ปราบนอมินี

วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต พบ 361 บริษัทผิดกฎหมาย

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการวรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของกลุ่มธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีบังหน้า

สถานการณ์ล่าสุด: วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

จากข้อมูลล่าสุด นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงผลการปฏิบัติการเฟส 4 ซึ่งสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ถึง 16 ราย โดยแบ่งเป็นคนไทย 10 ราย และชาวต่างชาติ 6 ราย ซึ่งทั้งหมดพยายามเข้ามาประกอบธุรกิจแข่งกับคนไทยโดยใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ
  • บริการรถเช่าและคาร์แคร์
  • ร้านอาหารและร้านขายยาแพทย์แผนไทยประยุกต์
  • บริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ไอที

ผลกระทบและการดำเนินคดี: วรศิษฎ์ ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

นอกจากปัญหาธุรกิจนอมินีแล้ว สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือการตรวจสอบพบว่ามีบริษัทจำนวนมากถึง 361 บริษัทที่เข้าข่ายถือครองที่ดินโดยฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งถือเป็นการทำลายเศรษฐกิจฐานรากของคนไทยโดยตรง ทางภาครัฐจึงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการแจ้งความไปแล้ว 149 คดี พร้อมเดินหน้าส่งฟ้องศาลเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าเรายินดีต้อนรับนักลงทุนชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากมีการข่มขู่หรือใช้นอมินีเพื่อเอาเปรียบคนไทย รัฐบาลพร้อมจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ตหรือพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิและสร้างความเท่าเทียมให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน

เราหวังว่าการกวาดล้างครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบธุรกิจในเมืองท่องเที่ยวให้กลับมาโปร่งใสและสร้างโอกาสให้คนไทยได้ทำมาหากินอย่างเป็นธรรม หากคุณพบเห็นการกระทำที่ส่อแววผิดกฎหมายในพื้นที่ของท่าน อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้บ้านเมืองของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “วรศิษฎ์” ทลายเครือข่ายนอมินีภูเก็ต เปิดโรงเรียนนานาชาติ-ร้านอาหาร พบ 361 บริษัทฮุบที่ดินผิดกฎหมาย

เริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องรู้ โดยเฉพาะใครที่กำลังวางแผนเปิดบริษัทหรือมีหุ้นส่วนเป็นชาวต่างชาติ เพราะล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจบ้านเราครับ

เริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ต้องการขจัดปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “นอมินี” ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจอย่างสุจริต โดยมาตรการนี้ไม่ได้มีผลแค่ตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่เท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการในภายหลังด้วย เพื่ออุดช่องโหว่ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตครับ

รายละเอียดเจาะลึก: ทำไมต้องเริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

สำหรับมาตรการใหม่ที่กำลังจะบังคับใช้ มีจุดที่ต้องให้ความสำคัญดังนี้ครับ:

  • แสดงหลักฐานการเงิน: กรณีต่างด้าวร่วมลงทุน ต้องยื่นรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินทุน
  • ครอบคลุมวงจรชีวิตนิติบุคคล: ไม่ใช่แค่ตอนตั้งบริษัท แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในอนาคตด้วย
  • ความโปร่งใสของเอกสาร: มีการเพิ่มข้อความในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพื่อย้ำว่าเป็นเพียงเอกสารนายทะเบียน ไม่ใช่ใบรับรองสถานะผู้ถือหุ้นปัจจุบัน

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วนักลงทุนต่างชาติที่มาทำธุรกิจถูกต้องจะได้รับผลกระทบไหม? คำตอบคือไม่เลยครับ รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าต้องการส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนที่ดี เพียงแต่ต้องการคัดกรองนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการใช้บริษัทเป็นเครื่องมือถือครองที่ดินหรือทำธุรกิจต้องห้ามโดยมิชอบนั่นเอง

ในฐานะผู้ประกอบการ การทำธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ต้นเป็นเรื่องที่ดีที่สุดครับ เพราะนอกจากจะได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งคู่ค้าและภาครัฐแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบย้อนหลังที่อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ การประกาศเริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังยกระดับมาตรฐานทางธุรกิจให้มีความยุติธรรมและแข่งขันได้มากขึ้นในระดับสากลครับ

