นโยบายรัฐบาล

เสียงสะท้อน! ชาวบ้านหนุนรัฐบาลใหม่รื้อฟื้น “คนละครึ่ง”

ชาวบ้านขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง มองช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ หลังมีกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย มีแนวโน้มนำโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเคยใช้ในยุครัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในช่วง 4 เดือนแรกของการบริหารงาน

ทั้งนี้ เมื่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุน โดยมองว่าเป็นนโยบายที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทางด้าน นางสมบูรณ์ ช่างเกวียน อายุ 68 ปี แม่ค้าใน อ.บ้านด่าน กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งในอดีตช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนได้จริง ชาวบ้านเข้าใจการใช้งาน และสามารถเข้าถึงได้ง่าย หากรัฐบาลใหม่นำกลับมาใช้ ถือว่าเป็นเรื่องดี และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แน่นอน

ขณะที่ นางสุดาพัตร บำรุงแคว้น อายุ 57 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เดียวกัน กล่าวว่า เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งมาแล้ว และรู้สึกว่าสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง แม้จะอยากได้การช่วยเหลือเต็มจำนวน แต่การกลับมาของโครงการคนละครึ่งก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีและน่าจะเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ต่างจับตาว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะมีท่าทีอย่างไรกับโครงการนี้ หากมีการนำกลับมาใช้จริง คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างกว้างขวาง.

เสียงตอบรับนโยบาย “คนละครึ่ง” จากประชาชน

จากกระแสข่าวการพิจารณานำนโยบาย “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้งในรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้เกิดเสียงตอบรับอย่างกว้างขวางจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าโครงการนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมประชาชนถึงสนับสนุน “คนละครึ่ง”?

หลายคนให้เหตุผลว่า โครงการ “คนละครึ่ง” ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง ทำให้มีเงินเหลือสำหรับใช้จ่ายในด้านอื่นๆ มากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

  • ช่วยลดค่าครองชีพ
  • กระตุ้นการใช้จ่าย
  • เข้าถึงง่าย ใช้งานสะดวก

นอกจากนี้ โครงการ “คนละครึ่ง” ยังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ประกอบการรายย่อย เนื่องจากช่วยเพิ่มยอดขายและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถอยู่รอดได้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน

ถึงแม้ว่าโครงการ “คนละครึ่ง” จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของโครงการ และผลกระทบต่อวินัยทางการเงินของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาว โครงการ “คนละครึ่ง” ก็จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

การกลับมาของนโยบาย “คนละครึ่ง” จึงเป็นที่น่าจับตามอง และเป็นความหวังของคนจำนวนมากที่จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ที่มา – เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ขานรับนโยบาย “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลใหม่รื้อฟื้นใช้อีกครั้ง

กรมชลฯ สัญจรเขื่อนแม่กลอง รับมือภัยแล้งปี 69

วันนี้ (4 กันยายน 2568) สำนักงานชลประทานที่ 13 กรมชลประทาน นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เขื่อนแม่กลอง เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำและแผนรับมือภัยแล้งปี 2569 โดยมีผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กลอง, ท่ามะกา, ส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา, และพนมทวน ร่วมให้ข้อมูล

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มุ่งเน้นการติดตามการทำงานของเขื่อนแม่กลอง รวมถึงพื้นที่ปลายคลองฟีดเดอร์ โครงการส่งน้ำฯ พนมทวน และโครงการส่งน้ำฯ ท่ามะกา เพื่อรับฟังการบริหารจัดการระบบชลประทาน การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร และการเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น

กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี 2569

เขื่อนแม่กลองเป็นเขื่อนทดน้ำที่สำคัญในพื้นที่ลุ่มน้ำตะวันตก รับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ มีพื้นที่รับน้ำฝนเหนือเขื่อนกว่า 25,590 ตารางกิโลเมตร สามารถส่งน้ำผ่านคลองชลประทานไปยังพื้นที่เกษตรรวมกว่า 2.34 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และบางพื้นที่ของสุพรรณบุรี เพชรบุรี และสมุทรสาคร นอกจากจะจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรแล้ว เขื่อนแม่กลองยังเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการประปานครหลวง กรุงเทพมหานคร มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กผลิตไฟฟ้าใช้ในพื้นที่ เป็นแหล่งท่องเที่ยว และมีบทบาทในการผลักดันน้ำเค็ม ควบคุมความเค็ม ป้องกันน้ำเสีย และบรรเทาปัญหาน้ำท่วม

