บุรีรัมย์

“วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ สำหรับเหตุการณ์ล่าสุดที่รัฐสภา เมื่อพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าสำคัญว่า “วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ ซึ่งถือเป็นการยืนยันความโปร่งใสของบุคลากรภายในหน่วยงานได้เป็นอย่างดี

“วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจหาสารเสพติดเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลการวิเคราะห์ทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่าไม่พบสารเสพติดจากตำรวจแม้แต่รายเดียว ทางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจและเตรียมวางมาตรการเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการตรวจสุขภาพบุคลากรในสภาอย่างต่อเนื่องปีละ 2 ครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ประเด็นดราม่าและการตรวจสอบตามวิถีสภา

นอกจากเรื่องผลการตรวจแล้ว พล.ต.ต.วิชัยยังได้ชี้แจงประเด็นที่ สส. บางกลุ่มตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบ โดยยืนยันว่า สส. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการสั่งตรวจเจ้าหน้าที่ และย้ำถึงกรณี “วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในขั้นตอนการปฏิบัติงานของรัฐสภา นอกเหนือจากนี้ยังมีการตอบโต้ประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของประธานสภาฯ ว่าเป็นการทำเพื่อประชาชนในทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่นโยบายเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

  • การตรวจสอบสารเสพติดเป็นเรื่องของความปลอดภัย ไม่ใช่การจับกุม
  • ประธานสภาฯ เน้นย้ำนโยบายสร้างสังคมปลอดสารเสพติด
  • การเคารพธงชาติเป็นเรื่องความภาคภูมิใจ ไม่ควรเป็นประเด็นดราม่า

อีกหนึ่งประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน คือเรื่องนโยบายการเคารพธงชาติในช่วง 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น ซึ่งมีคนบางส่วนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ แต่ทางทีมงานมองว่าการเคารพธงชาติคือสัญลักษณ์ของความเป็นไทยและการระลึกถึงบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเชิดชูมากกว่าจะนำมาเป็นประเด็นการเมืองที่ไม่มีสาระ หลายคนอาจจะต้องกลับมาทบทวนความคิดใหม่ว่าการตั้งคำถามในบางเรื่องอาจต้องใช้หัวคิดมากกว่าที่เป็นอยู่

โดยสรุปแล้ว การสร้างมาตรฐานในการทำงานในสภาด้วยความโปร่งใสเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เราหวังว่ามาตรการการตรวจสุขภาพบุคลากรที่เข้มข้นนี้จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับรัฐสภาไทยในสายตาประชาชนต่อไป และหวังว่าการทำงานเพื่อส่วนรวมจะถูกขับเคลื่อนไปด้วยความเข้าใจที่ตรงกันมากกว่าการสร้างกระแสในโซเชียลมีเดีย

ที่มา – “วิชัย” เผยผลตรวจปัสสาวะตำรวจสภา ไม่พบฉี่ม่วง ส่วน สส. ไม่มีอำนาจสั่งตรวจ

กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวกรณีข้อพิพาทที่ดินในจังหวัดบุรีรัมย์กันอยู่ โดยเฉพาะประเด็นที่คนพูดถึงกันมากคือเรื่อง กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง เพื่อไขข้อข้องใจให้กับประชาชน หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องเอกสารบันทึกการประชุมที่อาจทำให้หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายครับ

กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง ยันไม่รุกที่รถไฟ

ทางกรมที่ดินได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่านายชัย ชิดชอบ เคยเช่าที่ดินเขากระโดงจากการรถไฟฯ นั้น เป็นเรื่องที่มีการทำสัญญาอาศัยจริงในปี พ.ศ. 2516 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่เศษ แต่อย่างไรก็ตาม กรมที่ดินขอยืนยันว่าการออกเอกสารสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าวในส่วนอื่นๆ นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ของการรถไฟฯ แต่อย่างใด

รายละเอียดการตรวจสอบแนวเขตรางรถไฟ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น กรมที่ดินได้แจกแจงรายละเอียดระยะของแนวเขตรางรถไฟเอาไว้ดังนี้ครับ:

  • กิโลเมตรที่ 1 ถึง 2: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 15 เมตร
  • กิโลเมตรที่ 2 ถึง 4.54: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 20 เมตร
  • กิโลเมตรที่ 4.54 ถึง 6.2: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร

ในพื้นที่เหล่านี้ กรมที่ดินยืนยันว่าไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับประชาชนแต่อย่างใด และสำหรับกรณี กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง อย่างตรงไปตรงมานั้น ทางกรมฯ ได้ย้ำว่าการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่โดยรอบทำตามระเบียบกฎหมายทุกขั้นตอนครับ

ปัจจุบันปัญหาเรื่องที่ดินที่เป็นข้อพิพาทระหว่างการรถไฟฯ และราษฎรในพื้นที่นั้น ได้เข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ประชาชนควรติดตามผลพิจารณาจากศาลจะเป็นทางออกที่ถูกต้องและยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่ายครับ เราในฐานะผู้ติดตามข่าวสารก็คงต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ตัดสินข้อเท็จจริงในลำดับต่อไป เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องครับ

ที่มา – กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง ยันไม่เคยออกเอกสารสิทธิล้ำที่รถไฟ

โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพรัฐสภาในต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำงานของนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและมีความเป็นธรรมชาติ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจมาก นั่นคือการ โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมให้สภาเป็นพื้นที่ของประชาชนอย่างแท้จริง

โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แนวคิดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องการช่องทางทำกิน นายโสภณเล็งเห็นว่าอาคารรัฐสภาไทยมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีความสวยงามโดดเด่น จึงตั้งใจที่จะปรับภูมิทัศน์ให้เป็นมากกว่าแค่สถานที่ประชุมกฎหมาย แต่เป็นพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนสามารถนำสินค้ามาวางจำหน่าย ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน และทำให้รัฐสภาไทยกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญไม่แพ้ต่างประเทศอย่างแน่นอน

เปลี่ยนสภาให้เป็นปอดแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ

นอกจากการเปิดโอกาสให้นำสินค้ามาจำหน่ายแล้ว อีกหนึ่งความตั้งใจสำคัญคือการทำให้รัฐสภาไทยเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับทุกคน โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย ควบคู่ไปกับการจัดพื้นที่ให้เป็นสถานที่ออกกำลังกายและที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวกรุงเทพฯ ถือเป็นการคืนความสุขและพื้นที่ดีๆ ให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และพลังของจิตอาสาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

  • สร้างเศรษฐกิจ: เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ
  • แลนด์มาร์คใหม่: ยกระดับรัฐสภาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและจุดเช็คอินของเมือง
  • ปอดของเมือง: พัฒนาพื้นที่สีเขียวให้คนกรุงเทพฯ ได้มาออกกำลังกาย

การเดินหน้าในครั้งนี้ นายโสภณเน้นย้ำเรื่องความใกล้ชิดระหว่างรัฐสภากับประชาชน ในยุคที่ผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายกับวาทกรรมทางการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการเห็นการทำงานที่จับต้องได้ ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต้องเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ และทำประโยชน์ให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ในท้ายที่สุด โครงการนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการปฏิรูปบทบาทสภาให้มีความเป็นมิตรและเปิดกว้างมากขึ้น สำหรับใครที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือชาวชุมชนที่อยากมีพื้นที่โปรโมทสินค้า การติดตามข่าวสารจากทางรัฐสภาในระยะถัดไปนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสร้างความหวังให้กับทุกคนที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจในพื้นที่ขยับตัวได้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ที่มา – “โสภณ” ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย ตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์คแบบรัฐสภาต่างประเทศ

ยายป่วยมะเร็งต้องโกนหัว สแกนหน้าซื้อของบัตรคนจนไม่ผ่าน ขอรับบริจาควิกผมเก่า

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นคลิปวิดีโอที่กำลังเป็นกระแสในโลกออนไลน์ กรณีของคุณยายวัย 76 ปี ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จนเกิดเป็นประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก กับเรื่องราว ยายป่วยมะเร็งต้องโกนหัว สแกนหน้าซื้อของบัตรคนจนไม่ผ่าน ขอรับบริจาควิกผมเก่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคของการใช้เทคโนโลยีท่ามกลางวิกฤตชีวิตของผู้สูงอายุ

