นโยบายรัฐบาล

อนุทิน นำทีม ภูมิใจไทย เปิดปราศรัยให้ จินณ์ตวรรณ

“อนุทิน” นำขุนพล “ภูมิใจไทย” ปราศรัย ขอคะแนนเสียงให้ “จินณ์ตวรรณ” ชูเร่งแก้ปัญหาชายแดน ปากท้องประชาชน ให้สิทธิ์ทหารตัดสินใจ ย้อนถาม “เพื่อไทย” ยังไม่ทันบริหารราชการแผ่นดินจะอภิปรายอะไร

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 ก.ย. 2568 ที่ศาลาหลังเทศบาลโพธิ์กระสัง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย 4 รัฐมนตรีของพรรค อาทิ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ 18 สส. พรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส. ศรีสะเกษ เขต 5 โดยมี “จ๊ะจ๋า” ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยานายอนุทิน มาร่วมให้กำลังใจด้วย

ขอดูแล ศรีสะเกษ ทั้งจังหวัด

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้รู้สึกอบอุ่นอย่างมาก ความจริงแล้ว นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล น่าจะได้เข้าสภาฯ ไปแล้วก่อนหน้าที่จะถูกเลื่อนวันเลือกตั้งซ่อม ครั้งก่อนตนมาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่วันนี้มาในฐานะนายกรัฐมนตรี นายกฯ ที่คนศรีสะเกษ เลือกมา ขอยืนยันว่า ภูมิใจไทย จะขอดูแลพี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษทั้งหมด ไม่ใช่แค่ในอำเภอขุนหาญ หรืออำเภอภูสิงห์ แต่คือคนไทยทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการแนะนำ สส. หลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากพรรคภูมิใจไทยด้วย

ยอมรับไม่กล้าเปิดด่านแน่นอน

บางช่วงการปราศรัย นายอนุทินถามว่า มีใครอยากให้เปิดด่านหรือไม่ ซึ่งชาวบ้านหลายคนตอบว่า ไม่อยากให้เปิดด่าน นายอนุทินจึงบอกว่า แล้วใครจะไปเปิด “ในเมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากภูมิใจไทย แล้วสุนัขตัวไหน จะไปกล้าเปิด ยิ่ง “หนู” ยิ่งไม่กล้าเปิดเลย ผมเป็นนายกฯ ของคนไทย ไม่ใช่นายกฯ ของเพื่อนบ้าน ยอมรับว่ามีเพื่อนอยู่บ้างในฝั่งนั้น แต่ไม่มีหุ้น ไม่มีสมบัติฝั่งนั้น แต่บอกเพื่อนไปแล้วว่า ระหว่างบ้านเอ็งกับบ้านข้า ข้าเลือกบ้านข้า ส่วนบ้านเอ็ง ก็ให้ดูแลกันเอาเอง ช่วยเหลือกันเอง” นายอนุทิน กล่าวและว่า

ขอเลือกภท.เขกหน้า พท.

“ขอให้พี่น้องเลือกภูมิใจไทย เพื่อเขกหน้ารัฐบาลเก่าที่ให้ความหวังคนไทย และไม่มีความเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องของการเปิดด่าน รัฐบาลเก่า เปิดๆ ปิดๆ ไม่ฟังเสียงทหาร ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ ตนเองฟังเสียงจากทหารตลอด และชาวบ้านก็ไม่อยากให้เปิดด่าน ตนเองจึงให้อำนาจทางการทหารอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน ซึ่งภายหลังจากที่ปิดด่านก็เห็นได้ชัดว่าราคามันสำปะหลังขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งผลประโยชน์ก็คือพี่น้องประชาชนชาวเกษตรกร” นายอนุทิน กล่าวและว่า

เลือกภท.ได้คะละครึ่งกลับมา

ขอให้ชาวศรีสะเกษ เขต 5 เลือก นางสาวจินณ์ตวรรณ แล้วโครงการคนละครึ่งจะกลับมาภายใน 1 เดือนแน่นอน เป็นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในประเทศไทย ผู้ที่อยู่ในระบบเสียภาษี จะอยู่ในอัตรา 60/40 ส่วนพี่น้องท่านอื่นก็ได้ 50/50 และปัญหาการแก้ไขชายแดน และสินค้าเกษตรของพี่น้องเกษตรกร รวมไปถึงปัญหาเรื่องยาเสพติด ก็จะเร่งมีการปราบปรามและแก้ไข ตนเองเชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ จะมีความใสบริสุทธิ์ และเกิดความชอบธรรมมากที่สุด เพราะเสียงพี่น้องเป็นเสียงที่บริสุทธิ์

หลังจากที่นายอนุทิน ปราศรัยเสร็จสิ้น ได้มีการนั่งพับเพียบอยู่บนเวที ก้มลงถ่ายรูปกับประชาชนที่มาให้กำลังใจ ขณะที่ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ก็นั่งพับเพียบถ่ายรูปกับชาวบ้านด้วย

ยันไม่เอาคืน พท.ตั้งทีมชำแหละ

นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล อภิปรายชำแหละนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ว่า เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของ สส. ที่สามารถทำได้ ซึ่งตนก็มีข้อมูลที่จะชี้แจง หากมีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องใด แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการชำแหละคืน

ย้อน พท.ควรกลับไปดูตัวเอง

ส่วนเรื่องที่จะอภิปรายมีเรื่องของโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ที่บอกว่าเป็นปราสาทสายฟ้าคอนเนกชัน นายอนุทินถึงกับร้องโอ้โห พร้อมกล่าวว่า แล้วคอนเนกชันที่เกิดมาก่อนหน้านี้ ไม่กลับไปถามตัวเองก่อน ไม่ต้องถามตนหรอก เพราะตนไม่ทำในแบบที่พวกเขาทำ

ยันยับสภาแน่ตามที่พูด

ส่วนที่พรรคเพื่อไทย ประกาศว่าจะขอเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมกับพรรคประชาชน จะทำให้การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านกลายเป็นฝ่ายแค้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เวลามีแค่ 4 เดือน หลังจากแถลงนโยบาย ตนยุบสภาฯ แน่นอน เพราะฉะนั้นรักกันไว้เถิด ต้องรักกันไว้ให้มาก ส่วนปฏิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ทำไป แต่ต้องมีความรักกันไว้ ซึ่งเราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ยิ่งเรามีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน “รบกับประเทศเพื่อนบ้านสิครับ อย่ามารบกันเอง”

ขู่ระวัง “ผมบ้าจี้” แฉกลับ

ส่วนที่พรรคเพื่อไทย เตรียมที่จะอภิปรายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่มทำงาน นายอนุทิน ระบุว่า ก็ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินเลย จะอภิปรายเรื่องอะไร พร้อมย้อนถามกลับว่า

“หากผมบ้าจี้ขึ้นมา อภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกผมอภิปรายกลับบ้าง ประเทศก็ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน เพราะฉะนั้นขอเถอะครับ ผมก็บอกอยู่ว่า อยู่แค่ 4 เดือน จะทำอะไรก็แล้วแต่ ผมอยู่ไม่เกิน 4 เดือนหรอกครับ และมาแข่งกันตอนเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเอง” นายอนุทิน กล่าว

อนุทิน นำทีม ภูมิใจไทย เปิดปราศรัยให้ จินณ์ตวรรณ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมภูมิใจไทยเปิดปราศรัยขอคะแนนเสียงให้ จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนและปากท้องของประชาชน การตัดสินใจเรื่องความมั่นคงจะให้สิทธิ์แก่กองทัพ

อนุทินยังกล่าวถึงประเด็นการเปิดด่าน โดยย้ำว่าตนเองไม่กล้าตัดสินใจเปิดด่าน หากประชาชนไม่ต้องการ และสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวย พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

อนุทิน ปราศรัยขอคะแนนเสียงให้ จินณ์ตวรรณ

การปราศรัยครั้งนี้ นายอนุทิน ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะดูแลพี่น้องชาวศรีสะเกษอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาปากท้อง ราคาสินค้าเกษตร และยาเสพติด รวมถึงการผลักดันโครงการคนละครึ่งให้กลับมาอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงกระแสการเมือง โดยตอบโต้พรรคเพื่อไทยที่เตรียมอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยยืนยันว่าพร้อมชี้แจงทุกประเด็น และจะไม่ตอบโต้ด้วยการขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ

การปราศรัยของนายอนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการรักษาฐานเสียงในพื้นที่ภาคอีสาน และความพร้อมในการรับมือกับการตรวจสอบจากฝ่ายค้านในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของจังหวัดศรีสะเกษ เขต 5 ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาจังหวัดไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ที่มา – “อนุทิน” ยกทีม “ภูมิใจไทย” เปิดปราศรัยขอคะแนนเสียงให้ “จินณ์ตวรรณ” ยืนยันไม่กล้าเปิดด่าน

เพื่อไทยเหน็บตั๋วช้างสีส้ม หวั่นรัฐมนตรีสร้างปัญหา

เพื่อไทย แซะ “ปกรณ์วุฒิ” ทำหน้าที่เหมือนโฆษกภูมิใจไทย ปกป้องค่ายสีน้ำเงิน เติมเสียง สส. หวั่น รมต.ปราสาทสายฟ้า อาจสร้างปัญหาการตรวจสอบและดำเนินคดีของหน่วยงานต่างๆ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 กันยายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงในตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ประชาชนเห็นสัญญาณชัดเจน การเร่งเติมเสียงของพรรคภูมิใจไทย มีนักการเมืองพรรคต่างๆ เปิดตัวเข้าร่วมงานมากขึ้น น่าแปลกใจที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน มองไม่เห็น ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้รวมเสียงข้างมาก ไม่เป็นสัญญาณให้เกิดเสียงเพิ่มเติมในรัฐบาล

นายชนินทร์ เผยต่อไปว่า หลายฝ่ายสับสน นายปกรณ์วุฒิ เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาชนหรือโฆษกพรรคภูมิใจไทยคนใหม่กันแน่ พรรคประชาชนต้องเข้าใจว่าข้อตกลงรัฐบาลเสียงข้างน้อยของสีส้มและสีน้ำเงินนั้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้ร่วมรับผิดชอบด้วย แม้จะมี สส.พรรคเพื่อไทย 9 คน สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคประชาชนคือคนโหวตหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรียกพรรค ต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินการของรัฐบาลนี้

