บุรีรัมย์

พลังงานบุรีรัมย์ แจง เติมน้ำมันไม่อั้น ไม่จริง

ในช่วงที่สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวน ชาวบุรีรัมย์หลายคนคงได้ยินข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าสามารถพลังงานบุรีรัมย์ แจง เติมน้ำมันได้ไม่อั้น ไม่เป็นความจริงแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย! สำนักงานพลังงานจังหวัดบุรีรัมย์ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้วว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ ปั๊มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดยังคงจำกัดปริมาณการเติมตามมาตรการที่กำหนดไว้ เพื่อให้ทุกคนได้รับน้ำมันอย่างทั่วถึงและเพียงพอ

พลังงานบุรีรัมย์ แจง เติมน้ำมันได้ไม่อั้น ไม่เป็นความจริง

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2567 นายประสพโชค วรรณขาว รักษาการแทนพลังงานจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงกระแสข่าวที่แพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์ โดยยืนยันว่าปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในบุรีรัมย์ยังคงมีมาตรการจำกัดวงเงินการเติมน้ำมัน เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้เพียงพอ ไม่ให้เกิดการขาดแคลนหรือการกักตุนจากบุคคลบางกลุ่ม

สาเหตุที่ต้องมีมาตรการนี้มาจากสถานการณ์น้ำมันโลกที่ไม่แน่นอน รวมถึงปัญหาการขนส่งและการผลิตที่กระทบต่อประเทศไทย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกแนวทางควบคุมการใช้ เพื่อรักษาความสมดุลในระบบพลังงานของประเทศ โดยบุรีรัมย์ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ในภาคอีสาน ก็ต้องปฏิบัติตามเช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ

รายละเอียดมาตรการจำกัดการเติมน้ำมันหลังพลังงานบุรีรัมย์ แจง

เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้น สถานีบริการน้ำมันบางแห่งได้ปรับเพิ่มวงเงินการเติมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีแนวทางดังนี้:

  • รถยนต์ 4 ล้อ: จากเดิมไม่เกิน 500 บาท ปรับเป็นไม่เกิน 1,000 บาท ช่วยให้เติมได้มากขึ้นสำหรับการใช้งานประจำวัน
  • รถยนต์ 6 ล้อ: จากเดิมไม่เกิน 1,000 บาท ปรับเป็นไม่เกิน 1,500 บาท เหมาะสำหรับรถบรรทุกหรือใช้งานหนัก

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละปั๊ม ผู้ใช้บริการควรสอบถามพนักงานที่สถานีบริการน้ำมันโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน

ทำไมต้องมีมาตรการจำกัดการเติมน้ำมันในบุรีรัมย์

มาตรการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะขาดแคลนน้ำมันจริง แต่เพื่อป้องกันการซื้อสะสมจำนวนมากจากผู้ประกอบการหรือบุคคลที่อาจนำไปขายต่อในราคาแพง ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับผลกระทบ ในบุรีรัมย์ซึ่งมีประชากรหนาแน่นและการจราจรคับคั่ง มาตรการช่วยกระจายน้ำมันให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรถส่วนบุคคล รถสาธารณะ หรือรถบรรทุกสินค้า

นอกจากนี้ ยังช่วยควบคุมราคาน้ำมันให้คงที่ ไม่พุ่งสูงผิดปกติ หากปล่อยให้เติมไม่อั้น อาจนำไปสู่ปัญหาการต่อคิวและความโกลาหลได้ ดังนั้น การพลังงานบุรีรัมย์ แจง เติมน้ำมันได้ไม่อั้น ไม่เป็นความจริงจึงเป็นการย้ำเตือนให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

สำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยหรือมีรถหลายคัน แนะนำให้วางแผนการเติมน้ำมันล่วงหน้า หมั่นเช็คสต็อกที่ปั๊มใกล้บ้านผ่านแอปพลิเคชันของสถานีบริการหลักๆ เช่น ปตท. หรือเชลล์ และหลีกเลี่ยงการเดินทางไม่จำเป็นเพื่อประหยัดน้ำมัน

คำแนะนำจากพลังงานบุรีรัมย์แก่ประชาชน

พลังงานจังหวัดบุรีรัมย์ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ไม่ตื่นตระหนกกับข่าวลือ และติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการอย่างเป็นทางการ เช่น เว็บไซต์กรมธุรกิจพลังงาน หรือเพจสำนักงานพลังงานจังหวัด หากพบการแพร่ข่าวเท็จ สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันที

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้เป็นสิ่งจำเป็นในยามวิกฤต เพราะช่วยรักษาความมั่นคงด้านพลังงานให้ยั่งยืน หากทุกคนช่วยกันประหยัดและไม่กักตุน สถานการณ์จะคลี่คลายเร็วขึ้นแน่นอน ลองเปลี่ยนมาใช้น้ำมันทางเลือกอย่าง NGV หรือ EV ดูสิ จะช่วยลดภาระได้เยอะ!

เรียกร้องให้ทุกท่านช่วยกัน: ติดตามข่าวสารจากแหล่งจริง และแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อหยุดข่าวลือ!

ที่มา – พลังงานบุรีรัมย์ แจง เติมน้ำมันได้ไม่อั้น ไม่เป็นความจริง ปั๊มในจังหวัด ยังจำกัดการเติม

พ่อแม่ไม่ทน หอบหลักฐานเอาผิด “ครูพละ” ลวนลาม ม.3

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.บุรีรัมย์ เมื่อพ่อแม่ไม่ทน หอบหลักฐานเอาผิด “ครูพละ”ที่ถูกกล่าวหาว่าลวนลามลูกสาวชั้น ม.3 และขู่นักเรียนให้ติด ร. หรือศูนย์ เพื่อบังคับให้ทำตาม เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ผู้ปกครองหลายคนกังวลใจ เพราะเด็กๆ ควรปลอดภัยในโรงเรียน แต่กลับถูกคุกคามจากคนที่ควรเป็นแบบอย่าง