ยายป่วยมะเร็งต้องโกนหัว สแกนหน้าซื้อของบัตรคนจนไม่ผ่าน ขอรับบริจาควิกผมเก่า

คุณยายพลอน ภาสดา อายุ 76 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องผ่านการรักษาด้วยเคมีบำบัดจนต้องโกนผมทิ้งทั้งหมด คุณยายเล่าทั้งน้ำตาว่า ความหวังในการใช้เงินเยียวยาจากรัฐบาลเพื่อซื้อของให้หลานนั้นเกือบพังทลาย เพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนไปจากการรักษาโรค ทำให้การยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันหรือเครื่องสแกนใบหน้าไม่ผ่าน ซึ่งเหตุการณ์ ยายป่วยมะเร็งต้องโกนหัว สแกนหน้าซื้อของบัตรคนจนไม่ผ่าน ขอรับบริจาควิกผมเก่า นี้ทำเอาคนอ่านข่าวต่างพากันเห็นใจ

เหตุผลที่ต้องขอวิกผมเก่า

ปัญหาของการสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนในระบบราชการไทยปัจจุบัน มักอิงข้อมูลจากภาพถ่ายเดิมที่เคยลงทะเบียนไว้ เมื่อคุณยายป่วยหนักและต้องเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ การสแกนหน้าจึงกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก นี่คือเหตุผลหลักที่ ยายป่วยมะเร็งต้องโกนหัว สแกนหน้าซื้อของบัตรคนจนไม่ผ่าน ขอรับบริจาควิกผมเก่า เพื่อนำมาใช้เสริมสร้างความมั่นใจและช่วยให้ระบบสามารถจดจำใบหน้าได้ง่ายขึ้นอีกครั้ง

  • คุณยายต้องการได้รับสิทธิที่ตนเองควรได้รับ
  • ความกังวลเรื่องการดำรงชีพและการดูแลหลาน
  • อุปสรรคด้านเทคโนโลยีกับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว

ความมีน้ำใจของร้านค้าในหมู่บ้านที่ไม่ละทิ้งคุณยาย ช่วยกันหามุมและปรับองศาจนสามารถสแกนผ่านได้ในที่สุด นับเป็นแสงสว่างเล็กๆ กลางความทุกข์ใจ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรหันมาทบทวนเกี่ยวกับขั้นตอนการยืนยันตัวตนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สำหรับกลุ่มผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเห็นใจเช่นนี้ซ้ำอีก

หากท่านใดมีวิกผมเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วและอยากแบ่งปัน สามารถติดต่อช่วยเหลือคุณยายได้ นี่ไม่ใช่แค่การบริจาคสิ่งของ แต่เป็นการส่งต่อกำลังใจให้ผู้สูงอายุที่กำลังต่อสู้กับโรคร้ายได้มีรอยยิ้มอีกครั้ง

ที่มา – ยายป่วยมะเร็งต้องโกนหัว สแกนหน้าซื้อของบัตรคนจนไม่ผ่าน ขอรับบริจาควิกผมเก่า

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนให้ความสนใจกันครับ กับกรณีของ อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวล่าสุดที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความคืบหน้าของข้อพิพาทที่ดินต่าง ๆ ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณชน

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ต้องเล่าว่าทางด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้มีการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และเดินทางไปถึงบ้านพักของคุณเนวิน ชิดชอบ เพื่อติดตามการดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งในเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เรียบร้อยแล้ว และย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

นายอนุทินยังได้ขยายความเพิ่มเติมถึงเรื่องการทำงานของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่าทางหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการดำเนินการฟ้องร้องเป็นรายแปลงไปตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ไม่ใช่การเหมาเข่งรวบยอด ซึ่งศาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินเองในทุกกรณี

มุมมองต่อการบังคับใช้กฎหมาย

สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ กระบวนการยุติธรรมไทยมีหลักการที่ชัดเจนครับ โดยประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ:

  • การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น
  • ผลคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดี (รายแปลง) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเรื่องนี้
  • ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนกฎหมายได้หากศาลมีคำสั่งที่ชัดเจนออกมาแล้ว

สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน นายอนุทินยังได้กล่าวถึงงบประมาณปี 2570 ที่มุ่งเน้นการใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อกระจายความช่วยเหลือไปถึงพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลเร่งผลักดันควบคู่ไปกับการรักษาความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมครับ

สรุปสั้นๆ ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนทางกฎหมายคือทางออกเดียวของปัญหาเขากระโดง และการที่ฝ่ายการเมืองออกมาเน้นย้ำถึงกระบวนการที่โปร่งใสแบบนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงการเคารพหลักนิติธรรม หวังว่าทุกอย่างจะได้รับการคลี่คลายตามความเป็นจริงในเร็ววันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

“เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ เมื่อ “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ดุเดือดและสร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงการเมืองไทยไม่น้อย โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงที่มีพื้นที่ทับซ้อนมหาศาล

“เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง

เหตุการณ์เริ่มต้นในเช้าวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ขบวนของหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยพร้อมด้วย “ทนายอั๋น” ได้เดินทางไปถึงบริเวณหน้าบ้านพักของ นายเนวิน ชิดชอบ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน แม้ว่าในเวลานั้นจะไม่มีการพบปะพูดคุยกับเจ้าของบ้าน และพื้นที่หน้าบ้านถูกดูแลอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่การที่ “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง ก็ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสืบสวนคดีนี้ให้ถึงที่สุด

เปิดปมร้อนที่ดินเขากระโดง

สำหรับประเด็นที่ดินเขากระโดงนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะมีพื้นที่พิพาทสูงถึง 5,083 ไร่ และเกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิ์มากกว่า 900 แปลง ซึ่งฝ่ายการรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันว่านี่คือที่ดินของรัฐ แต่ก็ยังมีผู้ถือครองส่วนหนึ่งที่ออกมาโต้แย้งสิทธิ์ของตนเอง ทำให้คดีนี้คาราคาซังมานานหลายปี

หลังจากที่เดินทางออกจากบริเวณบ้านพัก นายเสรีพิศุทธ์ได้มุ่งหน้าต่อไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีประเด็นหลักๆ ที่ต้องติดตามดังนี้:

  • การตรวจสอบความเป็นมาของเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่เขากระโดง
  • การเร่งรัดให้หน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกอย่างเท่าเทียม
  • ความคืบหน้าในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หลายฝ่ายต่างจับตามองว่า ก้าวต่อไปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร หลังจากที่การเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด บทบาทของอดีตมือปราบอย่างเสรีพิศุทธ์จะสามารถไขปริศนาเรื่องที่ดินนี้ได้สำเร็จหรือไม่? หรือสุดท้ายแล้วบทสรุปจะจบลงที่การเจรจาหรือการฟ้องร้องถึงที่สุด

ในมุมมองของผม คดีนี้ถือเป็นการทดสอบกระบวนการยุติธรรมของไทยครั้งใหญ่ ว่าที่ดินของรัฐจะได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจังเพียงใด ความกล้าหาญในการลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ น่าจะสร้างแรงผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นครับ เราควรช่วยกันติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือบทเรียนสำคัญของกฎหมายที่ดินในไทย

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” แวะหน้าบ้าน “เนวิน” ก่อนเข้า ภ.จว.บุรีรัมย์ เอาผิดปมที่ดินเขากระโดง

หนุ่มนั่งเล่นโทรศัพท์ ถูกฟ้าผ่าดับคาบ้าน เมียยังคาใจ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำเตือนกันมาบ้างว่าเวลาฝนตกฟ้าคะนองไม่ควรเล่นมือถือ แต่เหตุการณ์ที่บุรีรัมย์ล่าสุดทำให้เราต้องหันมาใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น เมื่อมีข่าวหนุ่มนั่งเล่นโทรศัพท์ ถูกฟ้าผ่าดับคาบ้าน เมียยังคาใจ ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ที่น่ากลัวและเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ภายในตัวอาคารที่พักอาศัย

ไขปริศนา หนุ่มนั่งเล่นโทรศัพท์ ถูกฟ้าผ่าดับคาบ้าน จริงหรือ?