ขณะเดียวกัน คนเริ่มครหารัฐบาลนี้ไม่ได้ตั้งมาเพื่อยุบสภา แต่ตั้งมาเพื่อยุบคดีสีน้ำเงิน รัฐบาลนี้ตั้งขึ้นด้วยกลไกประหลาด มีผู้นำฝ่ายค้านหามแคนดิเดตพรรคภูมิใจไทยขึ้นเสลี่ยง มีประธานวิปฝ่ายค้านทำหน้าที่เสมือนโฆษกพรรคภูมิใจไทยให้ สส.กว่า 140 คน แบกองค์ประชุมแทนรัฐบาล ขัดที่เคยประกาศว่า การรักษาองค์ประชุมเป็นหน้าที่รัฐบาล วิปที่ตั้งขึ้นมาคือวิปฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้ำให้รัฐบาลสีน้ำเงินกันแน่

นายชนินทร์ ยังกล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยหวังว่ารัฐบาลใหม่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ยึดผลประโยชน์ประชาชนและประเทศมากกว่าผลประโยชน์พวกพ้อง หรือมีเจตนาเข้ามาสะสางปัญหาคดีความที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญ วันนี้ประชาชนกังวลรายชื่อรัฐมนตรีเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ผลประโยชน์ทับซ้อนเชื่อมโยงกลุ่มอิทธิพลการเมือง เป็นรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้าคอนเนคชั่น อาจสร้างปัญหาการตรวจสอบและดำเนินคดีของหน่วยงานต่างๆ

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมทีม สส. รวบรวมข้อมูลอภิปราย การแถลงนโยบายรัฐบาล 2 ประเด็น คือ 1. นโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภาในการบริหารราชการแผ่นดิน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2. คุณสมบัติรัฐมนตรี ความรู้ความสามารถ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทั้งคดีเขากระโดง คดีฮั้วเลือก สว. รวมทั้งรัฐมนตรีอื่นๆ ที่มีข้อครหาไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด แต่ได้รับตั๋วช้างสีส้มจากพรรคประชาชนเข้าสู่ตำแหน่ง จะต้องได้รับการวินิจฉัยในมาตรฐานเดียวกับที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยถูกตรวจสอบ

สำหรับประเด็นหลักที่เป็นไฮไลต์การแถลงนโยบายครั้งนี้คือ การตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า การที่พรรคภูมิใจไทยทำทุกวิถีทาง ยอมทุกอย่างเพื่อเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในเวลา 4 เดือน มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดงหรือไม่ อาจทำให้ถึงจุดจบบางพรรคการเมือง.

เพื่อไทยเหน็บตั๋วช้างสีส้ม หวั่นรัฐมนตรีสร้างปัญหา

พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของรัฐบาลผสม และบทบาทของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงการที่ สส. พรรคอื่นออกมาปกป้องการทำงานของพรรคภูมิใจไทย

กังวลเรื่องตั๋วช้างสีส้ม

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลเกี่ยวกับ “ตั๋วช้างสีส้ม” ที่อาจทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีบางท่าน

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เตรียมทีม สส. เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยจะเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลัก คือ นโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา และคุณสมบัติของรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความขัดแย้งทางผลประโยชน์

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่พรรคเพื่อไทยตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่พรรคภูมิใจไทยยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยเชื่อมโยงกับคดีความต่างๆ ที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญอยู่

ประเด็นเรื่อง ตั๋วช้างสีส้ม สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล และการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

พรรคเพื่อไทยแสดงความกังวลว่าการได้รับ ตั๋วช้างสีส้ม ของรัฐมนตรีบางท่านอาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต

ที่มา – พท. เหน็บตั๋วช้างสีส้ม หวั่น รมต.ปราสาทสายฟ้า สร้างปัญหา แซะ “ปกรณ์วุฒิ” ป้อง ภท.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตือนภัย! เช็ก 44 บริษัทไม่มีจริง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตือนประชาชนให้ระมัดระวังมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างชื่อที่อยู่ไปจดทะเบียนบริษัท โดยได้เปิดเว็บไซต์ www.dbd.go.th ให้ตรวจสอบ พบว่ามีการเข้าใช้งานเพื่อตรวจสอบเกือบ 3 หมื่นครั้ง และพบ 44 บริษัทที่ไม่มีอยู่จริงตามที่จดทะเบียนไว้

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตือนระวังมิจฉาชีพ เช็กชัวร์ผ่านเว็บ พบ 44 บริษัท ไม่มีอยู่จริง

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า หลังจากที่มีประชาชนร้องเรียนเรื่องมิจฉาชีพนำที่อยู่ไปแอบอ้าง กรมฯ จึงได้เปิดระบบให้ประชาชนตรวจสอบสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของนิติบุคคลได้ที่เว็บไซต์ www.dbd.go.th เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่ามีใครแอบอ้างนำที่อยู่ของตนไปใช้หรือไม่ หากพบการแอบอ้าง สามารถแจ้งกรมฯ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้แอบอ้างได้

