'เอกนิติ' เรียกถก คสธก. นัดแรก ลุยตรวจเข้มสินค้านำเข้า สกัดนอมินีเต็มรูปแบบ

เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า

“เอกนิติ” เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายนัดแรก เร่งบูรณาการความร่วมมือ ลุยตรวจเข้มสินค้านำเข้า คุมแพลตฟอร์มออนไลน์ และไล่ตรวจนอมินีเต็มรูปแบบ พร้อมปิดช่องโหว่การค้า รักษาความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยและความปลอดภัยของผู้บริโภค

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) นัดประชุมหน่วยงานภายใต้ คสธก. ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายธนพล ภู่พันธ์ศรี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) พร้อมทั้งหัวหน้าส่วนราชการจาก 21 ส่วนราชการ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น เข้าร่วมหารือแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

นายเอกนิติฯ ประธาน คสธก. เปิดเผยว่า “การแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และการป้องปรามธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทน เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทั้งด้านข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย และการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์” พร้อมเน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการร่วมกันวางแนวทางแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทั้งด้านการค้า ความปลอดภัยผู้บริโภค และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อดำเนินการเชิงรุกในการติดตามและเร่งรัดมาตรการในการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สร้างความเป็นธรรมทางการค้า แก้ไขปัญหาและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย ให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม ครบถ้วนในทุกมิติ

ที่ผ่านมา ได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าทะลัก โดยเพิ่มอัตราเปิดตู้สินค้า FCL จาก 20% เป็น 30%, ตรวจ X-ray แบบ 100% บริเวณด่านเสี่ยงสูง (นครพนม และมุกดาหาร) และดำเนินคดีผู้กระทำผิดกว่า 86,087 คดี นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรจะจัดเก็บอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยและ SMEs ที่ต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและป้องกันการนำเข้าสินค้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ ขณะที่การปราบปรามนอมินี ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด 873 ราย และเตรียมให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจเส้นทางการเงินธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี พร้อมให้ตำรวจและดีเอสไอร่วมดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ ด้านการกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ออกประกาศให้แพลตฟอร์ม e-Commerce ต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ขาย ข้อมูลสินค้า และจัดทำระบบ notice & takedown โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยสินค้าออนไลน์และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดออนไลน์ไทย นอกจากนี้ ยังได้มีการเร่งบูรณาการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ สร้างความเชื่อมั่นทำให้ประเทศคู่ค้า ตลอดจนรักษามาตรฐาน ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของสินค้าไทยในตลาดโลก

นายเอกนิติฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินการภายใต้ คสธก. โดย

(1) จัดทำ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศ พ.ศ. …. เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการในการบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศเป็นไปด้วยความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

(2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีอธิบดีกรมศุลกากร และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม และคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและบูรณาการการทำงานแบบเชิงรุก

(3) สนับสนุนการตรวจสอบเส้นทางการเงินธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยได้บูรณาการข้อมูลร่วมระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตลอดจนพัฒนากลไกตรวจสอบผู้ถือหุ้น–เงินทุน–พฤติกรรมเสี่ยง เพื่อป้องกันต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง

นายเอกนิติฯ ย้ำชัดว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ การคุ้มครองผู้บริโภค และการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทั้งกฎหมาย เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือหลัก ทั้งนี้ การคุมเข้มนี้ไม่ใช่แค่บังคับใช้กฎหมาย แต่คือการฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ ปกป้องคนไทยและผู้ประกอบการไทยไม่ให้เสียเปรียบ ปิดช่องโหว่ที่ต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจไทยโดยไม่เป็นธรรม” พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินมาตรการ เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัยผู้บริโภค ความเป็นธรรมทางการค้า และเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า

การประชุม เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า ครั้งแรกนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย และการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในธุรกิจต่างๆ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทำไมการ “เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า” ถึงสำคัญ?

การที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุม คสธก. เพื่อหารือแนวทางการจัดการปัญหาสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมายนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและความเป็นธรรมทางการค้าของประเทศไทย การตรวจเข้มสินค้านำเข้าและสกัดนอมินีเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภค นอกจากนี้ การกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ขายและสินค้ายังช่วยสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจให้กับผู้ซื้อสินค้าออนไลน์อีกด้วย

มาตรการต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว การสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ และยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย นโยบาย เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการป้องปรามธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทน ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์ จะช่วยสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย

ดังนั้น การ เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจและสนับสนุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “เอกนิติ” เรียกถก คสธก. นัดแรก ลุยตรวจเข้มสินค้านำเข้า สกัดนอมินีเต็มรูปแบบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: