บาดเจ็บสาหัส

คุม “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกฝากขัง หน้าเครียด

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดราม่าร้อนฉ่าในวงการอาชญากรรมกันครับ คุม “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกฝากขัง ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี หลังจากที่เจ้าตัวและพรรคพวกมอบตัวกับตำรวจ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่เพราะเกี่ยวข้องกับการทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ชาวเน็ตและคนในพื้นที่ต่างจับตามองกันถี่ๆ ว่าเรื่องนี้จะจบยังไง

คุม “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกฝากขัง

นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อ เสือ ดุสิต อายุ 40 ปี พร้อมด้วยนายอานนท์ จันสอน หรือ บอย อายุ 37 ปี และนายไมตรี แสงฤทธิ์ หรือ แมน อายุ 29 ปี ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี หลังก่อเหตุทะเลาะวิวาทจนมีผู้บาดเจ็บสาหัส ทั้งสามคนให้การรับสารภาพทันที พร้อมกล่าวขอโทษผู้เสียหายแบบยกมือไหว้ เสือ ดุสิต ยังยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนท้าทายตำรวจ หรือพูดจาด่าทอใครในพื้นที่นนทบุรี หากมีใครเข้าใจผิดก็ขออโหสิกรรม และยอมรับว่าปัญหานี้ทำให้ต้องเลิกรากับภรรยาไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้น เวลา 14.00 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 พนักงานสอบสวนใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนนำตัวทั้งสามคนไป คุม “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกฝากขัง ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี โดยขั้นตอนนี้เป็นไปตามระเบียบของตำรวจ เพื่อรอหมายขังชั่วคราวก่อนจะพิจารณาคดีต่อไป

เจ้าตัวหน้าเครียด บอกพูดอะไร ก็ไม่มีคนเชื่อ

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่นำตัวออกจากห้องสอบสวน สีหน้าเสือ ดุสิตดูเคร่งเครียดมาก ยกมือไหว้ผู้สื่อข่าว แล้วพูดสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงหม่นหมองว่า “ผมพูดอะไรไปก็ไม่มีคนเชื่อ ผมมันเ-ี้ยเอง” ส่วนเรื่องการยื่นประกันตัวในชั้นศาลนั้น เจ้าตัวบอกว่า “ยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงต่อไป” คำพูดนี้สะท้อนถึงความกดดันและความรู้สึกผิดที่กำลังเผชิญอยู่ชัดเจน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดูไทม์ไลน์เหตุการณ์กันครับ:

  • 18 ก.พ. 2569: เกิดเหตุทำร้ายร่างกาย ผู้บาดเจ็บสาหัส
  • หลังเหตุการณ์: เสือ ดุสิตและพวกมอบตัว ให้การรับสารภาพ ขอโทษ
  • 26 ก.พ. 2569: สอบปากคำกว่า 3 ชม. แล้วนำฝากขังศาล

เสือ ดุสิต เป็นบุคคลที่ชื่อเสียงในพื้นที่นนทบุรีมาพักใหญ่ ชื่อ “เสือ” บ่งบอกถึงความดุร้ายในอดีต แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ หลังจากที่เคยมีประวัติข่าวในวงการสีเทา การถูกฝากขังครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังกระทบชีวิตส่วนตัวอย่างหนัก จนต้องเลิกกับภรรยา

ในมุมมองของผม กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการกระทำใดๆ ล้วนมีผลตามมา แม้จะรับสารภาพและขอโทษแล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมต้องเดินหน้าต่อไป ผู้เสียหายก็สมควรได้รับการเยียวยาเต็มที่ ส่วนเสือ ดุสิต หวังว่าจะได้บทเรียนชีวิตครั้งนี้ไปปรับปรุงตัว อย่าปล่อยให้อารมณ์นำทางอีก

สำหรับชาวเน็ตที่ติดตาม คุณคิดว่าคดีนี้ควรลงเอยยังไง? ประกันตัวได้มั้ย หรือต้องรอพิจารณาคดี? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยครับ ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – คุม “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกฝากขัง เจ้าตัวหน้าเครียด บอกพูดอะไร ก็ไม่มีคนเชื่อ

CPR ยื้อชีวิต เด็ก 8 ขวบ ถูกรถบรรทุกทับหมดสติ

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจบนถนนบางนาตราด เมื่อ CPR ยื้อชีวิต เด็ก 8 ขวบ ถูกรถบรรทุกทับหมดสติ กลายเป็นข่าวที่ทำให้หลายคนใจหาย แม่เด็กนั่งร่ำไห้ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขณะทีมกู้ชีพเร่งปั๊มหัวใจช่วยชีวิตเด็กชายวัย 8 ขวบที่บาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนรถบรรทุก

CPR ยื้อชีวิต เด็ก 8 ขวบ ถูกรถบรรทุกทับหมดสติ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 บนถนนบางนาตราด ขาออก ช่องทางคู่ขนาน หลักกิโลเมตรที่ 32 ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เด็กชายชวัลวิทย์ อายุ 8 ขวบ นอนหมดสติบนถนนหลังถูกล้อรถบรรทุกทับสะโพกอย่างแรง ทำให้หยุดหายใจ ทีมกู้ชีพกู้ภัยบางบ่อและพยาบาลโรงพยาบาลบางบ่อรีบเข้าช่วยเหลือทันที ใช้เวลา CPR นานหลายนาทีกว่าจะมีสัญญาณตอบสนอง ก่อนนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

สาเหตุของอุบัติเหตุที่นำไปสู่ CPR ยื้อชีวิต เด็ก 8 ขวบ ถูกรถบรรทุกทับหมดสติ

นางสาวพิกุล อายุ 37 ปี แม่เด็ก ขี่รถจักรยานยนต์พาลูกชายไปทำธุระที่ชลบุรี บนถนนที่กำลังก่อสร้าง เปิดวิ่งเลนขวาเลนเดียว เธอพยายามเบี่ยงหลบแบริเออร์ แต่รถบรรทุกด้านหลังเฉี่ยวชน ทำให้รถล้มและเด็กชายตกถูกล้อรถทับ ท่ามกลางการจราจรติดขัด ศูนย์กู้ชีพปราการส่งทีมใช้เวลา 20 นาทีฝ่ากรถติดมาถึง

คุณหนึ่งฤทัย นพสิทธิ์ อายุ 25 ปี คนงานก่อสร้างที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า "เห็นเด็กนอนชัก กำมือแน่น รีบเรียกพยาบาลไซต์งานมาช่วย รอทีมกู้ชีพ" ขณะที่แม่เด็กนั่งร้องไห้เรียกชื่อลูก ยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้ลูกปลอดภัย

คำให้การของคนขับรถบรรทุกและการดำเนินคดี

นายพิทูรย์ สุขเหลือง อายุ 29 ปี คนขับรถบรรทุก กล่าวว่า ขับตามปกติในช่องทางแคบ หันมองกระจกตอนแซง แต่ไม่คาดว่ารถคู่กรณีจะล้ม รีบจอดและโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ ตำรวจ สภ.บางบ่อ เชิญตัวไปสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

CPR คืออะไร และทำไมสำคัญในการยื้อชีวิตเด็ก

CPR หรือ Cardiopulmonary Resuscitation คือการปั๊มหัวใจปอดเทียม ช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนเมื่อหัวใจหยุดเต้น ในกรณีนี้ CPR ยื้อชีวิต เด็ก 8 ขวบ ได้ทันท่วงที สำหรับเด็ก ขั้นตอน CPR แตกต่างจากผู้ใหญ่ ต้องใช้แรงน้อยลงและปรับอัตราการกด

  • ตรวจสอบความปลอดภัย: ตรวจพื้นที่ปลอดภัย
  • เรียกช่วยเหลือ: โทร 1669
  • ตรวจการหายใจ: ถ้าไม่มี ให้เริ่ม CPR
  • กดหน้าอก: สำหรับเด็ก 100-120 ครั้ง/นาที ลึก 1/3 ของหน้าอก
  • ผายปอด: 2 ครั้ง หลังกด 30 ครั้ง (ถ้าฝึกมา)

การรู้ CPR สามารถช่วยชีวิตได้ 80% ใน 4 นาทีแรก แนะนำทุกคนเรียนคอร์ส CPR จากสภากาชาดไทย

บทเรียนจากอุบัติเหตุ: ความปลอดภัยบนถนนช่วงก่อสร้าง

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ระวังถนนก่อสร้าง เพิ่มระยะห่าง ตรวจสอบยานพาหนะ และสวมอุปกรณ์นิรภัยเสมอ โดยเฉพาะเด็กที่ซ้อนท้าย

  • ขับขี่ช้าในจุดก่อสร้าง
  • ใช้ไฟเลี้ยวและกระพริบไฟแจ้ง
  • เด็กต้องสวมหมวกกันน็อคและเกาะแน่น
  • หลีกเลี่ยงซ้อนท้ายเด็กเล็กในเส้นทางอันตราย
  • มีชุดปฐมพยาบาลติดรถ

