บ้านหนองหญ้าแก้ว

ทภ.1 แจงจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนสระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว บริเวณ 3 หมู่บ้าน “คลองแผง-หนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยไทย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และปกป้องความมั่นคง ปลอดภัยของประชาชน

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.สระแก้ว โดยยืนยันว่า การดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 เป็นไปด้วยความรอบคอบ ยึดหลักความถูกต้อง และความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ

โดยพื้นที่บริเวณ บ้านคลองแผง บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นพื้นที่ในอธิปไตยของประเทศไทยมาโดยตลอด

ภายหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศกัมพูชาในอดีต ฝ่ายไทยได้เปิดพื้นที่ดังกล่าวให้ประชาชนจากประเทศกัมพูชาเข้ามาพักพิงชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อันสะท้อนให้เห็นถึงบริบทของพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็นการรองรับด้านมนุษยธรรม มิใช่การโอนอำนาจหรือสิทธิใด ๆ ในพื้นที่

โดยต่อมา เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ฝ่ายไทยได้ตรวจพบว่าในพื้นที่ดังกล่าว มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในลักษณะเป็นที่ทำการของส่วนราชการของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการปรากฏตัวของกำลังติดอาวุธ และหน่วยรักษาความมั่นคงของกัมพูชา เข้ามาประจำการในพื้นที่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่จากเดิมที่เป็นการพักพิงด้านมนุษยธรรม ไปสู่ลักษณะที่กระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ

การเข้าดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 ในการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว รวมถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วน จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามความจำเป็น เพื่อฟื้นฟูให้เกิดความสงบเรียบร้อย ป้องกันการใช้พื้นที่ในลักษณะที่กระทบต่อความมั่นคง และยืนยันการดูแลพื้นที่ชายแดนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐไทย โดยมิได้มีเป้าหมายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และยังคงคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า ฝ่ายไทยไม่มีนโยบายรุกล้ำอธิปไตยของประเทศใด และการปฏิบัติทุกขั้นตอนเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ

กองทัพภาคที่ 1 ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า การปฏิบัติภารกิจของกำลังพลเป็นไปด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมยืนหยัดในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความสงบสุขของประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ทภ.1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว

ความสำคัญของการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน

การจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดำเนินการทางทหาร แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน การที่กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม

การดำเนินการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนมีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันการใช้พื้นที่ในทางที่ผิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

นอกจากนี้ การจัดระเบียบพื้นที่ยังส่งผลดีต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน ทำให้พวกเขามีความมั่นใจในความปลอดภัยและได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามต่างๆ การที่กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่าจะคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมในการดำเนินการ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจต่อประชาชน

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความเข้าใจและการสื่อสารที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการดำเนินการและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

การที่กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียด ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจให้กับประชาชน หวังว่าการดำเนินการครั้งนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

การรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่ของทหารหรือรัฐบาล เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย หากเราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาชาติ เราก็จะสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ทภ.1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

กองทัพบก เปิดสาเหตุ ยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ ปราสาทคนา ได้เบ็ดเสร็จ ส่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว อยู่ระหว่างกวาดล้าง ขณะที่วันนี้เน้นลุยพื้นที่ที่ยังกวาดล้างไม่สำเร็จ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา การปะทะขยายวง ครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว ซึ่งกัมพูชาใช้อาวุธทุกประเภทเข้าโจมตี ฝ่ายเรา ทั้งอาวุธกล อาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่จรวดหลายลำกล้อง โดรนทิ้งระเบิด กองทัพบกใช้แผนเผชิญเหตุ โดยมีความมุ่งหมายป้องกันตัวเอง ควบคู่การผลักดันพื้นที่ที่เราถูกรุกล้ำอธิปไตย และที่สำคัญเราต้องทำลายศักยภาพการโจมตีของทหารกัมพูชา เพื่อไม่ให้สามารถกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยได้อีก

ผลการปฏิบัติที่สำคัญที่ผ่านมา ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 วันนี้ได้ทำลายตึกกาสิโนร้าง ซึ่งเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่เราพบว่าใช้เป็นที่ตั้งทางทหาร จุดปล่อยโดรน รวมถึงอาวุธสนับสนุนต่างๆ ในพื้นที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงเราได้ตัดกำลังทำลายสัญญาณแอนตี้โดรนในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ส่วนพื้นที่กวาดล้าง ที่ถูกรุกล้ำ ช่องระยี ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อยู่ระหว่างปฏิบัติการ