เหตุการณ์สลดนี้เกิดขึ้นกับนายรุ่ง อายุ 31 ปี ชาว อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งขณะที่เขากำลังพักผ่อนและใช้งานโทรศัพท์มือถือที่เสียบสายชาร์จไว้ในช่วงเวลาฝนตกหนัก จู่ๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ภรรยาของผู้เสียชีวิตเล่าว่าในวินาทีนั้นเห็นแสงฟ้าแลบพุ่งเข้ามาในบ้านอย่างจัง ก่อนจะมีเสียงฟ้าผ่าตามมา และสามีก็ล้มชักกระตุกเสียชีวิตลงต่อหน้าต่อตา ทั้งที่อยู่ในบ้านที่ควรจะปลอดภัยที่สุด

ทำไมการเล่นมือถือขณะฝนตกถึงอันตราย

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ หนุ่มนั่งเล่นโทรศัพท์ ถูกฟ้าผ่าดับคาบ้าน เมียยังคาใจ นี้ มีปัจจัยอะไรแอบแฝงหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญมักเตือนเสมอว่าในช่วงที่มีพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง เราควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงดังนี้:

  • การใช้งานโทรศัพท์ขณะเสียบสายชาร์จทิ้งไว้กับเต้ารับไฟฟ้า
  • การอยู่ใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์โลหะสื่อนำไฟฟ้า
  • การอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งหรือบริเวณที่มีความสูงเสี่ยงต่อการเกิดประจุไฟฟ้า

ในกรณีนี้ แม้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างพัดลมหรือตัวโทรศัพท์จะไม่ได้ระเบิดหรือเสียหาย แต่กระแสไฟฟ้ามหาศาลจากฟ้าผ่าได้ส่งผ่านพานำพาลงสู่ร่างกายของผู้ใช้งาน กลายเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือเหตุการณ์ที่หาได้ยากและทิ้งไว้ซึ่งคำถามมากมายเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างที่อยู่อาศัย

บทเรียนราคาแพงจากเหตุการณ์นี้ คือการตระหนักรู้ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก แม้เราจะอยู่ในบ้านก็ไม่ควรประมาท โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าในขณะที่พายุกำลังเข้าใกล้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียในแบบที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เราควรให้ความสำคัญกับการถอดปลั๊กอุปกรณ์ทุกชนิดเมื่อเริ่มมีเสียงฟ้าคะนอง เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของตัวท่านเองและคนที่ท่านรักครับ

ที่มา – หนุ่มนั่งเล่นโทรศัพท์ ถูกฟ้าผ่าดับคาบ้าน เมียยังคาใจ เล่านาทีเห็นสายฟ้าแลบ

ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยต้องจับตามอง เมื่อล่าสุดได้มีกระแสข่าวว่า ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังของวงจรยาเสพติดในประเทศไทยที่แม้จะมีการบำบัดรักษา แต่ผู้ป่วยจำนวนมากยังคงกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดซ้ำอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดคำถามมากมายถึงความมั่นคงและความปลอดภัยในสังคมของเรา

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก หลังจากลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และได้พบข้อมูลเชิงประจักษ์ว่ามาตรการเดิมอาจยังไม่เพียงพอ ผู้เสพหลายคนผ่านการบำบัดมาแล้ว แต่เมื่อต้องกลับไปเผชิญกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ก็มักจะพ่ายแพ้ต่อสิ่งเร้าและกลับไปใช้ยาเสพติดอีกครั้ง ทำให้อัตราการติดซ้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

วิเคราะห์กลไกใหม่เมื่อ ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ประธานสภาฯ จึงมีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการใหม่ โดยเน้นใช้กลไกรัฐสภาเพื่อรื้อกฎหมายยาเสพติดให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยมีแนวทางหลักๆ ดังนี้:

  • ปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมและมีบทลงโทษที่เด็ดขาดสำหรับผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้วยังกลับไปเสพซ้ำ
  • เลิกใช้วิธีการส่งไปฟื้นฟูเยียวยาแบบเดิมสำหรับผู้ที่ทำผิดซ้ำซาก
  • เพิ่มมาตรการลงโทษทางกฎหมายด้วยการส่งเข้าเรือนจำทันทีเพื่อสร้างความเกรงกลัว

แนวคิดนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญจาก ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม เพื่อหวังจะตัดวงจรผู้ค้าและผู้เสพออกจากสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเตรียมจะมีการประชุมระดมสมองครั้งใหญ่ที่อาคารรัฐสภาเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ในมุมมองของผม การแก้ปัญหายาเสพติดลำพังการเพิ่มบทลงโทษอาจยังไม่ใช่ทางออกเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพและเตรียมความพร้อมในการกลับสู่อันเป็นปกติของสังคมด้วย หากไม่มีช่องทางทำกินที่ชัดเจน โอกาสที่คนเหล่านี้จะกลับไปหลงผิดก็ยังมีสูง เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ามาตรการที่เข้มข้นขึ้นจะช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทยให้ปลอดภัยขึ้นได้อย่างไร

ที่มา – ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย…

เชื่อว่าหลายคนคงเคยติดตามข่าวคดีอาชญากรรมที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจ สำหรับเหตุการณ์ล่าสุดที่ จ.บุรีรัมย์ เรื่องราวของ แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย คดีไม่คืบ คู่กรณีอ้างเป็น “เด็กนาย” กลายเป็นกระแสที่สังคมต้องตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่

แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย คดีไม่คืบ คู่กรณีอ้างเป็น “เด็กนาย”

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 นายองอาจ วัย 35 ปี ถูกทำร้ายร่างกายอย่างทารุณด้วยไม้เบสบอลจนต้องเข้า ICU สมองกระทบกระเทือน ซี่โครงหัก และกระดูกตาแตก อาการสาหัสจนต้องนอนรักษาตัวอยู่ถึง 2 เดือน แม้คู่กรณีจะยอมรับสารภาพแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันคดีกลับไม่คืบหน้า สิ่งที่ครอบครัวต้องเผชิญคือความเงียบเชียบและคำขู่จากผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น “เด็กนาย”

เปิดปมร้อน: เมื่อ แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย คดีไม่คืบ คู่กรณีอ้างเป็น “เด็กนาย” จริงหรือ?

ความน่าตกใจของคดีนี้ไม่ใช่แค่ความรุนแรงของเหตุการณ์ แต่คือความรู้สึกไร้ที่พึ่งของครอบครัวนางทองมวล ผู้เป็นแม่:

  • การตั้งข้อหาที่ดูเบาเกินไป: จากเหตุที่รุนแรงถึงขั้นเข้าห้องไอซียู ตำรวจกลับแจ้งเพียงข้อหา “ทำร้ายร่างกาย”
  • การเจรจาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม: มีการตกลงจ่ายค่าเสียหาย 120,000 บาท แต่นายหนุ่ม คู่กรณีกลับเบี้ยวจ่ายและอ้างว่าไม่กลัวใครเพราะมี “เด็กนาย” คอยหนุนหลัง
  • คดีถูกโยนไปมา: พนักงานสอบสวนอ้างเหตุการณ์เกิดที่ อ.แคนดง ทั้งที่เหตุการณ์เริ่มต้นจากจุดหนึ่งไปจบอีกจุดหนึ่ง สร้างความสับสนให้กับผู้เสียหายอย่างหนัก

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย คดีไม่คืบ คู่กรณีอ้างเป็น “เด็กนาย” แบบนี้ จะเป็นบทสะท้อนถึงระบบเส้นสายที่ยังคงมีอยู่จริงในสังคมไทยหรือไม่ การที่ประชาชนคนหนึ่งต้องถูกทำร้ายจนร่างกายและชีวิตเปลี่ยนไป แต่กลับไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แห่งความยุติธรรม เป็นสิ่งที่หน่วยงานระดับสูงควรลงมาตรวจสอบให้ชัดเจน

ในฐานะสื่อกลาง เราขอเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่จะส่งเสียงแทนครอบครัวที่เจ็บปวด เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง และเราหวังว่าเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการให้ความกระจ่างแก่สังคมโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้คำว่า “เด็กนาย” กลายเป็นเกราะป้องกันให้กับผู้กระทำความผิดอีกต่อไป

ที่มา – แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย คดีไม่คืบ คู่กรณีอ้างเป็น “เด็กนาย”

Scroll to top