พ่อแม่ไม่ทน หอบหลักฐานเอาผิด “ครูพละ” อ้างลวนลามลูกสาว

วันที่ 22 มี.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับร้องเรียนจากผู้ปกครองนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนในบุรีรัมย์ โดยอ้างว่าลูกสาวถูกครูพละลวนลามหลายครั้ง ไม่เลือกสถานที่ แม้แต่บริเวณโรงอาหารที่กำลังนั่งกับเพื่อนๆ ผู้ปกครองได้รวบรวมคลิปวิดีโอและแชทไลน์เป็นหลักฐาน มอบให้ผู้บริหารโรงเรียนแล้ว แต่เรื่องไม่คืบหน้า จึงตัดสินใจหอบหลักฐานไปแจ้งความที่ สภ.ลำปลายมาศ

คำให้การจากน.ส.เอ ลูกสาวผู้เสียหาย

น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม.3 เล่าด้วยน้ำตาคลอว่าถูกครูพละคนนี้ลวนลามมาตั้งแต่ชั้น ม.2 หลายครั้ง ครั้งล่าสุดส่งแชทไลน์สองแง่สามง่าม และเข้ามานั่งข้างๆ แล้วจับหน้าอกต่อหน้าเพื่อนๆ ที่นั่งด้วยกัน สถานที่เป็นกลางแจ้ง เพื่อนๆ ไม่กล้ามอง หน้าแทบฟุบลงกับโต๊ะ เธอรู้สึกอับอายและกลัวมาก

ที่ผ่านมา มีเพื่อนนักเรียนหลายคนถูกกระทำแบบเดียวกัน แต่ไม่มีใครกล้าพูดเพราะครูขู่ว่าจะไม่ให้สอบผ่าน ทำให้ติด ร. หรือศูนย์ น.ส.เอ ออกมาเปิดเผยเพราะไม่อยากให้มีเหยื่อรายอื่นเพิ่ม

มุมมองจากผู้ปกครอง พ่อแม่ไม่ทนอีกต่อไป

น.ส.บี (นามสมมุติ) แม่ของเด็ก กล่าวว่าลูกสาวหวาดกลัวจนไม่กล้าไปโรงเรียนในวันที่มีวิชาพละ ลูกเอาแชทมาให้ดู แล้วร้องไห้ไม่หยุด สภาพจิตใจย่ำแย่ ลูกเคยแจ้งครูครั้งก่อนตอน ม.2 แต่เรื่องเงียบหายไป

นายสันต์ อายุ 50 ปี พ่อเด็ก เผยจากข้อมูลที่ทราบ ครูคนนี้ชอบข่มขู่เด็ก ถ้าจะแก้เกรดต้องไปพบที่ลับตา เด็กกลุ่มหนึ่งไม่ยอมจึงเรียนไม่จบ ครูเคยถูกฟ้องร้องแบบนี้หลายครั้ง แต่จ่ายค่าเสียหายแล้วกลับมาก่อเหตุซ้ำ ย่ามใจเพราะคิดว่าไม่มีใครทำอะไรได้

นายสันต์ประเมินว่ามีเด็กถูกกระทำมากกว่า 100 ราย เด็กยอมก็จบ เด็กไม่ยอมก็ติดเกรดค้างไว้ ตอนนี้แจ้งความแล้ว และขอให้หน่วยงานช่วยเด็กที่ติดเกรดเหล่านี้ให้มีโอกาสแก้ตัวอย่างยุติธรรม

  • พฤติกรรมของครูพละที่ถูกกล่าวหา:
  • ลวนลามนักเรียนไม่เลือกสถานที่
  • ส่งแชทสองแง่สามง่ามทางไลน์
  • ขู่เด็กติด ร. หรือศูนย์
  • บังคับให้พบลับหูเพื่อแก้เกรด
  • ก่อเหตุซ้ำหลังจ่ายค่าเสียหาย

เรื่องนี้ยังรอคำชี้แจงจากโรงเรียนและครูผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากเป็นประเด็นละเอียดอ่อน หากมีความคืบหน้าจะอัปเดตให้ทราบ

ผลกระทบต่อเด็กและสังคม

การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำลายจิตใจเด็ก แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบการศึกษา เด็กควรได้รับการปกป้อง ไม่ใช่ถูกคุกคามจากครู ผู้ปกครองหลายคนเรียกร้องให้หน่วยงานศึกษาตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

ในฐานะสังคม เราต้องตื่นตัวกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน สิทธิเด็กต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ หากคุณหรือคนใกล้ตัวเจอเหตุการณ์คล้ายนี้ อย่าปล่อยไว้ ควรรายงานทันที

ความเห็นส่วนตัว: เรื่องพ่อแม่ไม่ทน หอบหลักฐานเอาผิด “ครูพละ”นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการยืนหยัดเพื่อลูก แนะนำให้ผู้ปกครองติดตามข่าวและสอนลูกให้รู้จักปกป้องตัวเอง สังคมต้องไม่นิ่งเฉยต่อภัยคุกคามแบบนี้

เรียกร้องให้แชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยและปกป้องเด็กทุกคน!

ที่มา – พ่อแม่ไม่ทน หอบหลักฐานเอาผิด “ครูพละ” อ้างลวนลามลูกสาว ม.3 ขู่เด็กติด ร.-ศูนย์

บุรีรัมย์ “น้ำดื่ม” ปรับขึ้นราคาแพ็กละ 3-5 บาท

สวัสดีครับชาวบุรีรัมย์และเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในพื้นที่บ้านเรา นั่นคือ บุรีรัมย์ “น้ำดื่ม” ปรับขึ้นราคาแพ็กละ 3-5 บาท เพราะต้นทุนการผลิตพุ่งสูง ชาวบ้านหลายคนเริ่มโอดครวญว่าค่าครองชีพแพงขึ้นทุกวัน จากเดิมที่น้ำดื่มบรรจุขวดแพ็กละ 19-20 บาท ตอนนี้กลายเป็น 21-25 บาทไปแล้ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของเรา

บุรีรัมย์ “น้ำดื่ม” ปรับขึ้นราคาแพ็กละ 3-5 บาท

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกที่วิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งสูง สินค้าอุปโภคบริโภคหลายอย่างต้องปรับราคาตามไปด้วย โดยเฉพาะน้ำดื่มบรรจุขวดขนาด 600 มล. แบรนด์ท้องถิ่นที่เราคุ้นเคย ร้านค้าปลีกและส่งในบุรีรัมย์จำเป็นต้องขึ้นราคาเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนจากโรงงานผู้ผลิตในจังหวัดใกล้เคียงอย่างสุรินทร์ ขอนแก่น และสระบุรี

บุรีรัมย์ น้ำดื่มปรับราคาแพ็กละ 3-5 บาท

นายธนกฤต มาขุมเหล็ก เจ้าของร้านคลังน้ำดื่มบุรีรัมย์ ริมถนนบุรีรัมย์-นางรอง ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ เล่าว่า ร้านของเขาวางขายน้ำดื่ม 3-4 แบรนด์ วันละ 4,000 แพ็ก จากเดิมรับในราคาแพ็กละ 19-20 บาท แต่หลังจากราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และเม็ดพลาสติกสำหรับทำขวดปรับขึ้น ทางโรงงานเลยบวกเพิ่ม ทำให้ร้านต้องขายแพ็กละ 21-23 บาท แม้จะพยายามยื้อไว้แล้วก็ตาม

สาเหตุหลักของบุรีรัมย์ “น้ำดื่ม” ปรับขึ้นราคาแพ็กละ 3-5 บาท

มาดูกันว่าทำไมต้นทุนถึงแพงขนาดนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ราคาน้ำมันดีเซลพุ่ง: จากวิกฤตตะวันออกกลาง ส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าจากโรงงานไกลๆ แพงขึ้น
  • เม็ดพลาสติกปรับราคา: วัตถุดิบหลักทำขวดน้ำ ขึ้นราคาตามน้ำมันดิบ
  • ต้นทุนการผลิตรวม: โรงงานต้องบวกเพิ่มเพื่อความอยู่รอด ทำให้ตัวแทนอย่างร้านค้าต้องตาม
ร้านน้ำดื่มบุรีรัมย์ปรับราคา

ลูกค้าประจำหลายรายไม่พอใจ บางคนลดปริมาณซื้อจาก 20 แพ็กเหลือ 10 แพ็ก บางรายที่ขายต่อในหมู่บ้านถึงขั้นเลิกซื้อเลย ชาวบ้านรายหนึ่งบอกว่า “ทุกอย่างแพงหมด น้ำดื่มก็แพง ต้องลดการใช้เพื่อประหยัด ฝากรัฐช่วยแก้ปัญหาด่วนๆ” ค่าครองชีพในบุรีรัมย์ตอนนี้สูงขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะครอบครัวรายได้น้อยที่ใช้น้ำดื่มบรรจุขวดเป็นหลัก

สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่บุรีรัมย์เท่านั้น แต่เริ่มลุกลามทั่วประเทศ หากราคาน้ำมันยังไม่นิ่ง คาดว่าราคาน้ำดื่มอาจปรับขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ เราในฐานะผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

วิธีรับมือเมื่อบุรีรัมย์ “น้ำดื่ม” ปรับขึ้นราคาแพ็กละ 3-5 บาท

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ดูครับ

  • ต้มน้ำประปาให้สุกเพื่อดื่มแทน ช่วยประหยัดได้เยอะ
  • ซื้อน้ำดื่มขนาดใหญ่หรือแบบถัง เพื่อราคาต่อหน่วยถูกกว่า
  • ลดขยะพลาสติกโดยใช้วอร์เตอร์บอททtle ส่วนตัว
  • สนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นที่พยายามรักษาราคา

สุดท้ายนี้ จากมุมมองของผม สถานการณ์แบบนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจโลก รัฐบาลควรมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็น ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ ว่าปรับตัวยังไงบ้าง และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – บุรีรัมย์ “น้ำดื่ม” ปรับขึ้นราคาแพ็กละ 3-5 บาท เหตุต้นทุนแพง ชาวบ้านโอดค่าครองชีพสูง

ชายวัย 73 ปี ขี่จยย.ตระเวนซื้อน้ำมันเติมรถไถ ถูกชนตาย

เกิดอุบัติเหตุสุดสะเทือนใจที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อชายวัย 73 ปี ขี่ จยย. ตระเวนหาซื้อ “น้ำมัน” เติมรถไถ ถูกกระบะชนท้ายเสียชีวิต ผู้ตายเป็นชาวนาที่ต้องออกตระเวนหาน้ำมันดีเซลเติมรถไถเพื่อเตรียมไถนาเพาะปลูกข้าว แต่โชคร้ายเจออุบัติเหตุร้ายแรง ลูกสาวผู้ตายถึงกับน้ำตาไหลพราก เล่าว่าพ่อต้องทำแบบนี้ทุกวันเพราะน้ำมันขาดแคลนหลายปั๊ม

ชายวัย 73 ปี ขี่ จยย. ตระเวนหาซื้อ “น้ำมัน” เติมรถไถ ถูกกระบะชนท้ายเสียชีวิต

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 17 มี.ค. 2567 ร.ต.อ.เกรียงศักดิ์ กิจไธสง รองสารวัตรสอบสวน สภ.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเหตุรถกระบะชนรถจักรยานยนต์บริเวณตรงข้ามปั๊มน้ำมันก่อนถึงตัวอ.สตึก จึงนำกำลังพลและประสานหน่วยกู้ภัยวังกรูดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

ชายวัย 73 ปี ขี่ จยย. ตระเวนหาซื้อ \

ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 เลน สายบุรีรัมย์-สตึก ด้านขวาสุดของช่องจราจร พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟล้มตะแคง ด้านหลังมีรอยถูกชนเสียหาย ห่างออกไปเล็กน้อยพบรถกระบะโตโยต้า 4 ประตูสีดำทะเบียนสระแก้ว ด้านหน้าขวาเพี้ยนบุบ นอกจากนี้ยังมีแกลลอนน้ำมัน 2 ใบกระเด็นหล่นเกลื่อนเกาะกลางถนน สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้เห็นเหตุการณ์

รายละเอียดอุบัติเหตุชายวัย 73 ปี ขี่ จยย. ตระเวนหาซื้อ “น้ำมัน” เติมรถไถ

ผู้เสียชีวิตคือ นายพรมมา หอมหวล อายุ 73 ปี ชาว ต.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ นอนจมกองเลือดเสียชีวิตคาที่ใกล้รถจยย. ของตัวเอง นางเรไร อายุ 46 ปี ข้าราชการครูจาก อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว ผู้ขับรถกระบะคู่กรณี ให้การว่า กำลังเดินทางไปร้อยเอ็ดเพื่อพาลูกสมัครเรียน แต่รถจยย.ของผู้ตายพุ่งตัดเข้าช่องขวากะทันหัน เบรกไม่ทันจึงพุ่งชนท้ายเต็มแรง

ภาพที่เกิดเหตุ ชายวัย 73 ปี ขี่ จยย. ตระเวนหาซื้อ \

นายภาคิน แทนไธสง อายุ 29 ปี พนักงานปั๊มน้ำมันพยานสำคัญ เล่าว่าเห็นลุงผู้ตายขี่จยย.มาพร้อมแกลลอน 2 ใบเพื่อซื้อดีเซล แต่ปั๊มหมด ลุงเลยขี่ออกไป คาดว่าจะยูเทิร์นไปปั๊มอื่น ไม่นานได้ยินเสียงดังสนั่น วิ่งไปดูพบลุงนอนจมกองเลือดแล้ว

สาเหตุจากน้ำมันขาดแคลน ชาวนาต้องตระเวนหาซื้อ

นางศิริภรณ์ ชุนรัมย์ อายุ 51 ปี ลูกสาวผู้ตายและผู้ใหญ่บ้านบ้านคูขาด เผยด้วยความเศร้าว่าพ่อเป็นชาวนาต้องซื้อน้ำมันเติมรถไถทุกวัน โดยเฉพาะช่วงฤดูไถนาเตรียมปลูกข้าว แต่ช่วงนี้ปั๊มน้ำมันหลายแห่งหมดสต็อก พ่อเลยต้องชายวัย 73 ปี ขี่ จยย. ตระเวนหาซื้อ “น้ำมัน” เติมรถไถ ถูกกระบะชนท้ายเสียชีวิตแบบวันละหลายเที่ยว ครั้งนี้โชคร้ายสุดๆ

แกลลอนน้ำมันที่กระเด็นจากเหตุ ชายวัย 73 ปี ขี่ จยย. ตระเวนหาซื้อ \

บทเรียนจากอุบัติเหตุบุรีรัมย์: ขับขี่ปลอดภัยและปัญหาน้ำมันขาดแคลน

เหตุการณ์ชายวัย 73 ปี ขี่ จยย. ตระเวนหาซื้อ “น้ำมัน” เติมรถไถ ถูกกระบะชนท้ายเสียชีวิตนี้ สะท้อนปัญหาหลายด้าน ทั้งการขับขี่ที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะรถช้าตัดหน้าบนถนนสายหลัก และวิกฤตน้ำมันดีเซลที่กระทบเกษตรกรหนัก ช่วงนี้ราคาน้ำมันผันผวน สต็อกขาดแคลน ชาวบ้านต้องตระเวนหาซื้อไกลๆ เพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุ

  • ขับขี่ปลอดภัย: รถช้าควรใช้ไฟเลี้ยวล่วงหน้า หลีกเลี่ยงตัดหน้าทันที
  • ผู้ใหญ่ใจร้อน: ชาวนาวัยชราอย่าออกไปคนเดียว แนะนำให้ลูกหลานช่วย
  • แก้ปัญหาน้ำมัน: รัฐควรเพิ่มสต็อกดีเซลให้ปั๊มพื้นที่เกษตร
  • ถนนสายบุรีรัมย์-สตึก: ควรติดตั้งป้ายเตือนและไฟจราจรเพิ่ม

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายๆ กันในหลายจังหวัดที่น้ำมันขาด ชาวนาต้องเสี่ยงชีวิตหาน้ำมัน สังคมควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนนและสนับสนุนเกษตรกรมากขึ้น

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่า การขับขี่ต้องมีสติเสมอ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตพลังงานที่ทำให้ทุกคนเร่งรีบ คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คอมเมนต์แบ่งปันประสบการณ์ด้านล่าง หรือแชร์เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ กันเถอะ!

ที่มา – ชายวัย 73 ปี ขี่ จยย. ตระเวนหาซื้อ “น้ำมัน” เติมรถไถ ถูกกระบะชนท้ายเสียชีวิต

ประวัติ “ทรงศักดิ์” กลุ่มเพื่อนเนวิน รัฐมนตรีช่วย 5 รัฐบาล

สวัสดีครับชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามาเจาะลึกประวัติ “ทรงศักดิ์” กลุ่มเพื่อนเนวินกันเลย ที่เหนียวแน่นสุดๆ ครองเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาถึง 5 รัฐบาลแล้วนะครับ! จากโผครม.อนุทิน 2 ที่เพิ่งประกาศเมื่อ 14 มีนาคม 2567 คุณทรงศักดิ์ ทองศรี ยังได้นั่งตำแหน่งเดิมอีกสมัย แสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่แข็งแกร่งในบุรีรัมย์และความสนิทสนมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยเฉพาะนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย รัฐบาลชุดนี้รวมพรรคใหญ่ๆ อย่างภูมิใจไทย เพื่อไทย พลังประชารัฐ และอื่นๆ รวม 290 ที่นั่ง กับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ควบมหาดไทยอีกสมัย

ทรงศักดิ์ ทองศรี

ประวัติ “ทรงศักดิ์” กลุ่มเพื่อนเนวิน เหนียวแน่นครองเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย 5 รัฐบาล