รวมถึงเราได้ผลักดันทหารกัมพูชา ที่ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้สนามทุ่นระเบิดจำนวนมาก ในบริเวณดังกล่าว ปัจจุบันยังอยู่ในความพยายาม

ส่วนพื้นที่ปราสาทตาควาย วันนี้เราได้ทำลายกระเช้าที่ใช้ในการส่งเสบียง บริเวณ เนิน 350 เป็นที่สำเร็จ ซึ่งขณะนี้ยังมีความพยายามเข้ากระทำต่อพื้นที่ต่อไป

ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 วานนี้ เราได้เปิดปฏิบัติการผลักดัน เพื่อควบคุมแนวเส้นปฏิบัติการใน 3 พื้นที่ ทั้งบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง และบ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว โดยสามารถทำลายที่มั่นดัดแปลง ของฝ่ายกัมพูชา ได้บางส่วน และที่น่ายินดีคือเมื่อ 17:00 น. วานนี้ สามารถยึดและควบคุมพื้นที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในห้วงของการกวาดล้าง ล่าสุดมีรายงานแล้วว่าช่วงการกวาดล้างเจอทุ่นสังหารบุคคล

ทั้งนี้ในวันนี้สำหรับพื้นที่ที่ยังปฏิบัติการไม่สำเร็จก็ยังมีความพยายามอยู่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ขอรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา มีกำลังพลของกองทัพบก เสียชีวิตในการรบ 1 นาย บาดเจ็บ 29 นาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยเฉพาะประเด็นที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณนั้น ทำให้การเข้าควบคุมเป็นไปอย่างยากลำบาก และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

ทำไมถึงยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ?

สาเหตุหลักที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จคือการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การดำเนินการจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ การเจรจาและการประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา การพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้

สถานการณ์เช่นนี้ต้องการความอดทนและความเข้าใจจากทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาปราสาทคนา ไม่ได้เบ็ดเสร็จต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

การให้กำลังใจทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านี้เสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประชาชน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่เสียสละปก้องชาติเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง การช่วยกันทำให้พวกเขามีกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การแก้ไขอย่างสันติวิธี คือสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

การวางแผนการช่วยเหลือและเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

การปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เเค่ทหารเเละเจ้าหน้าที่เท่านั้น

สุดท้ายนี้ หวังว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้ทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ที่มา – ทบ. เผยเหตุผล ที่ยังคุมปราสาทคนา ยังไม่ได้เบ็ดเสร็จ

กกล.บูรพา ยึด”บ้านไปรจัน” ตรงข้าม”บ้านหนองหญ้าแก้ว”

กองกำลังบูรพา ยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ได้เรียบร้อยแล้ว เตรียมวางแนวลวดหนามตามแผนต่อไป 

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 โพสต์ข้อความระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รายงานความคืบหน้า เมื่อเวลา 17.00 น. กกล.บูรพา โดย ฉก.12 สามารถยึดควบคุมที่หมาย บ.ไปรจัน ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วได้เรียบร้อย และเตรียมวางแนวลวดหนาม ตามแผนฯ ต่อไป 8 ธันวาคม 2568

การยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของกองกำลังบูรพา ในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดี พยายามที่จะก่อเหตุต่างๆ เพื่อสร้างความปั่นป่วน และทำลายความสงบสุขของประชาชน กองกำลังบูรพา จึงยังคงตรึงกำลัง และปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น

นอกจากภารกิจในการรักษาความมั่นคงแล้ว กองกำลังบูรพา ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า โดยได้ส่งกำลังพล และยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การทำงานของกองกำลังบูรพา เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และกองทัพบก ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความมั่นคง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กันไป เพื่อให้ประเทศไทยมีความสงบสุข มั่นคง และเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

กกล.บูรพา ยึด”บ้านไปรจัน” ตรงข้าม”บ้านหนองหญ้าแก้ว”

การเข้ายึดพื้นที่ “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของกองกำลังบูรพาในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยึด”บ้านไปรจัน”

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการยึดพื้นที่ “บ้านไปรจัน”:

  • ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2568
  • หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ของกองกำลังบูรพา เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการปฏิบัติการ
  • การยึดพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
  • ขณะนี้กองกำลังบูรพา กำลังดำเนินการวางแนวลวดหนามตามแผนที่วางไว้

การรักษาความปลอดภัยและการลาดตระเวนในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด

การยึด “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาความสงบ แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศอีกด้วย กองทัพมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังบูรพา และความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ที่มา – กกล.บูรพา ยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ได้แล้ว