แผนบริหารจัดการน้ำและรับมือภัยแล้งปี 2569

นายสรณคมน์ ช่างวิทยาการ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรวมกว่า 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นเพื่อการเกษตร 1,970 ล้านลูกบาศก์เมตร การอุปโภคบริโภค 492 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพื่อการรักษาระบบนิเวศ 1,538 ล้านลูกบาศก์เมตร สำนักงานชลประทานที่ 13 เตรียมเครื่องจักร อุปกรณ์ และบุคลากรพร้อมให้ความช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจากฝนตกหนักและน้ำหลาก สำหรับฤดูแล้งปี 2569 คาดว่าจะมีน้ำเพียงพอ แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี การติดตามกรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี 2569 ครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ

เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้ขยายการดูแลไปยังพื้นที่นอกเขตชลประทาน เช่น พื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียงพอ และพื้นที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับคลองส่งน้ำ โครงการชลประทานราชบุรี จึงได้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านห้วยดอกไม้พร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อกระจายน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรกว่า 3,161 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง 365 ครัวเรือน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

การลงพื้นที่ของกรมชลประทานและสื่อมวลชนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ภาคการเกษตรและประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี การติดตามกรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี 2569 ทำให้เราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน

จากข้อมูลที่ได้รับ ทำให้เรามั่นใจได้ว่ากรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งไปได้

ที่มา – กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี 2569

สส.เพื่อไทย ประสานเยียวยาชายแดน-ปราบยาเสพติด

สส.เพื่อไทย ยันช่วยประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด

“ชญาภา” ย้ำ สส.เพื่อไทย ช่วยประสานติดตามมาตรการช่วยเยียวยาประชาชนเหตุชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ให้ตกหล่น เผยผลงานรัฐบาลแก้ปัญหายาเสพติดเริ่มเห็นผล

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงความคืบหน้าการเยียวยาประชาชนจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า สส.พรรคเพื่อไทย ได้ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือส่งถึงพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม ซึ่งต้องยอมรับว่า การช่วยเหลือเยียวยากรณีผลกระทบจากการปะทะชายแดนมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดมากกว่าการประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ พรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการช่วยประสานงานหน่วยงานราชการและติดตามเรื่องให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้มีใครร่วงหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น

ส่วนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในช่วงที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบนั้น ผลลัพธ์เบื้องต้นพบว่ามีการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาไอซ์ล็อตใหญ่ใน 3 พื้นที่คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดเลย กว่า 2,100 กิโลกรัม รวมทั้งการดำเนินการจับกุมการลักลอบขนยาบ้าที่จังหวัดแพร่อีกกว่า 2 ล้านเม็ด

น.ส.ชญาภา ระบุต่อไปว่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการดำเนินการมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบาย No Drug No Dealers และนโยบาย 8 Quick Win 3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข ของรัฐบาลเพื่อไทย นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงแค่การดำเนินการกับผู้ค้ารายใหญ่เพียงเท่านั้น ในหลายจังหวัดได้เริ่มต้นดำเนินการในการนำตัวผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้วหลายหมื่นราย โดยสิ่งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก ธวัชบุรีและท่าวังผาโมเดล ซึ่งเริ่มต้นดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

“ดิฉันเชื่อและมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ปัญหายาเสพติดที่กลับมาเป็นปัญหาเรื้อรังอีกครั้งหลังพ้นยุครัฐบาลไทยรักไทย จะถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยรัฐบาลเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มาจากพรรคเพื่อไทย”

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อไปว่า วันนี้เราเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่กัดกินใจพี่น้องประชาชนมายาวนานอย่างเต็มระบบ และข้าราชการเองต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน แม้ตัวเลขการจับกุม การดำเนินการยึดทรัพย์พ่อค้ายาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะมากมายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เราจะยังไม่พอใจ และยังไม่ถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่สมบูรณ์พอ อย่างที่รัฐมนตรีของเราบอกไว้ว่า “จนกว่าเราจะทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า ปัญหายาเสพติดดีขึ้นหรือหมดไป” ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้พี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่เริ่มเห็นผลความเปลี่ยนแปลงแล้ว

ในช่วงท้าย น.ส.ชญาภา ระบุว่า “KPI ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยที่เราต้องการจะไปให้ถึง คือการได้เห็นรอยยิ้มของพี่น้องประชาชน เห็นรอยยิ้มของชาวบ้านในชุมชนต่างๆ เห็นน้ำตาของแม่ที่ได้ลูกกลับคืนมา เห็นความภูมิใจของครอบครัวที่ได้ลูกหลานกลับคืนมาจากยาเสพติด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องการ สุดท้ายดิฉันยืนยันว่า หากเรายังมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะไม่หยุดเดิน”

พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นที่จะ ประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด และสร้างความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

การดำเนินการของ สส.เพื่อไทย ในการ ประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด และแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ยัน สส.เพื่อไทย ช่วยประสานเยียวยาเหตุชายแดนไม่ให้ตกหล่น รัฐบาลลุยปราบยาเสพติด

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน ชี้ข้าราชการใช้เงินรัฐ ไม่มีสีสันทางการเมือง!