ในช่วงระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 18 กันยายน 2568 มีประชาชนเข้าตรวจสอบผ่านเว็บไซต์แล้ว 28,232 ครั้ง และมีการยื่นคำร้องให้ตรวจสอบนิติบุคคลจำนวน 58 ราย พบว่า 44 รายเป็นนิติบุคคลที่ไม่มีที่ตั้งสำนักงานจริง กรมฯ จึงได้ทำหมายเหตุไว้ในหนังสือรับรองว่า “นิติบุคคลไม่มีสำนักงานใหญ่ ณ ที่ตั้งตามที่จดทะเบียนไว้” เพื่อเตือนผู้ที่จะทำธุรกรรมกับนิติบุคคลเหล่านี้

วิธีตรวจสอบและแจ้งเรื่องกรณีสงสัยว่ามีมิจฉาชีพแอบอ้าง

หากพบว่าที่อยู่ของท่านถูกนำไปใช้จดทะเบียนนิติบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบได้ โดยแนบเอกสารดังนี้:

  • สำเนาทะเบียนบ้าน (เจ้าบ้าน) / สำเนาโฉนดที่ดิน (เจ้าของกรรมสิทธิ์)
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สัญญาเช่า และหนังสือยกเลิกสัญญาเช่า (ถ้ามี)
  • แผนที่สถานที่ตั้ง
  • ผู้ประสานงาน/เบอร์โทรศัพท์/ที่อยู่ในการติดต่อ
  • ข้อมูลอื่นๆ (ถ้ามี)

ส่งเอกสารทั้งหมดทางอีเมล [email protected] หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับวิธีการตรวจสอบผ่านเว็บไซต์:

  1. เข้าเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th
  2. เลือก “ตรวจสอบที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคล”
  3. กรอกข้อมูลที่อยู่ให้ครบถ้วนและกดค้นหา

หากพบว่าเป็นนิติบุคคลที่ไม่มีที่ตั้งตามที่จดทะเบียน กรมฯ จะหมายเหตุไว้ในระบบจดทะเบียนและในหนังสือรับรอง เพื่อให้ประชาชนทราบ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กำลังพัฒนาระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล (IBAS) เพื่อตรวจจับนิติบุคคลที่น่าสงสัยว่าเป็นนอมินีหรือมิจฉาชีพ ซึ่งขณะนี้ระบบเสร็จสิ้นแล้วและอยู่ระหว่างการทดสอบ

การดำเนินการของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตือนระวังมิจฉาชีพ เช็กชัวร์ผ่านเว็บ พบ 44 บริษัท ไม่มีอยู่จริง นี้ ถือเป็นมาตรการที่สำคัญในการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงประชาชน และสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกิจ การตรวจสอบข้อมูลบริษัทจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคและนักลงทุนควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากมิจฉาชีพ

ที่มา – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตือนระวังมิจฉาชีพ เช็กชัวร์ผ่านเว็บ พบ 44 บริษัท ไม่มีอยู่จริง

อนุทินรับอันวาร์เชิญร่วมอาเซียน ยันไม่ใครแทรกแซงได้

“อนุทิน” รับ “อันวาร์” ยกหูหาเชิญร่วมประชุมอาเซียน ยัน ไม่มีใครเคลียร์-แทรกแซงรัฐบาลได้ หลัง “ฮุน มาเนต” ขอมาเลเซียเป็นตัวกลาง

วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาเปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยเป็นการส่วนตัว โดยนายอนุทิน ยอมรับว่า เมื่อวานนายอันวาร์ได้โทรมาหา พูดคุยถึงการเชื้อเชิญว่า ถ้าหากตนได้รับตำแหน่งเรียบร้อยแล้วคงจะได้พบกันโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงเดือนหน้า

ส่วนการพูดคุยถึงสถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้วนั้น นายอนุทิน ระบุว่าไม่ได้มีการพูดคุยในรายละเอียด อีกทั้งตนยังไม่สามารถพูดอะไรได้มาก เนื่องจากยังไม่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงมีรัฐบาลรักษาการ เราให้เกียรติกัน

“ตนอยากรับตำแหน่งได้ ก็ต่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน ส่วนเรื่องนโยบาย ข้อสั่งการ ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งขณะนี้เราก็ยังรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้ให้มากที่สุด” นายอนุทิน กล่าวและว่า

ส่วนกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร้องขอไปยัง นายอันวาร์ เพื่อให้เข้ามาแทรกแซงการเจรจานั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มีใครแทรกแซงรัฐบาลไทยและอธิปไตยของไทยได้

ส่วนเรื่องการพูดคุย นายอนุทิน ย้ำว่า เราสามารถทำได้ เพราะเป็นคนที่คุ้นเคยรู้จักกัน แต่เมื่อถึงจุดที่เราต้องรักษาผลประโยชน์ ตนขอให้มั่นใจว่าจะต้องยึดประโยชน์ ศักดิ์ศรี อธิปไตยของประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน และย้ำว่าจะไม่มีใครเคลียร์ได้

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการดำเนินนโยบายต่างๆ ล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการทาบทามจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมการประชุมอาเซียนที่จะเกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือการยืนยันของนายอนุทินว่า ไม่มีใครสามารถแทรกแซงรัฐบาลไทยและอธิปไตยของไทยได้ ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ แม้ว่าจะมีการพูดคุยหรือร้องขอจากผู้นำประเทศอื่นก็ตาม การเจรจาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด

อนุทินรับอันวาร์เชิญร่วมอาเซียน ยันไม่ใครแทรกแซงได้

การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชน ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย การที่ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและสามารถติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่นายอนุทินย้ำถึงการรักษาผลประโยชน์ ศักดิ์ศรี และอธิปไตยของประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