ไทย-กัมพูชารังวัดหมุด GCP สระแก้ว

ชุดปฏิบัติงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP และบินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว โดยวันนี้สำรวจที่จุดตรวจ 34 บ้านหนองหญ้าแก้ว

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 68 ทีมโฆษกกองทัพไทย ได้สรุปภาพรวมการปฏิบัติงานของกองกำลังบูรพา ร่วมกับชุดสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา รวมถึงฝ่ายปกครอง จ.สระแก้ว และ อำเภอโคกสูง จำนวน 35 นาย โดยเมื่อวานนี้ (21 พ.ย. 68) ได้ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 43 (ช่วงการสำรวจช่วงแรก) โดยดำเนินการกรุยแนว เพื่อวางจุด GCP ได้ 16 จุด และรังวัดจุด GCP ด้วย GPS ได้จำนวน 16 หมุด 

รวมทั้งบินโดรนถ่ายภาพ เพื่อเก็บภูมิประเทศปัจจุบัน และนำไปจัดทำแผนผังหมุดชั่วคราวประกอบการรายงานผลการสำรวจ ได้จำนวน 2 เที่ยวบิน ระยะทาง 1,300 เมตร รวมวัดจุด GCP ได้ 32 หมุด จากทั้งหมด 72 หมุด คิดเป็น 44.44% รวมเที่ยวบินได้ 5 เที่ยวบิน จากทั้งหมด 9 เที่ยวบิน คิดเป็น 55.55% รวมระยะทาง 3.4 กิโลเมตร จากทั้งหมด 7 กิโลเมตร คิดเป็น 48.5%

นอกจากนี้ สำหรับแผนในการปฏิบัติต่อไปในวันนี้ได้นัดพบกับฝ่ายกัมพูชา ดำเนินการรังวัดหมุด GCP และบินโดรนถ่ายภาพที่จุดตรวจ 34 บ้านหนองหญ้าแก้ว การดำเนินงานทุกขั้นตอนของชุดสำรวจฯ ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาความถูกต้องของเส้นเขตแดนตามหลักภูมิสารสนเทศที่เป็นสากล การรังวัด การวางหมุด และการจัดทำแผนผังด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและโดรน ช่วยให้การกำหนดพิกัดเขตแดนมีความแม่นยำ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และลดโอกาสการเกิดความคลาดเคลื่อนในอนาคต การปฏิบัติงานร่วมกันเช่นนี้จึงเป็นรากฐานของการสร้างเขตแดนที่ชัดเจน เสริมสร้างความเชื่อมั่น และสนับสนุนความสงบเรียบร้อยตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยั่งยืน

วันเดียวกัน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับชุดสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนจันทบุรี และชุดรักษาความปลอดภัย ตำบลเทพนิมิตร รวม 60 นาย ได้ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชา จำนวน 40 นาย เพื่อสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 53–54 ได้จำนวน 3 หมุด (TM53-19 ถึง TM53-21) รวมระยะทาง 150 เมตร รวมปักได้ 136 หมุด จากทั้งหมด 166 หมุด คิดเป็น 81.93% รวมระยะทาง 6.8 กิโลเมตร จากทั้งหมด 8.3 กิโลเมตร

ในช่วงบ่าย ชุดสำรวจฯ ของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดทำรายงานประจำวันเพื่อบันทึกผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 52–59 โดยพบว่าพื้นที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่เป็นสวนลำไยและสวนทุเรียน ส่งผลให้ต้นไม้ขนาดใหญ่บดบังสัญญาณดาวเทียม GPS อีกทั้งยังมีบางช่วงเป็นป่าหญ้ารกทึบ ทำให้การวัดพิกัดต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบและความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างชุดสำรวจทั้งสองฝ่าย

สำหรับแผนการปฏิบัติงานในวันที่ 22 พ.ย. เวลา 09.00 น. ทั้งสองฝ่ายได้นัดพบกันที่หลักเขตแดนที่ 58 เพื่อดำเนินการปักหมุด TM57-39 ถึง TM57-47 ตามแผนที่วางไว้ร่วมกัน การปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “จัดทำเส้นเขตแดนบนพื้นดิน (land boundary demarcation)” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในการแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ หมุดแต่ละหมุดทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงเชิงพิกัด (geodetic reference points) เพื่อยืนยันตำแหน่งของเส้นเขตแดนอย่างถูกต้องก่อนนำไปสู่การติดตั้งหลักเขตแดนถาวรในลำดับต่อไป กระบวนการนี้ต้องอาศัยการปฏิบัติร่วมกันอย่างละเอียดระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อให้เส้นเขตแดนมีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถใช้ประกอบการบริหารพื้นที่ชายแดนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง ระหว่างไทย–กัมพูชา.

ไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว

การดำเนินงานไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาความถูกต้องและแม่นยำของเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น โดรนและระบบดาวเทียม GPS ช่วยให้กระบวนการสำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา

ความสำคัญของการรังวัดหมุด GCP

การรังวัดหมุด GCP (Ground Control Points) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างแผนที่และกำหนดขอบเขตพื้นที่ การใช้โดรนในการถ่ายภาพทางอากาศช่วยให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและมีความละเอียดสูง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลเพื่อสร้างแผนที่ที่มีความแม่นยำ การมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนและการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น

ความร่วมมือระหว่างไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การกำหนดเขตแดนมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ การมีเส้นเขตแดนที่ชัดเจนจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งและสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การดำเนินการไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน เมื่อมีความมั่นคงและปลอดภัย ประชาชนในพื้นที่ก็จะสามารถดำเนินชีวิตและทำการค้าได้อย่างปกติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาในระยะยาว

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันในการรังวัดหมุด GCP และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการสำรวจ ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมในการจัดการเส้นเขตแดน การดำเนินงานนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เส้นเขตแดนมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว

18 ประเทศจับตา ไทย-กัมพูชา สำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว

ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้รับความสนใจจากนานาชาติ เมื่อคณะสำรวจปักหมุดชั่วคราวของกัมพูชาเดินทางมาร่วมประชุมเพื่อเตรียมบินโดรนสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว โดยมีคณะ IOT จาก 18 ประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด เรื่องนี้มีความสำคัญและส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความมั่นคงในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราวของกัมพูชาได้เดินทางมาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อร่วมบินโดรนวางภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสำรวจร่วมเพื่อหาจุดปักหมุดชั่วคราวตามเส้นขอบเขตพื้นที่อ้างสิทธิ บริเวณหลักเขตที่ 42-43 การดำเนินการนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมที่เข้มข้นเมื่อวาน

ในการประชุมครั้งก่อน มีระเบียบวาระทั้งหมด 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1. การบินโดรนสำรวจพื้นที่ 2. การปักหมุดเขตแดนชั่วคราวในพื้นที่อ้างสิทธิ และ 3. การรังวัดพื้นที่บริเวณพิพาท อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสามารถตกลงร่วมกันได้เพียง 2 ข้อ คือ การบินโดรนสำรวจพื้นที่และการปักหมุดชั่วคราว ส่วนประเด็นการรังวัดพื้นที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาต้องการที่จะเข้ามารังวัดในฝั่งประเทศไทย ซึ่งฝ่ายไทยไม่สามารถยอมรับได้

ในขณะเดียวกัน มีการประชุมคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวซึ่งเป็นทูตทหาร (IOT) จาก 18 ประเทศ ได้แก่ บรูไน แคนาดา จีน สาธารณรัฐเช็ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เมียนมา เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน รัสเซีย สิงคโปร์ สวีเดน ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมีกำหนดการประชุมเพื่อฟังสรุปสถานการณ์ชายแดนตามวงรอบการประชุม

นอกจากนี้ คณะผู้สังเกตการณ์จะลงพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วเพื่อติดตามการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และถือโอกาสติดตามการใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่อ้างสิทธิของทั้งไทยและกัมพูชาด้วย ความร่วมมือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

18 ประเทศจับตา ไทย-กัมพูชา สำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว

ความสำคัญของการสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว ไทย-กัมพูชา

การที่ 18 ประเทศให้ความสนใจและส่งผู้สังเกตการณ์มาร่วมในการสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราวระหว่างไทยและกัมพูชานั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นนี้ในระดับนานาชาติ การหาข้อตกลงร่วมกันและการจัดการปัญหาเขตแดนอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

การบินสำรวจโดยใช้โดรนเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูลทางอากาศ ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์และวางแผนการปักหมุดที่แม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การเจรจาและความเข้าใจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

จุดปักหมุดชั่วคราวนี้มีความสำคัญในการกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนในอนาคต การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความไว้วางใจและความร่วมมืออย่างยั่งยืน

การที่คณะผู้สังเกตการณ์จาก 18 ประเทศเข้าร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งสองฝ่าย และเป็นการส่งเสริมให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างสันติและสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมของนานาชาติจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาเขตแดนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างทั้งสองประเทศ รวมทั้งการสนับสนุนจากนานาชาติ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่ 18 ประเทศจับตาดูการสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราวนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนานาชาติในการส่งเสริมความร่วมมือและแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา – 18 ประเทศ จับตา “ไทย-กัมพูชา” บินสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว

กัมพูชายิงต่อเนื่อง! ชาวบ้านอพยพ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าติดตาม พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วยังคงได้ยินเสียงปืนจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ต้องอพยพเข้าไปยังหลุมหลบภัยเพื่อความปลอดภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วอพยพเข้าบังเกอร์ จนท.ตรึงกำลัง

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์จากบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่าได้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชายิงปืนเล็กเข้ามาบริเวณบังเกอร์ฝั่งไทย กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) จึงได้ยิงเตือนและโต้ตอบกลับไป เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ 10 นาที ก่อนที่จะสงบลง เบื้องต้นไม่มีรายงานความสูญเสียของฝ่ายไทย

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.45 น. ได้มีเสียงตามสายจากผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ชาวบ้านในพื้นที่อพยพไปยังหลุมหลบภัยของหมู่บ้านที่มีอยู่ 2 จุด โดยเน้นย้ำให้กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็ก อพยพก่อน เนื่องจากยังมีเสียงปืนดังมาจากฝั่งกัมพูชาเป็นระยะ ซึ่งลักษณะของเสียงที่ได้ยินคล้ายกับเสียงปืนเล็ก เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงประจำการเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างเต็มที่

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ ทางหมู่บ้านได้มีการซักซ้อมแผนอพยพในกรณีฉุกเฉินมาแล้วหลายครั้ง ทำให้การอพยพกลุ่มเปราะบางในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บางส่วนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเปราะบางยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง และพยายามใช้ชีวิตตามปกติ แม้จะมีความกังวลใจกับสถานการณ์ กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง ที่เกิดขึ้น

ทางเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน สถานการณ์ กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง นี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติวิธีต่อไป

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน

ที่มา – กัมพูชายังยิงต่อเนื่อง ชาวบ้านหนองหญ้าแก้วอพยพเข้าบังเกอร์ จนท.ตรึงกำลัง

บ้านหนองหญ้าแก้ว: ชาวบ้านหลบภัย ตรึงกำลังเข้ม

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เมื่อเวลา 19.22 น. ชาวบ้านเริ่มทยอยเข้าไปหลบในบังเกอร์ เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเข้ม เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

จากรายงานของผู้สื่อข่าว สถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบที่บริเวณชายแดน โดยมีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็ก ยิงเข้ามาบริเวณบังเกอร์ฝั่งไทย ซึ่งกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้ดำเนินการยิงเตือนและตอบโต้เหตุการณ์ดังกล่าว ใช้เวลาประมาณ 10 นาที สถานการณ์จึงกลับสู่สภาวะปกติ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ฝ่ายไทยไม่พบการสูญเสียใดๆ

ณ เวลา 19.22 น. เจ้าหน้าที่ทหาร, ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงตรึงกำลังในพื้นที่ 100% เพื่อเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ต่อมาพบว่ามีชาวบ้านบางส่วนเริ่มวิ่งเข้าไปหลบภัยในหลุมหลบภัยที่จัดเตรียมไว้

บ้านหนองหญ้าแก้ว: ชาวบ้านหลบภัยในบังเกอร์

สถานการณ์ตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่บ้านหนองหญ้าแก้ว

หน่วยงานภาครัฐได้เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมีการจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ไว้ให้พร้อม นอกจากนี้ ยังมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการปฏิบัติตนเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่อาจถูกนำมาใช้ หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีการเตรียมแผนการอพยพ และจัดเตรียมสถานที่รองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำสั่งให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เจ้าหน้าที่ยังคงประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และจะแจ้งให้ประชาชนทราบ หากมีความจำเป็นต้องอพยพ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการที่ประชาชนในพื้นที่ต้องตั้งสติ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

นอกจากนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และความสับสน

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และมีความผันผวนอยู่เสมอ การมีสติ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

เป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว และขอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

ที่มา – ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ชาวบ้านเริ่มเข้าไปหลบในบังเกอร์ เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังเข้ม

ชายแดนโคกสูงวันนี้: สถานการณ์ยังสงบ

สถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ในวันนี้ยังคงเป็นไปอย่างสงบ กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการสำรวจบริเวณชายแดนบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ไม่พบความผิดปกติใดๆ รวมถึงไม่มีทหารกัมพูชาออกมาในลักษณะที่สร้างความกังวลเหมือนเช่นที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศ โดยใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่ชายแดน บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา การลาดตระเวนนี้มีจุดประสงค์เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในภาพรวม

ผลจากการบินสำรวจในช่วงเช้า พบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาออกมาแสดงท่าทีใดๆ ที่เป็นการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กัมพูชายังคงประจำจุดตามปกติบริเวณเพิงพัก เพื่อปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ของตนเอง

ในส่วนของบรรยากาศฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือการรวมตัวของประชาชนที่ผิดปกติ ชาวบ้านยังคงดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ

เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพายังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มีการรายงานความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมของสถานการณ์บริเวณชายแดน อ.โคกสูง ช่วงบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานนั้น ยังคงอยู่ในสภาวะที่สงบ ไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติหรือความเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความตึงเครียด

ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดน อ.โคกสูง ในช่วงนี้จะสงบ แต่กองกำลังบูรพาก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด มีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนที่กว้างขวาง ทำให้สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวผิดปกติได้รวดเร็วและแม่นยำ

การลาดตระเวนทางอากาศบริเวณชายแดน อ.โคกสูง

การลาดตระเวนทางอากาศด้วยโดรนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดนที่กองกำลังบูรพาใช้เพื่อประเมินสถานการณ์และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการปฏิบัติงานทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณชายแดนก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ในวันนี้จะไม่มีการบันทึกภาพหรือรายงานสถานการณ์ฝั่งไทยเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

  • การลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง
  • การใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวัง
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ที่ชายแดน อ.โคกสูง อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่สถานการณ์ในวันนี้ยังคงสงบเป็นผลมาจากความร่วมมือและการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรประมาทและควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ชายแดน อ.โคกสูง สถานการณ์ยังสงบ ไม่พบ “ทหารกัมพูชา” ยืนสอดแนม-ถ่ายรูปฝั่งไทย

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว

วันที่ 3 พ.ย.2568 กองทัพภาคที่ ๑ โดยกองกำลังบูรพา ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ยังคงเดินหน้าสร้างพื้นที่ปลอดภัยบ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว ตามแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงต้องสงสัย เพื่อคืนพื้นที่ให้ประชาชนได้มีที่ดินทำกิน

เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ล่าสุด ที่ บ.หนองหญ้าแก้ว หน่วยเฉพาะกอจที่ 12 (ฉก.12) โดยกองพันทหารช่างที่ 2 ร่วมกับ TMAC โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 จัดชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดพร้อมชุดเครื่องจักร สำรวจและสร้างพื้นที่ปลอดภัย ในพื้นที่ E ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 25 ต.ค.68 ปัจจุบันได้พื้นที่ปฏิบัติการสะสม 18,905 ตร.ม. คิดเป็น 9.20 % (จากพื้นที่ 205,405 ตร.ม.) และยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิด

เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ส่วนในพื้นที่ บ.หนองจาน เริ่มดำเนินการเมื่อ 30 ต.ค.68 สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัย ในพื้นที่ A ไปแล้ว 11,219 ตร.ม. คิดเป็น 35.06 % (จากพื้นที่ 32,000 ตร.ม.) และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล POMZ-2 จำนวน 1 ทุ่น (30 ต.ค.68) ก่อนประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเตรียมคืนพื้นที่ให้ประชาชนได้มีที่ทำกิน

กองทัพภาคที่ ๑ เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

นอกจากนี้ กกล.บูรพา โดย กองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงดำเนินการก่อสร้างหลุมหลบภัยและบังเกอร์ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์”กองทัพบก ในพื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ปัจจุบันได้ดำเนินการตามแผนเร่งด่วน เป็นหลุมภัยประชาชน 3 จุด และบังเกอร์ 10 จุด มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 40 % และดำเนินการตามแผนเร่งด่วนที่ 2 คือ การสร้างหลุมหลบภัยประชาชน 3 หลุมและบังเกอร์ 62 จุด มีความคืบหน้าประมาณ 6%

กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao
กองทัพภาคที่ ๑ เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย playkhao

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ ๑ พร้อมอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ในการลงพื้นที่สำรวจแนวเส้นชายแดนและดูแลความปลอดภัยในการร่วมสำรวจและปักหมุดชั่วคราว ตามแนวทางข้อตกลงของคณะกรรมการ GBC ในการจัดการพื้นที่หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น และยืนยันความพร้อมในทุกมิติ ในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา กองทัพภาคที่ 1 เดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่อันตราย

ตามข่าวก่อนใครได้ที่ playkhao.com

Scroll to top