หากคุณกำลังวางแผนจดทะเบียนบริษัทหรือปรับโครงสร้างหุ้นในช่วงนี้ อย่าลืมเตรียมเอกสารทางการเงินให้พร้อมและศึกษาเกณฑ์ใหม่ให้ละเอียด เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและไร้กังวลนะครับ

ที่มา – เริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจจากทางภาครัฐมาฝากกัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐกันมาบ้าง ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าเต็มสูบกับ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว เพื่อปราบปรามการบุกรุกป่าสงวนและที่สาธารณะอย่างจริงจังครับ

ทำไมรัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ถึงสำคัญ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องภูเก็ต? คำตอบคือภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินสูงมาก และมักเกิดปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ตั้งแต่การออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ป่าไม้ ไปจนถึงกลุ่มนอมินีที่ถือครองที่ดินแทนต่างชาติ การที่ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว จะช่วยตรวจสอบย้อนหลังทุกเส้นทางและทุกตารางนิ้ว เพื่อทวงคืนสมบัติของชาติกลับมาให้ประชาชนทุกคนครับ

ผลงานเด่นจากภูเก็ตโมเดล

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทวงคืนผืนป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 28 ปี
  • การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำในพื้นที่หาดนุ้ย และหาดฟรีดอม
  • การตรวจสอบกลุ่มโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
  • การจัดการสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางเข้าหาดสาธารณะ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมขยายผลแนวทางนี้ไปยังอุทยานแห่งชาติทับลานและพื้นที่สำคัญอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีการทำงานร่วมกับ ปปง. เพื่อสาวไปถึงเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิดด้วยครับ

สรุปและมุมมองส่วนตัว

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเท่าเทียม จะช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติของไทยถูกรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง ไม่ใช่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม เราต้องคอยติดตามดูครับว่าโมเดลนี้จะสามารถจัดการปัญหาการบุกรุกทั่วประเทศได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้แผ่นดินไทยเริ่มกลับมาเป็นของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริงครับ หากเพื่อนๆ พบเห็นการรุกที่สาธารณะ อย่าลืมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันปกป้องสมบัติของชาตินะครับ

ที่มา – รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ปราบบุกรุกป่าสงวน-อุทยานฯ-ที่สาธารณะ ขยายผลทั่วประเทศ

รัฐบาลลุยปราบนอมินีต่างชาติ ใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า ตรวจเข้ม 1 ส.ค.นี้

รัฐบาลลุยปราบนอมินีต่างชาติ ใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า ตรวจเข้ม 1 ส.ค.นี้

ข่าวใหญ่ในแวดวงธุรกิจที่ผู้ประกอบการต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือการที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าเอาจริงกับการกวาดล้างกลุ่มธุรกิจที่ใช้นอมินี หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเพื่อเลี่ยงกฎหมาย โดยรัฐบาลได้ประกาศยกระดับมาตรการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อเริ่มบังคับใช้จริงในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับนักธุรกิจไทยทุกคน

เปิดกลยุทธ์ รัฐบาลลุยปราบนอมินีต่างชาติ ใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า ตรวจเข้ม 1 ส.ค.นี้ แบบถึงลูกถึงคน

การดำเนินการครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การตรวจสอบแบบผ่านๆ แต่เป็นการคัดกรองข้อมูลระดับลึก โดยข้อมูลจากรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ทางภาครัฐจะนำข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น และงบการเงินมาวิเคราะห์ร่วมกัน หากบริษัทไหนที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย เจ้าหน้าที่อาจขอตรวจสอบเส้นทางการเงินและ Bank Statement เพื่อยืนยันว่าเงินลงทุนมาจากคนไทยจริงๆ หรือมีการจ้างคนไทยมาเป็นเพียง “นอมินี” เพื่อบังหน้าตามที่กฎหมายห้ามไว้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ รัฐบาลลุยปราบนอมินีต่างชาติ ใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า ตรวจเข้ม 1 ส.ค.นี้ เกิดจากความต้องการคุ้มครองผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจอย่างสุจริต และต้องการจัดระเบียบการแข่งขันทางการค้าให้เป็นไปอย่างโปร่งใส มากกว่าการปล่อยให้นอมินีเหล่านี้เข้ามาโกยรายได้โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

  • ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างละเอียด
  • วิเคราะห์งบการเงินและที่มาของแหล่งเงินทุน
  • ตรวจสอบความโปร่งใสของผู้ทำบัญชีและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • ขอหลักฐานรายการเดินบัญชีหากพบความผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกกันไปครับ เพราะมาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้เป็นการปิดกั้นชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกติกาของประเทศไทย หัวใจสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เท่าเทียมและยั่งยืนสำหรับทุกคนครับ

หากคุณดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและโปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลเลยครับ ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น การตรวจเข้มครั้งนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนทั่วโลกมากขึ้นครับ

ที่มา – รัฐบาลลุยปราบนอมินีต่างชาติ ใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า ตรวจเข้ม 1 ส.ค.นี้

รมว.สุรศักดิ์ ถกงบฯ ปี 70 เร่งเครื่องนโยบายท่องเที่ยว กีฬา ยกระดับความปลอดภัยปราบนอมินี

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเที่ยวและผู้ประกอบการทุกคน วันนี้เรามีข่าวอัปเดตที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางนโยบายของภาครัฐ โดย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาเรียกประชุมผู้บริหารนัดพิเศษเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการอภิปรายงบประมาณปี 2570 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกีฬาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นครับ

รมว.สุรศักดิ์ ถกงบฯ ปี 70 เร่งเครื่องนโยบายท่องเที่ยว กีฬา ยกระดับความปลอดภัยปราบนอมินี

การประชุมครั้งนี้เน้นย้ำถึงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเข้มข้น เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน การที่ รมว.สุรศักดิ์ ถกงบฯ ปี 70 เร่งเครื่องนโยบายท่องเที่ยว กีฬา ยกระดับความปลอดภัยปราบนอมินี นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองดังนี้ครับ:

ไฮไลท์สำคัญจากการขับเคลื่อนนโยบาย

  • การท่องเที่ยวพลัส (Co-Payment): เตรียมเสนอโครงการเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
  • การท่องเที่ยวทางราง: จับมือกับกระทรวงคมนาคมขยายโครงข่ายการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวทั่วไทย
  • เศรษฐกิจสีชมพู (Pink Economy): พัฒนาความหลากหลายของตลาดท่องเที่ยวเพื่อสร้างโอกาสรายได้ใหม่ๆ
  • ระบบ BDEC: จัดตั้งคณะทำงานพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลท่องเที่ยวเพื่อบริการที่แม่นยำ

ในด้านความปลอดภัยที่เป็นหัวใจหลัก นายสุรศักดิ์ได้สั่งการเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานยกระดับมาตรการความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวแบบเชิงรุก ทั้งการป้องกันอาชญากรรมและการช่วยเหลือฉุกเฉิน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานสากลต่อประเทศไทย

มาตรการปราบปรามธุรกิจนอมินี

อีกหนึ่งประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดคือการปราบปรามธุรกิจนอมินี การที่ รมว.สุรศักดิ์ ถกงบฯ ปี 70 เร่งเครื่องนโยบายท่องเที่ยว กีฬา ยกระดับความปลอดภัยปราบนอมินี จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่หลีกเลี่ยงข้อกำหนด เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่โปร่งใสและคุ้มครองธุรกิจสีขาวในไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

โดยสรุปแล้ว ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีมากครับว่าภาครัฐเอาจริงกับการปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวและกีฬาให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ หากนโยบายเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและรับฟังเสียงจากผู้ประกอบการจริง เชื่อว่าประเทศไทยของเราจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าประทับใจสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแน่นอนครับ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดอย่างไรกับก้าวสำคัญครั้งนี้ของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ บ้าง ลองคอมเมนต์มาคุยกันได้นะครับ

ที่มา – รมว.สุรศักดิ์ ถกงบฯ ปี 70 เร่งเครื่องนโยบายท่องเที่ยว กีฬา ยกระดับความปลอดภัยปราบนอมินี

นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี คดีลดลง 60%

นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี คดีลดลง 60%

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทย เมื่อล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญของรัฐบาล ในการเดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างหนัก โดยมีการรายงานว่านโยบาย นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี นั้นเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น

ผลลัพธ์เชิงบวกจากการปราบปรามสแกมเมอร์และนอมินีข้ามชาติ

จากการติดตามสถานการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดปราบปราม พบว่าสถิติคดีอาชญากรรมออนไลน์และคดีการหลอกลวงผ่านระบบโซเชียล รวมถึงปัญหาการใช้ชื่อบุคคลอื่นเป็นนอมินีทำธุรกิจผิดกฎหมายนั้น มีกราฟลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 60% ถือเป็นการตอกย้ำว่ายุทธการ นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี นั้นทำได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การทำตัวเลขขึ้นมาเพื่อรายงานผลงานเท่านั้น แต่เป็นการลงพื้นที่ตรวจจริง จับจริง และยึดทรัพย์จริงตามนโยบายที่ตั้งไว้

รัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการขั้นเด็ดขาดสำหรับกลุ่มอิทธิพลและเครือข่ายนอมินีที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การบังคับใช้กฎหมายยึดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบอย่างเข้มงวด
  • การดำเนินคดีอาญาโดยไม่มีการอะลุ่มอล่วย
  • มาตรการเนรเทศกลุ่มผู้กระทำผิดข้ามชาติออกนอกประเทศ
  • การสั่งห้ามเข้าประเทศสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

รัฐบาลยังย้ำอีกว่า หลังจากนี้จะไม่มีการออกไปตักเตือนใครอีกแล้ว แต่หากพบการกระทำผิดที่ไหน เจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการจับกุมทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากการฉ้อโกงข้ามชาติมากยิ่งขึ้น การที่ นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาใจใส่ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามดูผลงานในระยะยาวกันต่อไป ว่าสถานการณ์เหล่านี้จะหมดไปจากสังคมไทยได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือก้าวแรกแห่งความสำเร็จนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากคุณพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะความร่วมมือของคนไทยทุกคนคือพลังสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ ย้ำเอาจริงปราบสแกมเมอร์ – นอมินี ชี้ช่วง 3 เดือนเห็นผล คดีลดลง 60%

กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับการปฏิบัติการครั้งสำคัญของรัฐบาลในการกวาดล้างนอมินี “ภูเก็ต กระบี่ พังงา” ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดระเบียบที่ดินของประเทศไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้วิธีการไม่ถูกต้องตามกฎหมายครับ

เหตุผลสำคัญที่ต้อง กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

การดำเนินการเชิงรุกในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สนธิกำลังกว่า 500 นาย เข้าพื้นที่เป้าหมายเพื่อทลายเครือข่ายที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “นอมินี” ซึ่งพฤติกรรมนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ต กระบี่ และพังงา ที่ดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติให้เข้ามาหวังครอบครองที่ดินโดยมิชอบ

รายละเอียดการปฏิบัติการ กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

สำหรับผลการตรวจค้นในเฟสที่ 3 นี้ เจ้าหน้าที่ได้พบความผิดปกติในหลายจุด ดังนี้:

  • ภูเก็ต: ตรวจพบบริษัทนอมินี 10 แห่ง และบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นเกินสัดส่วนถึง 39 แห่ง มูลค่าที่ดินกว่า 231 ล้านบาท
  • พังงา: มีการยึดที่ดินมูลค่ากว่า 269 ล้านบาท พร้อมจับกุมผู้กระทำผิดชาวต่างชาติได้ทันที
  • กระบี่: ตรวจสอบพบความเชื่อมโยงของบริษัทนอมินีจำนวนมาก รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมหาศาล

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถยึดที่ดินได้รวมกันถึง 89 แปลง คิดเป็นพื้นที่กว่า 49 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 1,053 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาตินั้นเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุดครับ

นายกรัฐมนตรียังได้ให้คำมั่นว่าจะขยายผลการปราบปรามนี้ไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรที่ดินของชาติจะถูกใช้อย่างเหมาะสมตามกฎหมาย สำหรับใครที่พบเห็นความผิดปกติหรือการถือครองที่ดินที่ดูน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ในมุมมองของผม การกวาดล้างครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทวงคืนความถูกต้องทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนคนไทยว่า รัฐบาลกำลังเอาจริงเอาจังในการปกป้องสมบัติของชาติ ไม่ปล่อยให้กลุ่มทุนข้ามชาติใช้อภิสิทธิ์เหนือคนในประเทศ หวังว่ามาตรการนี้จะมีความต่อเนื่องเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและตรวจสอบได้สำหรับทุกคนครับ

ที่มา – กวาดล้างนอมินี “ภูเก็ต กระบี่ พังงา” ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้าน

เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า

“เอกนิติ” เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายนัดแรก เร่งบูรณาการความร่วมมือ ลุยตรวจเข้มสินค้านำเข้า คุมแพลตฟอร์มออนไลน์ และไล่ตรวจนอมินีเต็มรูปแบบ พร้อมปิดช่องโหว่การค้า รักษาความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยและความปลอดภัยของผู้บริโภค

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) นัดประชุมหน่วยงานภายใต้ คสธก. ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายธนพล ภู่พันธ์ศรี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) พร้อมทั้งหัวหน้าส่วนราชการจาก 21 ส่วนราชการ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น เข้าร่วมหารือแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

นายเอกนิติฯ ประธาน คสธก. เปิดเผยว่า “การแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และการป้องปรามธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทน เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทั้งด้านข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย และการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์” พร้อมเน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการร่วมกันวางแนวทางแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทั้งด้านการค้า ความปลอดภัยผู้บริโภค และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อดำเนินการเชิงรุกในการติดตามและเร่งรัดมาตรการในการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สร้างความเป็นธรรมทางการค้า แก้ไขปัญหาและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย ให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม ครบถ้วนในทุกมิติ

ที่ผ่านมา ได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าทะลัก โดยเพิ่มอัตราเปิดตู้สินค้า FCL จาก 20% เป็น 30%, ตรวจ X-ray แบบ 100% บริเวณด่านเสี่ยงสูง (นครพนม และมุกดาหาร) และดำเนินคดีผู้กระทำผิดกว่า 86,087 คดี นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรจะจัดเก็บอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยและ SMEs ที่ต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและป้องกันการนำเข้าสินค้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ ขณะที่การปราบปรามนอมินี ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด 873 ราย และเตรียมให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจเส้นทางการเงินธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี พร้อมให้ตำรวจและดีเอสไอร่วมดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ ด้านการกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ออกประกาศให้แพลตฟอร์ม e-Commerce ต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ขาย ข้อมูลสินค้า และจัดทำระบบ notice & takedown โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยสินค้าออนไลน์และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดออนไลน์ไทย นอกจากนี้ ยังได้มีการเร่งบูรณาการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ สร้างความเชื่อมั่นทำให้ประเทศคู่ค้า ตลอดจนรักษามาตรฐาน ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของสินค้าไทยในตลาดโลก

นายเอกนิติฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินการภายใต้ คสธก. โดย

(1) จัดทำ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศ พ.ศ. …. เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการในการบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศเป็นไปด้วยความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

(2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีอธิบดีกรมศุลกากร และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม และคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและบูรณาการการทำงานแบบเชิงรุก

(3) สนับสนุนการตรวจสอบเส้นทางการเงินธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยได้บูรณาการข้อมูลร่วมระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตลอดจนพัฒนากลไกตรวจสอบผู้ถือหุ้น–เงินทุน–พฤติกรรมเสี่ยง เพื่อป้องกันต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง

นายเอกนิติฯ ย้ำชัดว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ การคุ้มครองผู้บริโภค และการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทั้งกฎหมาย เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือหลัก ทั้งนี้ การคุมเข้มนี้ไม่ใช่แค่บังคับใช้กฎหมาย แต่คือการฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ ปกป้องคนไทยและผู้ประกอบการไทยไม่ให้เสียเปรียบ ปิดช่องโหว่ที่ต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจไทยโดยไม่เป็นธรรม” พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินมาตรการ เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัยผู้บริโภค ความเป็นธรรมทางการค้า และเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า

การประชุม เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า ครั้งแรกนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย และการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในธุรกิจต่างๆ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทำไมการ “เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า” ถึงสำคัญ?

การที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุม คสธก. เพื่อหารือแนวทางการจัดการปัญหาสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมายนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและความเป็นธรรมทางการค้าของประเทศไทย การตรวจเข้มสินค้านำเข้าและสกัดนอมินีเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภค นอกจากนี้ การกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ขายและสินค้ายังช่วยสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจให้กับผู้ซื้อสินค้าออนไลน์อีกด้วย

มาตรการต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว การสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ และยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย นโยบาย เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการป้องปรามธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทน ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์ จะช่วยสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย

ดังนั้น การ เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจและสนับสนุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “เอกนิติ” เรียกถก คสธก. นัดแรก ลุยตรวจเข้มสินค้านำเข้า สกัดนอมินีเต็มรูปแบบ

Scroll to top