อนุทินยืนยันไม่มีใครแทรกแซงรัฐบาลไทยได้

ประเด็นที่น่าพิจารณาต่อไปคือ การที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร้องขอให้นายอันวาร์เข้ามาแทรกแซงการเจรจานั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การเจรจาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ควรเป็นไปตามหลักการและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การที่นายอนุทินออกมาให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีใครเคลียร์ได้นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดและความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การดำเนินนโยบายต่างประเทศและการเจรจาต่างๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

สรุปได้ว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตอบรับคำเชิญจากนายอันวาร์ อิบราฮิม เพื่อเข้าร่วมการประชุมอาเซียน และยืนยันว่าไม่มีใครสามารถแทรกแซงรัฐบาลไทยได้นั้น แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีระดับภูมิภาค รวมถึงความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติ การดำเนินนโยบายต่างประเทศและการเจรจาต่างๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวหน้าและมั่นคง

ที่มา – “อนุทิน” รับ “อันวาร์” ยกหูหาเชิญร่วมประชุมอาเซียน ยัน ไม่มีใครเคลียร์-แทรกแซงรัฐบาลได้

อินฟินีออน ดึงพันธมิตร มุ่งผลิตชิปครบวงจรในไทย

บีโอไอเผย อินฟินีออนเปิดเกมรุกใหม่ ดึง MPI ผู้ประกอบและทดสอบชิปรายสำคัญลงทุนในไทย ยกระดับซัพพลายเชนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยให้แข็งแกร่ง เติมเต็มเป้าหมายการผลิตชิปครบวงจรในไทย (ชิปเมดอินไทยแลนด์)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า หลังจากที่บีโอไอให้การส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัท Infineon Technologies ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ให้กำลังไฟในงานอุตสาหกรรม (Power Electronics) ซึ่งตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ ประเภท Power Module ที่ใช้ในอุปกรณ์ควบคุมระบบไฟฟ้า สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบกักเก็บพลังงานและการบริหารจัดการพลังงานสะอาด โดยจะเป็นศูนย์ประกอบและทดสอบชิปที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศเยอรมนีของกลุ่มอินฟินีออน เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา

ล่าสุดอินฟินีออนยังมีแผนดึงพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมในห่วงโซ่การผลิตในไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตให้รองรับตลาดทั้งในและนอกภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือข่าวดีของการผลักดันให้เกิดการผลิตชิปครบวงจรในไทยอย่างแท้จริง

ขณะที่นาย George Lee, EVP and Head of Backend Operations ผู้บริหารอินฟินีออนได้นำนาย Manuel Zarauza Brandulas, Group Managing Director of MPI พันธมิตรรายสำคัญเข้าพบกับตน และประกาศการโอนกิจการเดิมในส่วนการผลิต Backend Semiconductor สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และการสื่อสาร ที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพนักงาน 1,000 คน ให้กับบริษัท Malaysian Pacific Industries (MPI) จากประเทศมาเลเซีย ภายใต้บริษัท Carsem ที่เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการประกอบ บรรจุ และทดสอบชิป (OSAT) รายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลกมา 50 ปี การโอนกิจการครั้งนี้ MPI มีข้อตกลงระยะยาวในการผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อส่งต่อให้กับโรงงานแห่งใหม่ของอินฟินีออนที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้ในการประกอบ Power Module และยังมีแผนขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติมในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงสำหรับชิป (Advanced Packaging) เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ารายอื่นด้วย

“การที่อินฟินีออนดึงผู้ผลิตชิปรายใหม่และเป็นพันธมิตรสำคัญคือ MPI ให้เข้ามาลงทุนในไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ทั้งความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และคุณภาพของบุคลากรไทยที่สามารถรองรับการผลิตที่มีมาตรฐานสูงได้ สำหรับในส่วนการลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ของอินฟินีออน ส่งผลบวกอย่างมากต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย”

ทั้งนี้ 6 เดือนแรกของปีนี้ ปรากฏว่ามีการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ขอรับการส่งเสริม 168 โครงการ มูลค่ารวม 108,000 ล้านบาท

อินฟินีออนเดินหน้า มุ่งผลิตชิปครบวงจรในไทย

การลงทุนครั้งนี้ของอินฟินีออนและ MPI ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบุคลากรไทยอีกด้วย การที่บริษัทชั้นนำระดับโลกอย่างอินฟินีออนตัดสินใจลงทุนในไทย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความน่าสนใจของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตชิปแห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โอกาสทองของการผลิตชิปครบวงจรในไทย

การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตชิปครบวงจรในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นของภาครัฐ ภาคเอกชน และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เรามีความหวังที่จะเห็นประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคตอันใกล้นี้ การลงทุนของอินฟินีออนครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายนั้น

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนและนวัตกรรมในระยะยาว

การที่อินฟินีออนดึง MPI เข้ามาลงทุนในไทยครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตชิปครบวงจรในไทยแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีให้กับนักลงทุนรายอื่นๆ ว่าประเทศไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญของโลก

อนาคตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทยสดใสอย่างแน่นอน หากเราสามารถรักษาความมุ่งมั่นและพัฒนาศักยภาพของเราอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “อินฟินีออน” ดึงพันธมิตรลงทุนในไทย มุ่งเป้าผลิตชิปครบวงจรในประเทศ

ธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา

คนรุ่นใหม่ใส่ใจวางแผนชีวิตรอบด้าน ดันธุรกิจช่วยออกแบบชีวิตอย่างมั่นคงเติบโตต่อเนื่อง ชี้โอกาสทองธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน และธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจากลา

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ พบว่า ในช่วงนี้ธุรกิจที่มาแรง 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน และธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจากลา โดยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ตอบสนองต่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะปัจจุบัน อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกสูงขึ้น โดยคนไทยอยู่ที่ 76.8 จึงมองหาความสุขควบคู่ไปกับความมั่นคงทางการเงิน และให้ความสำคัญกับการวางแผนชีวิตในทุกมิติตั้งแต่การเงิน สุขภาพ ไปจนถึงวาระสุดท้าย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ทั้งนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประกันชีวิต เป็นตลาดขนาดใหญ่ มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกว่า 100,000 ล้านบาท ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค.68 มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประกันชีวิตที่จดทะเบียนนิติบุคคลในไทย 996 ราย แบ่งเป็น ธุรกิจประกันชีวิต 101 ราย ทุนจดทะเบียน 106,966 ล้านบาท และธุรกิจตัวแทนและนายหน้า 895 ราย ทุนจดทะเบียน 3,223 ล้านบาท สำหรับธุรกิจประกันชีวิต มีรายได้ในช่วง 3 ปีย้อนหลัง (ปี 65-67) เติบโตต่อเนื่อง โดยปี 67 มีรายได้รวมกว่า 571,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.90% จากปี 66 และมีกำไรสุทธิ 35,532 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 31.31% ด้านการลงทุนจากต่างชาติ มีมูลค่าการลงทุน 47,430 ล้านบาท โดยสิงคโปร์ลงทุนสูงสุด 25,822 ล้านบาท และเยอรมนีลงทุนสูงสุดในธุรกิจตัวแทนและนายหน้า

ขณะที่ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน มีนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ 831 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนกว่า 7,950 ล้านบาท อัตราการเติบโตยังคงเป็นไปในทิศทางบวก โดยปี 67 สร้างรายได้กว่า 4,944 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 66 ถึง 12.64% และมีการลงทุนจากต่างชาติ 1,040 ล้านบาท หรือ 13.10% ของมูลค่าลงทุนทั้งหมดในธุรกิจนี้ โดยมีหมู่เกาะเคย์แมน ลงทุนสูงสุด 248 ล้านบาท ตามด้วยสิงคโปร์ 226 ล้านบาท และจีน 106 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติในตลาดบริการที่ปรึกษาด้านการเงินของไทย

ส่วน ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจากลา ถือเป็นธุรกิจใหม่ที่รองรับความต้องการของผู้บริโภค อาทิ ให้คำปรึกษาและวางแผนเพื่อการตายที่ดี ออกแบบวาระงานสุดท้ายได้ด้วยตนเอง และงานบริการหลังความตายครบวงจร แม้ยังมีสัดส่วนการตลาดที่เล็ก แต่ก็มีแนวโน้มเติบโต โดยมีธุรกิจที่เกี่ยวข้อง 44 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 99.72 ล้านบาท ปี 67 มีรายได้ 239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.79% และมีการลงทุนจากต่างชาติ 10.64 ล้านบาท หรือ 10.67% ประเทศที่ลงทุนสูงสุด ได้แก่ มาเลเซีย 6.64 ล้านบาท, ไต้หวัน 2.45 ล้านบาท และฮ่องกง 0.98 ล้านบาท

“การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุและครอบครัวขนาดเล็ก ผลักดันให้การวางแผนชีวิตกลายเป็นเรื่องสำคัญ และสร้างโอกาสให้ธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลาเติบโต ไม่เพียงแต่ธุรกิจในข้างต้นจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง แต่ยังมีบทบาทโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่การสร้างหลักประกัน ความมั่นคงทางการเงิน ไปจนถึงการจัดการวาระสุดท้ายอย่างมีคุณค่า ซึ่งกรมจะสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อให้ปรับตัว สร้างนวัตกรรม และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน”

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา

ทำไมธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา ถึงเติบโตต่อเนื่อง? เพราะคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนชีวิตรอบด้านมากขึ้นนั่นเอง

แล้วทำไมต้องให้ความสำคัญกับ ธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา?

การวางแผนชีวิตไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นใหญ่อีกต่อไป คนรุ่นใหม่ตระหนักดีว่าการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน สุขภาพ หรือแม้แต่วาระสุดท้ายของชีวิต ธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา จึงเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้

  • ประกันชีวิต: สร้างหลักประกันและความมั่นคงทางการเงินให้กับตนเองและครอบครัว
  • ที่ปรึกษาการลงทุน: ช่วยวางแผนและบริหารจัดการเงินให้งอกเงย
  • ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจากลา: ช่วยให้การจากลาเป็นไปอย่างสงบและมีคุณค่า

ธุรกิจเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ แต่ยังมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย ดังนั้นการสนับสนุนและส่งเสริมให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

หากคุณกำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจ หรือต้องการวางแผนชีวิตให้มั่นคง ลองพิจารณาธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลาเหล่านี้ดูสิครับ

ที่มา – ธุรกิจมาแรง ตอบสนองคนรุ่นใหม่ใส่ใจชีวิต ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา โตต่อเนื่อง

บีโอไอจับมือ Midea ยกระดับอุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าไทย

บีโอไอ จับมือกลุ่มบริษัท ไมเดีย (Midea) ผู้นำเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ จัดงาน “Midea Group Sourcing Day” จับคู่ธุรกิจผู้ประกอบการไทย ผลักดันการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) เสริมสร้างความเข้มแข็งและบีโอไอจับมือ Midea ยกระดับอุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าไทย คาดมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วน 1,500 ล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า หลังจากที่บีโอไอได้ผลักดันนโยบายส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ดังนั้น บีโอไอจึงได้ร่วมกับกลุ่มบริษัท ไมเดีย ผู้นำเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับโลกจากประเทศจีน จัดงาน Midea Group Sourcing Day ที่กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมการจัดซื้อจัดหาชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก โดยมีผู้เข้าร่วมงาน 400 คน ประกอบด้วย ผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย 260 คน จาก 145 บริษัท กลุ่มไมเดีย โดยผู้บริหารบริษัทแม่ได้นำทีมงานฝ่ายจัดซื้อเดินทางมาจากประเทศจีนเพื่อเจรจาธุรกิจด้วยตัวเอง 100 คน ทีมงานสมาคมรับช่วงการผลิตไทย สมาคม PCB และหน่วยงานพันธมิตรอีก 40 คน

“Midea Group ก่อตั้งขึ้นในประเทศจีนเมื่อปี 2511 เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะภายในบ้าน เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า รวมถึงการให้บริการด้านการจัดการพลังงาน ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 โดยในระยะแรก เป็นการควบรวมกิจการของกลุ่มบริษัท โตชิบา และตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา”

ทั้งนี้ ได้เดินหน้าลงทุนในไทยอย่างเต็มที่ภายใต้ชื่อกลุ่มไมเดีย ปัจจุบันมีโรงงาน 8 แห่ง จ้างงานแรงงานไทย 10,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นการจ้างงานทีมวิจัยและพัฒนา 200 คน เม็ดเงินลงทุนรวม 12,000 ล้านบาท โดยกิจการของไมเดียในไทยถือเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน และเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกลุ่มไมเดีย นอกจากนี้ โรงงานที่ชลบุรี ยังได้รับรางวัล Global Lighthouse Network โดย World Economic Forum ซึ่งเป็น 1 ใน 12 โรงงานอัจฉริยะล้ำสมัยที่สุดในโลกประจำปี 2025 อีกด้วยสำหรับงาน Midea Group Sourcing Day ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การนำเสนอนโยบายจัดซื้อของกลุ่มไมเดีย โดยบริษัทได้ชี้แจงหลักเกณฑ์ มาตรฐานการผลิต และแนวทางในการคัดเลือก Supplier สำหรับ 70 ชิ้นส่วนสำคัญ จาก 10 กลุ่มผลิตภัณฑ์ อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น Capacitor, PCB) ชิ้นส่วนโลหะ โครงสร้างและระบบ (เช่น Impeller, Piston, Crankshaft, Pipe, Valve) ชิ้นส่วนยางและพลาสติก เป็นต้น และการจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างฝ่ายจัดซื้อของกลุ่มไมเดีย และผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 60 บริษัท ซึ่งจะเกิดมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วน 1,500 ล้านบาท ซึ่งการจัดงานร่วมกับกลุ่ม Midea ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่จับมือกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และบีโอไอจะเดินหน้าทำงานร่วมกับบริษัทรายอื่น ๆ ต่อไป เพื่อผลักดันให้เกิดการซื้อขายชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งการร่วมทุนระหว่างบริษัทไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยนายหลี่ กั๋วหลิน รองประธาน Midea Group กล่าวว่าประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าที่สำคัญของ Midea โดยบริษัทมีการซื้อชิ้นส่วนไทย 32,000 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุม 400 หมวด เพื่อใช้ในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ปัจจุบันบริษัทมีซัพพลายเออร์ในประเทศไทย 500 ราย และมีแผนเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศจาก 40% เป็น 60% ใน 5 ปีข้างหน้า

บีโอไอ จับมือ Midea ยกระดับอุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าไทย

การร่วมมือระหว่างบีโอไอและ Midea ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในประเทศ และยังเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจและสร้างความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลก

ทำไมการบีโอไอจับมือ Midea ยกระดับอุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าไทย จึงสำคัญ?