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์กรณีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการล้างสายสีน้ำเงิน โดยขอให้ผู้บริหารชุดใหม่สบายใจได้ว่าตนไม่เคยโทรศัพท์ถึงปลัดกระทรวงฯ หรือนัดหมายเพื่อขอให้ทำสิ่งใดเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ยังโยนคำถามไปยังรัฐบาลว่ามีการเตรียมพร้อมรับมืออุบัติเหตุทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคมนี้หรือไม่

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายอนุทินฯ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการล้างสายสีน้ำเงิน ว่า “คำถามเหล่านี้อย่าถามผมเลย วันนี้เราไม่ได้มีหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทยแล้ว จึงไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารชุดใหม่ แต่ถ้าวันใดที่ผมมีโอกาสกลับเข้าไปบริหารและมีนโยบายอย่างไร ผมคิดว่าคงไม่มีใครมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผมเช่นกัน ซึ่งถือว่าแฟร์ๆ ดี แต่ละคนมีสไตล์การทำงานที่ไม่เหมือนกัน ใครมีนโยบายอย่างไรก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำได้”

นายอนุทินฯ ยังยืนยันว่าไม่มีข้าราชการสายน้ำเงินหรือสายแดง พร้อมตั้งคำถามกลับว่า “พรรคภูมิใจไทยไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการหรือไม่” ดังนั้นทุกคนควรตระหนักว่าตนเป็นข้าราชการของพี่น้องประชาชน กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ใช้เงินของรัฐ ดังนั้นคำว่าสายน้ำเงิน สายแดง หรือสายใดๆ ก็ตาม ไม่ควรมีอยู่อีกต่อไป

“ตั้งแต่ผมออกจากกระทรวงมหาดไทย ผมเจอท่านปลัดกระทรวงฯ กี่ครั้ง ลองไปถามท่านดูสิ ผมต้องให้เกียรท่าน แต่โทรไปเดี๋ยวท่านเดือดร้อน ผมไม่เคยโทรไปหาท่าน ดังนั้นต้องเลิกคิดเรื่องนี้ได้แล้ว ต้องสบายใจได้แล้ว ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยชุดใหม่ก็สบายใจได้เลย ผมไม่เคยมีการพบปะกันแบบตั้งใจมาสุมหัว นัดคุยกันว่าให้ทำแบบนั้นแบบนี้ให้ผมได้ไหม หากเจอกันตามงานก็ไม่เกินครึ่งนาทีก็ต้องแยกย้าย เรารู้บทบาทของเรา” นายอนุทิน กล่าว

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การโยกย้ายครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหลังวันที่ 29 สิงหาคมหรือไม่ นายอนุทินฯ ตอบว่า “ต้องไปถามเขา”

ทำไมอนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน?

การที่นายอนุทินฯ ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย อาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง และต้องการให้ผู้บริหารชุดใหม่ของกระทรวงมหาดไทยสามารถทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่มีแรงกดดันจากภายนอก นอกจากนี้ การที่นายอนุทินฯ ย้ำว่าข้าราชการทุกคนควรทำงานเพื่อประชาชน โดยไม่แบ่งแยกสีสันทางการเมือง แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสร้างความเป็นเอกภาพและความสมานฉันท์ในสังคม

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ ข้าราชการต้องทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลใด การโยกย้ายเป็นเรื่องปกติของการบริหารราชการ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรกระทำ อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นไปที่การทำงานเพื่อประชาชนและการสร้างความสามัคคีในชาติยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน แต่เน้นย้ำถึงการทำงานเพื่อประชาชนโดยไม่แบ่งสี ถือเป็นจุดยืนที่น่าสนใจและควรได้รับการสนับสนุน

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่พวกเราในฐานะประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างมีสติ ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ และร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

อนุทินไม่วิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน เป็นการแสดงออกถึงการเคารพการตัดสินใจของผู้บริหารชุดใหม่ และเป็นการส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือหากได้รับการร้องขอ

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ขอวิจารณ์ มท. โยกย้ายล้างสายสีน้ำเงิน ชี้ ขรก. ใช้เงินรัฐ ไม่มีสี

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

พรรคไทยสร้างไทยเรียกร้อง “อิ๊งค์” ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชี้การจัดสรรงบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

นายทิวากร สุระชน รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ออกมาเรียกร้องให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธารฯ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงชายแดน ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นส่งผลเสียต่อเสถียรภาพของประเทศและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ รัฐบาลยังไม่สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ หรือมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนได้ รายได้ของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยลดลง สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองและคดีความต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้นำรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และยังเพลี่ยงพล้ำในการจัดการด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่เปราะบางและถูกลดทอนความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ บทบาทของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของชาติจึงถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

งบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์?