ประวัติ “ทรงศักดิ์” กลุ่มเพื่อนเนวิน เริ่มจากบ้านใหญ่ในบุรีรัมย์ คุณทรงศักดิ์ ทองศรี หรือชื่อเล่น “ป้อม” เกิดวันที่ 20 เมษายน 2501 ปัจจุบันอายุ 66 ปี (ข้อมูลล่าสุด) ชาวตำบลละเวี้ย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ บุตรนายบุญเรือนและนางสุนีย์ ทองศรี สมรสกับนางแว่นฟ้า ทองศรี (สกุลเดิม อนันตทัศน์) ตั้งแต่ 18 พ.ค. 2535 เธอเป็นน้องสาวของสีเผือก อนันตทัศน์ อดีตนักร้องเพลงเพื่อชีวิตและนายก อบจ.บึงกาฬ มีบุตรธิดา 5 คน ได้แก่ สุโรชา, ทยิดา (ภรรยาสยาม เพ็งทอง ส.ส.บึงกาฬ), ชลลดา, วันฉัตร และวัศพล ทองศรี ครอบครัวใหญ่ที่สืบสานการเมืองต่อเนื่องเลยครับ

ครอบครัวทรงศักดิ์ ทองศรี

ประวัติการศึกษา ทรงศักดิ์ ทองศรี

ด้านการศึกษาไม่ธรรมดาเลยนะครับ จบมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต ม.รามคำแหง ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร ม.อีสเทิร์นเอเชีย และปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตร จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน พื้นฐานแน่นทั้งกฎหมายและบริหาร สนับสนุนเส้นทางการเมืองยาวนาน

เส้นทางการเมืองที่ยาวนาน ส.ส. 9 สมัย

เส้นทางการเมืองของท่านเริ่มตั้งแต่สมัยแรกปี 2535 สังกัดพรรคสามัคคีธรรม ชนะ ส.ส.เขตบุรีรัมย์ ตามด้วยพรรคชาติไทย (2535, 2538) พรรคความหวังใหม่ (2539) พรรคไทยรักไทย (2544, 2548) พรรคพลังประชาชน (2550) แต่ถูกยุบปี 2551 เว้นวรรค 5 ปี กลับมาปี 2562 สังกัดพรรคภูมิใจไทย บัญชีรายชื่อ และ 2566 อีกสมัย รวม 9 สมัยติด!

  • 2535: พรรคสามัคคีธรรม – ชนะเขตบุรีรัมย์
  • 2535 (ซ่อม): พรรคชาติไทย
  • 2538: พรรคชาติไทย
  • 2539: พรรคความหวังใหม่
  • 2544, 2548: ไทยรักไทย
  • 2550: พลังประชาชน (กรรมการบริหาร)
  • 2562, 2566: ภูมิใจไทย บัญชีรายชื่อ
ทรงศักดิ์ ทองศรี การเมือง

นอกจากนี้ยังเคยเป็นผู้ช่วยเลขาฯ กระทรวงการคลังและศึกษาธิการ ประธานกรรมาธิการท่องเที่ยว รัฐมนตรีช่วยคมนาคมในยุคสมัคร สุนทรเวช และที่เด่นสุดคือรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยตั้งแต่ยุคลุงตู่ (2562) ต่อเนื่องรัฐบาลเศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน 1 และล่าสุดอนุทิน 2 รวม 5 รัฐบาล! ไม่เคยหลุดเก้าอี้ แสดงถึงความไว้วางใจจากพรรคและพันธมิตร

ท่านยังเป็นหนึ่งในกลุ่ม 16 หรือกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่นายเนวินเป็นหัวโต๊ะ แกนนำสำคัญบุรีรัมย์ สีน้ำเงินของภูมิใจไทย ฐานเสียงเหนียวแน่นจากบ้านใหญ่ในพื้นที่ ทำให้รอดพ้นพายุการเมืองหลายครั้ง น่าสนใจว่าตำแหน่งนี้ช่วยรวมอำนาจมหาดไทยภายใต้นายกฯ อนุทินอย่างไร

ทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรี

ประวัติ “ทรงศักดิ์” กลุ่มเพื่อนเนวิน บอกเล่าเรื่องราวนักการเมืองอาวุโสที่ปรับตัวเก่ง ท่ามกลางการเมืองไทยที่ผันผวน สะท้อนว่าฐานรากในท้องถิ่นและเครือข่ายพรรคสำคัญแค่ไหน หากคุณสนใจเส้นทางแบบนี้ ลองติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมจากเรา หรือแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ว่าคิดอย่างไรกับการครองเก้าอี้ยาวนานขนาดนี้ครับ!

นี่คือตัวอย่างนักการเมืองที่พิสูจน์ว่าความเหนียวแน่นชนะทุกอย่างในแวดวงนี้

ที่มา – ประวัติ “ทรงศักดิ์”กลุ่มเพื่อนเนวิน เหนียวแน่นครองเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย 5 รัฐบาล

โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว.

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยกระแสข่าวสารร้อนแรง โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการยกคำร้องในคดีฮั้วสว. จำนวน 229 คน โดยนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าราชการจะยึดหลักกฎหมายในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยกคำร้องคดีฮั้วสว. ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐบาลอาจทำให้คดีต่างๆ หายไป นายโสภณย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า "เป็นแหล่งข่าวหรือไม่" และระบุว่าเท่าที่ติดตามจากสื่อ เป็นข่าวจากแหล่งคณะอนุกรรมการฯ จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ในทันที

กระแสข่าวยกคำร้อง 229 คน คดีฮั้ว สว.

คดีฮั้วสว. เป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สังคมจับตา โดยเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้วประสานงานกันผิดกฎหมาย การยกคำร้องทั้ง 229 รายคดีนี้ สร้างความฮือฮาและคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นสู่อำนาจ นายโสภณย้ำว่า โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. เพราะข้าราชการไม่มี "หลังพิง" หากทำผิดจะเดือดร้อนเอง เหมือนกรณีบทเรียนจากอดีตนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา

มุมมองของโสภณต่อกระแสวิจารณ์

นายโสภณชี้แจงว่า ไม่ต้องกังวลว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลแล้วคดีจะรอด เพราะมีบทเรียนชัดเจน ข้าราชการจะระมัดระวังในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในยุคที่การตรวจสอบเข้มข้น ทุกหน่วยงานต้องตอบคำถามได้ทั้งต่อสังคมและหน่วยตรวจสอบ เขายังเปรียบเทียบกับบุรีรัมย์ที่ถูกตั้งคำถามว่าจะ "กินรวบ" วุฒิสภาไหม โดยยืนยันว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่ใช่การวางแผน

