาลควรเร่งลดการพึ่งพานำเข้า สร้างแหล่งพลังงานในประเทศ เช่น พลังงานหมุนเวียน นิวเคลียร์ หรือสำรวจก๊าซใหม่ๆ พรรคประชาชนมีนโยบายพร้อมแล้ว รัฐบาลก๊อปมาใช้สิ จะได้แก้ปัญหาได้จริง

นอกจากนี้ การเมืองไทยมักมีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนแบบนี้บ่อยๆ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น การตรวจสอบที่โปร่งใสจึงสำคัญที่สุด วีระยุทธชี้ถูกจุดว่ารัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ ไม่ใช่ปิดตาแลกอำนาจ

สรุป insight: ระบอบปิดตาธิปไตยนี้อาจดูอยู่รอดได้ แต่ยั่งยืนไหม? ประเทศไทยต้องการผู้นำที่ใส่ประชาชนก่อนอำนาจส่วนตัว คุณเห็นด้วยกับวีระยุทธไหม? ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “วีระยุทธ” ซัดเทคโนแครตภูมิใจไทยร่วมกับบ้านใหญ่ปิดตาธิปไตย เย้ยจะก๊อปนโยบายก็ก๊อปให้หมด

ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ

ในวันที่ 9 เมษายน 2567 การแถลงนโยบายของรัฐบาลกลายเป็นเวทีร้อนระอุ เมื่อเกิด ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ ขึ้นในสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายนโยบายแล้วโยงไปถึงพรรคเพื่อไทยว่าเป็นพรรคอันดับ 2 ที่ “ขายวิญญาณ” เข้าร่วมรัฐบาล สร้างความไม่พอใจให้ฝั่งเพื่อไทยทันที

ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากนายณัฐพงษ์ อภิปรายโจมตีรัฐบาล โดยพูดถึงพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 ในรัฐบาล โดยใช้คำว่า “ขายวิญญาณ” ทำให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกใช้สิทธิ์ทันที ขอให้ถอนคำพูดดังกล่าว เพราะการเข้าร่วมรัฐบาลเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย

นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยตอบตกลงเข้าร่วมหลังพรรคอันดับ 1 เชิญมาร่วมหารือนโยบาย ซึ่งเป็นกลไกการเมืองปกติ ไม่ใช่การขายวิญญาณอย่างที่ถูกกล่าวหา คำพูดนี้จึงเป็นการใส่ร้ายที่ไม่เหมาะสมในสภา

ประธานสภา วินิจฉัยคำพูด “ขายวิญญาณ” ไม่เหมาะสม

นายโสภน ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้วินิจฉัยว่า คำว่า “ขายวิญญาณ” เป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรง ใส่ร้ายผู้อื่น จึงขอให้นายณัฐพงษ์ เปลี่ยนคำพูดเพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่น สุดท้าย “เท้ง” ยอมเปลี่ยนเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม” ทำให้การอภิปรายเดินหน้าต่อได้

  • จุดโต้แย้งจากฝั่งประชาชน: นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.ประชาชน มองว่าถ้าต้องถอนทุกคำกล่าวหา สภาจะไม่เดินหน้าได้ ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ชี้ว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินคำพูดเหล่านี้
  • การประท้วงของจุลพันธ์: ยกข้อบังคับที่ 69 ห้ามเสียดสีใส่ร้าย ขอให้ประธานบังคับใช้เพื่อความราบรื่น
  • ผลลัพธ์: คำพูดถูกเปลี่ยน สภาเดินหน้าต่อ

ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ นี้ สะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยและอื่นๆ แม้จะถูกมองว่าเป็น coalision ปกติ แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการทรยศอุดมการณ์เดิม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแถลงนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่ง ส.ส. แต่ละพรรคต่างใช้เวทีนี้โจมตีกันอย่างดุเดือด บรรยากาศในสภาเต็มไปด้วยการลุกหารือและประท้วง ทำให้การประชุมล่าช้า แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่ให้ทุกฝ่ายแสดงจุดยืน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องบรรทัดฐานการใช้คำพูดในสภา หากคำร้ายแรงต้องถอนทุกครั้ง อาจทำให้การอภิปรายอิสระลดลง แต่ถ้าปล่อยไว้ ก็อาจนำไปสู่การโจมตีส่วนตัวมากเกินไป ประธานสภาจึงต้องวินิจฉัยอย่างสมดุล

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ เหตุการณ์ ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในเวทีการเมืองไทย โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาดของหลายฝ่าย พรรคเพื่อไทยถูกวิจารณ์หนักเรื่องการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล แต่ตัวแทนยืนยันว่าเพื่อประโยชน์ชาติและเสถียรภาพ

สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนคำพูดของ “เท้ง” ถือเป็นการคลี่คลายสถานการณ์ได้ดี แต่ก็ทิ้งคำถามว่าบรรทัดฐานนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรในอนาคต คุณคิดว่าคำว่า “ขายวิญญาณ” ร้ายแรงเกินไปหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – แถลงนโยบาย ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณร่วมรัฐบาล ทำ “จุลพันธ์” จี้ถอนคำพูด

Scroll to top