การที่บีโอไอเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและจับคู่ธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับ:

  • โอกาสในการเข้าถึงตลาดโลก
  • การถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้
  • การสร้างความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ
  • การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

การที่ Midea Group เล็งเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้า แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของแรงงานไทยและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

งาน “Midea Group Sourcing Day” ไม่ได้เป็นเพียงเวทีสำหรับการจับคู่ธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับมาตรฐานและแนวทางการผลิตของบริษัทระดับโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น

การบีโอไอจับมือ Midea ยกระดับอุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าไทย เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยให้มีความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือจากภาคเอกชน จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกได้อย่างแน่นอน

ที่มา – บีโอไอ จับมือ Midea จัดงาน “Midea Group Sourcing Day” ยกระดับอุตฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าไทย

อนุทินหารือหอการค้าฯ ชงมาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่”

“นายกฯอนุทิน” ขนว่าที่ครม.เศรษฐกิจ พบ หอการค้าไทย รับลูกนำข้อเสนอมาบรรจุเป็นนโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้าเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น ใจกว้างร่วมงานผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่สนว่าใครเป็นคนคิด ย้ำใน 4 เดือนนี้ เศรษฐกิจไทยไม่ถดถอยแน่นอน ด้าน “เอกนิติ” สั่งธปท.จับตาเงินไหลเข้าผิดปกติป่วนบาทแข็ง ขณะที่ “หอการค้า” ชง 4 มาตรการเร่งด่วนรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ เชื่อ “ทีมใหม่” ขับเคลื่อนได้แน่

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนำคณะ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รมช.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์ มาหารือกับหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วนว่า ได้มารับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต เพื่อทลายข้อจำกัดในการทำธุรกิจ โดยจะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปได้อย่างรวดเร็ว

“เราจะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากแถลงนโยบายแล้ว ยืนยันว่า เศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังแน่นอน จะพยายามเต็มที่ เพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจ”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวมีเงินทุนไหลเข้าผิดปกติมายังประเทศไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ประเด็นดังกล่าว ได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว ส่วนประเด็นกระแสเงินไหลเข้าผิดปกติในขณะนี้ ระหว่างนี้ได้มอบให้ธปท.พิจารณา และหามาตรการรับมือแล้ว แต่การทำงานเต็มรูปแบบ จะต้องรอให้แต่งตั้งครม.อย่างเป็นทางการก่อน

นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ส่วนพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการระยะเร่งด่วน 4 เดือนให้รัฐบาลใหม่เร่งทำทันที เริ่มจากเร่งรัดการเจรจาภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง, ธปท.ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ประมาณ 34–35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก, เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น คนละครึ่ง และอีซี่ อี-รีซีท รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้นเอสเอ็มอี

พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน, ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่, จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท บรรเทาความเสียหายจากหนี้เสียให้กับเอสเอ็มอี และเร่งผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้เอสเอ็มอีไทย , แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน, บรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี , เดินหน้าปราบคอร์รัปชัน ยาเสพติด พนันออนไลน์ ค้ามนุษย์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์

ส่วนมาตรการระยะกลาง 8 เดือน เช่น เร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก, พัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด , ควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดต้นทุนเสริมสภาพคล่อง

“ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย”

นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมข้อเสนอจากหอการค้าทั่วประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกฯ 7 ด้าน ประกอบด้วย 

1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ 

2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 

4.ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้เอสเอ็มอี 

5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะชายแดน 

6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ 

และ7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว โดยหวังว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

อนุทินหารือหอการค้าฯ ชงมาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่”

มาตรการเร่งด่วนจากหอการค้าไทยเพื่อรัฐบาลใหม่

จากเนื้อหาข้างต้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลใหม่ได้รับข้อเสนอแนะมากมายจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหอการค้าไทย ซึ่งมีความคาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว การผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน และนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน การที่นายกฯ อนุทินเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถือเป็นสัญญาณที่ดี

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การที่หอการค้าไทยเสนอมาตรการเร่งด่วน และรัฐบาลใหม่พร้อมที่จะรับฟังและนำไปพิจารณา ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้า

อนาคตเศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ การนำข้อเสนอจากหอการค้าไทยไปปฏิบัติจริง และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

ที่สำคัญคือการติดตามและประเมินผลของมาตรการต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการเหล่านั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

ที่มา – “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ หอการค้าไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่” ฟื้นประเทศ

การเมือง-ชายแดน ฉุดเชื่อมั่นอุตฯ ต่ำสุดรอบ 37 เดือน

สถานการณ์ การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการอย่างมาก ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ประกอบกับความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกมาเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะที่น่าเป็นห่วง โดยดัชนีดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 37 เดือนที่ผ่านมา ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้ากว่าเป้าหมาย และผลกระทบจากมาตรการจัดเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่มีความชัดเจน

นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนอย่างมาก ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนในเดือนสิงหาคมลดลงถึง 14,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานชาวกัมพูชาในภาคการก่อสร้างอีกด้วย

การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน จริงหรือ?

จากสถานการณ์ที่กล่าวมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับภาครัฐ 4 ข้อดังนี้:

  • ขอให้ภาครัฐสรุปเงื่อนไขทางภาษีของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณด้านการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2568 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม
  • ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุเหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้มาใช้ประโยชน์ในการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า

ผลกระทบจาก การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน ต่อธุรกิจ

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ว่า จากการพูดคุยและพิจารณาประวัติการทำงานของแต่ละท่าน ทำให้มั่นใจว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะสามารถทำงานได้ดีและนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือจากการควบคุม เช่น สถานการณ์ การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวน และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนและการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรม หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการได้ ก็จะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – การเมือง-ชายแดน ฉุดความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 37 เดือน

Scroll to top