  • ข้าราชการต้องยึดกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น
  • มีบทเรียนจากอดีตนายกฯ ที่ชัดเจน
  • การตรวจสอบจะเข้มข้นยิ่งขึ้นเมื่อเป็นรัฐบาล
  • วุฒิสภาดำเนินงานตามปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค
  • ในวิกฤตโลก ต้องการความรัก ไม่ใช่เกลียดชัง

นายโสภณยังกล่าวถึงการตรวจสอบที่เกิดขึ้นไปมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน หากหน่วยงานตัดสินตามกฎหมาย ก็ต้องเชื่อมั่น หากผิดก็รับผิดชอบได้ เรื่องถูกใจหรือไม่ถูกใจไม่สำคัญ ตราบใดที่ถูกต้องตามกฎหมาย

บทเรียนและความโปร่งใสในระบบยุติธรรมไทย

ประเด็น โสภณ เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมาย คดีฮั้ว สว. สะท้อนถึงความท้าทายของระบบการเมืองไทยที่มักถูกตั้งคำถามถึงอิทธิพลของพรรครัฐบาลต่อคดีความ แต่คำยืนยันจากนายโสภณช่วยคลายกังวลส่วนหนึ่ง โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการต้องโปร่งใสและยึดหลักนิติธรรม นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้สังคมมองในมุมบวก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่ต้องการความสามัคคีมากกว่าความแตกแยก

การตัดสินใจของหน่วยงานต่างๆ จะถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบการตัดสินของตนเอง สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าระบบกฎหมายไทยยังคงเข้มแข็ง แม้จะมีกระแสข่าวรบกวน

สุดท้ายแล้ว ในมุมมองของผู้เขียน การยึดมั่นในกฎหมายคือรากฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตอื่นๆ ได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “โสภณ” เชื่อ ขรก. ยึดกฎหมายทำงาน หลังกระแสข่าวยกคำร้อง 229 คน คดีฮั้ว สว.

“โสภณ” รับมติพรรคชิงประธานสภา พ่วง “มัลลิกา”

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติชัดเจนในการผลักดันนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.บุรีรัมย์ ให้ลงชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเสนอนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคมและ ส.ส.ลพบุรี เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องบุรีรัมย์อาจครองอำนาจสองสภา

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 เวลา 13.35 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายโสภณได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมพรรค โดยยืนยันว่ามติพรรคได้เสนอชื่ออย่างเป็นทางการแล้ว การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2567 หลังพิธีเปิดประชุมสภาสมัยแรกเสร็จสิ้น นายโสภณย้ำว่า ผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภา แต่ตัวเขาเองพร้อมเต็มที่ 100%

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 เหตุผลคือความเหมาะสม

เหตุผลหลักที่พรรคเลือกทั้งสองคนนี้เพราะเห็นความเหมาะสมและศักยภาพในการทำงาน นายโสภณซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงการเมือง ทั้งในฐานะ ส.ส. รองนายกฯ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย เชื่อมั่นว่าจะสามารถควบคุมการประชุมสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่น.ส.มัลลิกาก็มีบทบาทสำคัญในกระทรวงคมนาคม แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการ

นายโสภณกล่าวว่า “ไม่ว่าตำแหน่งไหน ผมก็ทำงานเต็มที่ ไม่ใช่คนเล่นๆ” เขายังตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่ว่า บุรีรัมย์จะกินรวบทั้งประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะวุฒิสภาเป็นเรื่องของวุฒิสภา ส่วนตัวเขาเป็นตัวแทนพรรค หากพรรคมีเสียงไม่พอ ก็ไม่มีโอกาสอยู่แล้ว

สำหรับการทำงาน นายโสภณย้ำว่าต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง ไม่ใช่มาจากจังหวัดเดียวกันแล้วจะตีตราว่าไม่เหมาะสม เขากล่าวว่า “ถ้าทำงานดี ก็เป็นประโยชน์ต่อชาติ ถ้าไม่ ก็ให้สังคมตัดสิน” นอกจากนี้ ยังพูดถึงรองประธานคนที่ 2 จากพรรคเพื่อไทยว่าไม่ทราบรายชื่อ แต่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างพรรค

ความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรในยุคใหม่

ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นหัวใจของนิติบัญญัติ ประธานต้องเป็นกลาง ควบคุมให้การอภิปรายราบรื่น และรักษาความสมดุลระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในสมัยที่การเมืองไทยมีความหลากหลายมากขึ้น บทบาทนี้ยิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความขัดแย้ง

หากนายโสภณได้เป็นประธาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้รัฐบาลกึ่งกลางอย่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลร่วมกับเพื่อไทย ขณะที่ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ พรรคก้าวไกล และอื่นๆ ก็พร้อมตรวจสอบ นายโสภณมั่นใจว่าไม่หนักใจ เพราะแต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเอง

ตอบคำถามบุรีรัมย์กินรวบสองสภา?

ประเด็นบุรีรัมย์กินรวบถูกหยิบยกขึ้นมาเพราะประธานวุฒิสภาเป็นคนบุรีรัมย์เช่นกัน นายโสภณชี้ว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะการทำงานไม่เกี่ยวกับถิ่นกำเนิด “กินรวบหรือไม่ อยู่ที่ผลงาน ถ้าทำงานดีจังหวัดไหนก็ได้” เขายกตัวอย่างว่าถ้าทำงานแบบกินรวบจริง ก็เกิดได้แม้ต่างจังหวัด

  • จุดเด่นของนายโสภณ: ประสบการณ์สูง สุภาพ มีวินัยในการประชุม
  • จุดเด่นของน.ส.มัลลิกา: ผู้หญิงแกร่ง ทำงานคมนาคมได้ผลดี
  • ความท้าทาย: ต้องพิสูจน์ความเป็นกลาง ท่ามกลางเสียงค้าน
  • ผลกระทบ: ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

นอกจากนี้ การเสนอชื่อนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการยึดเก้าอี้สำคัญ เพื่อต่อรองอำนาจในสภา ซึ่งจะช่วยให้พรรคมีบทบาทมากขึ้นในการออกกฎหมาย โดยเฉพาะนโยบายที่พรรคถนัดอย่างเกษตร คมนาคม และสาธารณสุข

ในมุมมองผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผลงานต้องมาก่อนเส้นสาย หาก “โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 แล้วได้เป็นจริง คงต้องรอดูการทำงานว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ สุดท้ายแล้ว สภาไทยจะยิ่งเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ อยู่ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน

คุณคิดอย่างไรกับการเสนอชื่อครั้งนี้? คิดว่าโสภณเหมาะสมไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1

เทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ ฉลองวันเกิดลิซ่า

เฮ้! ชาวบุรีรัมย์และแฟนคลับลิซ่าทุกคน ฟังข่าวดีสิ จังหวัดบุรีรัมย์กำลัง เตรียมจัดใหญ่ เทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ ชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 9 กันแล้วนะ! งานนี้ไม่ธรรมดา เพราะปักหมุดวันที่ 27 มีนาคม ทุกปี เป็น “วันลูกชิ้นยืนกิน” หรือ “2L: Lisa & Luk Chin Yuen Kin” เพื่อฉลองวันเกิดสาวน้อยบุรีรัมย์ ลิซ่า ลลิษา มโนบาล สมาชิก BLACKPINK ตัวแม่ระดับโลก พร้อมยกระดับอาหาร街ท้องถิ่นให้กลายเป็น Soft Power สุดปัง กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคักสุดๆ

เทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ ชิงแชมป์โลก

เทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ กำหนดการสุดมันส์ 27-29 มี.ค. 2569

รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายศรีธรรม ราชแก้ว เผยว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว งานจัดที่สนามช้างอารีนา บุรีรัมย์ ระหว่าง 27-29 มีนาคม 2569 ร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้บุรีรัมย์ดังไกลระดับโลก ลูกชิ้นยืนกินที่เคยเป็นแค่อาหารเรียบง่าย ยืนกินรอรถไฟสมัยก่อน ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์สร้างรายได้กว่า 200 ล้านบาทต่อปี! เจ๋งใช่มั้ยล่ะ

ไฮไลท์กิจกรรมเด็ดของเทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์

ปีนี้จัดเต็มมาก มาดูกันว่าวันไหนมีอะไรบ้าง:

  • 27 มี.ค. 2569: สร้างประวัติศาสตร์ Happy Birthday 2L! ประกวด Cover Look & Cover Dance ลาลิซ่า ร่วมแจกลูกชิ้นฟรีกว่า 500 กิโล แฟนคลับจากทั่วประเทศมาร่วมฉลองวันเกิดลิซ่ากันแน่น!
  • 28 มี.ค. 2569: แข่งกินลูกชิ้นยืนกินชิงแชมป์โลกคนใหม่ และแข่งทีม “เซราะกราว” ชิงรางวัลรวม 40,000 บาท ใครจะเป็นแชมป์คนใหม่ มาพิสูจน์กัน!
  • 29 มี.ค. 2569: หาแชมป์เสียบลูกชิ้นยืนกิน มอบรางวัลร้านลูกชิ้นและน้ำจิ้มยอดเยี่ยม ตัดสินมาสคอต “น้องชิ้น” น่ารักสุดๆ
กิจกรรมเทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์

นอกจากนี้ยังมีบูธอาหาร Street Food ลูกชิ้นร้านดังจากบุรีรัมย์ สัมผัสบรรยากาศยืนกินแบบดั้งเดิม ดนตรีสด การแสดง และของที่ระลึกเพียบ งานนี้คาดดึงนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติมาเพียบ สร้างสีสันให้เมืองกุเลิศแห่งนี้

ทำไมเทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ ถึงต้องเชื่อมวันเกิดลิซ่า?

ลิซ่าคือลูกหลานชาวบุรีรัมย์แท้ๆ วันเกิด 27 มี.ค. เลยกลายเป็นโอกาสทองผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นกับศิลปินระดับโลก BLINKS ทั่วโลกต้องตื่นเต้นแน่! มันไม่ใช่แค่งานกิน แต่เป็นการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของชาวบุรีรัมย์ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านลูกชิ้นนับร้อย

รองผู้ว่าฯ ศรีธรรม กับเทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์

ประวัติลูกชิ้นยืนกินเริ่มจากยุคเก่า ชาวบ้านยืนกินลูกชิ้นเสียบรอรถไฟที่สถานีบุรีรัมย์ รสชาติกลมกล่อม เนื้อแน่น น้ำจิ้มแจ่วเผ็ดร้อน หอมกรุ่น จนกลายเป็นตำนาน วันนี้มีร้านดังกระจายทั่วจังหวัด นักกินบอนต้องลอง!

สนามช้างอารีนา เทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์
บรรยากาศลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์

ส่วนตัวผมว่าทำให้บุรีรัมย์ไม่ใช่แค่เมืองบอล แต่เป็นเมืองแห่งอาหารและดาวดังด้วย ใครที่รักลิซ่า รักลูกชิ้น ต้องมา! คาดว่างานนี้จะปังยิ่งกว่าปีที่แล้วแน่นอน

รีบจองตั๋ว จัดตารางมาเลยนะ อย่าพลาด เทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ กินฟรี สนุกเพียบ กระตุ้นเศรษฐกิจบุรีรัมย์ให้โตไว มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์กันเถอะ!

ที่มา – เตรียมจัดใหญ่ “เทศกาลลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์” ปักหมุดฉลอง 27 มี.ค. ทุกปีตรงวันเกิด “ลิซ่า”

ฟางเส้นสุดท้าย ลุงวัย 71 ใช้จอบตีหัวเพื่อนบ้านวัย 63 ดับ

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจในสังคมไทยที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนพูดถึง นั่นคือฟางเส้นสุดท้าย ลุงวัย 71 ใช้จอบตีหัวเพื่อนบ้านวัย 63 ดับ หลังโดนดูถูก “ไอ้คนจน” นาน 2 ปี ที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในชุมชน แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบของคำพูดร้ายๆ ที่สะสมมานาน

ฟางเส้นสุดท้าย ลุงวัย 71 ใช้จอบตีหัวเพื่อนบ้านวัย 63 ดับ หลังโดนดูถูก “ไอ้คนจน” นาน 2 ปี

เรื่องราวเริ่มต้นจากนายเลียบ อายุ 71 ปี และนายประยูน อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันในบ้านสารภี ตำบลสี่เหลี่ยม อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ บ้านของทั้งคู่อยู่ตรงข้ามกัน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. นายประยูนที่เมาสุราได้ตะโกนด่าทอนายเลียบด้วยคำว่า “ไอ้คนจน” และ “ตระกูลคนจน” ซึ่งเป็นคำด่าที่ใช้ซ้ำๆ มานานกว่า 2 ปีแล้ว นายเลียบที่ทนไม่ไหว เดินเข้าไปถาม แต่กลับถูกนายประยูนคว้าจอบมาจะทำร้าย สุดท้ายเกิดการแย่งชิงจอบกัน นายเลียบที่ไม่ได้เมาได้เปรียบจึงใช้จอบตีศีรษะนายประยูนหลายครั้ง จนนายประยูณเสียชีวิตคาที่ริมถนน

สาเหตุลึกๆ หลังฟางเส้นสุดท้าย ลุงวัย 71 ใช้จอบตีหัวเพื่อนบ้านวัย 63 ดับ

จากคำให้การของนายวิเชียร พุทธชาติ อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ตำบลสี่เหลี่ยม เผยว่าทั้งสองทะเลาะกันมานานกว่า 2 ปี โดยนายประยูนมักจะเมาแล้วด่าทอเป็นประจำ ผู้ใหญ่บ้านเคยได้รับร้องเรียนหลายครั้ง และพยายามไกล่เกลี่ย ขอร้องให้หยุดใช้คำพูดหมิ่นประมาท แต่ก็ไม่เป็นผล ทุกครั้งที่เมา นายประยูนจะตะโกนด่าคำเดิมๆ ทำให้ความขุ่นเคืองสะสมจนถึงจุดแตกหักในวันนั้น

หลานสาวของผู้เสียชีวิตวัย 26 ปี ก็ยอมรับว่าลุงของตนเมาแล้วชอบด่านายเลียบ ดูถูกฐานะและลามถึงบุพการี แต่ยอมรับว่าการที่นายเลียบใช้จอบตีจนตายนั้นรุนแรงเกินไป เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในโซเชียลมีเดีย ผู้คนจำนวนมากตั้งคำถามว่าควรแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทแบบนี้อย่างไรในสังคมไทยที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

บทเรียนจากเหตุการณ์สุดเศร้า

เหตุการณ์ฟางเส้นสุดท้าย ลุงวัย 71 ใช้จอบตีหัวเพื่อนบ้านวัย 63 ดับ หลังโดนดูถูก “ไอ้คนจน” นาน 2 ปี สะท้อนปัญหาสังคมหลายประการ โดยเฉพาะในชุมชนชนบทที่เพื่อนบ้านอยู่ใกล้ชิดกันมากเกินไป คำพูดดูถูกฐานะการเงินหรือตระกูล สามารถจุดชนวนความรุนแรงได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อผสมกับแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของกลไกชุมชนในการไกล่เกลี่ย ผู้ใหญ่บ้านพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ สาเหตุอาจมาจากการไม่ยอมฟังกันและกัน หรือขาดการมีส่วนร่วมจากญาติพี่น้อง ในสังคมไทย ปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ไม่ว่าจะเป็นการแย่งที่ดิน ข้อพิพาทรั้วบ้าน หรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่บานปลาย

วิธีป้องกันปัญหาคล้ายๆ กัน

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย เราสามารถทำตามแนวทางเหล่านี้ได้:

  • หลีกเลี่ยงคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ: คำด่าแบบ “ไอ้คนจน” อาจดูเป็นเรื่องเล่นๆ แต่สะสมแล้วกลายเป็นระเบิดเวลา ควรใช้เหตุผลแทนอารมณ์
  • ขอความช่วยเหลือจากผู้นำชุมชนทันที: อย่ารอให้บานปลาย ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันสามารถไกล่เกลี่ยได้ หากทำต่อเนื่องและมีบันทึกการร้องเรียน
  • งดเหล้าในเวลาที่อาจเกิดปัญหา: สุราเป็นตัวเร่งให้ทะเลาะรุนแรง ญาติควรดูแลผู้สูงอายุที่ชอบดื่ม
  • สร้างเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง: จัดกิจกรรมหมู่บ้านเพื่อสร้างความเข้าใจรู้ใจกัน ลดช่องว่างทางสังคม
  • ขอคำปรึกษาจากหน่วยงานภายนอก: หากไกล่เกลี่ยในชุมชนไม่ได้ สามารถแจ้งตำรวจหรือศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชุมชน

จากประสบการณ์ในข่าวอื่นๆ ที่คล้ายกัน เช่น คดีเพื่อนบ้านฆ่ากันเพราะเรื่องรั้วบ้าน หรือทะเลาะเรื่องน้ำ พบว่าปัญหาส่วนใหญ่แก้ได้ด้วยการพูดคุย หากไม่ปล่อยให้สะสม ผู้ก่อเหตุในคดีนี้เองก็เป็นผู้สูงอายุที่อาจเสียใจกับสิ่งที่ทำไปตลอดชีวิต

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า “คำพูดคือมีดสองคม” ฟางเส้นสุดท้ายอาจมาถึงเมื่อไหร่ก็ได้ หากเรายังคงใช้คำดูถูกกันต่อไป ในฐานะคนในสังคมไทย เราควรส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการให้อภัยและเข้าใจกัน หยุดความรุนแรงก่อนที่มันจะสายเกินแก้

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? มีวิธีแก้ปัญหาเพื่อนบ้านทะเลาะแบบไหนบ้าง แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจผู้อื่นๆ นะคะ!

ที่มา – ฟางเส้นสุดท้าย ลุงวัย 71 ใช้จอบตีหัวเพื่อนบ้านวัย 63 ดับ หลังโดนดูถูก “ไอ้คนจน” นาน 2 ปี

Scroll to top