นายทิวากรกล่าวถึงกรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาไปว่า การจัดทำงบประมาณประจำปี 2569 ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประเทศ การจัดสรรงบประมาณยังคงใช้วิธีการเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่กระตุ้นการลงทุน และไม่สร้างความมั่นคงทางสังคมตามที่ประชาชนคาดหวัง งบประมาณจำนวนมากยังคงถูกใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพ และความเดือดร้อนของประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข

“การลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในเวลานี้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีความพร้อมและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ การยื้ออยู่ในตำแหน่งจะยิ่งทำให้ปัญหาของประเทศทวีความรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยากต่อการแก้ไขในอนาคตได้” นายทิวากรกล่าว

พรรคไทยสร้างไทยยังคงยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศต้องเริ่มต้นจากการมีผู้นำที่ได้รับการยอมรับและมีความสามารถในการบริหารจัดการประเทศอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงผู้นำจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การที่พรรคไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในปัจจุบัน และความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย

การเรียกร้องให้มีการลาออกของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือการพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง การมีผู้นำที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับคนไทยทุกคน ดังนั้น การพิจารณาถึงความเหมาะสมของผู้นำประเทศจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม รวมถึงการมีผู้นำที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ การเรียกร้องของพรรคไทยสร้างไทยครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

ที่มา – ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้สอบตกแก้ ศก.-มั่นคง ทำงบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ดันเงินเปราะบาง

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง

“ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม เวชยชัย” อย่างหนัก จากกรณีที่ผิดสัญญาเรื่องเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง โดยเรียกร้องให้ประชาชนจดจำพฤติกรรม “พูดอย่างทำอย่าง” และอย่าเลือกคนแบบนี้เข้าสภาฯ อีก

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เคยมีมติเห็นชอบหลักการสำคัญ 3 ประเด็น 5 ข้อ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า

รายละเอียดของมติที่ “ภูมิธรรม” เคยให้สัญญาไว้ มีดังนี้

  • เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า 600 บาทต่อเดือน โดยจะเริ่มในปีงบประมาณ 2568
  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อเดือน
  • เบี้ยความพิการ 1,000 บาทต่อเดือน
  • ปรับค่าตอบแทนผู้ช่วยคนพิการจากชั่วโมงละ 50 บาท เป็นชั่วโมงละ 100 บาท
  • เงินอุดหนุนสตรีมีครรภ์ 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับช่วงเดือนที่ 5–9 ของการตั้งครรภ์

นายณัฐชากล่าวว่า มติที่ออกมาในเวลานั้น เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับสังคม ว่าจะเดินหน้ายกระดับสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง แต่เมื่อนายภูมิธรรมได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร และสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ทันที กลับไม่มีความคืบหน้าหรือความชัดเจนใดๆ ในการดำเนินการตามมติดังกล่าว

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรม หน้าอย่างหลังอย่าง พูดอย่างทำอย่าง ผมขอให้ประชาชนจดจำไว้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าได้ฝากความหวังหรือเชื่อใจคนที่เคยผิดสัญญาเช่นนี้อีก” นายณัฐชากล่าว

กรณีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของนายณัฐชาในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า เหตุใดนโยบายที่เคยให้สัญญาไว้จึงไม่ถูกดำเนินการต่อ หรือมีปัจจัยใดที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงความน่าเชื่อถือของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศ สัญญาที่ให้ไว้ควรได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน การตรวจสอบและติดตามการทำงานของนักการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาอัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของ ส.ส. ณัฐชา เป็นสัญญาณเตือนใจให้ประชาชนพิจารณาอย่างรอบคอบถึงนโยบายและการกระทำของนักการเมืองก่อนตัดสินใจเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าปล่อยให้คำสัญญาเป็นเพียงลมปาก แต่จงพิจารณาจากการกระทำที่เป็นรูปธรรม

ที่มา – “ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ซัดพูดแบบทำอีกแบบ

Scroll to top