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่การเตรียมพร้อมด้วยความรู้ CPR และขับขี่ปลอดภัย จะช่วยลดความสูญเสียได้มาก

สุดท้ายนี้ อย่าประมาทบนท้องถนน หากคุณหรือคนใกล้ตัวไม่เคยเรียน CPR แนะนำให้ลงทะเบียนเรียนวันนี้ เพื่อเป็นฮีโร่ยื้อชีวิตได้ทันเวลา! แชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจเพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – CPR ยื้อชีวิต เด็ก 8 ขวบ ถูกรถบรรทุกทับหมดสติ แม่ร่ำไห้ ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

คืบหน้าเหตุกราดยิงม. Brown: ดับ 2 เจ็บ 8

สถานการณ์ล่าสุดของเหตุกราดยิงม. Brown ในสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งติดตามผู้ก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุกราดยิงภายในมหาวิทยาลัย Brown ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในรัฐโรดไอแลนด์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 8 ราย สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว

นายเบรตต์ สไมลีย์ นายกเทศมนตรีเมืองพรอวิเดนซ์ ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าของเหตุกราดยิงม. Brown ว่า ขณะนี้ยืนยันผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 8 ราย ที่ยังอยู่ในอาการวิกฤต แต่ยังไม่มีการจับกุมผู้ก่อเหตุ และยังอยู่ระหว่างการสืบสวนอย่างเข้มข้นเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

ด้านแพม บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ ได้แจ้งผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) พร้อมด้วยหน่วยงานรัฐบาลกลางหลายแห่ง ได้เข้าควบคุมพื้นที่และให้การสนับสนุนการสืบสวนในทุกวิถีทาง เพื่อคลี่คลายคดีกราดยิงม. Brown อย่างรวดเร็ว

เว็บไซต์ทางการของมหาวิทยาลัย Brown ได้แจ้งว่า ณ เวลา 17.11 น. ตามเวลาท้องถิ่น ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยใดๆ และขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

สื่อท้องถิ่นหลายสำนักรายงานว่า จำนวนผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้อาจสูงถึง 20 คน แต่ทางการยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขที่ชัดเจน ซึ่งต้องรอการสรุปผลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

นางคริสตี โดสเรอิส เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ด้านความปลอดภัยของเมืองพรอวิเดนซ์ ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยกล่าวเพียงว่ามีผู้ถูกยิงหลายคน และเหตุการณ์ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน พร้อมกับขอให้ประชาชนอยู่ในที่ปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอให้พระเจ้าอวยพรเหยื่อและครอบครัวของผู้สูญเสียจากเหตุการณ์กราดยิงม. Brown ในครั้งนี้

มหาวิทยาลัย Brown ตั้งอยู่ใกล้เมืองบอสตัน เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหรัฐอเมริกา มีนักศึกษาประมาณ 11,000 คน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจและความเสียใจอย่างมากในแวดวงการศึกษาและสังคมอเมริกัน

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนในสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความพยายามในการควบคุมการเข้าถึงอาวุธปืนยังคงเป็นประเด็นที่หาทางออกได้ยาก และยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายสังคมอเมริกันอย่างต่อเนื่อง

คืบหน้าเหตุกราดยิงม. Brown

สรุปเหตุการณ์กราดยิงม. Brown

  • มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บสาหัส 8 ราย
  • FBI และหน่วยงานรัฐบาลกลางเข้าร่วมการสืบสวน
  • ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย
  • ความรุนแรงจากอาวุธปืนยังคงเป็นปัญหาในสหรัฐฯ

เหตุกราดยิงม. Brown เป็นโศกนาฏกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังในสังคมอเมริกัน การแก้ไขปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนจึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้อีก

ที่มา – คืบหน้าเหตุกราดยิงม. Brown ในสหรัฐฯ ดับ 2 ราย เจ็บสาหัส 8 คน คนร้ายยังลอยนวล

สลด! **โรงงานพลุอ่างทองระเบิด** เจ็บสาหัส

เกิดเหตุระทึกขวัญ โรงงานพลุอ่างทองระเบิด! เจ้าของโรงงานถูกไฟคลอกได้รับบาดเจ็บสาหัส หลานชายเผยนาทีชีวิต ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ก่อนเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง

เมื่อเวลา 12.30 น. ของวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ร.ต.อ.สุขสันต์ ปัสสาวะกัง รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองอ่างทอง ได้รับแจ้งเหตุโรงงานพลุอ่างทองระเบิด ในพื้นที่ตำบลโพสะ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง จึงรีบรายงานผู้บังคับบัญชา และประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลโพสะและเทศบาลเมืองอ่างทองเพื่อเข้าตรวจสอบและระงับเหตุ

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บสาหัสถูกแรงระเบิดอัดเข้าที่ลำตัว มีบาดแผลไฟลวก ทราบชื่อคือ นายนันทวัฒน์ นิยมจิตร์ อายุ 59 ปี เจ้าหน้าที่กู้ชีพเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลอ่างทองเป็นการด่วน

นางสาวมิ้น หลานสาวของผู้บาดเจ็บ เล่าว่า ขณะเกิดเหตุ นายนันทวัฒน์กำลังทำพลุอยู่คนเดียวในโรงงาน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 200 เมตร เธอได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นและเห็นเพลิงไหม้ ก่อนที่นายนันทวัฒน์จะเดินออกมาจากที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิง แต่ระหว่างนั้นก็เกิดการระเบิดของพลุขึ้นอีก 1 ครั้ง ทำให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต้องถอยออกมาด้วยความตกใจ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง และยังคงฉีดน้ำเลี้ยงเพื่อลดอุณหภูมิและป้องกันการระเบิดซ้ำ

จากการตรวจสอบ พบสารประกอบพลุอย่างน้อย 3 ชนิด ได้แก่ กำมะถัน แมกนีเซียม และสารอื่นๆ โดยแต่ละชนิดถูกเก็บในปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานที่ได้รับอนุญาต

นายรักศักดิ์ เทียนไชย นายอำเภอเมืองอ่างทอง เปิดเผยว่า สถานที่ดังกล่าวได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย และมีการตรวจสอบสถานที่เก็บและความปลอดภัยในการทำงานเป็นประจำ คาดว่าสาเหตุของการระเบิดอาจเกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนการทำงาน และได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองตรวจสอบสถานที่ผลิตพลุทุกแห่ง พร้อมทั้งให้คำแนะนำเรื่องความปลอดภัย

นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้สั่งการให้ผู้นำชุมชนชี้แจงให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับโรงงานพลุอ่างทองระเบิด อพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว จนกว่าเจ้าหน้าที่จะประเมินสถานการณ์ว่าปลอดภัยแล้วจึงจะอนุญาตให้กลับเข้าที่พักได้ นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้ที่ทำการปกครองจังหวัดตรวจสอบและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการทำพลุทั่วทั้งจังหวัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ด้านนายบรรจง โพธิวงค์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า จากการสอบถามทราบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีโกดังเก็บวัตถุสำหรับทำพลุ 3 แห่ง โกดังที่เกิดเหตุเก็บวัตถุประเภทแมกนีเซียมและโซเดียม อย่างละประมาณ 5 กิโลกรัม ส่วนจุดอื่น ๆ มีวัตถุประเภทแมกนีเซียม โซเดียม และกำมะถัน แต่ยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ เนื่องจากผู้เก็บสารเคมีได้รับบาดเจ็บและยังไม่มีข้อมูลว่าเก็บสารเคมีประเภทโพแทสเซียมคลอเรตไว้จำนวนเท่าใด

โรงงานพลุอ่างทองระเบิด: สรุปเหตุการณ์

เหตุการณ์ โรงงานพลุอ่างทองระเบิด สร้างความเสียหายและความสูญเสียต่อเจ้าของโรงงาน และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับวัตถุไวไฟ การตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

มาตรการป้องกันเหตุโรงงานพลุอ่างทองระเบิด

  • ตรวจสอบใบอนุญาตและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • จัดเก็บสารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักความปลอดภัย
  • อบรมให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับอันตรายและการป้องกันอุบัติเหตุ
  • ตรวจสอบอุปกรณ์และเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ถึงเเม้ว่าเหตุการณ์ โรงงานพลุอ่างทองระเบิด เป็นเรื่องน่าเศร้า เเต่หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้ผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเช่นนี้อีกในอนาคต การให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขออนุญาต การจัดเก็บวัตถุดิบ การผลิต และการขนส่ง จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่าย

ที่มา – โรงงานพลุอ่างทองระเบิด เจ็บสาหัส 1 หลานคนเจ็บเผยนาทีระทึก

Scroll to top